สุริยุปราคาและจันทรุปราคาอย่างไหนจะเกิดบ่อยครั้งกว่ากัน อ.สิงโต

สุริยุปราคาและจันทรุปราคาอย่างไหนจะเกิดบ่อยครั้งกว่ากัน

 

            สุริยุปราคาเกิดขึ้นบ่อยครั้งกว่าจันทรุปราคา แต่สุริยุปราคาเกิดขึ้นครั้งหนึ่งๆ จะมีผู้เห็นได้น้อยกว่าจันทรุปราคา

            สำหรับจันทรุปราคา ก็น่าจะเกิดขึ้นทุกวันเพ็ญ แต่โดยเหตุที่วงโคจรทั้งสองไม่ทับกันจันทรุปราคาจึงไม่เกิดบ่อยครั้ง

            สุริยุปราคาวงแหวน ปรากฎการณ์เกิดขึ้นเมื่อพื้นผิวโลกอยู่ใกล้ดวงจันทร์พอที่เงามืดตกลงถึงได้ หากดวงจันทร์อยู่ห่างโลกออกไป เงามืดตกไม่ถึงพื้นผิวโลก บริเวณเงาของดวงจันทร์มากระทบโลก อาจแบ่งได้เป็นอาณาเขตตรงกลาง ผู้ที่อยู่แนวอาณาเขตทางเหนือและทางใต้เป็นเขตเงาล้อมรอบจะเห็นดวงอาทิตย์ถูกบังคับแต่บางส่วน ส่วนผู้ที่อยู่ในเขตตรงกลางจะเห็นสุริยุปราคารูปวงแหวน

 

เหตุใดอุปราคาจึงเกิดซ้ำเป็นรอบ ๆ

 

            ในการโคจรเป็นรอบๆ นั้น โลกมาอยู่ในตำแหน่งเดิมเทียบกับดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ทุกๆ รอบ ๑๘ ปี ๑๐ วัน(๖๕๘๕ วัน) อุปราคาชุดต่างๆ จึงเกิดขึ้นซ้ำตามรอบนี้เองเหตุที่เกิดมีสุริยุปราคาขึ้นได้ สภาวะสองประการที่เปลี่ยนแปรอยู่เรื่อยๆ จะต้องได้ค่าพอเหมาะ คือ

            (๑) ดวงจันทร์ จะต้องอยู่ในตำแหน่งขึ้น ๑๕ ค่ำหรือแรม ๑๕ ค่ำพอดี ซึ่งจะเกิดเป็นรอบทุกระยะ ๒๙.๕๓๐๕๙ วัน

            (๒) ดวงอาทิตย์จะต้องมาอยู่ในตำแหน่งเดียวกัน ซึ่งจะเกิดเป็นรอบทุก ๓๔๖.๖๒๐๑ วัน ระยะนี้เรียกว่า ปีอุปราคา

            ดังนั้นจะเห็นได้ว่า อุปราคาไม่อาจเกิดขึ้นทุกรอบเดือนได้ เพราะดวงอาทิตย์ไม่อยู่ในตำแหน่งเดิมถูกต้องบ่อยครั้งกว่ารอบละ ๓๔๖.๖๒๐๑ วัน เพื่อจะเกิดอุปราคาซ้ำอีก จึงจำจะต้องให้เวลาผ่านไปหลายปี และหลายรอบเดือน เพราะจำเป็นจะต้องให้ภาวะทั้งสองพอดีกัน

            การที่จะคำนวณหาระยะเวลาเกิดเช่นนี้ พอดีก็คือ โดยการหาตัวคูณร่วมน้อยของจำนวน ๒๙.๕๓๐๕๙ วัน และ ๓๔๖.๖๒๐๑ วันนั่นเอง ตัวคูณร่วมน้อยที่พอดีจริงหาไม่ได้ ได้แต่ตัวคูณร่วมน้อยที่พอใช้ได้คือ ๖.๕๘๕ วัน ซึ่งอาจสอบดูได้โดยการเอา ๒๙.๕๓๐๕๙ กับ ๓๔๖.๖๒๐๑ ไปหาร

            เมื่อเวลาหลังจากที่เกิดอุปราคาครั้งหนึ่งผ่านไปได้ ๖.๕๘๕ วัน ดวงอาทิตย์ดวงจันทร์และโลก ก็ควรจะกลับมาอยู่ในตำแหน่งเทียบเคียงต่อกันอีกครั้งหนึ่ง แต่โดยเหตุที่ระยะเวลานี้ไม่ใช้ตัวคูณร่วมน้อยที่ถูกต้องจริงๆ ของเดือนและปีอุปราคา อุปราคาจึงเกิดขึ้นไม่ได้เหมือนเดิมทุกอย่าง

            ฉะนั้น การคำนวณสร้างปฏิทินโหราศาสตร์ก็ถือหลักการคำนวณดังกล่าวมานี้ ถ้าท่านเปิดปฏิทินโหราศาสตร์ดู จะทราบได้ทันทีว่า ปีใด เดือนใด และวันใด จะเกิดสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ดังนี้

            สุริยุปราคา เกิดขึ้นในวันแรม ๑๕ ค่ำหรือขึ้นค่ำ โดยมี อาทิตย์ จันทร์ อยู่ราศีเดียวกัน ตรงข้ามกับราหูคือเงาของโลก

            จันทรุปราคา เกิดขึ้นในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำ โดยมีจันทร์ ราหู อยู่ราศีเดียวกันตรงข้ามกับอาทิตย์

 

สุริยุปราคา ซึ่งเห็นในประเทศไทย ๕ ครั้ง

ครั้งที่ ๑ สุริยุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๑ สุริยุปราคาเต็มคราสครั้งแรกปรากฎหลักฐานมีอยู่ในประเทศไทย เกิดขึ้นในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๔ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงศึกษาวิชาโหราศาสตร์เจนจบชำนาญ ทรงคำนวณทราบว่าในปีมะโรงสัมฤทธิศก พ.ศ. ๒๔๑๑ จะเห็นสุริยุปราคาเต็มคราสในประเทศไทย วันอังคารขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ และวิถีโคจรของพระอาทิตย์จะเห็นสุริยุปราคาเต็มดวงได้ที่ตำบลหว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งอยู่ใกล้ตำบลคลองวาฬ มีพระราชดำรัสแถลงแก่โหรไทยในสมัยนั้น ก็มิใคร่มีใครเห็นพ้องด้วยเพราะผิดกับที่กล่าวไว้ในตำราครั้งนั้นว่า ไม่เคยเห็นสุริยุปราคาเต็มคราสในประเทศไทยแต่โบราณมาว่าเต็มดวงมีแต่จันทรุปราคา ส่วนสุริยุปราคานั้นหามีที่จะหมดดวงไม่ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยาบำราบปรปักษ์ได้ตรัสเล่าภายหลังว่า แม้พระองค์ท่านเองก็ไม่ทรงเชื่อพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเรื่องที่จะเกิดสุริยุปราคาเต็มคราสนี้ หากเกรงพระราชอัธยาศัยก็รีบตามเสร็จออกไปดูด้วย จึงโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งพลับพลาสถานที่สำหรับทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่ตำบลหว้ากอนั้น แล้วเสด็จทรงเรือพระที่นั่งอัครราชวรเดชออกจากกรุงเทพฯ เมื่อวันศุกร์เดือน ๙ แรม ๔ ค่ำ ประทับ ณ ที่บางแห่งในระยะทาง เสด็จถึงพลับพลาตำบลหว้ากอเมื่อวันจันทร์ เดือน ๙ แรม ๗ ค่ำ ณ วันที่ ๑๙ สิงหาคม ๒๔๑๑ จึงเสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่พระนครกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงคำนวณเวลาสุริยุปราคาได้อย่างถูกต้องดีมากทีเดียว

ในวันที่ ๑๘ สิงหาคม

            -เวลาเช้า เริ่มมีพยัพเมฆหนาแน่นเกิดขึ้นทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ตลอดเวลา เมฆหมอกได้บังพระอาทิตย์เสียหมด เกือบไม่มีหวังได้เห็นสุริยุปราคา

            -ถึง ๙ นาฬิกา มีฝนตกลงมาเล็กน้อย

            -เมื่อ ๑๐ นาฬิกา ลมพัดจากตะวันตกเฉียงใต้อย่างแรงจัดขึ้น

            -พอ ๑๐.๐๕ นาฬิกา เมฆเริ่มกระจายออก ทางตะวันตกท้องฟ้าโปร่งขึ้น

            -เวลา ๑๐.๓๕ นาฬิกา จึงได้เห็นดวงอาทิตย์เป็นครั้งแรก แต่สุริยุปราคาได้เริ่มจับทางขอบตะวันตกไปประมาณ ๑ ใน ๔ ของเส้นศูนย์กลางแล้ว

            -เวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกา ก่อนเวลาเต็มคราส ๒๐ นาที ได้สังเกตเห็นสีฟ้าเปลี่ยนแปลงไปอย่างชัดเจนทางตะวันตก แทนที่จะเป็นสีน้ำเงินอ่อน กลายเป็นสีคล้ำขึ้น ก้อนเมฆอยู่ ทางนั้นเห็นลอยเด่นอยู่ชัดเจน

            -เวลา ๑๑.๒๐ นาฬิกา เงาพระจันทร์บังพระอาทิตย์มากขึ้น ท้องฟ้าทั่วไปมืดมัวสิ่งต่างๆ ที่ตั้งอยู่ไกลเห็นมีรูปอย่างขมุกขมัว สีทะเลเปลี่ยนจากสีเขียวอ่อนเป็นสีม่วงดำ เรือกำปั่นอยู่ห่างจากฝั่งทะเล ๓ ไมล์แลไม่เห็นชัดเจน อากาศหนาวเย็นทั่วไป ปรอทวัดอากาศก็ต่ำลง ๖ องศา

            -เวลา ๑๑.๒๕ นาฬิกา มืดมัวมากขึ้น เมื่อเวลาเงาพระจันทร์บังพระอาทิตย์ทั้งดวง ซึ่งเป็นเวลา ๑๑.๓๐ นาฬิกา มืดมากทีเดียว ในระยะ ๒-๓ ก้าว แลเห็นร่างกายคนจำกันไม่ได้

            สุริยุปราคาจับเต็มคราสได้ ๖ นาที ๔๕ วินาที แสงสว่างของพระอาทิตย์เริ่มส่องออกมาสุริยุปราคาคลายหมดเมื่อเวลา ๑๓ นาฬิกา ๓๗ นาที ๔๕ วินาที

ครั้งที่ ๒ สุริยุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๘ เมื่อวันที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๔๑๘ สุริยุปราคาเต็มคราสซึ่งปรากฎเห็นในประเทศไทย ที่แหลมเจ้าลายจังหวัดเพชรบุรี ตามการคำนวณเวลาเต็มคราสนาน ๔.๗ นาที เริ่มแต่เวลา ๑๓.๓๘ นาฬิกา ครั้งนี้มืดมัวน้อยกว่าเมื่อสุริยุปราคา พ.ศ. ๒๔๑๑

ครั้งที่ ๓ สุริยุปราคา พ.ศ. ๒๔๗๒ เมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๒ ประเทศไทยจะเห็นสุริยุปราคาเต็มคราสที่ปัตตานี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าบรมราชินีทรงเรือพระที่นั่งมหาจักรี เสด็จพระราชดำเนินโดยชลมารคจากพระราชวังไกลกังวลหัวหินไปทอดพระเนตรสุริยุปราคาที่จังหวัดปัตตานี แล้วเสด็จกลับพระนคร

ครั้งที่ ๔ สุริยุปราคา พ.ศ. ๒๔๙๘ ในวันที่ ๒๐ มิถุนายน ๒๔๙๘ นี้ ตรงกับวันจันทร์ขึ้น ๑ ค่ำเดือน ๘ จะมีปรากฎการณ์ทางธรรมชาติอันเกี่ยวกับการโคจรของโลก ดวงจันทร์ และดวงอาทิตย์ มาอยู่ในเส้นเดียวกัน ทำให้สุริยุปราคาเต็มดวงจับเต็มคราสเป็นเวลานานถึง ๖ นาที และเห็นได้ชัดเจนในประเทศไทย นับว่าเป็นปรากฎการณ์ที่ประหลาดและมหัศจรรย์ยิ่ง ซึ่งจะหาโอกาสพบในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ได้ยากที่สุด

                        ในวันที่เกิดสุริยุปราคาบูรณคราส และเห็นได้ในประเทศไทยนั้นอากาศมืดสนิทประดุจเป็นเวลากลางคืน ต้องจุดไฟ ตามตะเกียงและไฟฟ้า ฝูงวิหกนานาชนิดจะพากันบินกลับรัง ด้วยเข้าใจผิดคิดไปว่าเป็นเวลาค่ำคืน ในที่สุดบางแห่งเราอาจไม่มีโอกาสเห็นได้ชัด เพราะอากาศไม่อำนวย เช่นอาจมีเมฆฝนปกคลุม หรือมีฝนตก แต่มีบางแห่งเห็นได้ชัดเจน

            เวลาและสถานที่เห็นคราสเต็มดวง เริ่มจับบูรณคราสเวลา ๑๐ นาฬิกา ๑๗ นาที ไปหมดเวลา ๑๐ นาฬิกา ๓๗ นาที จังหวัดที่เห็นได้ชัดเจน คือ กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี อุทัยธานี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง สุพรรณบุรี ลพบุรี สระบุรี ปทุมธานี นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปราจีนบุรี พระนคร ธนบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ สุรินทร์ ร้อยเอ็ด ศรีษะเกษ และอุบลราชธานี

            เวลาเต้มคราสนานต่างกัน แล้วแต่จะอยู่ห่างไกลจากเส้นแนวกลางของบูรณคราส

ครั้งที่ ๕ สุริยุปราคาวงแหวน เมื่อวันที่ ๑๙ เมษายน ๒๕๐๑  ตรงกับวันเสาร์ขึ้น ๑ ค่ำ เดือน ๖ จะมีสุริยุปราคาเป็นวงแหวนเห็นได้ทั่วประเทศไทย และมีบางภาคของประเทศที่จะเห็นสุริยุปราคาเป็นวงแหวน ในประเทศไทยเริ่มเห้นสุริยุปราคาเป็นวงแหวน ที่บ้านปากจั่นอำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง เมื่อเวลา ๙ นาฬิกา ๑ นาที ที่อยู่ใกล้เขาใต้สุดของพื้นที่ซึ่งจะเห็นสุริยุปราคาเป็นวงแหวน เริ่มเวลาประมาณ ๙ นาฬิกาที่เขตแดนไปจนถึงเวลา ๙ นาฬิกา ๒๐ นาที ที่จังหวัดอุบลราชธานี ภูมิประเทศที่จะเห็นสุริยุปราคาเป็นวงแหวนคือ

แนวเหนือสุด อำเภอจอมบึง ผ่านอำเภอบ้านโป่ง ผ่านอำเภอกำแพงแสน ผ่านเหนือ อำเภอลาดหลุมแก้ว ผ่านเหนืออำเภอสามโคก ผ่านใต้อำเภอบางประอิน ผ่านอำเภอหนองแค ผ่านใต้อำเภอสูงเนิน ผ่านเหนืออำเภอเมืองนครราชสีมา ผ่านอำเภอพิมาย ผ่านอำเภอพุทธไธสง ผ่านใต้อำเภอวาปีปทุม  ผ่านใต้อำเภอจตุพักตรพมาน ผ่านอำเภอเสลภูมิ และผ่านอำเภอมุกดาหาร จังหวัดนครพนม

แนวกลาง ผ่านเขาใหญ่ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านหัวหิน ผ่านอำเภอบางละมุง ผ่านเหนืออำเภอพัฒนานคร ผ่านบ้านสะแกลอย ผ่านอำเภอสังขะ ผ่านจังหวัดอุบลราชธานี และไปหมดประเทศไทยที่แม่น้ำโขง

แนวใต้สุด ผ่านปากจั่น จังหวัดระนอง ผ่านเหนืออำเภอท่าแซะ ผ่านใต้บ้านเปิด ผ่านเหนืออำเภอขลุง ผ่านเหนืออำเภอเขาสมิง จังหวัดตราด ไปเข้าเขตแดนประเทศเขมร

จังหวัดพระนครเห็นเป็นวงแหวนเต็มกลางดวง เมื่อเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. ๙ นาที

หัวหินเห็นเป็นวงแหวนเต็มกลางดวง เมื่อเวลาประมาณ ๙.๐๐ น. ๗ นาที

เฉพาะในประเทศไทยเป็นวงแหวนเต็มนานต่างกัน ตามตำบลต่างๆ แต่ ๖ นาที ๑ วินาที ถึง ๖ นาที ๒๗ วินาที

 

หมายเหตุ สำหรับสุริยุปราคา และจันทรุปราคา ซึ่งเกิดขึ้นนั้น บางครั้งเราไม่สามารถจะเห็นได้ด้วยตาเปล่า และยิ่งเกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ด้วยแล้ว เราไม่มีโอกาสไปเห็นได้เลย แต่การเกิดของสุริยุปราคาและจันทรุปราคา ไม่เป็นของแปลกสำหรับนักโหราศาสตร์ เพราะนักโหราศาสตร์ต้องย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่าจะเกิดขึ้นเมื่อวันเวลาใด เดือนใด ปีใด เนื่องจาก วันเวลาที่เกิด สุริยุปราคาก็ดี จันทรุปราคาก็ดี เป็นหลักพยากรณ์หวังผลอยู่แล้ว

            สุริยุปราคา ใกล้ประเทศไทย เมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๕ ประเทศที่เห็นได้ชัดเจนคือ บอเนียว นิวกินี มหาสมุทรแปซิฟิคตอนกลางและตอนเหนือ สำหรับประเทศไทยจังหวัดภาคใต้ก็มีส่วนเห็นสุริยุปราคาครั้งนี้ด้วยเหมือนกัน แต่เห็นเป็นส่วนน้อย

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            สภาพของดาวเคราะห์และความเป็นจริงของ วันที่ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ เมื่อเวลา ๐๗.๒๗ น.

            แต่ก่อนหน้าจะเกิดสุริยุปราคา เมื่อ ๒๐ มกราคม ๒๕๐๕ ก็เกิดจันทรุปราคาก่อน การเกิดจันทรุปราคาและสุริยุปราคาระหว่า ๒ ราศี คือ กรกฎและมังกรในครั้งนี้เป็นจุดชนวนที่จะเกิดพายุและฝนขึ้น ดังนั้น ในระหว่างเดือนตุลาคม ถึงเดือนพฤศจิกายน จึงเกิดอุทกภัยทางแหลมตลุมพุกทางภาคใต้ของประเทศไทยขึ้นอย่างใหญ่หลวง เสียหายอย่างมากมาย

            อนึ่ง ขณะเกิดสุริยุปราคา คนไทยเรามักนิยมเรียกกันว่า เกิดสุริยคราส หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น สูรย์ และในวันคืนที่เกิดจันทรุปราคา ก็มักเรียกกันว่าจันทรคราส หรือเรียกว่า ราหูอมจันทร์ หรือเรียกว่าเป็นจันทร์

            ท่านอาจารย์ทางโหราศาสตร์ ได้แต่กลอนเกี่ยวกับการพยากรณ์ได้ผลแม่นยำตอนหนึ่งว่า “อาทิตย์จันทร์เรือนครูอาจารย์ว่า ถ้าทำการวิวาห์มักจะร้าย” และอีกตอนหนึ่งว่า “ราหูกุมจันทร์และเรือนจันทร์ อังคารนั้นราหูครูท่านไข ย่อมแย่งรักสมคู่ดูกระไร แลมากไปทางเกเรเสน่ห์พาล” และยังห้ามประกอบกิจการสิ่งอันมงคลอีกว่าไว้ดังนี้ “เมื่อจันทรคราสสุริยคราสทุกราตรีหน้าสัตตะวารีหลังสัตตะวารา”

            ฉะนั้น การเกิดสุริยุปราคา จันทรุปราคา ทุกครั้ง จึงไม่เป็นของแปลกประหลาดสำหรับพวกนักโหราศาสตร์ เพียงแต่หาหลักพยากรณ์ว่าจะเกิดเหตุการดีหรือร้ายอันจะเกิดขึ้นแก่ภูมิประเทศใด หรือเกี่ยวกับตัวบุคคลเท่านั้น เช่น สุริยุปราคาเมื่อ ๕ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๐๕ ซึ่งมีดาวอังคารเป็นเทพเจ้าแห่งสงครามเข้าร่วมราศี สุริยุปราคาด้วย ก็ให้ระวังภัยสงครามจะเกิดขึ้นหรือให้ระวังภัยจากลมพายุที่ร้ายแรงที่สุดจะเกิดขึ้นเป็นต้น

 

กำเนิดของดาวเคราะห์ครองทิศและครองธาตุ

            เมื่อสิ่งมีชีวิตทั้งหลายมีสภาพที่ต้องเกิดมาจากแหล่งธาตุน้ำ ท่านบูรพาจารย์ทางโหราศาสตร์ ได้ลงมติว่า ดาวเคราะห์ทั้งหลายย่อมถือกำเนิดมาจากแหล่งธาตุน้ำทางทิศใต้ด้วยกันทั้งสิ้ง ดังนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

            ๑.อาทิตย์ เกิดก่อนดาวทั้งหมด เป็นธาตุไฟ รุ่งโรจน์ร้ายแรงยิ่ง ลักษณะสีแดงโลหิตปนทับทิม ถือกำเนิดจากทิศใต้เป็นระยะที่ ๑ แล้วโคจรโดยทักษิณาวรรต เป็นทิศละระยะจนถึงทิศไฟตะวันออกเฉียงเหนือเป็นระยะที่ ๖ แล้วครองที่ทิศนั้น มีกำลังเป็น ๖ อันเป็นแหล่งต้นแห่งธาตุไฟ หรือเรียกทิศอีสาน แปลว่าทิศแห่งผู้เป็นเจ้าเป็นใหญ่ ขณะที่อาทิตย์โคจรนั้น ได้ประดับเทพอาภรณ์ปัทมราคมมณีแดง ทรงสีหราชเป็นพาหนะ

            สำหรับดาวดวงอื่นๆ ถือกำเนิดจากแหล่งน้ำดุจเดียวกันกับพระอาทิตย์ แต่ไม่มีแสงสว่างและกำลังในตัวเอง ต่อเมื่อได้แสงจากพระอาทิตย์ฉายฉาบเข้ามา จึงปรากฎรูปลักษณะและกำลังฤทธิ์ เพราะฉะนั้นดาวทุกดวงจำเป็นต้องโคจรโดยทักษิณาวรรตผ่านพระอาทิตย์ก่อน จึงจะครองธาตุของตนตามทิศนั้นๆ ได้

            ๒.เสาร์ ธาตุไฟ ลักษณะสีดำคล้ำ ประดับเทพอาภรณ์แก้วมณีนิล ทรงพยัคฆราชเป็นพาหนะ โคจรไปรับแสงอาทิตย์เป็นระยะที่ ๖ แล้วเลยมาครองธาตุไฟ ทิศตะวันตกเฉียงใต้เป็นระยะที่ ๑๐ จึงมีกำลังเป็น ๑๐ รับกระไสไฟที่พุ่งตรงมาจากพระอาทิตย์แต่เป็นปลายกระแสจึงมีธาตุไฟด้านๆ ไม่มีเปลวรุ่งโรจน์ เป็นลักษณะอย่างไฟถ่านตามที่ว่าผิวพรรณดำคล้ำ ถึงกระนั้นทิศของดาวเสาร์ก็คงร้ายแรงเพราะเป็นทิศไฟ จึงเรียกว่าทิศหรดี เป็นทิศที่ย่อยละลาย หมายความว่าวัตถุใดๆ แม้จะแข็งปานใด เช่น หิน หรือเหล็ก เมื่อตกลงไปในทิศนี้ ก็ย่อมละลายหมด

            ๓.จันทร์ เป็นลักษณะสีสกาววาว ขาวนวลค่อนข้างเหลือง เรื่องๆ ประดับเทพอาภรณ์เพชรดีชาติวิเชียรรัตน์ ทรงอัศวราชเป็นพาหนะโคจรไปรับแสงพระอาทิตย์เป็นระยะที่ ๖ แล้วยังหาสมบูรณ์ด้วยกำลังไม่ ต้องเลยไปแวะวกกลับมารับแสงที่พระอาทิตย์อีกครั้งหนึ่งเป็นระยะที่ ๑๔ แล้วครองธาตุดินทิศตะวันออกเป็นระยะที่ ๑๕ จึงมีกำลังเป็น ๑๕ เป็นเบื้องต้นของธาตุดิน จึงมีลักษณะเป็นดินชุ่ม คือ เพิ่งจะงวดเป็นปฐวีธาตุ จึงเรียกทิศนี้ว่า ทิศบูรพา

            ๔.พฤหัสบดี ธาตุดิน ลักษณะสีเหลืองสดใส หรือเหลืองแก่ ประดับเทพอาภรณ์บุษราคัม ทรงมฤคราชเป็นพาหนะ โคจรผ่านอาทิตย์สองครั้งเป็นระยะที่ ๑๔ แล้วเลยไปครองธาตุดินทิศตะวันตกเป็นระยะที่ ๑๙ จึงมีกำลังเป็น ๑๙ รับแนวคิดที่ตรงมาจากจันทร์ แต่เป็นปลายทางซึ่งหมดความชุ่มชื่นแล้ว จึงเป็นธาตุดินชนิดแข้น หรือเรียกทิศนี้ว่าประจิม

            ๕.อังคาร ธาตุลม ลักษณะสีแดงแก่ คือสีดำสีแดงเจือแกมกัม ประดับเทพอาภรณ์แก้วโกเมนเอก ทรงธรราช(ลา) เป็นพาหนะ(เดิมว่าทรงกาสรราชเป็นพาหนะในเทวรูปขี่กระบือ) โคจรไปรับแสงอาทิตยืเป็นระยะที่ ๖ แล้วเลยมาครองธาตุลม ทิศตะวันออกเฉียงใต้ เป็นระยะที่ ๘ จึงมีกำลังเป็น ๘ เป็นแหล่งต้นของธาตุลม จึงเป็นลมประลัยกัลป์ร้ายกาจนัก และทิศนี้จึงเรียกว่าทิศอาคเณย์ แปลว่าลักษณะเป็นไฟ ธาตุไฟมีลักษณะเป็นไฟนั้นคือลมกรด เช่น อัสนีบาตสามารถพัดผันเด็ดชีวิตให้แตกขาด หรือชนิดลมพิษภายในกาย

            ๖.ราหู ธาตุลม ลักษณะสีเป็นหมอกเมฆ หรือสีม่วง ม่วงแก่ ประดับเทพอาภรณ์ล้วนสัมฤทธิ์ ทรงครุฑราชเป็นพาหนะ โคจรไปรับแสงอาทิตยื แล้วเลยมาครองธาตุลม ทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เป็นระยะที่ ๑๒ จึงมีกำลังเป็น ๑๒ รับกระแสลมที่พุ่งตรงมาจากอังคารแต่เป็นปลายลมฤทธิ์กรดร้ายอ่อนจางเสียแล้ว จึงเหลือเพียงลมเปล่า แต่ก็เป็นพายุบุแคม ทิศนี้จึงเรียกว่าทิศพายัพ คำว่า พายัพ ออกจากศัพท์เดิมว่า พายุ

            ๗.พุธ ธาตุน้ำ ลักษณะสีเขียวใสแสงมรกต หรือเขียวใบไม้ ประดับเทะอาภรณ์แก้วอินทนิล ทรงคชราชเป็นพาหนะ โคจรผ่านอาทิตย์สองครั้งเป็นระยะที่ ๑๔ แล้วเลยไปครองธาตุน้ำทิศใต้ หรือทักษิณเป็นระยะที่ ๑๗ จึงมีกำลังเป็น ๑๗ อันเป็นแหล่งต้นของธาตุน้ำ จึงเป็นมหาสมุทร คือมีลักษณะเป็นน้ำในแอ่ง

            ๘.ศุกร์ ธาตุน้ำ ลักษณะสีประภัสสร คือสีพรายแสงพราวเหมือนพระอาทิตย์เมื่อแรกขึ้น ประดับเทพอาภรณ์เพชรน้ำค้าง ทรงอุสุภราชเป็นพาหนะ โคจรผ่านอาทิตย์สองครั้งเป็นระยะที่ ๑๔ แล้วเลยไปครองธาตุน้ำทางเหนือเป็นระยะที่ ๒๑ จึงมีกำลังเป็น ๒๑ รับกระแสน้ำจากพุธ แต่พุธเป็นน้ำในมหาสมุทรอยู่ทิศใต้ สถานต่ำมิใช่วิสัยจะพุ่งกระแสตรงขึ้นไปทางทิศเหนือหรืออุดรเป็นพื้นสูง ต้องอาศัยเป็นน้ำฝนไป เพราะฉะนั้นศุกร์จึงเป็นธาตุน้ำชนิดหน้าฝน

            สำหรับเกตุและมฤตยู ไม่มีทิศที่อยู่และกำเนิดแน่นอน เนื่องจากเกตุเป็นวิญญาณธาตุ มฤตยูเป็นสภาวะธรรมชาติ หรือเทพเจ้าแห่งความตาย (สูญสิ้น)

หมายเหตุ เรื่องสีและเครื่องประดับของดาวเคราะห์เหล่านี้ ท่านเอาใจใส่กันมากในทางส่งเสริมสวัสดิ์มงคล เมื่อพิจารณาเห็นว่าดาวเคราะห์ใดเด่นในดวงชาตาเช่นอาทิตย์เจ้าชาตาก็ต้องใช้เครื่องประดับทับทิม หรือวัตุเกี่ยวกับสีต่างๆ ก็ใช้สีทับทิม ครั้งโบราณท่านถือสีเป็นสำคัญประการหนึ่งประกอบสง่าในสงคราม

            สำหรับขัติยราชทรงเครื่องพิชัยยุทธให้ต้องตามวารพยุหยาตรา มีแบบซึ่งประพันธ์ไว้อย่างไพเราะเช่นว่า

            รวิสีสฤษฏ์ด้วย อาภรณ์

แดงพิจิตรอลงกรณ์ ก่องแก้ว

ทรงแสงธนูศร ลีลาศ

เสด็จสู่สงครามแผ้ว เผ่าพ้องไพรี

ตำราที่ให้นุ่งผ้าสีประจำวัน ก็เนื่องจากเหตุนี้ด้วย

            อนึ่ง สำหรับดาวเคราะห์ที่เด่นในดวงชาตา นอกจากเจ้าชาตาจะใช้เครื่องประดับตามสีของดาวเคราะห์นั้นแล้ว ท่านยังต้องมีที่บูชาไว้ตามปางพระของดาวเคราะห์นั้นๆ ด้วย

            สำหรับเรื่อง สีแสง เครื่องประดับ และที่บูชาตามปางพระต่างๆ จะได้กล่าวในโอกาสหลัง

            ดาวเคราะห์ทั้ง ๘ เมื่อรวมกำลังทั้งหมดเป็น ๑๐๘ พอดี เกณฑ์ ๑๐๘ นี้เป็นที่ประชุมกำลังดาวเคราะห์นับถือกันว่าเป็นกำลังของโลกทั้งสิ้น และท่านได้แบ่งจักรวาลเป็น ๑๐๘ นวางค์และแบ่งภาคใต้ดาวเคราะห์เป็นเจ้าของประจำรักษานวางค์ละดาวเคราะห์ส่วนกิจการ เมื่อต้องการให้เกิดผลฤทธิ์แรงกล้า จะทำอะไรต้องให้ได้เต็ม ๑๐๘ จึงจะประสิทธิผล เช่น ซักลูกประคำ ๑๐๘ เป่ามนตื ๑๐๘ คาบ ยันต์ ๑๐๘ เกษร ๑๐๘ คตินี้แผ่ไปถึงเมืองจีน เช่น พงศาวดารจีนเรื่องซ้องกั๋งกล่าวว่าซ้องกั๋งกับพวกเกิดมาจากดาว ๑๐๘ ดวง ดังนี้เป็นต้น

 

ลักษณะของดาวเคราะห์ มี ๒ ประเภท

 

            ตามกำเนิดของดาวเคราะห์ที่กล่าวมาแล้วนั้น จะเห็นว่าดาวเคราะห์บางดวงดาวผ่านอาทิตย์ครั้งเดียว และบางดวงดาวต้องผ่านถึงสองครั้ง เป็นเพราะเหตุว่า

            ๑.ดาวที่ผ่านอาทิตย์เพียงครั้งเดียวและรวมทั้งอาทิตย์ มีกำลังในตัวมากอยู่แล้ว โดยความเป็นไฟฟ้าบวกเพียงรับเดชอาทิตย์ฉาบครั้งเดียวก็พอ ครั้นแล้วไปครองอกุศลธาตุคือ ธาตุไฟและธาตุลม อันเป็นลักษณะไฟกาลและลมกรด ท่านจัดเป็นดาวบาปเคราะห์ ได้แก่ อาทิตย์ อังคาร เสาร์และราหู ถือว่าเป็นดาวที่ให้โทษ ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ดีของดวงชาตา และของจักรราศีแล้วก็ให้คุณเหมือนกัน แต่หนักไปทางอิทธิฤทธิ์(อำนาจ) หรือเรียกว่าดาวอกุศลธาตุ

            ๒.ดาวที่ผ่านอาทิตย์รับแสงย่อมเกิดกำลังตามธรรมดาแล้ว จำต้องเพิ่มกำลังสำหรับต้านทานดาวเคราะห์ด้วยความเป็นไฟฟ้าลบ จึงต้องผ่านรับกำลังที่อาทิตย์ซ้ำอีกครั้งหนึ่ง ครั้นแล้วจึงไปครอง กุศลธาตุ คือธาตุดิน และธาตุน้ำ อุปถัมภ์ความทรงตัวและชุ่มชื่น ท่านจัดเป็นดาวศุภเคราะห์ได้แก่ จันทร์ พุธ พฤหัสบดี และศุกร์ เป็นดาวที่ให้คุณ แต่ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ดีของดวงชาตาและจักรราศี ร่วมกับดาวบาปเคราะห์ที่มีพลังสูงกว่าก็ให้โทษเหมือนกัน ดาวศุภเคราะห์เมื่อให้คุณหนักจะให้คุณไปทางบุญฤทธิ์(บารมี) บางท่านเรียกว่าดาวกุศลธาตุ

หมายเหตุ สำหรับอาทิตย์ ถ้าอยู่ในสถานที่ดีกับดวงชาตา เรียกว่าศุภเคราะห์ เช่นร่วมลัคนา เล็งโยค ตรีโกณ

 

ความสัมพันธ์ระหว่างดาวเคราะห์กับดาวฤกษ์และราศี

 

            ท่านบูรพาจารย์เก่าๆ ได้เฝ้าดูความเป็นไปของดาวเคราะห์ต่างๆ ขณะเดินผ่านกลุ่มดาวฤกษ์ต่างๆ ไปอยู่ ณ ราศีใด ทำให้เกิดอิทธิพลชั่วดีแก่โลก บ้าน เมือง ดิน ฟ้า อากาศ ส่วนรวมและแก่ชีวิตของบุคคลเป็นส่วนย่อยลงไป ขณะเมื่อมองจากโลกเห็นดาวเคราะห์ดวงต่างๆ เป็นรูปกลมอยู่ในราศีใดให้คุณ หรือให้โทษประการใด ก็จดจำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน จากการสังเกตผลมาเป็นเวลานานจนกว่าดาวเคราะห์ดวงต่างๆ จะให้คุณหรือให้โทษจริงตามลักษณะ ต่อเมื่อดาวเคราะห์ดวงนั้นๆ อยู่ในราศีนั้นอีก เมื่อเห็นดาวเคราะห์ดวงต่างๆ อยู่ในราศีแสดงว่าดาวเคราะห์ดวงนั้นให้คุณ และถ้าหากบุคคลเกิดตรงกับที่ดาวเกษตรก็ถือว่ามีอิทธิพล ทำให้บุคคลนั้นมั่นคงประกอบด้วยหลักฐานรุ่งเรือง ท่านบูรพาจารย์จึงวางมาตรฐานของดาวเคราะห์ดวงต่างๆ ที่ให้คุณสูงมากไว้ได้แล้วก็มีความเข้าใจว่าดาวฤกษ์ที่อยู่ในราศีนั้นคงจะมีอิทธิพล สรุปเหมือนกับดาวเคราะห์ดวงที่ประจำอยู่ในราศีนั้นด้วย เมื่อได้หลักพยากรณ์ที่ดีแล้วเป็นอย่างไร จึงกำหนดเป็นดวงมาตรฐานของดาวเคราะห์ เพื่อถือเป็นหลักสำหรับเทียบกำหนดต่อไป

 

ดวงมาตรฐานของดาวเคราะห์

 

            คำว่ามาตรฐาน แปลว่าสิ่งที่ถือเป็นหลักสำหรับเทียบกำหนดดวงดาวเฉพาะราศี ว่าดาวดวงนั้นเมื่อไปสถิตอยู่ในราศีนั้น ได้ตำแหน่งชื่ออย่างนั้น จะแสดงปฏิกิริยาออกมาในลักษณะนั้นๆ เป็นผลดีผลร้ายแก่บุคคลซึ่งเป็นเจ้าของชาตาอย่างนั้น ดวงมาตรฐานของดาวเคราะห์เกิดขึ้นมาได้เนื่องจากการสังเกตของท่านบูรพาจารย์เก่าๆ จดจำบันทึกไว้เป็นหลักฐาน ดวงมาตรฐานของดาวเคราะห์เหล่านี้ไม่ใช่ดวงชาตากำเนิด แต่เมื่อผูกดวงชาตากำเนิดได้แล้ว ก็เอามาเปรียบเทียบกับดวงมาตรฐานเหล่านี้ดูซิว่าแต่ละดวงมีดวงใดเหมือนดวงมาตรฐานของดาวเคราะห์บ้าง เมื่อเปรียบเทียบดังนี้ก็ทำให้การตัดสินพยากรณ์รัดกุมยิ่งขึ้น ดวงมาตรฐานของดาวเคราะห์ซึ่งแต่ละดวงแยกอิทธิพลในด้านต่างๆ กันไว้ไม่เหมือนกัน และมีอยู่ด้วยกันหลายแบบ มีชื่อเรียกต่างกัน เช่น ดวงเกษตรมูลเกษตร ประเกษตร อุจ มหาอุจ นิจ อุจจาวิลาศ อุจจาภิมุข ราชาโชค มหาจักร ฯ ทางโหราศาสตร์ถือเอาดวงเกษตรเป็นหลักสำคัญที่สุด โดยมีความเห็นหลังจากการสังเกตผลมาเป็นเวลานาน กว่าดวงต่างๆ