ReadyPlanet.com
dot
dot
นิตยสาร " โหราเวสม์ "
dot
bulletนิตยสาร "โหราเวสม์" ๔๘-๕๗
bullet:: ผูกดวง วางลัคนา หาสัมผุสดาว (ตามหลักคัมภีร์สุริยยาตร์) ::
bullet:: ผูกดวง วางลัคนา หาสัมผุสดาวตามปฏิทินดาราศาสตร์ (ลาหิรี) ::
bulletดูดวง ตามปี นักษัตร โหรหลวง
dot
เวป เพื่อนบ้าน
dot
bullethora-thai.com
bullethorasad.com
bullethorasad7.com
bullettiantek.com
bullettiantekpro.com
bullethenghengheng.com
bullet10luckastro.com
bulletตรวจล็อตเตอรี่
bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์
bulletค้นหาคำศัพท์
bulletค้นหารหัสไปรษณีย์
bulletOnline-Image-Converter
bulletAffiriate Area
dot
ข่าวสาร
dot
bulletเดลินิวส์
bulletไทยรัฐ
bulletข่าวสด
bulletบ้านเมือง
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletผู้จัดการ
dot
เวปเพื่อนบ้าน แลกลิ้ง โฆษณา
dot
bulletเวปเพื่อนบ้าน
bulletแลกลิ้งที่นี่ LINK EXCHANGE
bulletโฆษณา คลิกที่นี่
dot
อาจารย์ เทียนเต็ก
dot
bulletดูดวงจีนฟรี กับ อ.เทียนเต็ก
bulletspeedtest.adsl
bulletYOUTUBE เวิ้งนครเขษม บ้านเรา


รับตั้งศาลต่าง ๆ

าจารย์โชคชัย เงินดี
รับตั้งศาลพระภูมิ เจ้าที่
พระพรหม และ
ถอนศาลต่างๆ
โทร:081-880-6143

 

พิธีพุทธาภิเษกวัจถุมงคลพระพิฆเณศมหามงคล รุ่น 1 วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2555
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

โปรแกรมผูกดวงจีน
อาจารย์เทียนเต็ก

โปรแกรม
ตรวจสอบโชคลาภความร่ำรวย
ราคา 300 บาท

โปรแกรมดูดวงจีน 2 ภาษา
windows mobile

โปรแกรมดวงจีน
"รู้หนึ่ง-รู้หมด"
ดูดวง,หาฤกษ์ด้วยตนเอง

โปรแกรม Tian-Tek Pro Version 1
ราคา 1,000 บาท

VCDและDVD เรียนดวงจีน
ชุดที่ 1-2-3

0

Download ฟรี.
ตลับเมตรไฮเทค (ดีที่สุดในโลก)วัดได้ยาวไกลที่สุด

วัตุถุมงคล
เสริมดวง แก้ชง
สะเดาะเคาะห์ ต่อชะตา

ดวงจีนและฮวงจุ้ย
ที่เป็นวิทยาศาสตร์

อาจารย์อ๊อดวัดสายไหม
เจ้าตำรับตระกรุดลูกปืน
(1ส.ค.2550)

หลวงหนุ่ย
ที่สุดแห่งเจ้าพิธีเทวาภิเษก
จตุคามราเทพ 27 มิ.ย.2550

ที่เขาว่ารวยเพราะปี่เซียะหรือเป็นที่ฮวงจุ้ยกันแน่

ประวัติปี่เซียะ 貔貅

ตำแหน่งขุมทรัพย์
มหาเศรษฐี

ฮวงจุ้ย คู่สมพงศ์
ชง - ฮะ

ฮวงจุ้ยคนตาย

การตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดวงปี 51ดวงฮวงจุ้ยให้โทษ
นี่เป็นลิขิตฟ้า-ยากจะฝืน

คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
ไปสู่สถานที่ดี

เปิดกรุจตุคามรามเทพ
รุ่นที่ คุณสนธิไม่มี

เหรียญมงคล แก้ชง เสริมดวง
สะเดาะเคาะห์ต่อชะตา
ที่ร้านเซเว่นทุกสาขา

สถานีโทรทัศน์สีช่อง 7. สี(กระจก 6 ด้าน) มาทำข่าวเกี่ยวกับ ปี่เซียะ"貔貅

svautoshop  xenon

 

รับพยากรณ์ดวงจีน

อ.มังกร (แซ่จึง)
มณีเกียรติไพบูลย์
พยากรณ์ดวงชะตาจีน
(ซี้เถียวโป๊ยยี่)
ฤกษ์จีน แต่งงาน
ออกรถ
ขึ้นบ้านใหม่
มือถือ
081-459-9550
บ้าน
02-870-2450



โหราศาสตร์ไทย เรียนด้วยตนเอง อ.สิงห์โต สุริยาอารักษ์ (๒) article

การผูกดวงชาตาขั้นต้น

ดวงชาตาคืออะไร? ดวงชาตาคือแผนที่ชีวิต สำหรับบุคคลหนึ่งๆ ว่าจะมีวิถีชีวิตเป็นอย่างไร จะมีบุญวาสนา หรือมีกรรมแค่ไหน จะรุ่งโรจน์หรือคับแค้นเป็นต้น ในการผูกดวงชาตานี้ ท่านที่มีความประสงค์จะเป็นโหร ต้องมีการลงทุนซื้อปฏิทินโหราศาสตร์มา จะมีคำอธิบายวิธีใช้ปฏิทินโหราศาสตร์รวมอยู่ด้วยอย่างละเอียดถี่ถ้วน

วิธีผูกดวงชาตา

 

  ท่านให้นับเอาราศีพฤศภ เป็นราศีที่ ๑ ราศีมิถุนเป็นราศีที่ ๒ ราศีกรกฎเป็นราศีที่ ๓ ฯลฯ ราศีเมษ เป็นราศี ๐ หรือราศีที่ ๑๒ ดังในแบบ เมื่อทราบเช่นนี้ เราก็มาเปิดดูในปฏิทินโหร ตรวจดูว่าดาวทุกดวงอยู่ในราศีที่เท่าใด ในนั้น เขาจะบอกไว้ให้เสร็จ คือส่วนมากช่องแรกเขาจะบอกราศี เช่น ๐ คือราศี ๐ หรือราศีเมษ เราก็ดูตรงวันเดือนปีเกิดนั้น ถ้าเห็นว่าอาทิตย์อยู่ราศี ๐ เราก็วางอาทิตย์ไว้ในราศี ๐ ช่องถัดมาก็เป็นองศาลิปดาของอาทิตย์ เราก็เอามาใส่ตรงช่องกลางดวงเพื่อเอาไว้หาลัคนา ช่องต่อมาก็เป็นดาวจันทร์ เราก็ดูว่าจันทร์อยู่ราศีที่เท่าใด ก็เอาไปวางไว้ช่องราศีที่เท่านั้นเหมือนกัน ตลอดจนดาวอื่นๆ ก็วิธีเดียวกัน แต่ส่วนมากปฏิทินของโหรไทยเรามักวางดาวอังคารถึงมฤตยูไว้ในช่องท้าย เดือนหรือสิ้นปัก การอ่านปฏิทินส่วนมากเขาก็อธิบายไว้แล้วในตอนต้นของปฏิทินทุกๆ เล่ม หรือแต่ในตัวปฏิทินเอง ก็มีกล่าวไว้ถ้าเราเข้าใจก็จะทราบได้ทันที

 

การวางลัคนา

               เมื่อวางดวงดาวต่างๆ ตามราศีจนครบ ๑๐ ดวงดาวแล้ว ขั้นต่อไป ก็เป็นการวางลัคนา ลัคนาสำเร็จมาจากอันโตนาฑีประจำราศี ดังได้วางให้ดูในรูปนั้นแล้ว คือเริ่มต้นให้ดูว่าบุคคลผู้นั้นเกิดหลังจากอาทิตย์ไปแล้วกี่ชั่วโมง กี่นาที แล้วเอาตั้งไว้ มาดูองศาลิปดาของอาทิตย์นับถอยหลังมาวันหนึ่งจากวันเกิด เช่นวันเกิดที่ ๒ ก็มาดูวันที่ ๑ มีกี่องศาลิปดา เอาจำนวนองศาตั้งลง เอาเกณฑ์ ๖๐ คูณ เพื่อกระจายให้เป็นลิปดา แล้วเอาจำนวนลิปดามาบวกเข้า ได้ผลลัพธ์เท่าใด เอาไปคูณกับจำนวนอันโตนาฑีประจำราศีที่ดาวอาทิตย์อยู่แล้วเอาเกณฑ์ ๑๗๐๐ เป็นตัวหาร เลขจำนวนลัพธ์ก็เป็นเวลาอดีตที่อาทิตย์โคจรผ่านมาแล้วเท่านั้น นาที-วินาที เอาอันโตนาฑีประจำราศีที่อาทิตย์สถิตตั้งลง เอาผลลัพธ์ที่ได้ในการเอา ๑๘๐๐ หารมาลบ เหลือเท่าใดก็เป็นจำนวนนาที ที่อาทิตย์จะเดินต่อไปจนสุดราศีนั้น เอาจำนวนเวลา ๐๖.๐๐ น. ตั้งลง เอาลัพธ์ที่ลบเหลือมาบวกเข้าจนถึงเวลาที่คนเกิด ถ้าไม่พอก็เอาอันดตนาฑีในราศีข้างหน้ามาบอกต่อไปจนถึงเวลาเกิด ถึงราศีใด ลัคนาสถิตอยู่ในราศีนั้น แต่ปัจจุบันนี้มีผู้ทำลัคนาสำเร็จไว้ให้แล้วจึงไม่ลำบากแก่การคำนวณ

ภาพอันโตนาฑีประจำราศี

              

 

 

สำหรับอันโตนาทีประจำราศีต่างๆ ในภาพจะเห็นว่าในราศีมิถุน กับราศีมังกร ระยะเวลา ราศีละ ๗๒ เท่ากัน คือแคบที่สุด  ท่านจะเห็นลำดับเพิ่มของจำนวนอันโตนาทีเพิ่มขึ้นเป็น ๒ โค้ง โค้งบนคือราศีพฤศภ เมษ ถึง กุมภ์ โค้งนี้แสดงขณะอาทิตย์อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตร และอีกโค้งข้างล่างแสดงถึงขณะอาทิตย์อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตร

               อันโตนาทีประโยชน์สำหรับดูว่า ณ จุดที่เราอยู่ได้โคจรไป ณ ส่วนใดในราศีต่างๆ กล่าวคือ ราศีอะไรโผล่มาทางขอบฟ้าตะวันออก ณ จุดเวลาเกิด ถือว่าจุดเวลานั้นอยู่ที่ราศีนั้น ซึ่งความจริงเราจะคิดถึงราศีบนศีรษะของเราเป็นหลักแล้ว มักจะต่างกัน ๙๐ องศากับความจริง ที่ทำอย่างนี้ก็เพราะราศีอยู่บนศีรษะเรานั้น โหราจารย์ถือว่าไม่แสดงอิทธิพลอะไร ส่วนราศีทำมุม ๙๐ องศา (เส้นสัมผัสผิวโลก) กับเรานั่นสิให้แรง (ทางแมกคานิกส์ คือแรงมุมเพราะทำมุม ๙๐ องศากับแกน) เหตุนี้จึงมีการคำนวณอันโตนาฑีเพื่อใช้เป็นหลักในการมองเห็นว่า ณ จุดเวลาเกิดเราเห็นราศีอะไรก่อนโผล่ขึ้นมา ก็ถือว่าเราเกิด ณ จุดเวลานั้น อยู่ที่ราศีนั้น ซึ่งระยะที่เราเห็นราศีต่างๆ โผล่ทางขอบฟ้าตะวันออกนั้นเปลี่ยนไปตลอดเวลา ตามตำแหน่งที่พระอาทิตย์โคจรปัดเหนือหรือปัดใต้

               อันโตนาทีตามจำนวนนาทีในรูป ท่านต้องจำไว้เพราะเป็นปัจจัยสำคัญในการหาว่า ณ จุดเวลาเกิดของบุคคลนั้นอยู่ ณ ที่ใดในจักรวาล เรื่องอันโตนาฑี ท่านต้องอ่านและเขียนรูปดู หากท่านหาส้มโอมาสักผลหนึ่ง ลองตะแคงดูกับแสงไฟ แล้วลองหมุนดูตำแหน่งต่างๆ ท่านจะเข้าใจทันที ในการอธิบายโดยแสดงรูปทรวดทรงนั้น ทำให้เกิดการเข้าใจยากเหลือเกิน เพราะรูปมองเห็นด้านเดียวเท่านั้น

               อันโตนาฑีคืออะไร คือ ระยะเวลาจุหนึ่งบนโลกหมุนผ่านราศีต่างๆ แต่ละราศีไม่เท่ากัน ตามรูปการโคจรของโลกท่านจะเห็นว่า เนื่องจากโลกเอียงแกนให้ดวงอาทิตย์นี่เอง จึงเกิดเห็นดวงอาทิตย์อ้อมเหนือและอ้อมใต้ เกิดฤดูกาลต่างๆ ขึ้น

 

 

                    ๑.   อาทิตย์อ้อมเหนือ คือฉายแสงอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรของโลก บริเวณความสว่างจะครอบคลุมถึงบริเวณขั้วโลก ในตอนนี้จะเป็นราวๆ เดือนมีนาคม-สิงหาคม ในเมืองไทยซึ่งอาทิตย์อยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรก็กลายเป็นฤดูร้อน เราจะสังเกตต่อไปว่าเวลากลางวันยาวมาก (เวลากลไกนั้นเราถือคงที่จากนาฬิกา) จะเห็นว่าเวลา ๑๙.๐๐ น. แล้วบางวันยังไม่มืด และเวลารุ่งอรุณเล่า ๐๕.๐๐ น. ก็รีบสว่างแล้ว

               ถ้าท่านสังเกตภาพจะเห็นและเข้าใจทันทีว่า ขณะอาทิตย์ลอยอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรกับขณะอยู่ตรงเส้นศูนย์สูตรนั้น กลางวันกลางคืนมีระยะต่างกันอย่างไร

               ๒.   สำหรับอาทิตย์อยู่ใต้เส้นศูนย์สูตรก็เช่นเดียวกัน ข้อสำคัญทางโหราศาสตร์ไทยเราถือเอาเวลา ๐๖.๐๐ น. เป็นเวลาแรกเห็นอาทิตย์ หรืออาทิตย์อุทัยเป็นเกณฑ์อาทิตย์ที่เราเห็นเวลา ๐๖.๐๐ น. นั้น อยู่ตรงตามราศีและองศาอาทิตย์ในปฏิทิน แต่เมื่อการเห็นอาทิตย์เร็วและช้าไปจาก ๐๖.๐๐ น. ดังกล่าวนี้ จึงได้กำหนดความกว้างของระยะใน ๑ ราศีที่จุดหนึ่งบนโลก ณ เวลา ๐๖.๐๐ น. ผ่านไปต่างๆ กัน แต่ผลรวมสุดท้ายจะเท่ากับ ๒๔ ชั่วโมง อันเป็นเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองนั่นเอง หลักการในการแบ่งระยะเวลาในการผ่านราศีของโลกนั้น อาศัยเวลาที่โลกหมุนรอบตัวเองนั่นเอง หลักการในการแบ่งระยะเวลาในการผ่านราศีของโลกนั้น อาศัยการสังเกต ณ ตำบลอยู่เหนือเส้นศูนย์สูตรเป็นมุมราว ๑๓ องศา คือที่กรุงเทพฯ ประกอบกับการสังเกตวิถีโคจรของอาทิตย์ขึ้นเหนือและใต้เส้นศูนย์สูตร ณ จุดต่างๆ ภายใน ๑ ปีว่า ทำให้ตำบลกรุงเทพฯ มีการมองเห็นดวงอาทิตย์รุ่งอรุณ ผิดจากความจริงจากเวลา ๐๖.๐๐ น. ไปเป็นเวลาเท่าใด... ฉะนั้นการคำนวณกำหนดอันโตนาทีของเรา จึงนับว่าใช้ได้เฉพาะกรุงเทพฯ เท่านั้น ส่วน ณ ตำบลอื่นๆ ที่เหนือหรือใต้กรุงเทพฯ ไปมากๆ แล้วย่อมมีความคลาดเคลื่อนไปจากความจริง

               สำหรับประเทศไทยเรามีอาณาเขตจากมุม ๕ องศา ถึง ๒๐ องศาเหนือเส้นศูนย์สูตร จึงถือเอาอันโตนาทีที่ทำเฉพาะองศา ๑๓ องศา ใช้โดยทั่วไป ฉะนั้นในการวางลัคนากำเนิดในขณะอาทิตย์องศาอาทิตย์อยู่ราวๆ กลางราศี จะเห็นว่าใช้การได้ดี หากคนเกิดองศาอาทิตย์อ่อนหรือแก่เกินไปแล้วย่อมเกิดความบกพร่องในตำแหน่งของลัคนาเป็นอันมาก องศาที่เพิ่มขึ้นไปทางเหนือและทางใต้จากกรุงเทพฯ จากการคำนวณได้ผลคือผลต่างองศาละ ๖ นาที ในปัจจุบันนี้ มีโหราจารย์หลายท่าน ได้คำนวณอันโตนาทีสำหรับใช้ประจำตำบลต่างๆ ภายในประเทศของเรา นับจากเหนือสุดถึงใต้สุด เรียกว่าลัคนาสำเร็จ ได้ทดลองใช้แล้วปรากฏได้ผลดีเร็วทันใจ

 

ข้อความเข้าใจในการผูกชาตากำเนิด

               ก่อนที่จะเข้าใจถึงการผูกดวงชาตากำเนิด ท่านต้องเข้าใจในการใช้ปฏิทินเสียก่อน นักศึกษาวิชาโหราศาสตร์ทุกคนจำเป็นต้องมีปฏิทินอดีตจำนวนหลายๆ ปี เพื่อผูกดวงของคนที่เกิดแล้วล่วงมาหลายๆ ปี กับต้องมีปฏิทินปัจจุบันและอนาคต คือปฏิทินประจำปีในขณะนี้ ปฏิทินโหราศาสตร์มีหลายแบบ ในเล่มนั้นมีคำอธิบายในการดูและการใช้ปฏิทินอย่างละเอียดลออ พร้อมกับมีหลายอย่างที่ควรอ่าน ฉะนั้นเราจึงไม่อธิบายการดูปฏิทินในตอนนี้ เพราะปฏิทินอดีตปัจจุบันและอนาคต ก็อ่านเช่นเดียวกัน และนักโหราศาสตร์ทุกท่านจำเป็นต้องมีอยู่แล้ว

               บัดนี้ ท่านได้มาถึงความสำคัญของวิชาโหราศาสตร์แล้วในปัจจุบัน การผูกดวงชาตาจากปฏิทินโหราศาสตร์ง่ายเหมือนบวกเลข ใครก็สามารถเข้าใจ และทำได้รวดเร็วเมื่อผูกดวงชาตาแล้วเสร็จ ก็ดูคล้ายกับเรามองเห็นบุคคลนั้นโดยทะลุปรุโปร่ง

 

สิ่งที่ต้องทราบ

๑.   วันเกิด       -     วันเกิดอะไร นับจากพระอาทิตย์ขึ้นเป็นวันใหม่ (กี่นาฬิกา) กับตรงกับวันที่เท่าไร

๒.   เดือน        -     ทางจันทรคติ คือ เดือน อ้าย ยี่ สาม สี่ ถึงเดือน ๑๒

                     -     ทางสุริยคติ คือ เดือน เมษา ถึงมีนา เราต้องรู้ทั้ง ๒ ประเภท เพื่อสอบให้ตรงกัน

๓.   ขึ้น หรือ แรม กี่ค่ำ – เพื่อสอบกับวันที่

๔.   ปี             -     ปี ชวด ฉลู ถึง กุน ตรงกับ พ.ศ. เท่าใด

๕.   เวลาเกิด    -     กี่นาฬิกา เอาเวลา ณ จุดเวลาที่เด็กเริ่มหายใจ เรียกว่าเวลาตกฟาก แล้วลบออก ๑๘ นาที เฉพาะผู้ที่เกิดในจังหวัดพระนคร และธนบุรี

                     สำหรับ วัน เดือน ปี ขึ้น แรม และเวลาเกิดนี้ จำต้องสอบให้ตรงกันถูกต้องแน่นอนเสียก่อนจึงทำการผูกดวงชาตาได้ เมื่อได้ดวงชาตากำเนิดแล้ว ถือเงาฉายของดวงดาวในจักรวาลลงบนพื้นราบ เพื่อดูตำแหน่งสัมพันธ์ทางราบกับจุดเวลาเกิด ณ ราศีที่อยู่

               เหตุที่ลบออก ๑๘ นาที  เพราะการเทียบเวลาในเมืองไทยเกินไป ๑๘ นาทีจากเวลาสากล ที่คิดตามจุดต่างๆ บนพื้นโลก รายละเอียดที่ต้องลบออก คือผู้ที่เกิดแต่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ขึ้นมาถึงปัจจุบัน และต้องเพิ่มสำหรับผู้ที่ต่ำกว่า ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๖๓ ลงไปและรายละเอียดที่จะต้องลบออกและเพิ่ม จะเอาไว้กล่าวในเรื่องเวลาอัตราท้องถิ่น

               การปฏิบัติในเวลาผูกดวงชาตา ต้องวางดวงดาวเคราะห์ต่างๆ ทุกดวงลงในช่องราศีของวันที่เกิด แล้วแต่ดาวดวงใดจะสถิตอยู่ในราศีใดๆ ก็ตาม โดยดูจากปฏิทินโหราศาสตร์บอกสมผุสไว้เฉพาะวันทายปักษ์ หรือสิ้นเดือนเท่านั้น เมื่อวันเกิดอยู่กลางๆ ปักษ์ของเดือนก็ใช้การคำนวณหาผลต่างๆ เพื่อดูสมผุสที่แท้ ปฏิทินของหลวงอรรถ มีวิธีคำนวณประกอบตารางตัวเลขต่างๆ ไว้อย่างละเอียด ปฏิทินของอาจารย์ทองเจือ อ่างแก้ว ที่สร้างขึ้นใหม่มีสมผุสดาวทุกดวงทุกวัน สะดวกมากกับผู้ใช้ ไม่ต้องมานั่งคำนวณอีก เอาเวลานั่งคำนวณไว้ค้นคว้าหาความรู้ดีกว่าเมื่อเราวางดวงดาวเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็วางลัคนาจุดเวลาเกิดลงในดวงนั้น เสร็จแล้วก็หาตนุเศษต่อไป (การหาตนุเศษจะกล่าวต่อไปในตอนหลัง)

 

ตัวอย่างการผูกดวงชาตา

               สมมุติ วันเกิดของเด็กชาย ก. เกิดวันจันทร์ แรม ๕ ค่ำ เดือน ๒ ปีมะแมตรงกับวันที่ ๓๐ เดือนมกราคม พ.ศ. ๒๕๑๐ เวลาเกิด ๐๖.๒๐ นาฬิกา

               ผูกดวงชาตาสมมุติตามปฏิทินของ อาจารย์ทองเจือ  อ่างแก้ว จะได้ตำแหน่งดวงดาวเคราะห์ ดังนี้ คือ :-

อาทิตย์              อักษร                อ.               เลข ๑.            สถิตอยู่ราศี            มังกร

จันทร์                 อักษร                จ.               เลข ๒.            สถิตอยู่ราศี            กันย์

อังคาร                อักษร                ภ.               เลข ๓.            สถิตอยู่ราศี            ตุลย์

พุธ                    อักษร                ว.                เลข ๔.            สถิตอยู่ราศี            กุมภ์

พฤหัสบดี            อักษร                ช.               เลข ๕.            สถิตอยู่ราศี            กรกฎ

ศุกร์                   อักษร                ศ.               เลข ๖.            สถิตอยู่ราศี            กุมภ์

เสาร์                  อักษร                ส.               เลข ๗.            สถิตอยู่ราศี            กุมภ์

ราหู                   อักษร                ร.                เลข ๘.            สถิตอยู่ราศี            เมษ

เกตุ                   อักษร                ก.               เลข ๙.            สถิตอยู่ราศี            ธนู

มฤตยู                อักษร                ม.               เลข ๐.            สถิตอยู่ราศี            สิงห์

 

ลัคนา  สถิตราศีมังกร

 

ดวงชาตาที่ผูกเสร็จแล้ว

 

 

 

 

 

ตัวอย่างปฏิทินโหราศาสตร์

ของอาจารย์ทองเจือ  อ่างแก้ว

มะแม  พ.ศ. 2510  จ.ศ. 1328  ปกติมาศ  ปกติวาร ปกติสุรทิน

 

วิธีอ่านปฏิทินโหราศาสตร์

               ปฏิทินโหราศาสตร์แบบนี้ แบ่งออกเป็น ๑๐ ช่อง

ช่องที่ ๑    แสดงตำแหน่งของดาวอาทิตย์ มี ๓ ช่อง คือ ราศี องศา ลิปตา เมื่อเวลา ๒๔.๐๐ น.

ช่องที่ ๒    แสดงตำแหน่งของดาวจันทร์ มี ๓ ช่อง คือ ราศี องศา ลิปดา เมื่อเวลา ๒๔.๐๐ น.

ช่องที่ ๓    บอกเวลาที่ดาวจันทร์ย้ายราศี

ช่องที่ ๔    บอกฤกษ์ของดาวจันทร์ที่ผ่านไปแล้ว และนาทีฤกษ์

ช่องที่ ๕    บอกดิถีของดาวจันทร์ที่ผ่านไปแล้ว และนาทีดิถี

ช่องที่ ๖    บอกวันในสัปดาห์ ใช้อักษรแทนวัน คือ อ.-อาทิตย์  จ.-จันทร์  ภ.-อังคาร  ว.-พุธ  ช.-พฤหัสบดี  ศ.-ศุกร์  ส.-เสาร์

ช่องที่ ๗    บอกขึ้นแรมทางจันทรคติแบบไทย

ช่องที่ ๘    บอกเดือน ทางจันทรคติ

ช่องที่ ๙    บอกวันที่ ทางสุริยคติ

ช่องที่ ๑๐  แสดงตำแหน่งของดาวที่ย้ายราศีเวลา ๒๔.๐๐ น. มี ๓ ช่อง คือ ราศี องศา ลิปดา อักษรแทนดาว ส่วนเลขข้างหลักดาว แสดงเวลาที่เข้าสู่ราศีนั้น อักษรหลังเวลา ส.=เสริด  ม.=มนท์  พ.=พักร  ดวงชาตาแสดงตำแหน่งของดาววันสิ้นเดือนตัวเลขแสดงราศี องศา ลิปดา ของดาวต่างๆ ในวันสิ้นเดือน ส่วนเลขแถวหลัง ดาว คือ ฤกษ์ และนาทีฤกษ์

 

ข้อควรระวังเมื่อขณะผูกดวงชาตา

               ๑.   ระวังดาวจันทร์ จะย้ายเข้าราศีอะไร เวลาเท่าไร

                     -  ในวันที่เกิด ถ้าเกิดก่อนเวลาจันทร์ย้าย หมายความว่า ผู้นั้นยังเกิดไม่ถึงราศีที่จันทร์ย้ายเข้ามาในราศีนั้นๆ

               ตัวอย่าง เช่น

                     -  นาย ก. เกิดวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๔๗๐ เวลา ๐๗.๐๐ น.

                     -  ในปฏิทินโหร วันที่ ๒๗ ตุลาคม ๒๔๗๐ จันทร์อยู่ราศีที่ ๗ เวลา ๑๓.๐๕ น. นี่ก็แสดงว่านาย ก. ยังเกิดไม่ถึงเวลา ๑๓.๐๕ น.

                     -  ฉะนั้น ราศีที่ “จันทร์” ต้องอยู่ในราศีที่ ๖ ก่อน

                     -  หากนาย ก. เกิดเวลา ๑๓.๐๕ น. หรือ ๑๓.๑๐ น. ๑๘.๐๐ น. กระทั่งถึงเวลา ๑๓.๐๔ น. ของวันใหม่ จันทร์จึงจะอยู่ราศีที่ ๗

               ๒.   สำหรับดวงดาวต่างๆ แต่อังคาร-มฤตยู ก็ต้องดูเวลาของดวงดาวเหล่านั้นด้วยว่า ดวงดาวย้ายราศีแล้วหรือยัง เขาจะบอกดาวย้ายราศีไว้

                     -  หากดาวดวงใดย้ายราศี เวลาเท่าใด ผู้ที่เกิดถ้าเกิดก่อนเวลาของดาวที่ย้ายนั้น ก็ให้นับดาวราศีดวงนั้น ยังไม่ย้ายราศีนั้น

                     -  สมมุติว่า ดาวอังคาร ย้ายราศี วันที่เท่าใด เวลาอะไร เช่น ย้ายเวลา ๑๘.๒๒ น. ของวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๔๗๒ ดาวอังคารอยู่ราศีที่ ๙ ผู้ที่เกิด ยังเกิดไม่ถึงเวลาของดาวย้าย ต้องคิดว่าดาวอังคารยังอยู่ราศีที่ ๘ เดิมก่อน

 

อธิบายการอ่านปฏิทินโหราศาสตร์ขณะผูกดวงชาตา

               การผูกดวงชาตาตามปฏิทินของอาจารย์ทองเจือ  อ่างแก้ว  เมื่อเขาบอกวัน เดือน ปีเกิด และเวลาเกิด สถานที่เกิดให้เราทราบแล้ว เราก็นำปฏิทินมาเปิดดูว่า ปีอะไรอยู่ซ้ายมือตอนบน บอกปี และ พ.ศ. ไว้ ส่วนเดือนบอกไว้ข้างล่างใกล้กับดวงที่ผูกไว้สิ้นเดือน ส่วนวันที่อยู่ริมขวามือ ต่อจากนั้นมีช่องเขาเขียนตัวอักษร ด.ไว้ ต่อจากนั้นอีกจะมีบอกอักษรไว้ว่า ข.ร. คือช่องข้างขึ้นข้างแรม ต่อมาข้างซ้ายอีก บอกวาร (คือวัน) มีอักษรวัน อักษร อ. หมายถึง วันอาทิตย์  จ.-จันทร์  ภ.-อังคาร  ว.-พุธ  ช.-พฤหัสบดี  ศ.-ศุกร์  ส.-เสาร์ เมื่อเทียบวันเดือนปีเกิด ถูกต้องแล้ว ก็ขีดดวงชาตาลงในกระดานหรือกระดาษ แล้วแต่จะสะดวก

               ตอนซ้ายมือสุด บอกดาวอาทิตย์ เขาขีดช่องไว้ ๓ ช่อง ช่องแรกเป็นราศี อาทิตย์ช่องที่ ๒ เป็นองศาอาทิตย์ ช่องที่ ๓ เป็นลิปดาอาทิตย์ ควรเอาไม้บรรทัดวางไว้ให้ตรงกับวันเดือนปีเกิด ถ้าช่องซ้ายสุดของอาทิตย์มีอักษรเลข ๐ ไว้เช่นนี้ ให้เอาเลข ๑ คือดาวอาทิตย์ เขียนลงในราศีเมษ ถ้าช่องซ้ายสุดของอาทิตย์ เขาเขียนเลข ๑ ไว้ เราก็เขียนเลข ๑ ดาวอาทิตย์ลงในราศีพฤศภ ถ้าเขาเขียนเลข ๒ ไว้ เราก็เขียนเลข ๑ ดาวอาทิตย์ลงในราศีมิถุน ฯลฯ ช่องที่ ๒ เป็นช่ององศานั้น เราก็ดูองศาอาทิตย์เท่าใดและลิปดาเท่าใด เราก็เขียนลงตรงกลางของดวงชาตา เอาองศาไว้บนเอาลิปดาไว้ล่าง องศาอาทิตย์นี้จะขาดมิได้ เพราะการหาลัคนา ต้องหาจากองศาของอาทิตย์นี้ด้วย

               ช่องต่อจากอาทิตย์ คือดาวจันทร์ เขาขีดไว้ ๔ ช่อง มากกว่าอาทิตย์ ๑ ช่อง เนื่องจากดาวจันทร์โคจรเร็ว ราศีละ ๒ วันครึ่ง ช่องที่ ๑ เป็นช่องบอกดาวยกไว้ด้วย (ดาวจันทร์ย้ายราศี) จึงเป็นช่องสำคัญมาก เช่น จันทร์อยู่ในราศีที่ ๑ แต่ในช่องที่ ๔ บอกเวลา ๐๑.๐๐ น. หมายความว่า จันทร์ยก ย้ายเข้าราศีที่ ๑ เวลาตี ๑ แต่ผู้นั้นเกิดก่อนเวลาตี ๑ ก็หมายความว่าจันทร์ยังอยู่ในราศีเมษ คือราศี ๐ เพราะเวลาวันเกิดนั้นจันทร์ยังไม่ยก ย้ายเข้าราศีที่ ๑ การผูกดวงชาตาขอให้ถือว่าจันทร์สำคัญมาก หากผิดพลาดขึ้นต้นตรงจันทร์ย้ายราศีแล้ว การพยากรณ์ผิดพลาดไปหมด เพราะดาวจันทร์เป็นของสำคัญรองจากดวงอาทิตย์

               ช่องดาวย้ายราศี ซึ่งอยู่ในช่องขวามือสุดนั้น เป็นของสำคัญมากไม่น้อยเหมือนกัน มักจะเผลอกันบ่อยๆ เพราะดาว ๒ ดวงที่ยุ่งมาก ประเดี๋ยวเดินเร็ว ประเดี๋ยวเดินช้า นานๆ จึงจะเดินปกติ คือ ดาวพุธ และดาวศุกร์ ดาว ๒ ดวงนี้ยุ่งเหมือนกับตัวของเราเอง ความหมายของดาวพุธ คือ สติปัญญา และการแสวงหาเงินทอง ส่วนดาวศุกร์หมายถึง กามารมณ์ คือความสุขสำราญ และลาภผล

               ช่องดาวย้ายราศีนี้ จะแสดงดาวย้ายราศี นับแต่ดาวอังคาร, พุธ, พฤหัสบดี, ศุกร์, เสาร์, ราหู, เกตุ, มฤตยู เช่นเขียนไว้ว่า ๐ ๐.๒๐ ภ. ๑๒. ๑๕ หมายความว่า ดาวอังคารย้ายเข้าราศีเมษ เวลา ๑๒.๑๕ น. หากหลังเวลามีอักษร พ. หมายความว่า พักรด้วย ถ้ามี ม. หมายความว่า มนท์ ถ้า ส. หมายความว่า เสริด ดาวทั้ง ๘ ดวงนี้เขาจะมารวมไว้ตอนล่างสุดขวามือตรงกับดาวย้ายราศี แถวหน้าบนบอกราศีอังคาร ช่องที่ ๒ บอกองศา ช่องที่ ๓ บอกลิปดา ช่องที่ ๔ บอกชื่อดาว ช่องที่ ๕ บอกฤกษ์ ช่องที่ ๖ บอกนาที ฤกษ์ที่ดาวนั้นๆ ผ่านฤกษ์นั้นๆ ไปได้กี่นาทีฤกษ์ เขากรอกเรียงลงไปตามลำดับจนถึงมฤตยู สำหรับดวงที่เขาผูกไว้นั้นในมุมปฏิทินเป็นวันสิ้นเดือนของเดือนนั้น โดยถือเวลา ๒๔.๐๐ น.

               สำหรับราหู และเกตุ เดินนอกแบบ ผิดกับดาวทั้งหลาย คือเดินลดองศาลิปดาและทวนราศีผิดกับดาวอื่นๆ

               การเขียนดาวเคราะห์ลงในราศี  เมื่อเราทราบตำแหน่งของดาวเคราะห์ทุกๆ ดวงดาวแล้ว ตลอดทั้งองศาลิปดาดีแล้วว่าอยู่ราศีใดบ้าง ก็เขียนลงตามช่องราศีนั้นให้ครบทั้ง ๑๐ ดวง แต่การเขียนดาวเคราะห์ มีกฎเกณฑ์การเขียนที่ถูกต้องคือ ดาวเคราะห์ใด มีองศาแต่ ๐-๙ องศา เขียนเลขดาวเคราะห์นั้นๆ ชิดทางขวาของราศี ถ้าดาวเคราะห์ใดมีองศา ๑๐ ถึง ๑๙ องศา เขียนเลขดาวเคราะห์นั้นๆ ตรงกลางของช่องราศี และ ๒๐ ถึง ๒๙ องศา เขียนเลขดาวเคราะห์ชิดซ้าย ทั้งนี้เพื่อสะดวกการอ่านดวงชาตาพยากรณ์

               การวางลัคนา  เมื่อผูกดวงชาตา วางดวงดาวลงในช่องราศีถูกต้องดีแล้ว แต่ยังไม่ได้วางลัคนา จึงขอแนะนำให้ซื้อลัคนาสำเร็จ ของอาจารย์สิงห์โต  สินสันธิ์เทศ  ราคาแผ่นละ ๑๐ บาท จะมีคำอธิบายวิธีใช้เข้าใจง่าย และวางลัคนาได้รวดเร็วทันใจถูกต้องดี ไม่ควรจะเอาหัวสมองไปนั่งคำนวณ เอาเวลามาอ่านตำราดีกว่า

               วิธีวางลัคนาโดยใช้ลัคนาสำเร็จนี้  เราก็ควรตรวจดูดวงที่เขียนไว้แล้วนั้น ให้ดูที่ดาวอาทิตย์เป็นเครื่องหมายสำคัญคือเลข ๑ อยู่ในราศีใด แล้วหมุนแผ่นลัคนาสำเร็จไปให้ตรงกับเลข ๖ ซึ่งมีลูกศรแดงในราศีที่อาศัยอยู่ มีเส้นซ้าย-เส้นขวา อาทิตย์อยู่กลางเราวางให้ตรงเส้นขวาของอาทิตย์ให้ตรงกับลูกศร แล้วเราไปดูที่ดวงชาตาที่ผูกไว้องศาอาทิตย์อยู่ตรงกลางดวงมีจำนวนเท่าไร แล้วหมุนไปตามขวามือเท่าจำนวนองศาของอาทิตย์ มีเส้นดำริมนอกเล็กบอกเส้นละองศา พบครบ ๕ องศาจะมีขีดแดงบอก ราศีหนึ่งมี ๓๐ องศา ครั้นหมุนครบองศาอาทิตย์แล้วก็หยุดทันที ต่อจากนั้นเราไปดูว่าเวลาเกิด เป็นเวลาเท่าใดในแผ่นนอกที่ไม่หมุนนั้น เขาบอกเวลาไว้แล้ว ตั้งแต่ ๑ ถึง ๒๔ คือ ๑ วัน เราจะรู้ได้เวลาเกิดของผู้นั้น ดูราศี แผ่นเล็กที่หมุนบอกไว้ทั้ง ๑๒ ราศี หากเวลาเกิดตรงกับราศีใด ก็ให้วางลัคนาลงในราศีนั้น และดูลัคนาเวลาเกิดด้วยจะได้กี่องศา ถือเกณฑ์การเขียนลัคนาแบบเดียวกับการเขียนดวงดาว และการเขียนลัคนาที่ถูกต้อง ควรเขียน อักษร ล.

 

 

ตัวอย่าง

ลัคนาสำเร็จ

 

 

 

                 หากว่าลัคนาคาบเส้น เกิดความสงสัยว่า ลัคนาจะอยู่ราศีใดแน่ เราต้องเรียนรู้ถึงดวงอาทิตย์ขึ้นและตกในวันเดือนที่เกิดนั้น พระอาทิตย์ขึ้นเวลาเท่าใด เพราะเวลาของนาฬิกาเขาใช้แบบสากล แต่โหราศาสตร์ถืออาทิตย์เป็นกฎเกณฑ์ พระอาทิตย์ขึ้นจึงจะเรียกว่าวันใหม่ บางเดือนบางวันพระอาทิตย์ขึ้นเวลา ๐๕.๓๐ น. และบางเดือน บางวันพระอาทิตย์ขึ้นเวลา ๐๖.๔๐ น. เราตัดทอนได้ การวางลัคนาเป็นของสำคัญมาก หากเราได้ตรวจสอบทุกๆ ด้าน ความผิดพลาดอาจจะไม่มี หากจะมีบ้างก็เป็นส่วนน้อย ขั้นแรกๆ รู้สึกว่าจะลำบากสักหน่อย แต่ต่อไปจะได้รับความสะดวกสบายยิ่งขึ้น

               เมื่อผูกดวงชาตาวางลัคนาเรียบร้อยแล้ว ดังตัวอย่างประกอบคำอธิบายมานี้ แต่ก็ยังไม่เรียบร้อยที่จะใช้พยากรณ์ได้ ต้องหาตนุเศษอีก

 

การหาตนุเศษ

               การหาตนุเศษ คือให้ดูว่า ลัคนาอยู่ในราศีใด มีดาวอะไรเป็นเกษตร เริ่มนับลัคนาเป็น ๑ ไปหาดาวตนุลัคน์ของตน (คือดาวเจ้าเรือนเกษตรประจำราศีลัคนา) นับได้เท่าใดเป็นจำนวนตั้งลง แล้วเอาราศีที่ดาวตนุลัคน์ของตนสถิตอยู่เป็น ๑ นับไปหาดาวเจ้าเรือนเกษตรที่ดาวตนุลัคน์อาศัยอยู่ ได้เท่าใดเอามาคูณ แล้วเอา ๗ หาร เหลือเศษเท่าใดให้ไปกากบาทที่จำนวนเศษนั้นคือกาลงที่ดวงดาวที่เป็นจำนวนเศษนั้นเอง เรียกว่าตนุเศษ หากลัคนา อยู่ในราศีที่มีดาวเกษตรเป็นเจ้าเรือนประจำอยู่ หรือเรียกว่าดาวเกษตรกุมลัคน์อยู่ด้วยแล้ว จะนับได้ ๑ และไม่ต้องนับต่อไปอีก ให้ถือว่าเศษ ๑ หรือดาวอาทิตย์ คือ ๑ เป็นตนุเศษ

               ถ้าลัคนาอยู่ราศีกุมภ์ให้นับหาเสาร์ ไม่ใช่นับหาราหู เพราะราหูไม่มีเกณฑ์เป็นตนุเศษ

               ตนุเศษนี้  ท่านกล่าวว่ามีคุณสมบัติเทียบเท่า ลัคนา คือเป็นลัคนาได้อีกตัวหนึ่ง แต่ตนุเศษ หมายถึง นิสัยหรืออารมณ์ของบุคคล ดาวอะไรเป็นตนุเศษ ก็มีนิสัยหรืออารมณ์ตามนั้น

               สำหรับคนที่ไม่รู้เวลาเกิด หรือเวลาเกิดไม่แน่นอน ใช้ดาวอาทิตย์แทนลัคนาดีพอกับลัคนาเหมือนกัน สำหรับดาวจันทร์ ทายแทนลัคนาได้อีกเช่นกัน สำหรับคนที่ไม่รู้เวลาเกิด

               บางคนหาตนุเศษ เพื่อทายนิสัย หรืออารมณ์ของดาวต่างๆ อีก คือต้องการดูนิสัยเรื่องเงินทองของตน ก็จับเราเรือนกฎุมพะเป็น ๑  แล้วหาวิธีเดียวกัน เท่าที่อธิบายมานี้เราก็คำนวณดวงชะตาตัวอย่างได้ถูกต้องโดยสมบูรณ์ ดังนี้ 

 

 

             เมื่อได้ดวงชาตา มีลัคนาสถิตอยู่ ณ ราศีใดแล้ว ให้นับราศีที่ลัคนานั้นเป็นเรือนชาตา หรือเรียกว่าภพ มีอยู่ ๑๒ เรือน หรือ ๑๒ ภพ

               โดยเฉพาะที่ลัคนาสถิตอยู่ เป็นเรือนชาตาที่ ๑ หรือภพที่ ๑ แล้วนับทวนเข็มนาฬิกาหรือนับเวียนซ้ายต่อไป เป็นเรือนที่ ๒ หรือภพที่ ๒ จนถึง ๑๒ เรือน หรือ ๑๒ ภพ ซึ่งนับเรียงกันไปดังนี้

               ตนุ กฎุมพะ สหัชชะ พันธุ ปุตตะ อริ ปัตนิ มรณะ ศุภะ กัมมะ ลาภะ วินาศ รวม ๑๒ เรือน หรือ ๑๒ ภพ

 

ความหมายของภพ

               ภพ เรียกตามไทยว่า เรือนชาตา มีอยู่ ๑๒ เรือน หรือ ๑๒ ภพ เมื่อคำนวณดวงชาตา วางลัคนาเรียบร้อยแล้ว ให้ถือเอาภพที่ลัคนาสถิต เป็นภพที่ ๑ แล้วนับเวียนซ้ายเรียงลำดับกันไป ซึ่งมีความหมายแต่ละภพ ดังนี้

 

 


๑.   ตนุ        แปลว่า ตัวตน             -  ได้แก่ รูปร่าง สภาพของบุคคล นิสัย ความประพฤติ จริต กิริยา สุขภาพ อนามัย ที่อยู่อาศัย (ตัวตน หมายถึง ตั้งแต่ศีรษะจนจรดเท้า)

๒.   กฎุมพะ  แปลว่า สมบัติ            -  ได้แก่ ทรัพย์สินเงินทอง ที่อื่นๆ เรียกว่า ศูนย์พาหะคือทำให้เกิดกำลัง หรือหมายถึงครอบครัวก็ได้

๓.   สหัชชะ   แปลว่า เกิดร่วมกัน      -  ได้แก่ เพื่อน คนใกล้ชิด พี่น้องที่เกิดท้องเดียวกัน เรื่องเพื่อนต้องหมายถึงการษมาคม ทางสากลจึงหมายเอาถึงการเขียนจดหมาย การเดินทางใกล้ๆ ได้อีก

๔.   พันธุ      แปลว่า ที่ติดเนื่องกัน   -  ได้แก่ สิ่งที่ติดเนื่องมากับเจ้าชาตาเวลาเกิด เช่น บ้าน ที่ดิน พ่อแม่ ญาติพี่น้อง ทางภารตะหมายถึงความสุขทั่วๆ ไป การศึกาและยานพาหนะ

๕.   ปุตตะ     แปลว่า การดื่ม ความยินดี

                                                -  ได้แก่ บุตร ธิดา บริวาร ควรหมายถึงความรัก สถานที่รื่นเริงบันเทิงใจ ความรู้สึกทางกามารมณ์ โชคลาภที่เกิดขึ้นเกินความคาดฝัน

๖.   อริ         แปลว่า ศัตรู               -  ได้แก่ ผู้คิดร้าย อุปสรรค โรคภัยไข้เจ็บ ทางภารตะหมายถึง หนี้สิน ภัยที่เกิดจากโจร ความทุกข์ระทม

๗.   ปัตนิ      แปลว่า สิ่งตรงข้าม      -  ได้แก่ คู่ครอง การสมรส และยังหมายถึงการเซ็นสัญญาการติดต่อธุรกิจ การเดินทางได้อีก และคดีความด้วย

๘.   มรณะ    แปลว่า การตาย          -  ได้แก่ การแตกทำลาย การสูญเสีย การแปรสภาพ และยังหมายถึงสิ่งตายๆ เช่น มรดก พินัยกรรม ความสุดสิ้นของโรคภัยไข้เจ็บ เครื่องหมายทางเพศ

๙.   ศุภะ       แปลว่า ความสวยงาม   -  ได้แก่ ความสงบเรียบร้อย ได้แก่การงานภายในบ้าน ที่อยู่อาศัย การดำเนินชีวิต การเดินทางไกล เช่น ต่างประเทศ ความเคารพเชื่อถือ

๑๐. กัมมะ     แปลว่า การงาน          -  ได้แก่ อาชีพ งานอดิเรก ตำแหน่งกรรมเก่าที่ตนสร้างมาแต่อดีตชาติ

๑๑. ลาภะ     แปลว่า การได้           -  ได้แก่ โชค ความสำเร็จ เพื่อนหรือผู้ให้ความช่วยเหลือ อำนาจที่อยู่เหนือเจ้าชาตา

๑๒. วินาศ     แปลว่า ความฉิบหาย    -  ได้แก่ ความวิบัติ การจองจำกักขัง ศัตรูลับ การทดยศหักหลัง ความอึดอัดใจ การสุลุ่ยสุร่าย บาปนรก

 

ดวงชาตาเปรียบเหมือนต้นไม้ใหญ่

               เมื่อเราทราบแล้วว่า ดวงชาคือแผนที่ชีวิต สำหรับบุคคลหนึ่งๆ ว่าจะมีชีวิตเป็นไปอย่างไร จะมีบุญวาสนาหรือมีกรรมแค่ไหน จะรุ่งโรจน์ หรือคับแค้น เป็นต้น ซึ่งมีลัคนาสถิตเป็นจุดสำคัญ หมายถึงร่างกายของคนเราทั้งร่างกาย เปรียบเทียบเหมือนต้นไม้ใหญ่ๆ หนึ่งต้น ประกอบไปด้วย รากแก้ว แก่น ใบ ดอกเกสร ผล เปลือก กิ่ง สิ่งที่คอยทำลาย คือ ตัวมอด หรือด้วง ฉะนั้นจึงนำมาเปรียบเทียบให้ดูพอสังเขป ดังนี้

               ลัคนา       -  หมายถึง    ลำต้นรวมทั้งหมด

               อาทิตย์     -  หมายถึง    รากแก้ว เป็นหลักของชีวิต ถ้าดีการดำเนินชีวิตก็เข้มแข็ง ก้าวหน้าแน่นหนา ไม่คลอนแคลน ถ้าเสีย ชีวิตก็ขึ้นๆ ลงๆ

               จันทร์       -  หมายถึง    แก่น หรือดวงใจ ถ้าดีก็สดชื่น หอมหวาน เช่นแก่นจันทร์ ถ้าเสียก็เข้าตำรา ว่าข้างนอกสุกใสข้างในเป็นโพรง หรือสวยแต่รูปจูบไม่หอม

               อังคาร      -  หมายถึง    ใบ คือหมายถึงอำนาจ ได้แก่ความสามารถเข้มแข็งที่ปกคลุมให้ความร่มเย็น ถ้าดีก็มีคนยำเกรงมาก ถ้าเสียก็หมดอำนาจปราศจากความเข้มแข็งหาคนเคารพยำเกรงมิได้

               พุธ           -  หมายถึง    ดอกเกสร คือ หมายถึงคำพูด หรือสำเนียงที่เปล่งออกจากปาก ถ้าดีปากเป็นเงินเป็นทอง ถ้าเสียก็ปากเสียเงินเสียทอง

               พฤหัสบดี  -  หมายถึง    ผล คือ หมายถึงสิ่งที่สำเร็จมาจากความคิด หรือกระทำถ้าดีก็มีคนเลื่อมใสมาก มีคนถวายข้าวปลาอาหารให้รับประทานบริบูรณ์ ถ้าเสีย ก็อดอยากปากแห้ง

               ศุกร์         -  หมายถึง เปลือก คือ หมายถึงสิ่งที่อยู่รอบๆ ตัวเรา ถ้าดีก็ดูสวยสดงดงาม น่าปรารถนาน่าพอใจ ถ้าเสียก็น่าเกลียดชังหาคนรักใคร่ที่แท้จริงมิได้

               เสาร์         -  หมายถึง    กิ่ง คือ หมายถึงสิ่งที่ยื่นออกไป คือการงามสมบัติ ถ้าดีก็มีไร่นาสาโทมากมาย ลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ถ้าเสียก็เป็นคนคับแค้นเอาแต่ได้

               ราหู         -  หมายถึง    ตัวมอดตัวด้วง คือ หมายถึงสิ่งที่คอยทำลาย อยู่กับอะไรก็คอยทำลายส่วนนั้น อยู่กับรากก็กัดราก อยู่กับแก่นกัดแก่น อยู่กับใบกัดใบ เป็นต้น

 

หลักพยากรณ์

               ๑.   ถ้ากล่าวกันถึงหลักการพยากรณ์ที่แม่นยำแล้ว พูดกันไม่กี่มากน้อยก็หมด แต่สมัยเดี๋ยวนี้คนเราชอบให้พยากรณ์มากๆ

               ๒.   อิทธิพลของราหูมีอยู่ว่า ถ้าพูดมากก็ฝอยมาก ถ้าพยากรณ์มากก็ยิ่งผิดมาก

 

ราศีเปรียบเทียบกับส่วนต่างๆ ของร่ายกาย

               ตัวท่านบูรพาจารย์ได้กำหนดราศีเปรียบเทียบกับส่วนต่างๆ ของร่างกายคนเราโดยกำหนดราศีเมาถึงราศีมีน เทียบส่วนอวัยวะจากศีรษะลงมาถึงเท้าตามลำดับดังนี้ :-

               ราศี เมษ          หรือราศี            แสดงความตรงกับ       ศีรษะ

               ราศี พฤศภ       หรือราศี            แสดงความตรงกับ       หน้าผาก

               ราศี มิถุน         หรือราศี           แสดงความตรงกับ       ทรวงอก

               ราศี กรกฎ        หรือราศี           แสดงความตรงกับ       หัวใจ

               ราศี สิงห์          หรือราศี           แสดงความตรงกับ       ท้อง

               ราศี กันย์         หรือราศี           แสดงความตรงกับ       สะเอว

               ราศี ตุลย์         หรือราศี            แสดงความตรงกับ       กระเพาะและลำไส้

               ราศี พิจิก         หรือราศี           แสดงความตรงกับ       ของลับ

               ราศี ธนู           หรือราศี           แสดงความตรงกับ       ต้นขา

               ราศี มังกร        หรือราศี           แสดงความตรงกับ       เข่าและแข้ง

               ราศี กุมภ์         หรือราศี  ๑๐        แสดงความตรงกับ       ข้อเท้า

               ราศี มีน           หรือราศี  ๑๑        แสดงความตรงกับ       เท้า-นิ้วเท้า

               ความหมายของราศีซึ่งเปรียบเทียบส่วนต่างๆ ของร่างกายนั้น ไม่เป็นของตายตัว สำหรับดวงชาตาของบุคคล ถ้าหากดวงชาตานั้นเฉพาะลัคนาอยู่ราศีเมษ จึงจะมีความหมายตรงตามนั้น คือ ศีรษะ ถ้าหากลัคนาอยู่ราศีอื่น ส่วนศีรษะและส่วนอื่นก็เปลี่ยนไป เช่น ลัคนาอยู่ราศีตุลย์ เราก็คิดราศีตุลย์ เหมือนราศีเมษ แล้วหมุนราศีต่างๆ ตามไปด้วย เมื่อลัคนาอยู่ราศีตุลย์ เป็นตนุคือตัวตนรวมทั้งร่างกาย เฉพาะเบื้องสูงของร่างกายนั้น ต้องตรงกับลัคนาอยู่เสมอ

 

อธิบายคำว่า กุม – เล็ง – โยค – ตรีโกณ

               การอ่านดวงชาตาท่านควรทราบความหมายของคำว่า กุม เล็ง โยค ตรีโกณ ครึ่งหนึ่งก่อน

                  

 

 

              ๑.   กุม  คือดาวที่สถิตอยู่ราศีเดียวกัน เราเรียกว่าดาวกุมกัน ดาวจะส่งกำลังให้แก่กันถึง ๑๐๐% และคำว่า กุมลัคนาหรือร่วมลัคนา คือราศีที่ลัคนาสถิตร่วมกับดวงดาวจะเป็นดวงเดียวหรือหลายดวงก็ตาม เมื่อสถิตร่วมราศีเดียวกันแล้ว เราเรียกว่า ดาวกุมลัคนา หรือดาวร่วมลัคนา ส่งผลให้ลัคนา ๕๐%

               ๒.   เล็ง  คือ ดาวที่สถิตอยู่ในราศีตรงข้ามกัน คือ เป็น ๗ แก่กัน เราเรียกว่าดาวเล็งกัน ดาวที่อยู่ในลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งกำลังให้แก่กันถึง ๑๐๐% และคำว่าดาวเล็งลัคนา คือดวงดาวซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับลัคนาในเรือนปัตนิ หากนับหนึ่งจากลัคนา จะเป็น ๗ แก่ลัคนา ดาวนั้นจะส่งผลให้ลัคนา ๗๕%

               ๓.   โยค  คือ นับจากดาวดวงหนึ่งไปหาดวงหนึ่งได้ ๓- ราศี เราเรียกว่าดาวนั้นเป็นโยคแก่กัน ดาวที่อยู่ในลัคนาเช่นนี้ย่อมส่งกำลังแก่กันได้ ๒๕% และคำว่าดาวโยคลัคนา คือนับจากลัคนาไป ๓ ราศี คือเรือนสหัชชะ พบดาวดวงใด เรียกว่าดาวโยคหน้าแก่ลัคนา และนับจากลัคนาไป ๑๑ ราศี คือ เรือนลาภะ พบดาวใด เรียกว่า ดาวโยคหลัง แก่ลัคนา ดาวที่โยคหน้าและโยคหลัง ส่งผลให้แก่ลัคนา ๑๐๐% ถ้าดาวใดหน้าดีในวัยหนุ่มสาว ถ้าโยคหลังดีในวัยกลางคนและวัยชรา

               ๔.   ตรีโกณ  คือ นับจากดาวดวงหนึ่งไปหาดวงหนึ่งได้ ๕- ราศี เราเรียกว่าดาวนั้นเป็นตรีโกณแก่กัน หรือเรียกว่าดาวร่วมธาตุราศีกัน ดาวที่อยู่ในลักษณะเช่นนี้ย่อมส่งกำลังให้แก่กัน ๕๐% ถ้านับจากลัคนาไป ๕-๙ ราศี พบดาวใด เราเรียกดาวนั้นว่าเป็นตรีโกณแก่ลัคนา หรือร่วมธาตุแก่ลัคนา ส่งผลให้แก่ลัคนา ๗๕%

               ก่อนท่านจะลงมือพยากรณ์ต้องตรวจสอบดวงชาตาที่ผูกขึ้นนั้นดูเสียก่อนว่า วางลัคนาวางจันทร์ถูกต้องดีแล้วหรือยัง ข้อนี้สำคัญมาก ถ้าวางลัคนาและวางจันทร์ผิดไปเพียงราศีเดียวเท่านั้น ผลพยากรณ์จะผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปหมด เมื่อพิจารณาดวงชาตาที่ผูกขึ้นเห็นว่าถูกต้องเรียบร้อยดีแล้ว ก็เริ่มพยากรณ์แต่ลัคนาเป็นต้นไป

               การพยากรณ์ให้ถือหลักดังนี้  คือ ดูดาวกุม-เล็ง-ตรีโกณ-โยคหน้า-โยคหลัง แก่ลัคนา ดาวที่เข้าลักษณะดังกล่าวนี้เรียกว่า “ดาวสัมพันธ์แก่ลัคนา” คือ ดาวส่งกระแสถึงลัคนา ส่วนดาวที่เป็น ๒. ๔. ๖. ๘. ๑๐ และ ๑๒ กับลัคนา เรียกว่า “ดาวไม่สัมพันธ์แก่ลัคนา” เพราะดาวส่งกระแสไม่ถึงลัคนา ถ้าเป็นดาวดีก็ไม่ให้คุณ ถ้าเป็นดาวร้ายก็ไม่ให้โทษแก่เจ้าชาตา ถ้าดาวที่ไม่สัมพันธ์กับลัคนานี้บังเอิญเป็นดาวเกษตร ก็เรียกว่าดาวเกษตรนั้นเสียใช้การไม่ได้เลย

               เป็นที่ทราบกันดีว่า ดวงชาตาเป็นรูปวงกลม มี ๓๖๐ องศา หรือ ๔ มุมฉาก มุมฉากหนึ่งๆ มี ๙๐ องศา ดาวที่เป็น ๓ กับลัคนา เราเรียกว่าโยคหน้า จึงทำมุม ๙๐ องศากับลัคนา ดาวที่เป็นตรีโกณ หรือร่วมธาตุกับลัคนา จึงทำมุม ๑๒๐ กับ ๒๔๐ องศา ดาวที่เล็งกับลัคนาทำมุม ๑๘๐ องศา และดาวที่โยคหลัง หรือเป็น ๑๑ แก่ลัคนา ทำมุม ๙๐ องศา กับลัคนาทางด้านหลัง ให้ถือหลักแบบนี้เป็นการพยากรณ์เป็นหลักตายตัว

               สำหรับการพิจารณาดวงชาตาจร ดาวที่จรมาทับลัคนา หรือดาวจรมากุมลัคนา หรือมาร่วมลัคนา ดาวนั้น จะส่งผลให้แก่ลัคนา ถึง ๑๐๐% ถ้าดาวมาโยคกับเล็ง ลัคนาจะส่งผลถึงลัคนา ๗๕% ถ้าดาวจรมาตรีโกณ หรือร่วมธาตุแก่ลัคนาจะส่งผลให้แก่ลัคนา ๕๐%

 

หลักเกณฑ์การพยากรณ์เกี่ยวกับดาวเคราะห์ทุกดวง

               เนื่องจากโหราจารย์ท่านได้กำหนดเอาดาวเคราะห์ต่างๆ มีคำจำกัดความแก่บุคคลที่เกิดมาแล้ว มีลักษณะเป็นอย่างไร จะทราบด้วยดาวเคราะห์แสดงให้เห็นดังนี้ ซึ่งมีคำจำกัดความควรท่องให้ขึ้นใจว่า

 

               ยศศักดิ์ทายอาทิตย์                    รูปร่างจริตทายจันทร์

               กล้าแข็งขยันทายอังคาร              เจรจาอ่อนหวานทายพุธ

               ปัญญาบริสุทธิ์ทายพฤหัส             กิเลสสมบัติทายศุกร์

               โทษทุกข์ทายเสาร์                     มัวเมาทายราหู

               อายุยืนอยู่ทายเกตุ                     ภัยอาเพศทายมฤตยู

 

               ๑.   ยศศักดิ์ทายอาทิตย์  หรือทายสถานฟุ้งเฟืองทายอาทิตย์ เนื่องจากอาทิตย์เป็นเจ้าแห่งความสว่าง ดังนั้น อาทิตย์จึงบ่งถึงความสว่างของชีวิต ถ้าดวงชาตาของบุคคลใดดาวอาทิตย์ดี วิถีชีวิตก็มีแต่ความเจริญราบรื่น ถ้าดาวอาทิตย์เสีย ทางชีวิตมักค่อนข้างจะมืดมน ขึ้นๆ ลงๆ ไม่ค่อยก้าวหน้า

               ๒.   รูปร่างจริตทายจันทร์  จันทร์ให้แสงสว่างในเวลากลางคืน ฉายแสงนวลเปล่งปลั่ง ช่วยให้มีชีวิตจิตใจสดชื่นผ่องใส และบ่งถึงความสวยงาม ความมีเสน่ห์ ถ้าจันทร์ในดวงชาตาของบุคคลใดเสีย จะทำให้ร่างกายไม่สวยงาม หาเสน่ห์ไม่ได้ กิริยาไม่เรียบร้อย พึ่งญาติไม่ได้

               ๓.   กล้าแข็งขยันทายอังคาร  อังคารเป็นเจ้าแห่งสงคราม มีอำนาจ เข้มแข็ง ว่องไว มุทะลุ ตึงตัง ถ้าดวงชาตาของบุคคลใดอังคารให้โทษ ย่อมเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บจากการผ่าตัดและอุบัติเหตุ ถ้าอังคารให้คุณ ก็จะทำให้เป็นผู้แข็งแรง มีอนามัยสมบูรณ์

               ๔.   เจรจาอ่อนหวานทายพุธ  พุธเป็นเจ้าแห่งวาจาและการค้าขาย บ่งถึงการสมาคม คำพูด ธุรกิจ การศึกษา การเขียนจดหมาย การเดินทางใกล้ๆ ถ้าดวงชาตาใดพุธให้คุณ ก็เรียกว่า มีปากดีเป็นเงินเป็นทอง มีเพื่อนฝูงมาก ถ้าพุธให้โทษ ก็เป็นคนปากเสีย เสียเงินเสียทอง พูดไม่นวลหู

               ๕.   ปัญญาบริสุทธิ์ทายพฤหัส  พฤหัสมีลักษณะทนทาน ความคิดสุขุมรอบคอบ ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะ ถ้าดวงชาตาของบุคคลใดมีดาวพฤหัสให้คุณ ก็จะมีหวังได้เดินทางไกล เช่น ต่างประเทศ การดำเนินชีวิตไม่ว่าในบ้านหรือนอกบ้านก็ราบรื่น ถ้าพฤหัสให้โทษก็ทำให้วิถีชีวิตต้องตกระกำลำบาก มักจะประสบกับความล้มเหลวหรืออึดอัดดุจอยู่ในคุกตลอดชีพ

               ๖.   กิเลสสมบัติทายศุกร์  ศุกร์หมายถึงการยินดี การดื่ม กามารมณ์ ความรักสวยรักงาม และหมายถึงการเงินสมบัติทุกชนิด ถ้าดวงชาตาใดดาวศุกร์ให้คุณ ก็จะมีเงินใช้ไม่ขาดมืด มีสมบัติมาก มีคู่ที่พอใจ ถ้าดาวศุกร์ให้โทษ ก็จะพบแต่ความขาดแคลนเรื่องเงินทองและสมบัติ จะประสบกับความผิดหวังในเรื่องความรัก ได้คู่ที่ไม่สมใจ

               ๗.  โทษทุกข์ทายเสาร์  เสาร์เป็นไฟกรุ่นอยู่นาน บ่งถึงความวิตกกังวล ความทุกข์ยาก ลำบาก ความกลัดกลุ้ม ความอิจฉาริษยา ถ้าดวงชาตาใครดาวเสาร์ให้คุณ ก็จะทำให้ไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย มีโชคดีในเรื่องตำแหน่งหน้าที่การงาน ถ้าดาวเสาร์ให้โทษก็มีแต่ความทุกข์เหน็ดเหนื่อย ทรมาน วิถีชีวิตมีแต่ความเหี่ยวแห้งไม่สดชื่น

               ๘.   มัวเมาทายราหู  ราหูคือลมที่พัดเอาอย่างแตกหักทำลาย หมายถึงเจ้านักเลง ไม่มีใครทาบติด นักดื่มตัวยง บ้ายอ หูเบา ชอบของดองของมึนเมา ชอบถ้อยคำที่อ่อนหวาน และหมายถึงโชคทางการพนัน เช่นค้าของเถื่อน ถูกสลากกินแบ่ง ถ้าดวงชาตาใครราหูให้คุณ ก็ทำให้มีลาภบ่อย ถ้าราหูให้โทษ ก็ทำให้คนงมงาย ถูกหลอกลวง บางรายถึงกับล้มละลาย

               ๙.  อายุยืนอยู่ทายเกตุ  เกตุเป็นวิญญาณธาตุ หมายถึง การกระตุ้น ความเร่งเร้าให้ความมีชีวิตชีวา เปรียบดังกระแสน้ำที่ไหลเป็นสายธาร เป็นเครื่องหมายของอายุ ฉะนั้นเรื่องหาอายุจึงให้พิจารณาเกตุเข้าช่วย ถ้าเกตุอยู่กับดาวเคราะห์ดีดี และอยู่ในตำแหน่งที่ดีกับดวงชาตาของบุคคลใดแล้วจะทำให้ผู้นั้นมีอายุยืนนาน ถ้าเกตุอยู่กับดาวที่เสียไม่ให้คุณ หมายถึง อายุสั้น

               ๑๐. ภัยอาเภททายมฤตยู  มฤตยูเป็นอากาศธาตุ คือธาตุว่าง หรือรวมแห่งธาตุทุกชนิด เป็นเทพเจ้าแห่งความตาย และคอยบันดาลเหตุการณ์ต่างๆ โดยไม่คาดฝัน เกี่ยวกับ ภูตผีปีศาจ ไสยศาสตร์ เวทมนต์ เทวดาอารักษ์ ล้วนแล้วแต่เป็นเจ้าแห่งอาเภทภัยทั้งหลาย ถ้าดวงชาตาของผุ้ใดมีมฤตยูให้คุณ ก็มักจะไม่มีภัยเภทเกี่ยวกับวิถีชีวิตให้ยุ่งยากนัก ถ้ามฤตยูให้โทษก็มักจะพบแต่ความวุ่นวายประสบภัยเภทต่างๆ การงานอาชีพก็ต้องมีเรื่องยุ่งๆ อยู่เสมอ และมักจะมีโรคภัยไข้เจ็บอยู่เป็นประจำ เมื่อมฤตยูมีโอกาสโคจรมาให้โทษกับดวงชาตา และดาวอื่นๆ ขาดความสัมพันธ์ในทางให้คุณ ก็เป็นโอกาสของมฤตยูที่จะฉุดกระชากชีวิตให้ถึงตายในทันที

 

การพยากรณ์ดวงชาตากำเนิด

               การเรียนวิชาโหราศาสตร์ มีวิธีพยากรณ์ดวงชาตาอยู่ ๒ อย่าง คือ ดวงชาตาเดิมกับดวงชาตาจร

               ๑.   ดวงชาตาเดิม คือ ดวงที่ถือกำเนิดมาบอกพื้นเพของคน เป็นเครื่องวัดฐานะให้รู้ถึงความเป็นอยู่ว่าสูงต่ำเพียงใด อนาคตจะรุ่งโรจน์หรือตกต่ำ อยู่ที่ดวงชาตากำเนิดนี้

               ๒.   สำหรับดวงชาตาจร มีไว้เพื่อประกอบการพยากรณ์โชคเคราะห์ทั้งในอดีตและปัจจุบัน อนาคตของดวงชาตาเดิม

               -     โชค  เคราะห์ของคนมีมากน้อยเพียงใด ก็อยู่ที่ดวงชาตาเดิม เมื่องดวงชาตาเดิมดี ดาวจรเข้ามาโชคที่จะได้รับก็มีมาก โดยตรงกันข้ามเมื่อดวงชาตาเดิมไม่ดี ดวงดาวจรเข้ามาแม้จะเป็นดาวดี โชคที่จะได้รับก็มีน้อยกว่าคนที่มีดวงชาตาเดิมดีเป็นทุนอยู่แล้ว

               ดังกล่าวนี้ ถือว่าเป็นหลักสำคัญ ซึ่งท่านผู้สนใจในวิชาโหราศาสตร์ทั้งหลายพึงจะสังวรไว้ให้มาก

               -     ก่อนที่ท่านจะเป็นนักพยากรณ์ จำเป็นต้องอ่านดวงชาตาเดิมให้ออกเสียก่อน เมื่อเราอ่านดวงชาตาเดิมของผู้มาให้พยากรณ์ จนทราบถึงพื้นเพ ฐานะความเป็นอยู่ของเขาดี แล้วเราก็สามารถพยากรณ์เหตุการณ์ได้ถูกต้อง ความพิจารณาละเอียดรอบคอบประกอบกับความชำนาญที่ผ่านดวงชาตามามาก จะเพิ่มความถูกต้อง แม่นยำยิ่งขึ้น

 

กฎ ลบ-ลบ กลายเป็นบวก

               คำที่นักโหราศาสตร์มักจะกล่าวอยู่เสมอๆ อีกคำหนึ่งก็คือ “ดาวที่เสีย และยังได้ตำแหน่งเสียอีก กลับเป็นดี เพราะกฎทางคณิตศาสตร์ว่า ลบ-ลบ ต้องเป็นบวก”

               อธิบายว่า – ศัตรูของเจ้าชาตาเมื่อไปตายเสียแล้ว จะมาทำอะไรเราได้ เช่น เจ้าเรือนอริศัตรู เจ้าเรือนมรณะตัวสูญหาย เจ้าเรือนวินาศตัวความล้มละลาย และดาวเจ้าเรือนทั้ง ๓ ตัวนี้ยังไปสถิตอยู่ เป็นมรณะวินาศอีก ก็หมายความว่า ตัวยุ่งทั้ง ๓ ตัวนี้หายอุปสรรคทั้งหลายก็จะไม่เกี่ยวข้อง จึงกลายเป็นกฎ ลบ-ลบ ก็คือบวกนั่นเอง หรือเช่นเจ้าเรือนกฎุมพะไปเป็นประมรณะก็เข้าทำนองเสียบวกเสียเป็นดีไป แต่ข้อนี้ต้องพิจารณาให้ดี

               ขอให้เข้าใจว่า นอกจากเรือน อริ มรณะ ไปเป็น มรณะ วินาศ แล้ว อื่นๆ นอกจาก ๓ เรือนนี้ อาจจะเป็น ลบ-ลบ กลายเป็นบวกจริง แต่กว่าจะบอกได้ก็ต้องลบเสียก่อน คือเสียหายเสียก่อน แล้วบางทีอาจจะดีภายหลังก็ได้ เช่นดาวเจ้าเรือนกฎุมพะไปเป็นอริ ก็พยากรณ์ว่ามีสมบัติไม่ได้เป็นแตกทำลายหมด และถ้ายังได้ตำแหน่งประอีกครั้ง ก็พยากรณ์อีกว่า เมื่อแตกทำลายมากๆ เข้า ก็จะรู้จักหาทางป้องกัน หรือวิธีเก็บ เมื่อรู้จักวิธีป้องกันวิธีเก็บแล้ว ต่อไปก็อาจจะเป็นคนมีฐานะได้ หรือไม่มีฐานะก็ได้เท่ากัน

               กฎ ลบ-ลบ เป็นบวกนี้ ห้ามนำดาวทางทักษา คือดาวที่เป็นศรี หรือกาลกิณีมาใช้เป็นอันขาด ซึ่งไม่เป็นการถูกต้อง เพราะอยู่นอกหลักของโหร

 

อธิบาย การพยากรณ์พื้นดวงชาตากำเนิดขั้นต้น

               ลัคนา  คือ เป็นตัวบ้านที่เกิด

               ราศีหน้าลัคนา  เรือนกฎุมพะเป็นหน้าบ้าน

               ราศีที่ ๗  เรือนปัตนิ เป็นตรงข้ามบ้าน

               ราศีหลังลัคนา  เรือนวินาศ เป็นหลังบ้าน

               เมื่อมีดาวเคราะห์อะไรมาสถิตอยู่ ก็มีความหมายทางนั้นด้วยเช่น

ดาว ๖.๔    อยู่หน้าลัคนา    พยากรณ์ว่า      -  ตอนเกิดหน้าบ้านมีแม่น้ำลำคลอง

ดาว ๕       อยู่หน้าลัคนา    พยากรณ์ว่า      -  ตอนเกิดหน้าบ้านเป็นวัด โรงพยาบาล ศาลยุติธรรม โรงเรียน

ดาว ๕       เล็งลัคนา         พยากรณ์ว่า      -  ตอนเกิดพ่อแม่มักยกให้เป็นลูกพระ หรือผู้ใหญ่

ดาว ๕       อยู่หลังลัคนา    พยากรณ์ว่า      -  ตอนเกิดวัดอยู่หลังบ้าน หรือศาลเจ้าอยู่หลังบ้าน

               ถ้าจะพยากรณ์ทางเชื้อชาติก็ได้ เช่น

ดาว ๘       อยู่หน้าลัคนา    พยากรณ์ว่า      -  หน้าบ้านเป็นบ้านคนจีน

หรือ จะเอาดาวเปรียบกับพืชก็ได้ ดาว ๗ หมายถึง ต้นไม้ใหญ่ เช่น ต้นโพธิ์ ต้นไทร

ดาว ๖  หมายถึง กล้วย อ้อย  ดาว ๙ หมายถึง วัตถุเก่าแก่โบราณ  ถ้า ๙ อยู่เรือนศุภะ หมายถึงความเชื่อถือ พยากรณ์ว่า ในบ้านมีของเก่าแก่ เช่นพระพุทธรูป เครื่องกังไสลายคราม ดาว ๔ เป็นธาตุน้ำ ถ้าอยู่พันธุ หรือเป็นเจ้าเรือนพันธุ ก็พยากรณ์ว่า ที่ดินของเจ้าชาตาที่อาศัยอยู่นั้นติดน้ำ ก็ได้

               ถ้ามีดาวธาตุไฟ          กุมลัคนา             เจ้าชาตามักถูกไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก

               ถ้ามีดาวธาตุลม          กุมลัคนา             เจ้าชาตามักเป็นโรคลม

               ถ้ามีดาวธาตุดิน          กุมลัคนา             เจ้าชาตามักแข็งแรงหนักแน่นจริงจัง

               ถ้าดาว ๑-๓ เป็น ๗      แก่ลัคนา (ปัตนิ)   จะมีคู่ครองเป็นนักเลง

               ถ้าดาว ๒-๔ เป็น ๗     แก่ลัคนา (ปัตนิ)   จะมีคู่ครองสวยงาม

               ถ้าดาว ๕-๖ เป็น ๗     แก่ลัคนา (ปัตนิ)   จะมีบุญวาสนาเพราะคู่ครอง

               ถ้าดาว ๗-๘ เป็น ๗     แก่ลัคนา (ปัตนิ)   จะมีคู่ครองแก่ หรือเป็นหม้าย

               หรือลัคนาของเจ้าชาตาอยู่ในราศีที่เคลื่อนไหวเร็ว ก็พยากรณ์ว่า เจ้าชาตาเป็นคนว่องไว ทำอะไรก็เร็วทันใจ อยู่ไม่ค่อยติดที่ มักไปโน่นมานี่เสมอ

               ตามที่อธิบายมานี้ เพื่อพอเป็นหลักการพยากรณ์พื้นดวงชาตากำเนิดขั้นต้นเท่านั้น

               หากจะพยากรณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วนกว่านี้ ก็ต้องพิจารณาให้ละเอียดกว้างขวางออกไปอีก ต้องดูเรือนของเจ้าชาตา แต่ละเรือนภพนั้นๆ มีดาวอะไรอยู่บ้าง ดาวเหล่านั้นได้ตำแหน่งอะไรบ้าง เป็นโยค, ตรีโกณ, องค์เกณฑ์ ตำแหน่งอุจ-มหาอุจ, อุจจาวิลาศ, ราชาโชค, นิจ, ประ, ฯลฯ เมื่อพิจารณาโดยทั่วถึงดีแล้ว นั่นแหละจึงจะพยากรณ์ละเอียดถี่ถ้วนได้ว่า พื้นดวงชาตากำเนิดนั้นดีหรือไม่ดี ด้วยประการใดบ้าง

 

หลักการพิจารณาดาวเคราะห์ในพื้นดวงชาตา

               การพิจารณาดาวเคราะห์ในพื้นดวงชาตา หากนำคำพยากรณ์สำหรับดาวเคราะห์ที่เป็นดวงมาตรฐานมาพยากรณ์ตามตำราที่ว่าไว้จริงแล้ว ก็มีหวังผิด แต่ถ้านำคำจำกัดความของดวงมาตรฐานแต่ละดวงมากล่าวไว้แล้ว รับรองว่าใช้ได้ถูกต้องดีมากทีเดียว เช่น

               ดาวที่ว่าดีให้คุณ          หมายถึง ดาวที่ได้ตำแหน่ง เกษตร, อุจ-มหาอุจ, อุจจาวิลาศ, มหาจักร, ราชาโชค, องค์เกณฑ์, อุดมเกณฑ์ ฯลฯ ดาวที่ว่านี้จะส่งผลให้ ๒ อย่าง คือ ดี ตามเรือนชาตาและดีตามความหมายของดวงดาว

               ดาวที่ว่าเสียให้โทษ       หมายถึง ดาวที่ได้ตำแหน่ง ประ, นิจ, พินทุบาทว์ เป็นเจ้าเรือนอยู่ใน เรือนภพ, อริ, มรณะ, วินาศ เป็นต้น ดาวที่ว่าเสียนี้ก็จะส่งผลเสียให้ ๒ อย่างเหมือนกัน คือ เสียตามเรือนชาตาและเสียตามดวงดาว

 

 

 

 

ข้อยกเว้นจากดาวเคราะห์ต่างๆ

               ข้อยกเว้นจากดาวเคราะห์ต่างๆ มีอยู่มากมายนัก ตามที่ข้าพเจ้าได้ค้นคว้าเหมือนดังหนึ่งพระอาจารย์ท่านมีกลเม็ดในเรื่องนี้ แต่ข้าพเจ้าจะนำข้อยกเว้นเรื่องดาวเคราะห์มากล่าวไว้เพื่อเป็นหลักการพิจารณาในพื้นดวงชาตาเพียงเป็นตัวอย่างให้นักศึกษาได้เข้าใจ ดังต่อไปนี้

               ๑.   ดาวที่ได้ตำแหน่ง ประ หรือนิจ แล้วเล็งกัน  หมายถึง ประ กับ ประเล็งกัน กลับเป็นเกษตร, นิจ กับ นิจเล็งกัน กลับเป็นอุจทั้งคู่ เช่น ดาว ๗ อยู่ราศีกรกฎ ดาว ๒ อยู่ราศีมังกร ท่านว่า ๒ และ ๗ กลับเป็นเกษตร ไม่ใช่ประ หรือดาว ๗ อยู่ราศีเมษ ดาว ๑ อยู่ราศีตุลย์ ท่านว่า ดาว ๗ และ ๑ กลับเป็นอุจ ไม่ใช่เป็นนิจ

               ๒.   ดาวที่สลับเรือนเกษตรกัน  ท่านก็ว่าได้เกษตรเหมือนกัน เช่นดาว ๒ อยู่ราศีเมษ ดาว ๓ อยู่ราศีกรกฎ ท่านว่า ๒ และ ๓ ได้ตำแหน่งเกษตรให้คุณเหมือนกัน

               ๓.   ดาวที่ได้ตำแหน่ง ประ หรือ นิจ  หากไปสถิตอยู่ในเรือนอริ มรณะ วินาศกับลัคนา ท่านว่ากลับให้คุณแก่เจ้าชาตา เพราะเข้ากฎที่ว่า ลบ ลบ กลายเป็นบวกไป

               ๔.   ดาวที่ได้ตำแหน่งดวงมาตรฐานทั้ง ๑๐ ดวง  ถ้าต่างดวงต่างได้ตำแหน่งแล้วสถิตเป็นตรีโกณกัน หรือเล็งกัน จะให้คุณอย่างที่สุด ตัวอย่างเช่น ดาว ๒ อยู่ราศีเมษ ดาว ๔ อยู่ราศีสิงห์ ได้ตำแหน่งมหาจักรทั้งคู่ ตามอำนาจของดวงดาวนั้น ทำให้เจ้าของชาตามีเสน่ห์สมกับเป็นดาวคู่มิตรจริงๆ หรือดาว ๔ กับดาว ๕ เป็นเกษตรทั้งคู่เล็งยันกันนั้นดีมาก ให้คุณแรง ตัวหนึ่งตัวใดเป็นเจ้าเรือนกฎุมพะ หรือพันธุด้วยจะทำให้มีสมบัติมาก บางคนมีที่ดินเป็นพันๆ ไร่ เรียกว่าราชาที่ดินได้ทีเดียว

               ๕.   ดาวที่ได้ตำแหน่งเกษตรนั้น  ท่านว่าถึงอย่างไรก็ไม่เสีย แม้จะไปสถิตอยู่ในเรือนอริ มรณะ วินาศ หรือได้ตำแหน่งพินทุบาทว์ ก็ไม่เสียทั้งนั้น ทรงไว้ซึ่งมีอำนาจแห่งความเป็นเกษตรอยู่วันยังค่ำ ถ้าดาวเกษตรเป็นเจ้าเรือนอริ มักจะมีร่างกายแข็งแรงปราศจากศัตรูรบกวน ถ้าอยู่มรณะก็มีความสุขความสงบ ไม่ค่อยสร้อยเศร้า ถ้าอยู่วินาศก็ปราศจากความคับแค้นใจเว้นจากความพินาศฉิบหายเท่านั้น

               ๖.   มีดาวพิเศษอยู่ ๒ ดวง คือ ดวงจุลจักร กับ ดวงเทวีโชค  ถ้ากุมลัคนาจึงจะให้คุณเต็มที่ คล้ายกับมหาจักร และราชาโชค ผิดกันบ้างเล็กน้อย เนื่องจากของใหญ่กับของเล็ก

 

หลักพยากรณ์ดาวเคราะห์กับเรือนชาตา

               ก่อนที่เราจะลงมือพยากรณ์ เราต้องรู้ว่าผู้ที่มาให้เราพยากรณ์นั้น ต้องการให้เราพยากรณ์เรื่องอะไร เมื่อเราทราบแล้วก็จับเอาดาวเจ้าเรือนนั้นๆ ขึ้นมาพิจารณาดู ถ้าจะดูเรื่องตัวเองก็จับเอาดาวเจ้าเรือน ตนุ ถ้าจะดูเรื่องการเงินสมบัติ ก็จับเอาดาวเจ้าเรือนกฎุมพะ เอาดาวนั้นๆ มาสัมพันธ์กับเรือนชาตาขึ้นตาชั่งดู แล้วคลอดคำทำนายออกมา คือดาวเจ้าเรือนนั้นๆ ไปสถิตอยู่ในเรือนชาตาอันใดของเจ้าชาตา ก็จะแสดงผลออกมาตามความหมายของเรือนชาตานั้นๆ

               ตัวอย่าง เช่น จะดูเรื่อง คู่ครอง เราก็จับเอาดาวเจ้าเรือนปัตนิขึ้นมาพิจารณาดู

               สมมุติ ลัคนา อยู่ราศีตุลย์ ดาวเจ้าเรือนปัตนิ ก็เช่น อังคาร ที่อยู่ในราศีเมษ ตรงข้ามกันนั่นเอง แล้วดูต่อไปว่า ดาวตัวนั้นไปอยู่ตามเรือนชาตาในราศีต่างๆ ทั้ง ๑๒ เรือนหรือเปล่า หรืออยู่ประจำที่ในเรือนปัตนิหรือกุมลัคนา หรือไปอยู่เป็น โยค หรือไปอยู่เรือนภพสหัชชะ ฯลฯ เราก็จะให้คำพยากรณ์ออกมาได้ ดังจะได้ยกตัวอย่างให้ดูพอเป็นสังเขปดังนี้

 

 

 

 

 

ตัวอย่างพยากรณ์ เรื่อง คู่ครอง

๑.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ ตนุ (กุมลัคนา)   -  คู่อยู่กับตัวเอง พยากรณ์ว่า ไม่ชอบการมีคู่ชอบอยู่คนเดียว หรือมีก็ได้เสียกันก่อนแต่งงาน เพราะคู่ไม่ได้เกิดจากความรัก แต่หากเกิดจากการใกล้ชิด และส่วนมากไม่ค่อยได้อยู่ด้วยกัน และคู่มักจะต่ำกว่าตน เพราะดาวปัตนิกุมลัคนานั้น ย่อมเป็นประเกษตร

๒.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ กฎุมพะ            -  ชอบสั่งสมคู่ คือมีคู่หลายคน หรือมีคู่สมบัติ

๓.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ สหัชชะ             -  มักเอาคนใกล้ชิดเป็นคู่ หรือเคยวิ่งเล่นมาด้วยกัน แต่เด็กๆ บางคนชอบเพศตรงข้ามมาเป็นเพื่อน เลยไม่ต้องแต่งงานก็มีมากมาย

๔.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ พันธุ                -  ผู้ใหญ่มักจะหาคู่ครองให้ หรือคู่เป็นญาติกัน หรือต้องปลูกเรือนหอแล้วจึงจะแต่งงาน คือแต่งงานมีหลักฐาน

๕.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ ปุตตะ               -  มีคู่เหมือนลูก คือต้องคอยดูแลเอาใจใส่เลี้ยงดูอยู่เสมอ ส่วนมากคู่มักมีอายุอ่อนกว่าตน บางคนชอบบังคับบัญชา คู่ครองดังบุตรธิดา ปรากฏว่าเป็นหม้ายก็มีมาก เพราะคู่ไม่ตามใจคน

๖.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ อริ                   -  มีคู่เป็นศัตรู หาคู่ที่ถูกใจไม่ได้ เห็นเพศตรงข้ามขวางหูขวางตาไปหมด เป็นโสดจนตายก็มี

๗.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ ปัตนิ                -  จะได้คู่ชนิดบุพเพสันนิวาส มีหลักฐานสมบัติ อยู่ด้วยกันจนแก่เฒ่า ถือไม้เท้ายอดทอง เพราะดาวปัตนิเป็นเกษตร

๘.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ มรณะ              -  มีคู่มักตายจากกันหรือเป็นคนรักง่ายหน่ายเร็ว มีง่ายก็ทิ้งง่าย

๙.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ ศุภะ                 -  คู่ครองเป็นคนมีมารยาทดี เคารพต่อสามีและญาติ รู้กิจการงานบ้านดี

๑๐. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ กัมมะ               -  เอางานเอาการเป็นคู่ หรือชอบทำงานมากกว่าการมีคู่ หรือต้องทำการเกี่ยวกับเพศตรงข้ามอยู่เสมอ

๑๑. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ ลาภะ               -  มีคู่ครองเป็นลาภ คู่ครองมีฐานะสมบัติ เงินทองให้ความสุขความสบายแก่ตน บางคนแต่งงานไม่ต้องเสียค่าสินสอดหมั้น และแถมกับยังมีหลายคนเสียอีก

๑๒. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     อยู่ วินาศ               -  คู่ครองจะนำความฉิบหายมาให้ บางคนมีคู่แล้วจำกัดความเป็นอิสระ บางคนตนเองเหมือนติดคุก บางคนหาความสุขไม่ได้ อย่างดีคู่ก็ขี้โรคงอมแงม

               ตามที่กล่าวมานี้เป็นเพียงตัวอย่างในการพยากรณ์ตามอำนาจของเรือนชาตา ซึ่งเป็นหลักเบื้องต้น จึงควรจดจำกฎเกณฑ์นี้ให้ดี คือ

               “เรือนชาตาอันใด มีความหมายอย่างใด ดาวเจ้าเรือนชาตาต่างๆ ไปสถิตอยู่ก็จะมีความหมายอย่างนั้นด้วย”

 

 

 

 

 

ตัวอย่างพยากรณ์ เรื่อง คู่ครอง กับ ดาวเจ้าเรือน

               ถ้าดาวเจ้าเรือนปัตนิในดวงชาตากำเนิด ไปได้ตำแหน่งต่างๆ เราก็จะหาคำพยากรณ์ได้ดังนี้

๑.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเกษตร

                                 -  จะได้คู่ครองเป็นหลักฐาน ทางฐานะสมบัติ เป็นคู่ครองที่แท้จริงชนิดบุพเพสันนิวาส อยู่กินด้วยกันจนแก่เฒ่า

๒.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเป็น ประ

                                 -  เป็นคนอาภัพในเรื่องคู่ คือได้คู่ที่ไม่สมใจตน มีนิสัยไม่ดี ฐานะต่ำกว่าตนหรือเป็นคนกำพร้าเป็นต้น

๓.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเป็นอุจ มหาอุจ

                                 -  เป็นผู้มีวาสนาในเรื่องคู่ คือได้คู่ที่มีศีลธรรมคุณธรรม หรือมีคู่ที่สูงด้วยตระกูลอำนาจวาสนา

๔.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่ง นิจ

                                 -  ต่ำต้อยน้อยหน้าในเรื่องคู่ คือมีคู่ฐานะต่ำกว่าตน หรือมีนิสัยปากร้ายใจอำมหิต เช่น เอาคนใช้ในบ้านเป็นคู่ หรือเอาคนขับรถเป็นคู่

๕.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเป็น อุจจาวิลาศ หรือราชาโชค

                                 -  คู่ครองจะมีมาเอง โดยไม่ต้องไปแสวงหา และจะเป็นสง่า มีหน้ามีตา คนรักใคร่นิยมด้วยอำนาจคู่ครอง เช่น หญิงชาวนาได้เป็นภรรยาของมหาเศรษฐี ชายยากจนได้บุตรสาวรัฐมนตรี หญิงเข็ญใจได้ตำแหน่งมเหสี เป็นต้น

๖.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่ง มหาจักร

                                 -  จะได้คู่ที่ยิ่งใหญ่ คล้ายอุจจาวิลาศ หรือราชาโชค ผิดกันแต่ว่ากว่าจะได้คางแทบเหลือง คือถูกกีดกันจากพ่อแม่ หรือหมู่ญาติของคู่ครอง หรือมิฉะนั้น ตัวเองจะต้องใช้ความพยายามเป็นอันมาก

๗.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเป็น โยค กับดาวคู่มิตร

                                 -  คู่ครองมีความเข้มแข็งทางใดทางหนึ่งพอที่จะพึ่งกันได้ (ดูตามอำนาจของดาวและเรือนชาตาที่มาเป็นโยค)

๘.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเป็นตรีโกณ กับดาวคู่มิตร

                                 -  จะได้คู่ครองเป็นหลักในทางใดทางหนึ่ง เช่น มีการงานเป็นหลัก มีสมบัติเป็นหลักบ้าง (ดูตามดวงดาวและเรือนชาตาที่มีมาตรีโกณ)

๙.   ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งเป็น องค์เกณฑ์

                                 -  จะได้คู่ครองที่ถาวร กินอยู่ด้วยกันยั่งยืนนาน และเมื่อมีคู่แล้วก็จะเขยิบฐานะขึ้น มีเงินแค่ ๑ หมื่นบาท ก็จะเพิ่มเป็น ๒-๓ หมื่นยิ่งๆ ขึ้นไป

๑๐. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่ง เป็นอุดมเกณฑ์

                                 -  จะมีภรรยารวย หรือมีภรรยามาก และจะมีมาเรื่อยๆ ไม่ขาดเอาทีเดียว

๑๑. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่งร่วมกับดาวคู่มิตร

                                 -  คู่ครองรักใคร่กันดี ช่วยเกื้อกูลหนุนนำกันดี ไม่ย่อท้อถอยหลัง จะมีคู่สักทีก็มีคนคอยจัดแจงหาให้โดยไม่ต้องเหน็ดเหนื่อย

๑๒. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่ง ร่วมกับดาวคู่ศัตรู

                                 -  จะมีคู่มักจะประสบกับอุปสรรคขัดขวาง หรือถึงมีแล้วก็ไม่ค่อยจะถูกกัน คอยขัดกันอยู่เสมอ (ขัดกันในด้านใด ก็เอาเรือนชาตามาจับดู เช่น ร่วมกับเรือนกัมมะ ก็ทางการงาน ถ้าร่วมกับ กฎุมพะ ก็ทางการเงิน หรือถ้าเป็นดาวพุธกับราหู ก็ขัดกันในเรื่องปากเสียง ถ้าอาทิตย์กับอังคาร ก็ทางชู้สาว เป็นต้น)

๑๓. ดาวเจ้าเรือนปัตนิ     ได้ตำแหน่ง เป็นคู่ธาตุ คู่สมพล

                                 -  จะส่งเสริมในด้านกำลังดีขึ้น เช่น ๑-๗ ร่วมกัน มักจะไม่ค่อยถูกกัน แต่ทะเลาะกันก็ยิ่งดี ยิ่งมีการทำมาค้าขึ้นมากเข้า แต่ถ้าไม่ทะเลาะกันแล้ว ก็ไม่มีปัญญาทำมาหากิน ถ้า ๑-๖ ร่วมกัน มักเก็บเงินคนละกระเป๋า ต่างคนต่างหาตระหนี่เสียด้วย เลยทำให้มั่งมี

               นอกจากนี้ ถึงแม้เรือนชาตาอื่นๆ ถ้าได้ตำแหน่งเช่นนี้ ก็เป็นไปทำนองเดียวกัน นอกจากนี้จะเป็นไปตามอำนาจของเรือนชาตาแล้ว ยังเป็นไปตามอำนาจของดวงดาวอีก

               เช่น ดาวจันทร์ หรือศุกร์ กุมลัคนา ทำให้มีเสน่ห์ และถ้าได้ตำแหน่งราชาโชคอีกด้วย ความเป็นเสน่ห์นั้นก็มีมากขึ้น แต่ถ้าได้ตำแหน่งเสีย คือประ หรือนิจ ก็ทำให้ลดลงไปเป็นลำดับ ถ้าดาวพฤหัสบดี ได้ตำแหน่งเกษตร หรือราชาโชค จะทำให้เด่นในด้านปัญญาความรู้ แต่ถ้าได้ตำแหน่งเสีย เช่น ประ นิจ ก็จะทำให้ตกต่ำ ถึงมีความรู้ก็หาเด่นไม่ ขาดความเคารพเชื่อถือ ความรู้นั้นไม่ได้ประโยชน์อะไรเท่าใดนัก

               อนึ่ง  ถ้าเราอยากจะเป็นโหรแล้ว อย่าริอ่านเอาทักษามาใช้แทนเรือนชาตาเป็นอันขาด เพราะโหรไม่ใช่หมอดูเลข ๗ ตัว หรือบางท่านเวลาจะพยากรณ์ เรื่องทรัพย์สมบัติหรือคู่ครอง ก็พยากรณ์ดาวศุกร์ พยากรณ์การงานก็พยากรณ์ดาวเสาร์ แบบนี้เขาเรียกว่าไม่มีหลัก แล้วเจ้าเรือนกฎุมพะกัมมะ เอาไปทิ้งไว้เสียที่ไหน เรื่องความหมายของดาวเคราะห์เขาเอาไว้พยากรณ์นิสัยของเรือนชาตาส่วนทักษานั้นเขาเอาไว้ประกอบการพยากรณ์ตัดสินต่างหาก และโปรดเข้าใจไว้ด้วยในหนังสือโหราศาสตร์เล่มนี้ซึ่งท่านกำลังอ่านอยู่นี้ ข้าพเจ้าจะไม่นำเอาทักษามาพูดเกี่ยวข้องให้ไขว้เขว จะพูดเฉพาะเนื้อหาของโหราศาสตร์ไทยแท้ๆ ถ้าหากเอาอย่างอื่นมาเกี่ยวข้องด้วยก็จะกลายเป็นของผสมไป มิใช่ของแท้ ท่านเข้าใจคำว่า ของแท้ ของเทียม ของผสม ฉะนั้นโหราศาสตร์ไทยที่แท้ต้องไม่มีอย่างอื่นผสมปนอยู่ด้วย

 

หลักการพยากรณ์เรื่องคู่ครอง ลักษณะคู่ครอง

อาชีพของคู่ครอง ฐานะของคู่ครอง

               วิธีการพยากรณ์เรื่องคู่ครองมีอยู่ ๓ อย่าง คือ

               ๑.   ดวงดาวซึ่งเล็งลัคนา  อันนี้เป็นหลักใหญ่ทั่วๆ ไป ซึ่งจะทิ้งเสียมิได้ เพราะเป็นคู่ครองที่อยู่ในเรือนปัตนิโดยตรง

               ๒.   ดวงดาวกุมลัคนา  ภายหลังตรวจดูว่าดวงดาวในเรือนปัตนิไม่มี หรือไม่มีดาวเล็งลัคนา จึงกลับมาเพ่งดูดวงดาวที่กุมลัคนา

               ๓.   ดาวผู้เป็นเกษตรครองราศี  ซึ่งเล็งกับลัคนา แปลว่าไม่มีดาวเล็งลัคนา และไม่มีดวงดาวกุมลัคนา เราจึงกลับมาเพ่งดูดาวผู้เป็นเกษตรครองราศีต่อไป หมายถึง ดาวเคราะห์ปัตนิเรือนใน หรือดาวเจ้าเรือนเกษตรภพปัตนิ ตัวนั้นไปอยู่ในราศีอะไร ที่ไหน มีความสัมพันธ์แก่ลัคนาเป็นอย่างไร

               ตัวอย่างเช่น

               ๑.   อาทิตย์หรือดาว ๑ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนผิวดำแดง รูปร่างสันทัด ท่าทางองอาจ มีสง่า

               -     อุปนิสัยใจคอก็เพ่งดูว่า อาทิตย์หรือดาว ๑ อยู่นั้นเป็นเรือนเกษตรของดาวเคราะห์ดาวใด

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ เล็ง อยู่ในเรือนของมันเอง แปลว่า ลัคนาอยู่ราศีกุมภ์ดาว ๑ เล็งอยู่ราศีสิงห์ ก็เป็นเรือนเกษตรของดาว ๑ อีกด้วย พยากรณ์ว่าเป็นคนเย่อหยิ่งถือตัว ความมานะแรงไม่ง้อใคร ใจคอกว้างขวาง และมี อาชีพ อยู่ในวงราชการ

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ เล็ง อยู่ในเรือนจันทร์หรือเรือนดาว ๒ คู่ครองเป็นขี้โอ่ พิถีพิถันในการแต่งกาย รูปงามมีเสน่ห์ อ่อนแอ จริตมารยาเจ้าอุบายร้อยแปดและมักเกียจคร้าน อาชีพ ส่วนมากการค้าทางน้ำ ช่างเขียน นักประพันธ์ การเย็บปักถักร้อยเก่ง

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนอังคารหรือดาว ๓ คู่ครองเป็นคนดุดันฉุนเฉียว โทสะร้าย ชอบตลกเฮฮา เจ้าชู้ไว้ใจยากสักหน่อย แต่ช่วยเหลือคนเก่ง ชอบไปในทางนักเลง คุยโตโอ้อวด โง่แกมหยิ่ง อาชีพ ส่วนมากราชการฝ่ายทหารตำรวจ เป็นนายหน้ารับอาสาคนและเจ้านาย รวมทั้งนักการพนันทุกชนิด

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ เล็ง อยู่ในเรือนของพุธหรือเรือนดาว ๔ คู่ครอง เป็นคนอ่อนหวาน ช่างพูด มีอาชีพ ทางธุรกิจ ช่างประดิษฐ์และก่อสร้าง

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ อยู่เรือนพฤหัสบดีหรือเรือนดาว ๕ คู่ครองเป็นคนแก่วัดแก่ธรรมะธรรมโม สูงอายุเจ้าปัญญาและความคิดเฉียบแหลมลึกซึ้ง ซื่อสัตย์มั่นคงในความรัก มีอาชีพ ทางเป็นครู แพทย์ หรือทนายความ

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนศุกร์หรือเรือนดาว ๖ คู่ครองเป็นคนขี้หึงเห็นแก่ตัว เจ้าชู รูปงามมีเสน่ห์ ร่าเริง มีอาชีพ ทางค้าขายหรือนักประพันธ์

               -     ถ้าอาทิตย์หรือดาว ๑ อยู่ในเรือนเสาร์หรือเรือนดาว ๗ คู่ครองเป็นคนขี้โรค สุขภาพไม่ค่อยดี หงอยเหงา ไม่ค่อยช่างพูด สูงอายุ มีอาชีพ ในการรับจ้าง กรรมการ ขับรถ เฝ้ายาม

               ๒.   จันทร์หรือดาว ๒ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนบาง ผิวเนื้อขาวเหลือง ดวงหน้าค่อนข้างกลม ศีรษะค่อนข้างโตเล็กน้อย รูปงามมีเสน่ห์

               -     อุปนิสัย และอาชีพ พยากรณ์เหมือนอาทิตย์หรือดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนจันทร์

               ๓.   อังคารหรือ ๓ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนดำแดงสูงโปร่ง ผมหยิกหยักศก ดวงตาโต (อุปนิสัยและอาชีพพยากรณ์เหมือนดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนดาว ๓)

               ๔.   พุธหรือดาว ๔ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนรูปร่างเล็กบาง ผิวเนื้อขาวเหลืองหรือสองสี ดวงหน้ายาว หรือรูปไข่ (อุปนิสัยและอาชีพพยากรณ์เหมือนดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนของดาว ๔)

               ๕.   พฤหัสบดีหรือดาว ๕ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นครู รูปร่างเล็กบาง ผิวเนื้อขาว ดวงหน้ารูปไข่ มักมีแผลเป็นบริเวณหน้าผาก (อุปนิสัยและอาชีพพยากรณ์เหมือนดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนของดาว ๕)

               ๖.   ศุกร์หรือดาว ๖ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนรูปท้วม ผิวเนื้อขาว ใบหน้ารูปไข่ สวยและหยิ่ง (อุปนิสัยและอาชีพพยากรณ์เหมือนดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนของดาว ๖)

               ๗.   เสาร์หรือดาว ๗ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนสูง ผิวเนื้อดำ ดวงหน้าเสี้ยมยาว แก้วบุ๋ม หลังมักค่อม (อุปนิสัยและอาชีพพยากรณ์เหมือนดาว ๑ เล็งอยู่ในเรือนของดาว ๗)

               ๘.   ราหูหรือดาว ๘ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนรูปท้วม ผิวเนื้อดำ ดวงหน้ายาวหรือรูปไข่

               ๙.   เกตุหรือดาว ๙ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนรูปร่างเตี้ยแคระ ผิวเนื้อดำแดง ขี้ริ้วขี้เหร่ที่สุด

               ๑๐. มฤตยูหรือดาว ๐ เล็งลัคน์  คู่ครองเป็นคนรูปร่างแปลกๆ หรือมีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งเพิ่มเติมหรือบกพร่อง เช่น นิ้วเกิน เนื้องอก ติ่ง ปูดโปนหรือปากแหว่ง

               สำหรับ ๘, ๙, ๐ อยากทราบอุปนิสัย และอาชีพ ให้เพ่งเล็งดูดาวเคราะห์ที่ร่วมหรือดาวที่ลัคนาอยู่ หรือดาวเกษตรนั้น

               -     ถ้าดาวซึ่งเล็งลัคน์ร่วมกัน ๒ ดวง ให้ดูรูปร่างของคนผสมกัน และดูอุปนิสัยใจคอตามความหมายของดาวนั้นๆ

               -     หากดวงดาวเคราะห์ไม่มีเล็ง โดยไปกุมไปร่วม และโยคเสียหมด การพยากรณ์คู่ครอง ให้ถือเอาดาวเคราะห์ที่กุมเป็นสำคัญ และพยากรณ์ความหมายของดาวเคราะห์ที่กุมนั้น และประกอบเข้ากับเรือนเกษตรที่ลัคนาสถิตอยู่ ถ้าดาวกุมร่วม ก็เป็นรูปผสมโดยยึดลักษณะของคนรูปผสม

               -     และถ้าหากที่ลัคนา ไม่มีดาวกุมอีก คราวนี้ ต้องดูที่เรือนเกษตร คือเรือนหรือราศีซึ่งเล็งอยู่ตรงข้ามกับลัคนานั้น โดยพิจารณาดูว่าเรือนเกษตรนั้นๆ ดาวเคราะห์ดวงใดเป็นผู้ครองเรือนเกษตรและไปอยู่ในราศีเรือนใด ก็พยากรณ์ความหมายของดาวเคราะห์ผู้เป็นเกษตรครองราศีนั้นต่อไป

               ฐานะคู่ครอง  เราจะทราบฐานะของคู่ครองได้ โดยพิจารณาจากดาวเคราะห์ที่เทียบชั้นวรรณ ฐานะ และตำแหน่งหน้าที่ ซึ่งจะกล่าวในตอนข้างหน้า ดาวเคราะห์เปรียบเทียบ และพิจารณาประกอบกับตำแหน่งของดาวเคราะห์อีกด้วยว่า ดาวเคราะห์นั้นๆ ได้ตำแหน่งอะไรบ้าง เช่น อุจ-มหาอุจ ราชาโชค มหาจักร หรือ เกษตร นิจ ประ ฯลฯ หากจะทราบต่อไปอีกว่าคู่ครองนั้นจะอยู่ทางทิศใด เราก็พิจารณาจากดาวเคราะห์ที่ครองทิศทางกำเนิดของดาวเคราะห์ และพิจารณาทิศประจำราศีประกอบอีกชั้นหนึ่ง ได้กล่าวไว้แล้วในตอนต้น สมมุติว่าดาว ๑ เล็งลัคนาอยู่ราศีเมษ ดาว ๑ หมายถึงกษัตริย์หรือนักรบฐานะพระราชา ดาว ๑ ครองทิศตะวันออก ราศีเมษเป็นราศีทิศตะวันออก ก็พยากรณ์ว่าคู่ครองมีฐานะสูงด้วยยศศักดิ์ เป็นผู้มีอำนาจ อยู่ทางทิศตะวันออก เป็นต้น

 

หลักการพยากรณ์ เรื่องการสมรส

               การสมรสที่มีความสุขและไม่มีความสุข เป็นปัญหาสำคัญมาก ทำไมคู่สมรสบางคู่จึงต้องแตกแยกหย่าร้าง มักจะกล่าวกันว่าเป็นเพราะนิสัยไม่ตรงกันร่วมกันไม่ได้ ต่างฝ่ายต่างเอาแต่ใจของตัวเอง ไม่ผ่อนผันเข้าหากัน โหราศาสตร์ให้ความสว่างในปัญหาสำคัญเหล่านี้ ควรอย่างยิ่งที่จะต้องตรวจสอบค้นหาเหตุผลของชีวิตสมรส ตามวิธีของโหราศาสตร์ก่อนที่จะขมวดปมของชีวิตสมรสเข้าด้วยกัน

               ๑.   บุคคลที่สมรสเร็วแต่เยาว์วัย  ส่วนมาได้แก่ ดาว ๓. ๙. หรือดาว ๖ ร่วมลัคนา หรือถ้าไม่กุมลัคนา ก็มีดาวเหล่านี้สัมพันธ์อยู่กับลัคนา

                     -  และส่วนมาก ดาว ๖ จะเป็นอริ มรณะ วินาศ กับลัคนา พร้อมกับมีดาว ๓. ๙. กุม หรือร่วมสัมพันธ์กับลัคนาแทบทั้งสิ้น

                     -  และส่วนมาก ดาว ๕ อยู่ร่วมราศีเดียวกับดาว ๓ และจะกุมลัคนา หรือร่วมสัมพันธ์กับลัคนาก็มีผลเท่ากัน

                     -  มฤตยู หรือ ๐ กุมลัคนา ดาว ๓. ๖. ๙. ร่วมสัมพันธ์กับลัคนา ก็ทำให้สมรสเร็วแต่ในเยาว์วัยเหมือนกัน พร้อมกับมีดาว ๗ หลบไม่สัมพันธ์กับลัคนาอีกด้วย

               ๒.   สำหรับบุคคลที่สมรสช้า  มีอายุเหยียบย่างเข้าวัยกลางคน ส่วนมากได้แก่ชาตาที่มีดาว ๗ กุมลัคนา หรือดาว ๗ ร่วมสัมพันธ์กับลัคนา หรือมีดาวโยคหลังประกอบด้วย

               ๓.   การสมรสที่มีการเลิกร้างกันภายหลัง  เนื่องจากดาว ๗ กุมลัคนา หรือร่วมสัมพันธ์กับลัคนา เช่น โยค ร่วมธาตุ และเล็ง พร้อมด้วยดาว ๒ เป็นอริ มรณะ กับลัคนา

                     -  การสมรสที่ต้องเลิกร้างกันภายหลัง เนื่องจากดาว ๖ และดาว ๒ เป็นอริ มรณะ วินาศ กับลัคนา

                     -  การสมรสที่ต้องเลิกร้างกันภายหลัง เนื่องจากมฤตยู หรือ ๐ กุมลัคนาหรือเล็งลัคนา

                     -  การพลัดพรากกันภายหลังสมรส แล้วกลับมาอยู่ร่วมกันอีกโดยไม่ขาดจากกันนั้นเนื่องจาก มฤตยู หรือ ๐ เล็งลัคนา

 

การสมรส มีอยู่ ๒ ชนิดคือ

ชนิดการผ่านกันชั่วคราว และตามบุพเพสันนิวาส

               ๑.   ชนิดการผ่านกันชั่วคราว  ดาว ๖ เป็นตัวสำคัญ ถ้าดวงชาตากำเนิดใครมีดาว ๖ กุมลัคนา หรือนำหน้าลัคนา เกณฑ์ดวงมาตรฐานไม่เสีย ผู้นั้นไม่รังเกียจในเรื่องชู้สาว

                     -  ถ้าดาว ๕ มีอิทธิพลอ่อน หรือถูกเบียนด้วยดาวอื่นๆ ก็ยิ่งทำหลุดหลิกอย่างเกรงใจ

                     -  บุคคลที่มีดาว ๖ แรง ขณะที่ดาว ๖ โคจรต้อง ๒ กำเนิด หรือดาว ๖ โคจรต้องดาว ๖ หรือดาว ๖ ต้องลัคนา จะต้องผ่านความรักทุกครั้งไป ไม่มากก็น้อย

                     -  บุคคลที่มีดาว ๖ ในพื้นดวงชาตากำเนิดดังกล่าวมานี้ มักจะมีรูปร่างหน้าตามีเสน่ห์ ดึงดูดอยู่เสมอ

                     ผู้ที่มักมากในกามคุณ  จนถือเป็นอาชีพหรือสมัครเล่นแทบทุกรายมักมีดาว ๕ เสียและดาวเกษตรภพกัมมะเสียอีกด้วย ถ้าสตรีใด มีดาว ๖ เด่น ดาว ๕ ตัวสติเสียย่อมตามใจตนเองจนลืมตัว

                     ผู้ที่ไม่มีชีวิตในการแต่งงานเป็นหลักแหล่ง  หรือผู้ที่มีความรู้สึกทางเพศน้อย โดยพิจารณาเกษตรของภพปัตนิ หากอยู่เป็นอริ มรณะ และวินาศ และดาว ๖ อยู่ในภพอริ มรณะ วินาศ ดาว ๕ เด่นในดวง บุคคลประเภทนี้มีความรู้สึกทางเพศน้อย จะมีบ้างการเป็นไปตามประเพณี การจู้จี้ทางกามารมณ์บุคคลประเภทนี้ถือว่าอัปมงคล

                     ดาวอังคารหรือ ดาว ๓ เป็นดาวส่งแรงดันของโลหิตอย่างเด่นชัด บุคคลที่มีดาว ๓ กุมลัคนา หรือนำหน้า หากดาว ๕ ไม่สู้ดี ก็ทำให้เป็นคนใจง่าย

                     -  ถ้าดาว ๓ กุมลัคนา ในเรือนของดาว ๖ แล้ว ไม่ตระหนี่ตัว หลงระเริงอย่างไม่ประสีประสา

               ๒.   การแต่งงานตามบุพเพสันนิวาส  ภพปัตนิแห่งตนุลัคน์ เกษตรของภพปัตนินี้ก็แสดงความหมายเกี่ยวกับรูปร่างฐานะ และสภาพของบุคคลที่จะเป็นคู่สร้าง

                     -  ถ้าเกษตรของภพปัตนิ โคจรมาสู่ภพปัตนิเดิม หรือโคจรมาถูกลัคนา หรือถูกดาว ๒ หรือถูกดาวเคราะห์อันเป็นดาวที่สถิตอยู่ในเรือนภพปัตนิของดวงชาตากำเนิด เมื่อนั้นแหละจะพบคู่สร้าง

                     -  ถ้าดาวเกษตรของภพปัตนิ โคจรสู่ลัคนา สู่ดาว ๒ และสู่ดาว ๖ ด้วยแล้ว เมื่อถึงดาว ๒. ๖. เดิม หรือลัคนา ก็จะได้คู่ครองแน่นอน

                     -  เกณฑ์หรือระยะเวลาจะเกิดขึ้นเมื่อใด  ต้องใช้ความละเอียดถึ่ถ้วนรอบคอบจากพื้นดวงเดิม

                     -  บุคคลที่ดาวปัตนิอยู่ภพที่ ๑๑ มักจะได้คู่ครองมากมาย ถ้าเป็นหญิงเรียกว่า ใจดีหรือใจบุญสุนทานในการมีคู่

                     -  ถ้าดาวปัตนิอยู่เป็น อริ มักขัดข้อง และเลือกเฟ้นในคู่ มีคู่ยาก หรือมีแล้วไม่ยั่งยืน และการแต่งงานมักจะช้า

                     -  ถ้าดาวปัตนิอยู่มรณะ ไม่ค่อยมีคู่ครอง ถ้าปัตนิสัมพันธ์กับตนุเกษตรเข้าก็อาจมีได้ แต่พลัดพรากจากกันจนได้

                     -  การวินิจฉัยเรื่องการสมรส เราต้องพิจารณาเรือนภพที่ ๗ และเจ้าเรือนของภพที่ ๗

                        อาทิตย์ หรือดาว ๑ ในเรือนที่ ๗ จะได้คู่ครองที่ภูมิใจ ใจคอมั่นคงเด็ดเดี่ยว และมักจะรีรอถ่วงให้การสมรสล่าช้า

                        จันทร์ หรือดาว ๒ ในเรือนที่ ๗ จะได้คู่ครองที่ใจดี เอาใจใส่การบ้านการเรือน ความคิดความเห็นไม่คงที่

                        อังคาร หรือดาว ๓ ในเรือนที่ ๗ คู่ครองมักทะเลาะวิวาทข่มขู่ มีท่าทีจะแตกหักแยกกันเกิดขึ้นเสมอ เพราะการทะเลาะวิวาทและการเข้าใจผิดต่อกัน

                        พุธ หรือดาว ๔ ในเรือนที่ ๗ คู่ครองที่ใจเร็ว ถ้าดาว ๔ รับผลร้ายเบียนคู่ครองมีนิสัยร้ายด้วย

                        พฤหัสบดี หรือดาว ๕ ในเรือนที่ ๗ ได้คู่ครองดีเป็นที่ถูกใจและมีความสุขในชีวิตสมรส

                        ศุกร์ หรือดาว ๖ ในเรือนที่ ๗ ถ้าดาว ๖ ไม่มีผลร้ายเบียน จะได้ความสุขจากการสมรส ถ้าดาว ๖ มีผลร้ายเบียน มักทะเลาะวิวาทกันเสมอ เจ้าชาตามัวเมาอยู่ด้วยเครื่องเร้าอารมณ์ และหลงใหลในความล่อใจจากเพศตรงข้าม

                        เสาร์ หรือดาว ๗ ในเรือนที่ ๗ เจ้าชาตาจะได้คู่ครองที่มีอายุ หรือฐานะเหลื่อมล้ำกันมาก โดยทั่วไปชีวิตสมรสไม่มีความสุข

                        ราหูหรือเกตุ ๘ หรือ ๙ ในเรือนที่ ๗ ชีวิตสมรสจะอยู่ในความเศร้า

                        -  ถ้าเจ้าเรือนที่ ๗ ไปอยู่เรือนที่ ๖ หรือเรือนที่ ๘ และต้องไม่มีบาปเคราะห์ เป็นเกณฑ์แก่เรือนที่ ๒ การสมรสจะมีความสุข

                        -  ถ้าเรือนที่ ๒ อยู่ในระหว่างขนาบของดาวบาปเคราะห์ ชีวิตสมรสจะเป็นภาระที่ยุ่งยากและเศร้าสลด

                        จะได้แต่งงานเมื่อไร หรือไม่ ถ้าดาว ๗ อยู่ในเรือนที่ ๗ จะได้แต่งงานภายใน ๓ เดือน ถ้าดาว ๒ อยู่ในเรือนที่ ๓, ๕, ๗, ๑๑ และได้เกณฑ์จากดาว ๕ และดาว ๔ และถ้าดาวศุภเคราะห์ครองจตุรโกณ หรือตรีโกณ จะได้แต่งงานในเร็วๆ นี้ ตนุลัคน์และเจ้าเรือนที่ ๗ ต้องอยู่ในที่ให้คุณ

 

หลักการพยากรณ์เรื่องความรัก

               เมื่อเราทราบว่าดาวศุกร์หรือดาว ๖ เป็นดาวของความรัก ไม่ว่าละครหรือภาพยนตร์และหนังสืออ่านเล่นก็ตาม ย่อมจะขาดเสียซึ่งความรักเข้าไปเกี่ยวข้องมิได้ คล้ายๆ กับว่าความรักนี้เดินเคียงคู่ไปกับชีวิต ที่ไหนมีชีวิต ที่นั่นก็มีความรัก ถ้าไม่มีชีวิตความรักก็ไม่เกิดขึ้น ดังนั้นเราเรียนโหราศาสตร์จึงต้องรอบรู้ถึงความรักของคนด้วย เพื่อทราบว่าบุคคลนั้นๆ มีความรักชนิดใด เราก็เริ่มพิจารณาดาวศุกร์หรือดาว ๖ ว่าดาว ๖ อยู่ราศีใดและราศีนั้นมีความหมายว่าอย่างไร

               ๑.   ดาว ๖ อยู่ราศีตนุ  หรือเรียกว่าศุกร์กุมลัคนา เป็นผู้ที่มีความรักชนิดเห็นแก่ตัว หน้าเลือดเหมือนพ่อค้าขายของแพง มีความรักชนิดไม่ยอมเสียสละให้แก่ใคร เขาจะยอมทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเอามาเป็นของตัวเองฝ่ายเดียว และเป็นคนขี้ระแวงหึงหวงอย่างร้ายแรงอีกด้วย

               ๒.   ดาว ๖ อยู่ราศีกฎุมพะ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๒ แก่ลัคนา เป็นผู้ที่มีความรักเห็นแก่เงินทอง บูชาเงินเป็นพระเจ้า จะรักใครก็เลือกรักแต่คนรวยเงิน ความรักของคนชนิดนี้จึงไม่มีการเลือกรูปร่างหน้าตา ไม่คำนึงความสวยงาม ตลอดจนกระทั่งวัยของคนที่รัก ขอให้รวยเงินอย่างเดียวเป็นใช้ได้

               ๓.   ดาว ๖ อยู่ราศีสหัชชะ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๓ แก่ลัคน์ เป็นผู้ที่ชอบคนรักที่มีชื่อเสียง หรือเกียรติยศ เช่นมีชื่อเสียงการกีฬา ศิลปิน ช่าง หรือการกระทำใดก็ตามที่ก่อให้เกิดชื่อเสียงของคนรัก เช่น บางคนรักพระเอกหรือนาง ลิเก ละคร ภาพยนตร์ และช่างชอบเสียจริงๆ จังๆ บางคนก็ชอบนักมวยที่มีชื่อเสียงในการชกต่อยหรือชอบนักกีฬาที่เล่นกีฬาเก่ง

               ๔.   ดาว ๖ อยู่ราศีพันธุ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๔ แก่ลัคน์ เป็นผู้จะได้คนรักซึ่งเกี่ยวข้องเป็นเครือญาติเผ่าพันธุ์เดียวกันก็ได้ เช่น ลูกพี่ลูกน้อง หรือพี่ป้าน้าอากับหลานเป็นคนรักกันหรืออีกนัยหนึ่งก็เป็นผู้ที่มีความรักใคร่ก็ตาม แต่จะไม่ยอมให้คนรักล่วงเกินบิดามารดา ญาติพี่น้องของตน เป็นผู้ที่เคารพต่อบรรพบุรุษ

               ๕.   ดาว ๖ อยู่ในราศีปุตตะ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๕ แก่ลัคนา ผู้ที่มีดาว ๖ เป็น ๕ แก่ลัคนา ถึงจะรักคู่ครองของตนสักเพียงใด ก็ไม่รักยิ่งไปกว่าความรักบุตร และจะได้บุตรเป็นที่พึ่งพาอาศัยได้ด้วย

               ๖.   ดาว ๖ อยู่ราศีอริ มรณะ วินาศ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๖. ๘. ๑๒ แก่ลัคนา เป็นผู้ที่มีความรักมีแต่อุปสรรคขัดขวางไม่ราบรื่น เป็นทางให้ประสบแต่ความผิดหวังอย่างใหญ่หลวง ในชีวิตอาจเป็นคนอกหัก เช่น คนรักไปแต่งงานกับคนอื่นเสีย บ้างรักกันแล้วแต่งงานกันไม่ได้ เนื่องจากความจำเป็นบางประการ เป็นความรักที่อับเฉาเหี่ยวแห้ง ไม่ได้พบความรักในอุดมคติ ท้ายที่สุดก็ไม่ได้แต่งงานอย่างมีหน้ามีตา ตลอดถึงการอยู่กินด้วยกันก็มีปากเสียงวุ่นวายใจจนต้องเลิกร้างกัน ดวงชาตาเช่นนี้จึงปรากฏว่าตกเป็นหม้ายเสียมาก

               ๗.  ดาว ๖ อยู่ราศีปัตนิ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๗ แก่ลัคนา เป็นผู้ที่ได้พลความรักที่สดชื่นยืนยาว และรักกันอย่างดูดดื่มอย่างที่เรียกว่าปานจะกลืนกินเข้าไป นับว่าเป็นผู้มีโชคดีในด้านของความรัก เป็นความรักที่ราบรื่นปราศจากอุปสรรคใดๆ ขัดขวาง นับว่าเป็นคู่รักคู่สร้างกันมาแต่ปางก่อน

               ๘.   ดาว ๖ อยู่ราศีศุภะ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๙ แก่ลัคนา เป็นผู้บูชาความรักเหนือสิ่งอื่นใดหมด ยากดีมีจนบุคคลจำพวกนี้ไม่ถือเป็นอุปสรรค หรือข้อรังเกียจใดๆ ทั้งสิ้น แม้จะกัดก้อนเกลือกินก็ยอมทน ขอให้ต้องอุดมคติก็แล้วกัน จึงเป็นความรักที่น่าเห็นอกเห็นใจและน่าสงสาร

               ๙.  ดาว ๖ อยู่ราศีกัมมะ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๑๐ แก่ลัคนา เป็นผู้ที่มีความรักแบบหวาดหวั่นสั่นสะเทือน มีความรู้สึกอย่างแรง คือจะต้องเอาอกเอาใจช่วยเหลือญาติพี่น้องทางฝ่ายคนรัก เข้าทำนองรักผู้หญิงยิงผู้ใหญ่ ถูกเขาใช้ดังวัวดังควาย ครั้นตัวไม่ทำก็เกรงเขาจะไม่รัก หรือทางฝ่ายคนรักไม่เล่นด้วย ตนจึงต้องคอยประจบสอพลอเพื่อเอาใจ มีผู้ชายหลายคนที่รักผู้หญิงแล้วยอมอาบเหงื่อต่างน้ำทุ่มเทกำลังกายเข้าช่วยเหลือญาติทางฝ่ายหญิงทำงาน เหมือนหนึ่งถูกเขาหลอกใช้ ครั้นแต่งงานแล้วก็ตกอยู่ในอำนาจของภรรยา ต้องหาเงินตัวเป็นเกลียวมาเลี้ยงบุตรและภรรยาให้เพียงพอ มิฉะนั้นภรรยาไม่ได้รับถึงขนาดก็จะหนีไปมีสามีใหม่ เป็นดวงชาตาสมชื่อว่า “กัมมะ”

               ๑๐. ดาว ๖ อยู่ราศีลาภะ  หรือเรียกว่าดาวศุกร์เป็น ๑๑ แก่ลัคนา เป็นผู้ที่จะได้ประสบโชคดีในด้านความรัก การแต่งงานอย่างแปลกประหลาดมหัศจรรย์ มีบุคคลจำพวกหนึ่งฝ่ายหนึ่งรวยเงิน อีกฝ่ายหนึ่งยากจน เกรงว่าการแต่งงานจะไม่หรูหรามีหน้ามีตาสมเกียรติศักดิ์ ฝ่ายมีเงินจึงเอาเงินมายัดเยียดให้แก่ฝ่ายยากจนเพื่อใช้จ่ายในการแต่งงาน คล้ายอัฐยายซื้อขนมยาย จึงเป็นดวงชาตาที่แปลกประหาดมหัศจรรย์ไม่น้อย พูดอย่างชาวบ้านก็ว่าเป็นผู้มีบุญวาสนาดีนั่นเอง จึงอยู่ด้วยกันด้วยความผาสุก

 

หลักการพยากรณ์ เรื่อง อาชีพ

               การพยากรณ์เรื่องอาชีพ เพื่อให้เจ้าชะตารู้ว่า จะประกอบอาชีพอะไร จึงจะดี การหาเลี้ยงชีพในทางที่เหมาะสม เพื่อช่วยขจัดความฝืดเคืองขัดข้อง และป้องกันการหมดเปลืองเวลาโดยเปล่าประโยชน์ ช่วยให้ได้ใช้ปัญญาและความรู้ให้ถูกทางไม่เสียเวลาที่น่าเบื่อหน่าย ทำงานโดยได้ผลไม่สมกัน

               ๑.   ให้พิจารณาจากเรือนที่ ๑๐ (จากลัคน์ หรือจากจันทร์ สุดแท้แต่อย่างไหนจะมีกำลังแรง)

               ๒.   ถ้าเจ้าเรือนที่ ๑๐ เป็นราศีธาตุไฟ การอาชีพได้แก่ งานที่เกี่ยวกับโรงงานอุตสาหกรรม ไฟ, กองทัพบก, เหล็ก, โลหวิทยา, งานพิมพ์ ฯลฯ

               ๓.   ถ้าเจ้าเรือนที่ ๑๐ เป็นราศีธาตุดิน เป็นงานที่เกี่ยวกับพื้นดิน คือ การกสิกรรมทุกชนิด การค้า, การจำหน่ายเสื้อผ้า ฯลฯ

               ๔.   ถ้าเจ้าเรือนที่ ๑๐ เป็นราศีธาตุลม เป็นงานเกี่ยวกับการกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุม นักหนังสือพิมพ์ นักโหราศาสตร์ งานอดิเรกต่างๆ ที่ต้องปฏิบัติตามหลักวิชา ฯลฯ

               ๕.   ถ้าเจ้าเรือนที่ ๑๐ เป็นราศีธาตุน้ำ เป็นงานเกี่ยวกับ กลาสีเรือ การเดินเรือ กองทัพเรือ โรงแรม สุรา การประมง ฯลฯ

               ความหมายต่างๆ ของราศี จะต้องเปลี่ยนแปลงไปตามความหมายของดาวเคราะห์ที่เป็นเกณฑ์ หรือครองราศีนั้นๆ เช่น

               อาทิตย์ หรือดาว ๑ หมายถึงกษัตริย์ สมาชิกการเมือง รัฐมนตรี ผู้พิพากษา นักกฎหมาย ผู้รับใช้ประชาชน หรือประชาบาล หรือข้าราชการ ถ้าดาว ๑ สัมพันธ์กับเรือนที่ ๑๐ ในทางที่ดี จะให้ทางอาชีพเป็นไปตามธรรมชาตินั้นๆ

               จันทร์ หรือดาว ๒ เป็นเจ้าการในงาน การพยาบาล แพทย์ผดุงครรภ์ ช่างทอง การค้าไข่มุก และเพชรพลอย และงานในทางปกครอง

               อังคาร หรือดาว ๓ เป็นเจ้าการ ทางการทหาร นักรบ ช่างไม้ ช่างกล ช่างสำรวจ นักเคมี หรือการค้ายาแก้โรค นักกฎหมาย การธนาคาร การบังคับบัญชา ตัวแทนในการประกัน และการฆ่าสัตว์

               พุธ หรือดาว ๔ เป็นเจ้าการ การสอบ หรือครูโรงเรียน นักคณิตศาสตร์ นักประพันธ์ งานเลขานุการ งานทางบัญชี ตัวแทนการประกัน งานพิมพ์การขายหนังสือ

               พฤหัสบดี หรือดาว ๕ เป็นเจ้าการ นักบวช หรือผู้ปฏิบัติงานในศาสนา นักกฎหมาย สมาชิกสภา ผู้พิพากษา ผู้ดำเนินงานเพื่อประชาชน นักเรียน

               ศุกร์ หรือดาว ๖ เป็นเจ้าการ ช่างเขียนภาพ นักดนตรี นักแสดงละคร ผู้ปรุงและจำหน่ายเครื่องสำอาง จำหน่ายสุรา ช่างทอง ทนายความที่ฉลาดหลักแหลม

               เสาร์ หรือดาว ๗ เป็นเจ้าการ อาชีพต่างๆ รวมทั้งหน้าที่รับผิดชอบ และการอยู่ใต้อำนาจ โรงงานที่ใช้แรงคน เช่น การสีข้าวด้วยมือ งานประพันธ์ งานหาบเร่ คนการในโรงงาน และกรรมกร คนงาน คนกวาดถนน

               ถ้าหากมีดาวเคราะห์ร่วมกันในเรือนที่ ๑๐ มากกว่า ๑ เช่น ๒ หรือ ๓ ดวง จะต้องพิจารณาอิทธิพลของดาวเคราะห์นั้นๆ ร่วมกันแล้ววินิจฉัยอาชีพนั้นๆ รวมกันเป็นลำดับไปตามกำลังของแต่ละดาวเคราะห์ที่เป็นผลแก่เรือนที่ ๑๐

               ถ้าไม่มีดาวเคราะห์ในเรือนที่ ๑๐ ให้หากจากเจ้านวางค์ที่ครองเรือนในของเรือนที่ ๑๐ หมายถึง ดาวเคราะห์ที่เป็นเกษตรเรือนใน หรือดาวเคราะห์ที่เป็นเจ้าที่เจ้าเรือนนั่นเอง ซึ่งทุกๆ ราศีมี ๙ นวางค์ ดาวเคราะห์ที่เป็นเกษตรในราศีใด ดาวเคราะห์ดวงนั้นก็เป็นเจ้านวางค์ราศีนั้น และเมื่อราศีนั้นๆ เป็นเรือนที่ ๑๐ โดยนับจากลัคนาหรือจากจันทร์ เจ้านวางค์ที่ครองเรือนในของเรือนที่ ๑๐ จึงหมายถึงดาวเคราะห์ที่เป็นเกษตรหรือดาวเจ้าเรือนนั่นเอง

               ยกเว้น  ราศีกุมภ์ ราหู ไม่มีอำนาจหน้าที่เป็นเจ้านวางค์ เพราะราหูไปอาศัยเรือนเกษตรของเสาร์อยู่ ฉะนั้น เสาร์ จึงเป็นเจ้านวางค์ครอง ๒ ราศี คือ เป็นเจ้านวางค์ในราศีมังกรและราศีกุมภ์

               เจ้านวางค์ที่ครองเรือนในของเรือนที่ ๑๐ มีดังนี้

               -     ถ้าเจ้านวางค์เป็นอาทิตย์ หรือดาว ๑ เจ้าชาตาก็จะทำการค้ายาสำเร็จรูปและเครื่องยา หรือค้าทองคำ ฯ

               -     ถ้าเจ้านวางค์จันทร์ หรือดาว ๒ จะเป็นนักเกษตรกรรม จำหน่ายไข่มุก และปฏิบัติงานด้านสตรี ฯ

               -     ถ้าเจ้านวางค์เป็นอังคาร หรือดาว ๓ จะเป็นนายทหารในกองทัพบก เป็นวิศวกร ค้าขายอาวุธอันตราย ฯ

               -     ถ้าเจ้านวางค์เป็นพุธ หรือดาว ๔ จะเป็นนักประพันธ์ ผู้แต่ตำรา นักคณิตศาสตร์ และช่างแกะสลัก ฯ

               -     ถ้าเจ้านวางค์เป็นพฤหัสบดี หรือดาว ๕ จะเป็นผู้ให้ความอบรมสั่งสอน นักบวช นักกฎหมาย หรือทนายความ ฯ

               -     ถ้าเจ้านวางค์เป็นศุกร์ หรือดาว ๖ การค้าสัตว์ดี เช่น วัว ควาย และช่างต่างๆ เช่น ช่างเสริมสวย ช่างตัดเย็บทำเครื่องแต่งกาย หรือนักลีลาศ และช่างเขียนภาพ นักดนตรี นักแสดงละคร

               -     ถ้าเจ้านวางค์เป็นเสาร์ หรือดาว ๘ หมายถึงผู้รับใช้ หรือผู้อยู่ใต้บังคับบัญชา ฯ

 




บทความ อาจารย์ สิงห์โต สุริยาอารักษ์

โหราศาสตร์เข้าสู่ประเทศไทย article
โหราศาสตร์ตกถึงมือประชาชนเมื่อใด article
โหรกับหมอดูต่างกันหรือไม่ อย่างไร article
สุริยุปราคาและจันทรุปราคาอย่างไหนจะเกิดบ่อยครั้งกว่ากัน อ.สิงโต
เครื่องหมายแทนดาวและกำลังโคจรของดาว โดย อ.สิงโต
โหราศาสตร์ไทย เรียนด้วยตนเอง อ.สิงห์โต สุริยาอารักษ์ (๑) article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.


-

-


Since 2003 - 7 - 11 Best View 1024 x 768 pixels...... www.horawej.com Email address: horawej@horawej.com
เว็บไซด์โหราเวสม์ (จำหน่ายโปรแกรมโหราศาสตร์ต่าง ๆ เว็บเพื่อการศึกษาทางวิชาโหราศาสตร์) โดย นายวิชิต เตชะเกษม โทร. 08-1844-3372
พร้อมหนังสือ เกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์จาก เขษมบรรณกิจ 25 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กทม 10600
โทร. 02-439-2339, 02-439-7388-9, Fax. 02-439-7387 (หยุดวันอาทิตย์)
www.scb.co.th/