ReadyPlanet.com
dot
dot
นิตยสาร " โหราเวสม์ "
dot
bulletนิตยสาร "โหราเวสม์" ๔๘-๕๗
bullet:: ผูกดวง วางลัคนา หาสัมผุสดาว (ตามหลักคัมภีร์สุริยยาตร์) ::
bullet:: ผูกดวง วางลัคนา หาสัมผุสดาวตามปฏิทินดาราศาสตร์ (ลาหิรี) ::
bulletดูดวง ตามปี นักษัตร โหรหลวง
dot
เวป เพื่อนบ้าน
dot
bullethora-thai.com
bullethorasad.com
bullethorasad7.com
bullettiantek.com
bullettiantekpro.com
bullethenghengheng.com
bullet10luckastro.com
bulletตรวจล็อตเตอรี่
bulletค้นหาเบอร์โทรศัพท์
bulletค้นหาคำศัพท์
bulletค้นหารหัสไปรษณีย์
bulletOnline-Image-Converter
bulletAffiriate Area
dot
ข่าวสาร
dot
bulletเดลินิวส์
bulletไทยรัฐ
bulletข่าวสด
bulletบ้านเมือง
bulletมติชน
bulletคมชัดลึก
bulletกรุงเทพธุรกิจ
bulletผู้จัดการ
dot
เวปเพื่อนบ้าน แลกลิ้ง โฆษณา
dot
bulletเวปเพื่อนบ้าน
bulletแลกลิ้งที่นี่ LINK EXCHANGE
bulletโฆษณา คลิกที่นี่
dot
อาจารย์ เทียนเต็ก
dot
bulletดูดวงจีนฟรี กับ อ.เทียนเต็ก
bulletspeedtest.adsl
bulletYOUTUBE เวิ้งนครเขษม บ้านเรา


รับตั้งศาลต่าง ๆ

าจารย์โชคชัย เงินดี
รับตั้งศาลพระภูมิ เจ้าที่
พระพรหม และ
ถอนศาลต่างๆ
โทร:081-880-6143

เปิดแล้วสาขาย่อย
เพื่อบริการ นักโหราศาสตร์
และประชาชนทั่วไป

ร้าน โหราเวสม์ .............(หยุดชั่วคราว).....
สาขาย่อยวัดเทพลีลา

2097/48
เชิงสะพานตรงข้ามวัดเทพลีลาในซอย
รามคำแหง
39
ซ.วัดเทพลีลา กรุงเทพมหานคร
(ตึกสีขาวในภาพ)
บริหารงานโดย

นายปรีดา กิตติประสาธน์

02-064-7034,086-308-8004 Line:preeda1960

พิธีพุทธาภิเษกวัจถุมงคลพระพิฆเณศมหามงคล รุ่น 1 วันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2555
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่นี่

โปรแกรมผูกดวงจีน
อาจารย์เทียนเต็ก

โปรแกรม
ตรวจสอบโชคลาภความร่ำรวย
ราคา 300 บาท

โปรแกรมดูดวงจีน 2 ภาษา
windows mobile

โปรแกรมดวงจีน
"รู้หนึ่ง-รู้หมด"
ดูดวง,หาฤกษ์ด้วยตนเอง

โปรแกรม Tian-Tek Pro Version 1
ราคา 1,000 บาท

VCDและDVD เรียนดวงจีน
ชุดที่ 1-2-3

0

Download ฟรี.
ตลับเมตรไฮเทค (ดีที่สุดในโลก)วัดได้ยาวไกลที่สุด

วัตุถุมงคล
เสริมดวง แก้ชง
สะเดาะเคาะห์ ต่อชะตา

ดวงจีนและฮวงจุ้ย
ที่เป็นวิทยาศาสตร์

อาจารย์อ๊อดวัดสายไหม
เจ้าตำรับตระกรุดลูกปืน
(1ส.ค.2550)

หลวงหนุ่ย
ที่สุดแห่งเจ้าพิธีเทวาภิเษก
จตุคามราเทพ 27 มิ.ย.2550

ที่เขาว่ารวยเพราะปี่เซียะหรือเป็นที่ฮวงจุ้ยกันแน่

ประวัติปี่เซียะ 貔貅

ตำแหน่งขุมทรัพย์
มหาเศรษฐี

ฮวงจุ้ย คู่สมพงศ์
ชง - ฮะ

ฮวงจุ้ยคนตาย

การตั้งสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดวงปี 51ดวงฮวงจุ้ยให้โทษ
นี่เป็นลิขิตฟ้า-ยากจะฝืน

คิดดี พูดดี ทำดี คบคนดี
ไปสู่สถานที่ดี

เปิดกรุจตุคามรามเทพ
รุ่นที่ คุณสนธิไม่มี

เหรียญมงคล แก้ชง เสริมดวง
สะเดาะเคาะห์ต่อชะตา
ที่ร้านเซเว่นทุกสาขา

สถานีโทรทัศน์สีช่อง 7. สี(กระจก 6 ด้าน) มาทำข่าวเกี่ยวกับ ปี่เซียะ"貔貅

svautoshop  xenon

 

รับพยากรณ์ดวงจีน

อ.มังกร (แซ่จึง)
มณีเกียรติไพบูลย์
พยากรณ์ดวงชะตาจีน
(ซี้เถียวโป๊ยยี่)
ฤกษ์จีน แต่งงาน
ออกรถ
ขึ้นบ้านใหม่
มือถือ
081-459-9550
บ้าน
02-870-2450



ศึกษาโหราศาสตร์จากงานเขียนหมอเถา(วัลย์) article

 

หมอเถา(วัลย์)

ศึกษาโหราศาสตร์จากงานเขียนหมอเถา(วัลย์)
"ศิษย์ขออภิวาท กราบครูโหร"ศิษย์ขออนุญาตินำเสนอบทความ ที่เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับวิธีการพยากรณ์ เพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจศึกษาวิชาโหราศาสตร์ดังคำครูว่า "โหราศาสตร์นอกคอก แต่ไม่ นอกครู"

หน้าพากย์
"หมอเถา(วัลย์)" ผู้เขียนหนังสือโฮ๋ราสาดเล่มนี้ เป็นคนแปลกที่มีความคิดแปลก และมีแนวการเขียนหนังสือแปลก ความแปลกในแนวเขียนของเขา เป็นความแปลกและใหม่ ซึ่งมิได้เคยมีปรากฎมาก่อนในวงการหนังสือ ที่เหนือยิ่งไปกว่าความแปลกก็คือเนื้อหาสาระของเรื่องที่ติดเนื้อพึงใจแก่ผู้อ่านมากมายมาถึง 2 รอบ 2 คราว คราวแรกเป็นเรื่องสั้นๆ ลงพิมพ์ในวารสาร "ดวง" รายเดือน เมื่อปีพ..2515 ลงติดต่อมาจนถึงปีพ..2517 เรื่องจบไปแต่ผู้อ่านไม่ยอมจบ ในปี 2520 ได้รบเร้าเรียกร้องให้เอาเรื่องเก่านั้นมาพิมพ์อีก จึงได้ลงในวารสาร "พยากรณ์สาร" อันเป็นวารสารของสมาคมโหรอีกเป็นรอบที่ 2 ซึ่งได้รับความนิยมยกย่องจากผู้อ่านเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวางยิ่งกว่าคราวแรก
ในการรวมเล่มครั้งนี้คาดว่าจะได้รับความสำเร็จเช่นกัน เรื่องเดียวที่พิมพ์ซ้ำถึง 3 คราว ในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี นับเป็นความแปลกที่น่าทึ่งมาก ในตลาดหนังสือจะมีหนังสือประเภทเรื่องเล่นเขียนให้อ่านเล่น และเรื่องเล่นเขียนให้อ่านจริง หรือเรื่องจริงที่เขียนให้อ่านจริง แต่"โฮ๋ราสาด" เป็นเรื่องจริงเขียนให้อ่านเล่น ถ้าอ่านเล่นก็จะได้รับความสนุกเพลิดเพลินเล่นๆ ถ้าอ่านจริงก็จะได้รับสาระความรู้ที่แท้จริง
ถ้าจะอ้างภูมิหลังของ "หมอเถา(วัลย์)" ผู้เขียน ท่านไม่แปลกใจเลยว่า "โฮ๋ราสาด" นี้น่าอ่านเพียงใด หมอเถา(วัลย์) เป็นนักเขียนที่เริ่มงานเขียนนวนิยายเป็นเล่มยุคเพลินจิต และวัฒนานุกูลเมื่อพ..2579 เป็นนักเขียนที่ร่วมแก้วเหล้ามากับ "ไม้เมืองเดิม" และ "มนัส จรรยา" และทิ้งปากกาหันไปจับจอบขุดดินกินหญ้ากับ "สด กูรมโรหิต" เขาใช้นามปากกาในยุคนั้นว่า "รุ่ง บางหลวง"

 

 

ประวัติอาจารย์อรุณ ลำเพ็ญ

อาจารย์อรุณ ลำเพ็ญ มีนามปากกว่า "หมอเถา(วัลย์)" เกิดเมื่อวันที่ 24 เมษายน พ..2462 ปัจจุบันถึงแก่กรรมเมื่อปี พ..2534

  • จบประถมศึกษาโรงเรียนวัดจักรวรรดิ์ มัธยมศึกษาโรงเรียนมัธยมวัดบพิตรพิมุข
  • อดีตหัวหน้าแผนกเดินเรือ บริษัทนิวอีสต์ เอเชีย จำกัด
  • หัวหน้างานช่างการไฟฟ้า บริษัทไทยนิยม จำกัด
  • หุ้นส่วนผู้จัดการ บริษัทโรงพิมพ์ อำพลพิทยา จำกัด
  • เจ้าของและผู้จัดการโรงเรียนสอนโหราศาสตร์ไทยระบบหมอเถา(วัลย์) ทางไปรษณีย์
  • เขียนตำราโหราศาสตร์ชื่อ "โฮ่ราสาด" โดยใช้นามปากกา "หมอเถา(วัลย์)"
  • อุปนายกสมาคมโหรแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์

----------------------------------------------------------------------------

เกณฑ์ชันษา

ขบวนรถเร็วสายใต้เข้าเทียบชานชลาสถานธนบุรี ตรงตามเวลา 16.00. คนโดยสารตั้งแต่โบกี้หน้าถึงโบกี้หลังต่างเบียดเสียดแย่งกันลงอย่างรีบร้อน เพราะจะต้องเร่งเดินไปลงเรือที่ท่าน้ำเพื่อข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาอีกทอดหนึ่ง ภิกษุชรารูปหนึ่ง ท่านค่อยๆเดินล้าหลังสุดตามกลุ่มผู้คนบนรถเพื่อจะลงบันได ท่านไม่อาจเบียดเสียดยื้อแย่งกับเขาได้เพราะเป็นสมณเพศ และหลังภิกษุชรารูปนั้น ศิษย์สองสหายอายุรวมกันกว่าร้อย เดินตามต้อยหอบเข้าของพะรุงพะรังเต็มทั้งสองมือ ต่างคนต่างสอดส่ายตาออกนอกรถดูวิวกรุงเทพฯ พอเดินผ่านม้านั่งตัวสุดท้าย จะออกประตูรถ บ้านนอกเข้ากรุงทั้งสองสหายที่เดินตามอาจารย์ก็หยุดชะงักเพราะถูกยึนชายเสื้อเอาไว้ เจ้าของเสื้อเหลียวดูเจ้าของมือที่ฉุด ซึ่งเป็นหญิงผิวสะอาดสะอ้าน อายุราว 40 เศษ แต่ในสายตาของผู้ดูที่มีอายุ 60 กว่านั้นว่าเธอยังสาวและสวยพริ้ง ข้างตัวหญิงนั้นมีเด็กชายอายุ 10 ขวบ ขาข้างหนึ่งพันผ้าเข้าเฝือกไว้บอกถึงความเจ็บป่วยที่ได้รับ เมื่อถูกเจ้าของเสื้อมองจ้องหน้า หล่อนก็ยกมือไหว้นอบน้อม
คนถูกฉุดถามสีหน้ายิ้มๆแววตาติดข้างจะวาวๆพิลึก “เธอฉุดฉันไว้ จะต้องการให้ช่วยอะไรหรือแม่คุณ”
“ไปเถอะน่าหมอเถา” เพื่อนที่เดินตามดุนหลังเตือน “โน่นพลวงตาเดินลงรถไปโน่นแล้ว เดี๋ยวเกิดหลงกันละยุ่งใหญ่”
“เดี๋ยวก่อนน่ะครูก้อน” หมอเถายังมองหน้าหญิงนั้น “เธออาจจะเดือดร้อนต้องการความช่วยเหลือ”
“ใช่ค่ะ พ่อลุง” เธอตอบ มือพนมไว้อีกครั้งหนึ่ง “ขอรบกวนเพียงกำลังแรงสักหน่อยเท่านั้นแหละค่ะ จะพาหลานไปรักษาโรงพยาบาลศิริราชข้างๆนี้ แต่อิฉันเป็นผู้หญิงอุ้มไม่ไหว ไม่รู้จะทำยังไงกะเขา”
หมอเถาได้ฟังเด็กน้อยเป็นเพียงหลานชายไม่ใช่ลูกอย่างที่สงสัยอยู่ หัวใจมันพองปิติยินดีอยู่ในอกบอกไม่ถูก
“เอาเถอะ เรื่องเล็กน้อย ฉันรับอาสาอุ้มไปส่งเอง”
ครูก้อนไม่ทันพูดว่ากระไร ก็ถูกโอนเข้าของที่ถืออยู่มาให้รับไว้จนต้องประคองแนบอกอุ้มของ ส่วนหมอเถาก็ก้มลงประคองเด็กน้อยอุ้มแนบอกทนุถนอม ออกนำหน้าลงจากรถและยิ่งหญิงผิวสะอาดเดินเคียงข้างเกาะแขนหมอเถาแนบมาด้วย หมอเถาเหมือนได้พลังพิเศษออกเดินอ้าวจนขึ้นหน้าหลวงตาไป หลวงตาชื้นไม่รู้เรื่องก็พลอยจ้ำตามหมอเถาไปด้วยจนจีวรปลิว ข้างครูก้อนนั้นทั้งๆที่อุ้มของเต็มมือก็ต้องแข็งใจวิ่งตามเป็นขบวนกันไป จนคนบนชานชลาพากันหลีกเป็นช่องเหลียวมองเป็นตาเดียว
เมื่อถึงหน้าสถานี สุภาพบุรุษหมอเถาก็อุ้มเด็กรอให้น้าสาวคนสวยเรียกรถแท็กซี่เลี้ยวเข้ามารับ เมื่อต่อตามราคาเสร็จ หมอเถาก็อุ้มเด็กน้อยประคองเข้านั่งข้างหลัง
แม่น้าสาวคนสวยยกมือไหว้ขอบพระคุณยิ้มหน้าแฉล้ม เจ้าเด็กน้อยก็ยกมือไหว้เช่นกัน
“ขอบพระคุณครับ ลุงหมู...”
“หมอเถานึกว่าเด็กสัพยอกเพาะรูปร่างอ้วนท้วนของตน” ก็หัวเราะชอบใจ “ฉันชื่อเถาวัลย์เธอและหนูจะเรียกว่าหมอเถาก็ได้”
รถแท็กซี่เคลื่อนออกไปได้ยินแว่วๆไม่ถนัดว่าเสียงน้าสาวหรือเจ้าเด็กน้อย เรียก “หมู...เถา”
หลวงตาจ้ำมาทันก็หยุดหอบเหนื่อยถามไม่ออก ขบวนหลังที่วิ่งมาคือครูก้อน พอมาถึงก็ทิ้งของยืนหอบแฮ่กเช่นกัน หมอเถาพอหมดแม่แรงก็ชักเหนื่อยหายใจฮึดฮาด ทั้งศิษย์อาจารย์เลยยืนหายใจหอบแข่งกันทั้ง 3 คน
พอหายเหนื่อย หลวงตาชื้นก็หันมาทางครูก้อน ด้วยความเป็นห่วงเงินวัดที่จะลงมาจัดซื้อกระเบื้องคราวนี้
“เงินในย่ามยังอยู่หรือ ครูก้อนตรวจดูที”
ครูก้อนแย้มปากย่ามดู “อยู่ขอรับ นอนนิ่งเงียบไม่ดุกดิกเลย”
หลวงตาแบมือขอย่ามมาดูด้วยตาตนเองให้แน่ใจ แต่เมื่อล้วงหยิบเงินก็ไม่อาจเอาออกจากย่ามได้ เพราะครูก้อนพันธนาการไว้แน่นหนาโดยมัดห่อเงินผูกติดก้นย่ามไว้จนแน่น
หลวงตาหัวเราะชอบใจปัญญาศิษย์ “เออ ครูก้อนกลัวรอบครอบดี”
หมอเถาก็สำรวจตัวเองบ้าง พลอยอดคลำกระเป๋าเงินที่สอดไว้กระเป๋าด้านใน ก็ตาเหลือกพลั้งปาก
“เอ๊ะ...หายแล้ว”
“อะไรหาย...” ครูก้อนมองหน้าเพื่อน
“เงินหายหมดทั้งกระเป๋า” หมอเถาระล่ำระลักบอก สอดมือเข้าในอกเสื้อซึ่งกระดุมเปิดหมด ควานหาจนทั่วก็ไม่พบ “หมดกัน...เงินของคนไข้เขาให้มาเจียดยาสี่ร้อยบาท เอ...ไม่น่าหายเลย”
ครูก้อนพลอยเสียดายไปด้วย ลงมือช่วยค้นตัวหมอเถาทุกแห่ง “ถ้าเก็บไว้กระเป๋าเสื้อชั้นใน ก็ไม่น่าหาย จะว่าถูกนักเลงดีล้วง ก็นั่งติดหลวงตามาตั้งแต่ขึ้นรถ ขาลงไม่ได้เบียดกับใคร”
หมอเถานิ่งทบทวนตั้งแต่แรกขึ้นรถจนลงรถก็นึกออกแน่ใจ
“ฉันเสียท่าเขาเสียแล้ว ครูก้อนเอ๋ย ใช่แล้ว...”
ครูก้อนและหลวงตามองหน้าหมอเถาเดาใจไม่ถูก จนกระทั่งหมออธิบายความต่อ “คงอ้ายเด็กเวรทำมารยาเป็นขาหักให้ฉันอุ้มนั่นแหละมันล้วงเอาไปกินมันสมคบกันทำอุบายต้มฉันแน่ๆอีตอนขึ้นรถออกไปมันยังเรียกหมูเถา”
หลวงตาชื้นเสียดายแทนก็เสียดายแต่อดขันท่าทางกะงกกะเงิ่นของหมอเถาไม่ได้ “ก็เป็นหมูให้เขาต้มจริงๆแหละ มีอย่างรึ อุ้มโจรให้มันล้วงกระเป๋าตัวเองได้ เคราะห์ดีถ้าครูก้อนเป็นคนอุ้ม โดนเงินวัดเข้าฉันต้องสึกแน่”
ครูก้อนแสนสมเพชเพื่อนและปลงสังเวชด้วยคำคมเป็นสุภาษิต
“ความรักทำให้หมดตูด”
กุฏิมหาครื้น เป็นแห่งเดียวในกรุงเทพฯที่อาจารย์และศิษย์ทั้งสามาศัยพำนักแรม
จนค่ำเปิดไฟฟ้าแล้ว หลวงตาและครูก้อนยังนั่งสนทนากับมหาครื้น ถามไถ่ถึงหนทางที่จะไปติดต่อหาซื้อกระเบื้องที่จะต้องไปในวันพรุ่งนี้ ส่วนหมอเถาแยกตัวไปนั่งกอดเข่าเงียบๆอยู่คนเดียวหน้ากุฎิซึมเซาไปถนัด เมื่อเปลี่ยนเรื่องมาคุยถึงเรื่องที่สถานีรถไฟอีก
มหาครื้นก็เหลียวหาและเรียก “หมอเถามาร่วมคุยกันทางนี้เถอะอย่าไปคิดมากเลยกลุ้มใจเปล่าๆของมันเสียไปแล้ว”
หมอเถาเกรงใจหลวงตาและมหาครื้นจึงลุกไปร่วมวงสนทนาด้วย “กรุงเทพฯนี่เห็นทีจะสาปส่งไม่ขอเข้ามาอีกแล้ว พอย่างเหยียบแผ่นดินกรุงเทพฯก็เสียทีเดียวสามสิ่ง เสียทั้งทรัพย์ เสียศักดิ์ เสียรู้”
มหาครื้นพูดเป็นเรื่องสนุกให้สหายสบายใจ โดยอ้างโคลงเก่าปลอบ “เสียสินสู้สงวนศักดิ์ไว้ วงษ์หงษ์”
หมอเถายังรำพรรณ “มันไม่ใช่เสียแต่สินแต่ทรัพย์เท่านั้นซีหมอเถาท่องเที่ยวมาสิบทิศ ดงเสือดงโจรก็เคยผ่านมาไม่เคยเสียท่าใคร คราวนี้เสียงทั้งสินและศักดิ์ชายทีเดียว”
“เออน่ะ” ครูก้อนก็เอาโคลงบาทสองปลอบต่อ “เสียศักดิ์สู้ประสงค์ สิ่งรู้”
หมอเถาโมโหตะโกนตอบ “มันเสียรู้เขาด้วยเว้ย...”
ครูก้อนก็เล่นลิ้นอีก “เสียรู้เร่งรักษาชีพไว้นา”
ไม่ทันหมอเถาจะตอบโต้อะไรอื่น เสียงเรียกชื่อมหาครื้นอยู่หน้าประตูนอก สักครู่ผู้เรียกซึ่งเป็นภิกษุอายุวัย 50 เศษ ก็ล่วงประตูเข้ามา มหาครื้นทักทายเพราะคุ้นเคยสนิท
“นิมนต์ครับท่านพระครู เมื้อกี้หลวงตายังถามถึงอยู่”
พระครูทิม ซึ่งเคยติดตามมหาครื้นไปเที่ยวจังหวัด และเคยพักอาศัยหลวงตานานๆครั้ง ตรงเข้าไปคุกเข่ากราบคารวะหลวงตาเพราะอ่อนพรรษากว่า
“ได้ทราบข่าวว่าหลวงตามาจึงมากราบ” และหันไปทักทายหมอเถาและครูก้อน
“ขอบใจท่าน” หลวงตาวิสาสะยิ้มแย้มตามประสาผู้ใหญ่และทักว่า “ดูผ่ายผอมและดำไป”
“ขอรับ หมู่นี้งานหนักขึ้น เพราะรับภาระดูแลคุมพระซ่อมเสนาสนะที่ชำรุดอันมีอยู่มากมาย จนทำไม่ชนะ”
หมอเถาแอบถามเบาๆ “เขาว่ากันว่าเดี๋ยวนี้พวกกรุงเทพฯชอบดูหมอกันมาก ขนาดเข้าคิวรอกันตั้งแต่เช้าจนเย็น จริงไหมคะรับท่าน”
“อาจจะเป็นได้” พระครูทิมตอบแบ่งรับแบ่งสู้ไม่แน่ใจ “อาตมาเว้นทางพยากรณ์มาเสียปีกว่าแล้ว เลยไม่ใคร่รู้”
ครูก้อนเอ่ยขึ้นบ้าง “น่าเสียดายขอรบ ถ้าท่านจะทิ้งโหราศาสตร์เสียเลยทีเดียว”
หลวงตาชื้นก็พลอยเห็นด้วย “ความรู้ทางโหราศาสตร์ของท่านก็ถึงขั้นพยากรณ์ได้ดีแล้ว เหมือนเดินมาค่อนทางแล้ว มาหันหลังกลับเสียก็น่าเสียดาย”
“ไม่ทิ้งก็เหมือนทิ้ง ไม่เลิกก็เหมือนเลิกขอรับหลวงตา” พระครูทิมชี้แจงความในใจจริง “นิสัยแท้ๆผมไม่รักทางนี้นัก แต่อยู่กับอาจารย์ท่านบังคับให้เรียนรู้ เมื่อเรียนมาก็ทำกุศลช่วยทุกข์เขาไป เรียนรู้มาเท่าใดก็ใช้อยู่เท่านั้นมิได้ศึกษาเพิ่มเติมให้แตกฉานยิ่งขึ้น ผมจึงมีความรู้อยู่ครึ่งๆกลางๆแต่ก่อนเคยคิดจะขอเล่าเรียนเพิ่มเติมกับหลวงตาแต่ไม่มีโอกาส แต่บัดนี้ผมเห็นว่ากิจของสงฆ์ที่เป็นกุศลมีอีกหลายอย่างที่พึงทำได้ และผมเองก็พอใจทางช่างจึงเหมาะแก่งานอยู่แล้ว”
หลวงตาถอนหายใจ “ทางพยากรณ์ที่ท่านใช้ก็แปลก ไม่เหมือนใครและใช้การได้ดีทีเดียว สมัยอาจารย์ของท่านพระครูยังมีชีวิตอยู่ ท่านโด่งดังทางโหราศาสตร์ มีผู้นับถือเคารพท่านมาก ความรู้ที่ท่านได้เรียนรู้ถ่ายทอดเป็นของดีหายาก อุตสาห์เรียนรู้มามากก็จะสุญหายเปล่าประโยชน์ไปอย่างน่าเสียดาย น่าจะหาศิษย์ถ่ายทอดแทนตัวสืบวิชาไว้บ้าง”
พระครูทิมก็ระบายความในใจต่อไปอีกว่า “ผมเคยคิดอย่างคำหลวงตาอยู่ แต่ไม่ แน่ใจเพราะในกรุงเทพฯขณะนี้เขาเล่นโหราศาสตร์ก้าวหน้าไปไกล ทิ้งของเก่าครั้งปู่ย่าตายายกันเสียโดยมาก ทั้งหลักเกณฑ์ที่อาจารย์ให้มาเป็นของแปลกกว่าอาจารย์อื่นๆเขา สอนไปเกรงเขาจะไม่เชื่อถือและหาว่าคร่ำครึล้าสมัย”
หลวงตาปลอบ “ค่อยๆเสาะหาไปเถอะคงพบคนดีเข้าบ้างแน่”
“อันที่จริงผมก็ดูๆไว้คนหนึ่ง” พระครูทิมหันไปชี้เอามหาครื้นตรงๆ” แต่ติดขัดอยู่สองสถานคือเห็นหลงใหลเล่นองศาลิบดาเคร่งครัดอยุ่มากเกรงจะไม่รับ อย่างที่สองก็คือเห็นเป็นศิษย์ของหลวงตาอยู่แล้วดูจะไม่เหมาะ”
“อาตมาอนุญาตศิษย์ทุกคน” หลวงตาชื้นดีใจรีบตกปากอนุญาต “ทั้งครูก้อน หมอเถาและมหาครื้นที่จะเรียนรู้เป็นศิษย์ท่านพระครู อันวิชานั้นคนเราต้องแสวงหาไม่เลือกอาจารย์ เอ้า มหาครื้น ครูก้อน หมอเถากราบท่านพระครูเสียซี ท่านจะให้ของดีมีค่า...”
ทั้งมหาครื้นและหมอเถาครูก้อนลนลานลุกขึ้นคุกเข่ากราบตามคำอาจารย์สั่งทันใด ต่างคนต่างดีใจที่ได้โชคไม่รู้เนื้อรู้ตัว
พระครูทิมนั่งคิดตรึกตรองอยู่ครู่ใหญ่ จึงพนมมือตารวะหลวงตา “ผมไม่กล้าอาจเอื้อมตีเสมอเป็นอาจารย์สอนศิษย์ของหลวงตา ผมตัดสินใจขอเอาเป็นว่าผมขอถวายแก่หลวงตาด้วยความรักและเคารพ ถ้าหลวงตาเห็นเป็นสิ่งมีคุณค่าก็ขอให้อุทิศสอนคนอื่นๆต่อไปเถอะขอรับ วิชาของอาจารย์ผมจะได้ไม่สูญเปล่า”
หลวงตาชื้นตกปากรับด้วยความปิติ “ขอบใจท่านและขออนุโมทนาความคิดนี้ด้วย”
พระครูทิมจึงชี้แจงให้ฟัง “อันที่จริงกฎเกณฑ์อื่นๆก็เหมือนดหราศาสตร์ทั่วๆไปแหละขอรับ คือถือเจ้าเรือนเป็นใหญ่อย่างที่หลวงตาสอน แต่จุดพยากรณ์ในรอบปีนั้นมีกฎเกณฑ์เฉพาะจุดเฉพาะเรื่องเป็นพิเศษ อาจารย์ท่านเรียกว่า “เกณฑ์ชัณษา” เพราะเอาชัณษาคือ อายุเป็นที่ตั้ง และบวกด้วยทักษา แล้วจึงคำนวณไปหาดาวภพในดวงชะตา”
มหาครื้นอยากได้อยู่เต็มที่ เพราะคุ้นเคยใกล้ชิดกับพระครูทิมเห็นการทายได้ผลมาแล้วจึงจัดแจงฉวยกระดฃฐและค้นดวงเก่าๆที่เก็บไว้เป็นสถิติออกมาเป็นตัวอย่าง
“เอาดวงนี้เป็นตัวอย่าง สอนวิธีเถอะขอรับ อธิบายปากเปล่า เข้าใจยากและหลงลืมได้ง่าย”
ครูก้อนเป็นคนลายมือสวยจัดแจงเขียนดวงลงบนกระดานจะแจ้งทุกดวงดาว
พระครูทิมนับอายุเจ้าชะตาตามดวงที่เขียนไว้ “อายุย่าง 51 ปี ท่านตั้งภูมิพยากรณ์ขึ้น ตามปกติทั่วไปใช้วันเกิดเป็นจุดกำเนิดในภูมิพยากรณ์ แต่วิธีนี้ไม่ใช้วันเกิด แต่ใช้ตนุลัคน์หรือเจ้าเรือนลัคน์เป็นจุดแรก คือใช้จันทร์เป็นจุดกำเนิดในภูมิพยากรณ์ และนับตามภูมิโดยทักษิณาวัตร์ คือนับต่อไปทางภูมิอังคาร พุธ เรื่อยไปจนเท่าอายุย่าง วิธีนี้ไม่นับเข้าภูมิตากลางอย่างทั่วไป คงนับเวียนรอบนอกอย่างดวงนี้อายุย่าง 51 จรตกภูมิพุธ ท่านไห้กาไว้ และให้เอาอายุตั้งและเอากำลังแห่งดาวประจำภูมิที่ชัณษาตกนั้นบวกเข้าด้วยกันอย่างเช่นดวงนี้ก็เอาอายุ 51 ตั้งและบวกด้วยกำลังแห้งดาวพุธคือ 17 รวมกันได้ 68 และให้หารด้วยรอบจักรราศีคือหารด้วย 12 เหลือเศษ 8 ให้นับแต่ลัคนาไปเท่าเศษตกราศีใด กาไว้เป็นที่หมาย อย่างดวงนี้จะตกราศีกุมภ์”
ครูก้อนจดเป็นตัวอักษรทุกถ้อยคำตามพระครูทิมบอก ไม่ขาดตกบกพร่องเลยสักคำเดียว ส่วนหลวงตาชื้นนิ่งฟังโดยพินิจพิจารณาและออกความเห็นว่า
“เป็นการเล่นแปลกและเข้าเค้าดี คงจะมาจากทักษาเดิมซึ่งนับอายุตามกำลังแห่งดาวพระเคราะห์ แต่ทางนี้ใช้อายุบวกกำลังดาวพระเคราะห์แล้ว จึงโอนเข้าดวงชะตาเป็นการเล่นภูมิทักษา ผสมผสานกับดวงชะตาสนิทดี”
พระครูทิมอธิบายว่า “อาจารย์ท่านบอกว่า มนุษย์เกิดบนแผ่นดินจึงคำนวณอายุเข้าภูมิพยากรณ์เป็นฤกษ์ล่าง เมื่อได้เกณฑ์ชัณษาแล้วจึงไปหาจุดพยากรณ์ทางดวงดาวในดวงชะตาซึ่งเป็นฤกษ์บนเพราะเป็นดวงดาวบนท้องฟ้า”
ครูก้อนเอ่ยถามขึ้นบ้าง “เมื่อเล่นภูมิพยากรณ์ จะเล่นเดชศีรกาฬกิณีทั้งทางเดิมทางจรด้วยหรือเปล่าขอรับ”
“ไม่ได้เล่นเลย เพียงแต่เอาภูมิพยากรณ์หาเกณฑ์ชัณษาอายุเท่านั้น” และพระครูทิมก็อธิบายไปตามที่ได้เรียนรู้มา “เมื่อเกณฑ์ชัณษาตกราศีกุมภ์ ก็เท่ากับภพมรณะแก่ลัคนา ท่านให้พิจารณาเจ้าเรือนเดิมเป็นคุณเป็นโทษแก่ดวงชะตาสถานใด และพิจารณาเจ้าเรือนแห่งเกณฑ์ชัณษาตัวจร อยู่ในภพเป็นคุณเป็นโทษสถานใด เป็นเครื่องชี้โชคเคราะห์ในปีอายุแห่งเจ้าชะตาเขา”
มหาครื้นฟังไปก็อ่านดาวในดวงตามไปด้วย “ฉะนั้นดวงนี้ก็น่าจะมีเคราะห์เพราะเกณฑ์ชัณษาตกภพมรณะอยู่”
พระครูทิมออกตัวก่อนจะอ่านดาวต่อไป “ผมได้แต่กฎเกณฑ์แต่การอ่านดาวมันติดๆขัดๆเพราะไม่มีความชำนาญ กฎเกณฑ์นี้ถ้าหลวงตาอ่านดาวคงจะละเอียดถี่ถ้วนแม่นยำกว่าผม อย่างดวงนี้ผมอ่านได้เพียงว่า เกณฑ์ชัณษาตกมรณะและราหูจรเจ้าเรือนมาตกอริ ย่อมแสดงโทษอยู่เป็นแน่และเรือน ที่ราหูจรทับอยู่เจ้าเรือนคือพฤหัสจรก็ไปตกอยู่ในภพวินาสน์ แต่เมื่อพยากรณ์ว่าเป็นโทษเป็นเคราะห์ด้วยเรื่องใดก็พิจารณาจากฐานที่ตั้งของเรือนทั้งสองที่เกิดโทษ คือ ราหูเดิมเป็นกดุมภะ และพฤหัสเดิมซึ่งครองภพกัมมะย่อมจะเดือนร้อนทั้งทรัพย์สินและการงานระส่ำระสายสูญเสียเป็นแน่ ถ้าจะอ่านให้ลึกซึ้งก็จะต้องขอรบกวนความรู้ของหลวงตา”
หลวงตาจุดบุหรี่สูบนิ่งมองดูดวงชะตาพินิจพิเคราะห์จริงจังและเอ่ยช้าๆ “ถ้าจะอ่านตามเกณฑ์ชัณษาของทานพระครู อาจอ่านได้ร้ายแรงยิ่งขึ้นไปอีก คือตัวราหูจรเจ้าเรือนมรณะซึ่งทับเรือนภพอริเรือนพฤหัสนั้น ตนุลัคน์คือจันทร์อาศัยอยู่ในราศีมีนคือเรือนพฤหัสเช่นกัน เป็นการเกิดโทษทุกข์ต่อตัวเองโดยตรงและที่หวาดวิตกยิ่งขึ้นไปอีก ก็คือขณะที่ดาวพระเคราะห์ใหญ่เป็นโทษอยู่นั้น มฤตยูจรยังทับลัคนาเอาไว้ ดาวดวงนี้ยามเกิดโทษก็จะวิบัติเป็นโทษใหญ่หลวงยามเกิดโชคก็จะมหาศาล ฉะนั้นจึงเกรงว่าเจ้าชะตานี้จะวิบัติพลัดพรากจากทรัพย์สินศฤงคารและกิจการงานทั้งปวง”
พระครูทิมชอบใจทางอ่านของหลวงตาชื้น “สิ่งนี้แหละที่ผมไม่มี แม้จะได้เกณฑ์ดีเป็นนักพยากรณ์ที่ดีไม่ได้ เหมือนดาบเหล็กเนื้อดี อยู่กับผมซึ่งมิใช่นักรบชั้นขุนพล ดาบก็คือพร้าเหล็กธรรมดา ถ้าตกอยู่ในมือของหลวงตาดาบก็จะกลายเป็นศาสตราวุธอันมีคุณวิเศษ”
หมอเรื่องโหราศาสตร์ต่างก็ไถ่ถามทุกข์สุขระหว่างกันอีกสักพักใหญ่ พระครูทิมก็ลากลับไป เพราะหลวงตาเดินทางมาไกลจะได้มีโอกาสพักผ่อน
หมอเถาเก็บความในใจไว้มิอยู่ จึงแอบถามมหาครื้น
“ดวงเก่าแก่ดวงนี้เจ้าของดวงเป็นใครหรือ”
มหาครื้นมองหน้าหลวงตาทำท่าอึกอักจนหลวงตาชื้นลุกขึ้นเดินคล้อยหลังเข้ากุฎิไปแล้วจึงกระซิบบอก
“ดวงนักโทษคดีลอบปลงพระชนม์ ร.8 และวันจรคือวันถูกประหารชีวิต”

----------------------------------------------------------------------------

ดวงพระ

พ้นข้างขึ้นเดือน 11
ออกพรรษามาแล้วหลายวันจนย่างเข้าเดือน 12 กฐินหลวง กฐินราษฎร์ ก็ทอดกันทั่วแล้วทุกวัด พระบวชใหม่เมื่อครบพรรษาก็ลาสึกขาบทกลับไปครงเหย้าครองเรือนตามฆราวาสวิสัยเสียเป็นส่วนมาก
ฝนปลายฤดูตกพรำมาตั้งแต่สายตกๆหายๆเรื่อยมาจนบ่ายก็ยังไม่ขาดเม็ด เป็นละอองโปรยเปียกชายสองคนที่มุ่งหน้าเดินเร่งร้อนเข้ามาในวัดและมุ่งสู่กุฏิหลวงตาชื้น พอขึ้นบันไดเปิดประตูระเบียงก็ถูกทักทาย
“เออน่ะ หมอเถา ครูก้อนกำลังคิดถึง” ครูสมศักดิ์ซึ่งนั่งอยู่กับหลวงตาชื้นทักทายดีใจ
หมอเถาหัวร่อฟันขาว แต่ครูก้อนไม่ว่ากระไร ทั้งคู่ตรงเข้าไปกราบหลวงตาถึงตัว
“เป็นอย่างไรไปหรือ หมอเถากะครูก้อน ได้ข่าวว่าป่วย หายไปเสีย 2 วัน เป็นอะไรไปหรือ” หลวงตาทักถามอารมณ์ดี
หมอเถาหันมาสบตาครูก้อน ครูก้อนพยักหน้า หมอเถาจึงตกเป็นหน้าที่ หมอเถาเป็นผู้ตอบ
“ผมและครูก้อน ผิดสำแดงคะรับหลวงตา”
“บ๊ะ พูดภาหมอไม่เข้าใจ” หลวงตาหัวเราะ “อ้ายโรคผิดสำแดงมันเป็นยังไงฟังดูยังกะโรคของเด็กๆแล้วทำไมมันจะต้องป็นพร้อมๆกันยังกะนัดเป็นทีเดียว”
ถูกซักรายละเอียด หมอเถาก็ต้องตอบ “ท้องเดินแรงถึงขนาดคลานไปส้วมนั่นแหละขอรับ ถ่ายเสียวันหนึ่ง พักเสียวันหนึ่ง ผมกะครูก้อนเลยหายไปสองวัน”
“สองคนแอบไปกินอะไรด้วยกันมาหรือ” ครูสมศักดิ์ถามมั่ง
หมอเถารับหน้าที่ประชาสัมพันธ์ “กินยาอายุวัฒนะ แต่ยามันแรงไปจนเกือบกลายเป็นยาอายุหายนะไป”
หลวงตาสนใจ “ยาอะไรน๊ะหมอเถาลองบอกมั่งซี เผื่อจะได้ลองฉันดูมั่ง”
หมอเถานิ่งคิดว่าจะตอบให้รู้ดีหรือไม่ จนหลวงตาต้องถามซ้ำอีก “ต้องปกปิดกันเป็นความลับด้วยหรือหมอเถา ไม่นึกว่าจะหวงวิชา”
หมอเถาตกใจที่ถูกเข้าใจผิดรีบก้มลงกราบ “ไม่ได้ปิดคะรับ ผมอายหลวงตา”
“บ๊ะ…ยาอะไรมันต้องน่าอายบอกเถอะว๊ะหมอเถา”
หมอเถาตัดสินใจโพล่งตอบชื่อยา “ตับแร้ง คะรับ”
ทั้งหลวงตาและครูสมศักดิ์หัวเราะก๊ากนึกไม่ถึง “อ้อ…แร้งมันอายุยืน ถือเคล็ดกินตับมันให้อายุยืนยังงั้นซี” “เป็นตำราเก่าในสมุดข่อยคะรับ” หมอเถาเจ้าตำรายาวิเศษอธิบาย “ต้องกินสด ๆ 3 ชิ้น ขนาดชิ้นเท่านิ้วชี้
3 ชิ้น ก็เก้าองคุลีตามตำรา”
ครูก้อนยังจดจำภาพตอนกินตับแร้งได้ส่ายหน้าระทดระทวย “กว่าจะกินได้เกือบตายครูสมศักดิ์เอ๋ย หลงคารมหมอเถาเกือบเอาชีวิตไม่รอด”
ครูสมศักดิ์สงสัย “มันยากเย็นแสนเข็ญสักเท่าไรเชียว มันก็เหมือนตับหมู ตับวัวสดๆ มันก็คาวหน่อย”
ครูก้อนเมินหน้า “เช๊อะ ครูสมศักดิ์ไม่ลองก็ไม่รู้ อ้ายสดอ้ายคาวน่ะพอทน แต่กลิ่นสาบแร้งน่าซีมันฉุนเฉียวจนสำลัก ชิ้นที่หนึ่งหยอดลงคอไปแล้วกลิ่นมันฟุ้งจมูกไปหมดพอหยอดชิ้นที่สองลงไปเท่านั้น อ๊อบ”
ครูก้อนกระอ๊อกทำท่าจะอาเจียนจริงๆ รู้สึกว่ากลิ่นสาปมันฟุ้งขึ้นมาอีกเลยไม่อยากเล่าต่อ “หอมเถาเล่าเถอะ ยิ่งพูดถึงยิ่งชวนออกเสียให้ได้”
หมอเถาก็สาธยายเป็นฉาก “อ้ายชิ้นที่สองพอหย่อนถึงคอ ครูก้อนก็กระอ๊อกจูงเอาชิ้นแรกออกมาอีก แล้วยังจูงอะไรต่ออะไรอาเจียนตามออกมาหมด”
หลวงตาส่ายหน้าสังเวชใจ “โธ่ มันช่างริพิเรนกันแท้ๆ”
หมอเถาเล่าต่อ “ต้องค่อยๆเก็บเอามล้างเพราะได้มาจำกัดล้างเสร็จก็มาลองวิธีใหม่ใช้อมเหล้าแหงนคอแล้วหยอดลงไปจะได้ดับกลิ่นสาบได้”
ครูสมศักดิ์ฟังไปหัวร่อไป “เออปัญญาหมอเถาฉลาดดี”
ครูก้อนตั้งสติได้ก็เล่าต่อ “มันไม่ง่ายยังงั้นซี อมเหล้าไว้พอหยอดตับแร้งลงไปกลืน เจ้าตับแร้งมันติดคอเพราะคอหอยมันตีบ เพราะเหม็นสาบ มันล่วงคอลงไปแต่เหล้าต้องกรอกเหล้าเข้าไปใหม่อีกหลาย อมกว่าจะได้สักชิ้นและต้องคอยผลัดกันช่วยบีบจมูกไว้ไม่ให้ได้กลิ่นพอครบทั้งสามชิ้นทั้งสองก็พอดีกัน”
ทั้งหมอเถาและครุก้อนหัวร่อกิ๊กพร้อมกันทั้งสองคน “เหล้าหมดไปค่อนขวดเลยเมากลับอยู่โคนไม้กลางทุ่งนั้นเอง กว่าจะพื้นร่วมเย็น ถึงโผเผกลับบ้านได้”
ครูก้อนซึ่งอาการหนักกว่าเพื่อนเล่า “พอกลับมาถึงบ้านท้องมันลงยังกะอหิวาต์ร่วม 20 ครั้ง บางครั้งทั้งลงทั้งราก ผมเลยนั่งอยู่ในห้องส้วมตลอดคืน มันจะได้ไม่ต้องเข้าๆออกๆ”
ครูสมศักดิ์และหลวงตาหัวเราะจนน้ำตาไหล “แล้วหมอเถาล่ะ”
“ผมก็ท้องเดิน แต่ไม่ต้องเข้าห้องส้วม เพราะพอนึกจะไปมันก็ไหลเสียแล้ว พอขยับตัวมันก็ไหล นอนสวดอิติปิโสทั้งคืน นึกว่าเสร็จเสียแล้ว”
ครูสมศักดิ์หันมาทางครูก้อน “ผมแวะบ้านเห็นแม่บ้านบอกแต่ว่าไม่สบาย เลยไม่ทราบเรื่อง”
ครูก้อน “ผมบอกให้แม่บ้านเขาปิดเรื่องไว้เพราะอายๆ” เสียงประตูชานกุฏิลั่นเอี๊ยด หลวงตายืดตัวมองข้ามหัวหมอเถาดูว่าใครมา ทุกคนก็พลอยเหลียวดูบ้าง
ผู้เปิดประตูเข้ามาเป็นสมณเพศ เช่นเดียวกับหลวงตา และถือดอกบัวกับธูปเทียนใส่พานมาด้วย ท่าทางดูเคร่งครัดเดินช้าๆสำรวมตรงเข้ามาหาหลวงตา ปูผ้าแล้วกราบเคารพตามผู้อาวุโสน้อยกว่า “อ้อ ท่านเพียร เชิญนั่งตามสบาย”
หลวงตาชื้นบอกอนุญาตพระที่บวชใหม่เมื่อต้นพรรษานี้ โดยหลวงตาเป็นคู่สวดให้ มีกิจอะไรเชิญตามที่ผมเคยปราวณาไว้”
ภิกษุเพียร มองหน้าคนที่นั่งอยู่ข้างๆหลายคน “ผมใคร่จะมาปรึกษาหลวงตา ขออาศัยปัญญาเพราะผมเวียนนึกเวียนคิดมา 7 วันแล้วตรองมิตก”
หลวงตาเห็นสีหน้าทุกข์ร้อนของภิกษุเพียรก็รู้ว่าเป็นเรื่องสำคัญจึงบอก “คนเหล่านี้มิใช่คนแปลกหน้า เป็นศิษย์คนสนิททั้งนั้นมีอะไรก็จงเล่าสู่กันฟังเถิดท่านเพียร”
พระภิกษุเพียรก็ค่อยเริ่มลำดับเรื่อง “พระบวชใหม่พรรษานี้ 10 องค์ ออกพรรษารับกฐินแล้วสึกกันไปจนหมดเหลือแต่ผมคนเดียวคนสุดท้าย ทางบ้านก็มารบเร้าให้สึกอยู่ทุกวัน ผมเองก็ยังตัดสินใจไม่ถูก”
หลวงตาย้อนถาม “ท่านคงจะคิดไม่สึกละซี”
“ขอรับหลวงตา” ภิกษุบวชใหม่รับคำจริงจัง “อยู่ในชีวิตใต้ผ้ากาสาวพัตร์ มีความสุขสงบสบายใจเหลือเกินใจไม่อยากคิดสึก แต่ไม่รู้ว่าดวงชะตาจะอำนวยให้มีชีวิตเช่นนี้ได้หรือไม่ จึงมากราบรบกวนหลวงตาช่วยดูให้ด้วย”
หลวงตาคว้ากระดานโหรถามวันเดือนปีและเวลาเกิด และผลักกระดานมาข้าหน้าครูก้อน ให้เปิดปูมวางดาวในดวง เป็นการฝึกศิษย์ไปในตัว
ครูก้อนรับมาผูกดวงวางดาวด้วยความแคล่วคล่องถูกใจ หลวงตาพิจารณาดูดวงชะตาภิกษุเพียรนิ่งอยู่ศิษย์ทั้งสามก็จับตานิ่งดูเช่นกัน หูคอยฟังคำหลวงตาพยากรณ์ จะได้อ่านดาวตามไปด้วย
หลวงตาถอนใจยาว “เออชีวิตทางฆราวาสมันยุ่งๆมากนักก็น่าหนีบวชยึดครงอผ้าเหลืองเป็นที่พึ่งหรอก” ภิกษุบวชใหม่รับคำ “ชีวิตชาวบ้านของผมหาความสุขมิได้เลยขอรับ”
หลวงตาหันมาลองภูมิศิษย์ “ครูสมศักดิ์ลองดูพื้นชะตาเขาซิว่าจะลำบากหรือสบายไปข้างหน้า”
ครูสมศักดิ์พนมมือขออภัย “ผมติดใจดาว 2 ดวง คือ อาทิตย์ เป็นนิจกุมลัคน์ และเล็งยันกับเสาร์ที่เป็นนิจอยู่ราศีเมษ ชีวิตน่าจะดีเด่นเพราะเสาร์กับอาทิตย์เป็นคู่ธาตุแลกเรือนอุจจ์กันอยู่”
“ช๊ะๆครูสมศักดิ์มันชอบเล่นผาดโผน” หลวงตาตำหนิ “ถ้าจะเอาแบบโหรแขกโหรฝรั่งอาตมาไม่รู้ แต่ทางโหรไทยๆเขาไม่เล่นกัน เพราะเรือนอุจจ์ของตนนั้นเป็นเรือนที่ตัวอาศัยเขาอยู่เป็นอุจจ์ไม่ใช่บ้านของตนเอง จะเที่ยวเอาไปแลกกะใครไม่ได้ มันไม่เหมือนสลับเรือนเกษตรหรือประแลกเรือนและการดูดาวลอยด้วยตำแหน่งอย่างนี้ มันไม่มีรายละเอียดดูเขาแต่เพียงว่าดีหรือไม่ดีเท่านั้นเอง
ครูสมศักดิ์รีบออกตัว “เห็นเกจิอาจารย์เขาเล่นๆกันผมเลยตามๆเขาไป”
“เคยพบดวงอย่างนี้มาหลายๆดวง” หลวงตาว่า “สังเกตมามักพบว่าพอเกือบๆจะดีมันก็หักพังลงเสมอ แต่ก็ยังไม่กล้าถือเป็นกฎเกณฑ์ทายเขา เพราะมันต้องดูต้องเห็นมามากๆพอ”
หมอเถาขออนุญาตหลวงตาแล้วก็พยากรณ์มั่ง “ถ้าเอาทางเจ้าเรือน ก็จะได้ความว่าเสาร์เจ้าเรือนพันธุคือญาติไปอยู่เรือนปัตนิเป็นนิจและเจ้าเรือนปัตนิก็ไปเป็นอริ ญาติของเมียมาอาศัยอยู่ทำให้เจ้าชะตาลำบากตกต่ำ”
พระภิกษุเพียรรับว่าจริง “ทั้งพ่อตาแม่ยายมาอาศัยผมอยู่ทั้งคู่การงานตักน้ำผ่าฟืนก็มิได้เคยช่วยให้เบาแรงผมเลย พูดจากับเมียเข้าก็ต้องทะเลาทุ่มเถียงกัน”
ครูก้อนไม่ยอมน้อยหน้าหมอเถา “อาทิตย์ที่เป็นนิจกุมลัคนานั้นมาจากเรือนปุตตะมาครองอยู่ ถ้าจะอ่านอย่างหลวงตาสอนก็ว่า เจ้าชะตามีบุตรเป็นลาภ คือมีมากและทำให้ลำบากมาก” พระภิกษุเพียรก็รับว่าจริงอีก ทานมีบุตรถึง 5 คน หลวงตาถูกใจตบเข่าฉาดชมเชยศิษย์ “เออหมอเถากะครูก้อนตั้งแต่กินตับแร้งมานี่ฉลาดขึ้นเป็นกอง ทายถูกใจว่ะ”
ครูสมศักดิ์ครางอ่อยๆ “ผมไม่ได้กินตับแร้งเลยเขลาไปหน่อย”
ภิกษุเพียรรำพรรณเหมือนปรับทุกข์ “ชีวิตผัวเมียก็หาความสุขไม่ใคร่ได้ มักขี้ระแวงหึงหวง ทะเลาะกันบ่อย พ่อตาแม่ยายที่มาอาศัยก็พลอยเข้าข้างลูกสาว และลูกเต้าผมมันก็ดกเสียจริง มันหลายปากหลายท้องคอยกินอยู่ แต่ผมมีสองมือทำอยู่คนเดียว หนีมาบวชคราวนี้เพราะโกหกว่าแก้บน จึงมาบวชได้ นี่ก็มาเร่งอยู่ทุกวันให้สึก เพราะย่างเข้าเดือนอ้ายข้าวก็จะสุกเกี่ยวได้แล้ว”
“เออมันช่างยากหัวใจแท้ๆ” หลวงตาหนักใจ “สนับสนุนให้บวชต่อไปหรือก็บาปเพราะเท่ากับยุให้ตัดช่องน้อยเอาตัวรอดแต่ผู้เดียวทิ้งลูกเมียให้ลำบากเดือนร้อนเป็นการละทิ้งหน้าที่ของมนาย์ทีเดียวได้ครั้นจะยุให้สึกก็เท่ากับทำลายบุตรตถาคตให้สิ้นไปจากพระศาสนามันเสียทั้งขึ้นทั้งล่อง”
“ตามดวงผมจะบวชตลอดไปได้หรือไม่ขอรับ” ภิกษุเพียรถามย้ำอีก
ครูสมศักดิ์ไม่แน่ใจก็ถามหลวงตาก่อน “ทางพระทางสงฆ์พอจับพฤหัสทายได้ไม๊ขอรับ”
“เออได้ เพราะพฤหัสหมายถึงความดีงาม คุณธรรม เมื่อไปรวมกับมฤตยูก็แปลว่าทางดับศูนย์”
“พฤหัสติดมรณะเสียเช่นนี้ เกรงจะไม่มีผลน๊ะขอรับ” ครูสมศักดิ์ตั้งข้อสังเกต
“ก็เรือนมรณะเรามันแปลว่าตายอย่างเดียว จึงว่าไร้ผล” หลวงตาอธิบาย “เราแปลเรือนมรณะว่าหลุดพ้นทุกข์ไปมั่งมิได้หรือ เมื่ออยู่เรือนศุกร์ก็ยังเหมาเอาว่าพ้นจากกิเลศก็ได้ และลองดูทางตนุเศษเขาบ้าง อย่าปักหลักดูแต่ทางลัคนาท่าเดียว ตนุเศษคือใจเขาเป็นศุภะกับพฤหัสและมฤตยู แสดงว่าใจเขายึดมั่นเด็ดเดี่ยวในเรื่องนี้อยู่และพฤหัสก็สลับเรือนกับศุกร์ตนุลัคน์ที่ครองอยู่ราศีธนู คงจะมีโอกาสในภายหน้าแน่นอน เมื่อถึงวัยของพฤหัสนั้น”
พระภิกษุเพียรหน้าเสีย “หมายถึงคราวนี้ผมคงจะบวชต่อไปมิได้แน่ ที่มานี้ถ้าหลวงตาดูว่าจะบวชมิได้ก็จะมาลาสึกด้วยขอรับและจะเลขไปลาอุปฌายะ”
เมื่อพระภิกษุเพียรคุกเข่าประเคนพานดอกได้ถวาย หลวงตาก็รับไว้และเทศนาให้โอวาทปลอบใจ
“มาตาปิตุอุปฎฺฐานํ ปุตฺตทารสฺสสงฺคโห
อนากุลา จ กมฺมานฺตา เอตมฺมงฺคลมตฺตมฺ”
“ถ้อยคำนี้เป็นพุทธวจนะ แห่งพระผู้มีพระภาคย์เจ้าทรงดำรัสไว้ในมงคลสูตร เพื่อสอนแก่มนุษย์และเทวดาและพรหมทั้งปวงว่า การบำรุงเลี้ยงบุตรบิดามารดาและภรรยาแห่งตนนั้น ย่อมเป็นมงคลคือความดีงามของมนุษย์ที่พึงกระทำ และพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระราชนิพนธ์เป็นมงคลสูตรคำฉันท์ แจกแก่ข้าราชการบริพารแห่งพระองค์ให้ประพฤติมงคลว่า
บำรุงบิดามา- ตระด้วยหทัยปรีย์
หากลูกและเมียมี ก็ถนอมประหนึ่งตน
การงานกระทำไป บมิยุ่งและสับสน
ข้อนี้แหละมงคล อดิเรกอุดมดี.

----------------------------------------------------------------------------

ดวงสองชั้น

เป็นเวลาโรงเรียนหยุดเทอม
ครูสมศักดิ์ว่างจากการสอนนักเรียน จึงเปลี่ยนจากหน้าที่ครูกลับเป็นนักเรียน พอกินข้าวเช้าเสร็จก็ชวนศิษย์ร่วมชั้นคือครูก้นและหมอเถาไปโรงเรียนวัดหลวงตาชื้นด้วยกันเป็นประจำมิได้ขาด
เมื่อครูกับศิษย์พบกันพร้อมหน้าบนกุฎิก็กลายเป็นเรื่องสังเสวนากันเสียเป็นส่วนใหญ่ ครูก้อนซึ่งหมู่นี้สามวันดีสี่วันไข้มาตลอดเดือนก็ไม่ยอมขาดนัด หอบสังขารมานอนคุยก็ยังดี วันนี้ก็เช่นกัน พอถึงระเบียงกุฎิก็เหยียดกายแผ่หราแต่ปากยังคุยจ้อ
หมอเถาเข้าไปใกล้มองหน้าถาม “ปีนี้อายุเท่าไรแล้วครูก้อน”
ครูก้อนยักคิ้วตอบเล่นลิ้น “ 21 สามหน”
“ก็ยังไม่แก่เฒ่าอะไร” หมอเถามองพินิจพิจารณา “หัวหูหงอกร่างกายทรุดโทรมเกินอายุมาก”
ครูก้อนก็เลยปลงอนิจจังสังขารตนไปด้วย “นั่นซีปีนี้รู้สึกมันทรุดเอามาก ต้องไปหาหมอทุกเดือนไม่เรื่องนั้นก็เรื่องนี้กลุ้มใจจริงๆ”
“นี่แหละ ฤทธิ์ยาฝรั่งล่ะ” หมอเถาเอ่ยลอยๆ
ครูสมศักดิ์คอยฟังหมอเถาพูดต่อ แต่กลับนิ่งเฉยเสีย จึงสนใจซัก “ยาฝรั่งเป็นอย่างไรหรือหมอเถา พูดทิ้งเป็นปริศนายังไง”
“ก็เพราะยาฝรั่งน่ะซี พอแก่ตัวลงเห็นผลทุกราย” หมอเถาพูดต่อไว้ครึ่งๆกลางๆอีก
“พูดให้มันจบเถอะว๊ะ มันยังไงกัน”
หมอเถาก็ต้องอธิบายตามภูมิรู้ของตนโดยละเอียด
“ยาฝรั่งนั้นมีคุณอนันต์จริง พอกินปุบฉีดปับมันหายโรคทันใจเพราะยามันแรง เพราะเขากลั่นเอาแต่สาร หรือสกัดเอาแต่หัวๆของตัวยามา ดูแต่เขาสั่งให้กินทีละเม็ด ถ้าลงขืนกินทีละ 3-4 เม็ด มันกลายเป็นยาพิษตายจริงๆ เทียวแหละ ก็คนเราลงกินยานานชั่วนาตาปีตั้งแต่หนุ่มจนแก่พอปลายมือมันจะไม่แย่ได้ยังไงขอรับหลวงตา อ้ายยาพิษมันสะสมอยู่ในร่างกายทีละเล็กละน้อย นานๆเข้าก็ออกฤทธิ์ทำลายอวัยวะ ตับไตไส้พุงหมด คนเราทุกวันนี้เดี๋ยวตับพิการ ไตพิการ หัวใจพิการ อะไรต่อมิอะไรมันพิการ หยุดทำงานหมด ก็เพราะพิษยาฝรั่งนี่แหละ”
หลวงตาชื้นหัวเราะชอบใจออกปากชม “บ๊ะ...วันนี้หมอเถาพูดมีคติชวนคิดว่ะ จะเท็จจริงยังไง แต่มีเหตุผลน่าฟัง”
ครูสมศักดิ์หยอกว่า “หมอเถาเป็นหมอยาไทย ไม่ชอบยาฝรั่งก็เลยหาเหตุผลพูดให้ยาฝรั่งเขาเสียหายก็ได้นา”
“ฟังน๊ะ...ครู” หมอเถาสีหน้าขึงขึงจริงจัง “ฉันน่ะคิดทบทวนตามสังเกตเรื่องนี้มานานเป็นสิบๆปีแล้ว ดูแต่ก่อนแต่ไรสมัยโบราณเขาไม่ค่อยมีโรคร้ายพิสดารมากนัก จะว่าโง่จนไม่รู้จักโรคก็ไม่จริงหรอก ดูซีพอยาฝรั่งเจริญแพร่หลาย รักษาง่ายหายง่าย แต่ผู้คนมันก็ป่วยง่าย ตายง่ายขึ้นพอๆกันนั่นแหละ จะว่าใส่ร้ายเขาก็ดูเอาซี ยาฝรั่งออกมาขายนัยว่าทดลองกันมาดีแล้วว่าไม่เป็นพิษเป็นภัยพอออกขายแพร่หลายไม่ทันไร เอ้า...เกิดมาค้นพบว่ามีอันตราย สั่งเก็บทำลายกันหมดเป็นยังงี้บ่อยๆถ้ามันไม่ใช่ยาพิษแล้วจะเป็นอะไร”
ครูก้อนนอนนับนิ้วทั้งสิบแล้วก็อุทาน “วันนี้ข้างขึ้น 13 ค่ำแล้ว หมอเถาเขาฉลาดหลักแหลมตอนข้างขึ้นทุกทีใครอย่างเถียงหมอเถาเลย สู้ไม่ได้หรอกต้องรอไปขัดคอข้างแรมดีกว่า”
ทั้งครูสมศักดิ์และหลวงตาชื้นหัวร่อชอบอกชอบใจเหตุผลของครูก้อนและยังติดใจไอเดียของหมอเถาอยู่
“เครื่องยาถ้ามีอันตรายแก่ชีวิต มันก็ต้องเป็นทั้งยาไทยยาฝรั่งเหมือนๆกันแหละน่า หมอเถา”
หมอเถาหัวเราะมั่ง แต่น้ำเสียงแยะๆและชี้หน้าครูสมศักดิ์ “นี่แหละ เขาเรียกว่าคนไม่รู้จักหลักแพทย์ ถึงได้คิดว่ามันเหมือนกัน อันว่ายาฝรั่งนั้น หลักการรักษาของเขาใช้วิธีประหัศประหารเชื้อโรคให้ตายด้วยฤทธิ์ของยา เพราะฉะนั้นพอยามันแรงเกินไปจึงฆ่าทั้งชีวิตคนไข้เสียด้วย ฉะนั้นยาฝรั่งจึงเป็นยาพิษ ส่วนหลักของยาไทยแบบโบราณของเรานั้นเป็นทางสุขุม ใช้ฤทธิ์ยาเข้าไปบำรุงอวัยวะที่เจ็บป่วยให้แข็งแรงเพื่อสร้างภูมิต่อต้านขึ้นสู้กับโรคที่เป้นอยู่ให้หายไป เพราะฉะนั้นการรักษามันจึงช้าไม่ทันใจคนสมัยใหม่เขาและยาไทยส่วนมากเป็นสมุนไพรมีแต่คุณไม่มีโทษ มันคนละแบบอย่างกับยาฝรั่งเหมือนขาวกับดำทีเดียว”
ครูก้อนชักเลื่อมใสเห็นจริงลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิ พูดด้วยใจจริง “หมอเถามียาบำรุงดีๆขอเพื่อนฝูงกินสักขนาดเถอะจะได้มีชีวิตอยู่เป็นเพื่อนกันไปอีกหลายๆปี”
หมอเถามองหน้านิ่งเฉย สงวนทาทีเพราะไม่แน่ใจว่าครูก้อนพูดจริงหรือพูดเล่น กระทั่งครูสมศักดิ์ซึ่งชักจะเห็นด้วยต้องช่วยพูดสนับสนุนอีก
“หมอเถาสงเคราะห์ครูก้อนหน่อยเถอะ อย่าใจไม้ใส่ระกำกับเพื่อนฝูงเลย”
“ธรรมเนียมหมอจะจ่ายยาเขาก็ต้องตรวจโรคก่อนไ หมอเถาว่าแล้วกระเถิบเข้าไปใกล้ๆประคองหน้าครูก้อนไว้ เอานิ้วมือกดหัวตาปุ๋มเข้าไป
ครูก้อนนึกขึ้นมาได้ รีบยกมือปัดออกทันใด “เฮ้ย...ไม่เอา ไม่ต้องมาตรวจมรณะญาณตามตำราที่เคยบอกหรอก ยังไม่ตายแน่ว่ะหมอเถา”
หมอเถาหัวเราะชอบใจ ที่ครูก้อนรู้ทัน “ครูก้อนน่ะต้องกินยาอายุวัฒนะบำรุงสุขภาพทั่วๆไปเพราะไม่ได้ป่วยไข้ เพียงแต่สุขภาพเสื่อมโทรมไปหมด”
ครูก้อนรีบออกตัว “ยาอายุวัฒนะตำรับ “ตับแร้ง” อย่างครั้งที่แล้วน่ะไม่เอาอีกแล้วนะ”
“ไม่หรอก....” หมอเถาส่ายหน้า “ตำรับนี้เป็นยาโบราณขนานแท้ เป็นตำราขุดได้จากลายแทง และตกทอดมาหลายชั่วอายุคนแล้ว”
หลวงตาชื้นชักสนใจ แต่กลับเห็นหมอเถาเล่นตัวนิ่งไม่พูดต่อครั้นจะซักเองก็กระดากมองตาครูก้อนพยักหน้าให้ถาม
ครูก้อนรู้นิสัยหมอเถาชอบยอ จึงยกมือไหว้ “พ่อคุณ พ่อหมอ ผู้มีเมตตาจิตโปรดบอกเอาบุญเถอะ”
หมอเถายิ้มหน้าบานถูกอารมณ์ จึงท่องตำรับเดิมให้ฟังชัดถ้อยชัดคำ
ตำรายานี้ได้มาแต่เมืองพิษณุโลก ตามลายแทงว่า ตีราคาเท่าทองตุ่มหนึ่ง บอกไว้ให้ทานสมณะชีพราหมณ์และบุรุษสตรีทั้งปวง ถ้าผู้ใดพบตำรานี้ให้บอกกันทั่วๆไปได้อาสิสงส์มากนักแล ถ้าจะทำยานี้ ท่านให้เอารากชะพลู รากมะแว้งต้น รากมะเขือขื่น บอระเพ็ด หนักสิ่งละ 2 ตำลึง รากเจตมูลเพลิง 1 ตำลึง ยาทั้งนี้ตำเป็นผงประสมน้ำผึ้ง หรือน้ำอ้อยแดงก็ได้ ใส่หม้อใหม่ผนึกไว้ให้ดี เอาทองแดงมาผูกคอหม้อหนักหนึ่งบาทฝังข้าวเปลือกไว้ 5 วัน รับประทานวันละหนึ่งช้อนหอย แก้โรคทั้งปวง ผมหงอกก็กลับดำ อายุยืนตั้ง 100 ปี มีกำลัง 7 ช้างสาร สำเนียงใส รูปงาม หาโรคมิได้เลย ถ้ารับประทานยานี้ได้ 6 เดือน สารพัดสัตว์ที่มีพิษขบกัดไม่เข้าเลย ถ้าเอามูตรขังไว้ แล้วเอาทองแดงแผ่ให้บางแช่ลงในมูตร 3 เดือน เป็นทองธรรมชาติไม่มีขี้เลย ถ้าไม่จริงดังกล่าวขอให้ตัวข้าพเจ้าผู้ไว้ตำรายานี้ตกจตุราบายเทอญฯ
ทั้งครูก้อน และครูสมศักดิ์จัดแจงหากระดาษจดตัวยาไว้กันลืม แต่พอเงยหน้าจากกระดาษก็ต้องมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ทั้งแปลกใจและพิศวงสงกา เพราะทุกคนได้ยินเสียงสตรีลากเสียงเย็นๆดังแว่วอยู่หน้าประตูกุฏิ
หลวง ตา ขา...
ทุกสายตาของศิษย์และอาจารย์รวมจ้องอยุ่ที่บานประตูคอยดูแต่ก็ไม่มีใครเปิดเข้ามาคงมีแต่เสียงเรียกซ้ำอีก ซึ่งดังกว่าเก่าและลากเสียงเยือกเย็นกว่าเก่า
หลวงตา ขา...
หมอเถาซึ่งเป็นคนกล้าสารพัด นอกจากเรื่องผี สะกิดครูก้อน “เสียงยังกะแม่นาคพระโขนง ครูก้อนลองไปเปิดประตูดูทีรึ”
ครูก้อนสั่นหน้าโดยไม่ลังเล และสะกิดต่อครูสมศักดิ์ ฉันกำลังป่วย ครูสมศักดิ์ค่อยแข็งแรงหน่อยไปเปิดดีกว่า”
ครูสมศักดิ์ถึงจะไม่ค่อยกลัวแต่ก็อดระแวงไม่ได้ กลับหันไปสะกิดหมอเถาวนไปอีก
“ผมไม่ได้เรียนคาถากันผีไว้ หมอเถาเจ้าตำราแยะแหละเหมาะกว่า”
หลวงตาชื้นทนรำคาญไม่ได้ เออ...ว่ะมัวเกี่ยงกันอยู่นั่นแหละเลยไม่รู้กันว่ามันเป็นใครเรียก กลางวันแสกๆผีหรือคนไปเปิดดูทีรึหมอเถานั่นแหละ”
หมอเถาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ จะคัดค้านก็ไม่กล้า ก้าวลงจากระเบียงละล้าละลังแข้งขามันอ่อนๆยืนไม่ใคร่ติดพื้น กัดฟันกลั้นใจเดินตรงไปที่ประตู พอเอื้อมมือจะจับบานประตู เกิดหวาดจนขนลุกซู่ทั้งตัว เลยชักมือหดกลับมาพนมมือไหว้ ใจระลึกถึงพระพุทธในโบสถ์สวดอิติปิโสถอยหลังพึมพำกันตัวไว้ก่อน แล้วจึงแข็งใจเปิดบานประตูออกไป
เจ้าของเสียงหวานเย็นเป็นเด็กหญิงรุ่นสาว หน้าตาสะสวยจูงมือน้องชายยืนจ้องหน้านัยน์ตาแป๋วอยู่หน้าประตู
หมอเถาอารามกลัวเลยพาลโมโหเด็ก “ปัดโธ่...ยืนร้องเป็นลูกแหง่หานมแม่ไปได้ มีธุระปะปังอะไรเปิดเข้ามาก็สิ้นเรื่อง”
“หนูกลัวเสียมารยาทค่ะ จึงต้องเรียกเจ้าของบ้านให้อนุญาตเสียก่อนค่ะ”
“จ้ะ...จ้ะ มารยาทดี” หมอเถากระแทกเสียงประชด “เชิญซิจ้ะ โน่นหลวงตาท่านอยู่โน่น”
เด็กสาวจูงมือน้องชายเข้าไปหาหลวงตากราบเคารพนบนอบ กิริยาเรียบร้อย และไม่ทันหลวงตาจะเอ่ยถาม เธอก็แจ้งธุระที่มหา
“หนูชื่อ จิตรา เป็นลูกข้าราชการที่เพิ่งย้ายมาอยู่จังหวัดนี้เจ้าค่ะ หนูเรียนหนังสืออยู่กรุงเทพฯปิดเทอมกลับมาเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ ได้ทราบว่าหลวงตาดูดวงชะตาแม่นยำนัก จึงมาขอกราบเท้าให้ดูชีวิตอนาคตของหนูบ้าง”
หลวงตาพยักหน้าร้องอือ “แม่หนูมีเรื่องเดือดร้อนโดยเฉพาะเจาะจงอะไรหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่มีเจ้าค่ะ...” เธอตอบและยิ้มน่ารัก “หนูอยากรุ้ชะตาอนาคตของหนูเองเจ้าค่ะ”
หมอเถากลับมานั่งแล้ว หลวงตาก็พยักหน้าเรียกเข้าไปใกล้ๆ
“เอ้า ทั้งสามคนนี้แหละ ช่วยดูดวงให้แม่หนูเสียงหวานเธอทีเถอะ”
หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ดีใจที่จะได้ทดสอบความรู้ จัดแจงช่วยกันคนละไม้คนละมือ หยิบกระดานโหร ถามวันเดือนปีและเวลาเกิด ผูกดวงลงกระดานเสร็จ หลวงตาชื้นนั่งคอยกำกับอยู่ ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ในท่าทางของลูกศิษย์ที่ขมีขมันจะออกโรง
ครูสมศักดิ์คล่องแคล่วกว่าสองคนตรวจสอบดวงชะตา จับตนุลัคน์คือตัวราหูมาเป็นมหาอุจจ์ร่วมเสาร์คู่มิตรในภพศุภะ จึงรับแย่งทายเสียก่อน
“วาสนาแม่หนูในวันข้างหน้าจะได้เป็นใหญ่ มีชีวิตสุขสบายแวดล้อมด้วยเพื่อนฝูงมิตรสหายมาก”
ครูก้อนกลัวจะเสียแต้มทั้งๆที่ตรวจดวงไม่ทันจะแจ้ง ก็รีบจับเรื่องพยากรณ์มั่ง
“ฐานะการเงินของแม่หนูคือดาวพฤหัสเป็นมหาอุจจ์ ฐานะการเงินจะร่ำรวยมาก แต่เอ๊ะ...ติดภพอริ อ้าวจันทร์เจ้าเรือนอริก็ไปครองภพมรณะเสียอีก” ครูก้อนหยุดชะงักลงเพียงนั้นเอง
ข้างหมอเถาไม่ยอมน้อยหน้า กลัวเพื่อนคว้าเอาไปพยากรณ์หมดรีบตะครุบดาวออกคำพยากรณ์ไปเลย
“เรื่องคู่ครองของแม่หนู คืออาทิตย์เจ้าเรือนปัตนิ เขาเป็นคนร่างเล็กเกร็ง ผิวคล้ำถือตัวและมีเกียรติ อาทิตย์มาครองภพกดุมภะ อ้า...อ้า...แม่หนูจะได้เสามีเป็นสมบัติ”
หลวงตาชื้นยกมือโบกเฉียดหน้าลูกศิษย์ทั้งสามคนเด็ดตะโร
“บ๊ะ มันแย่งกันทาย ยังกับแร้งลงกินศพไม่ตรวจดูดาวดูภพให้มันเรียบร้อยเสียก่อน จึงค่อยพยากรณ์ ผิดวิสัยนักโหราศาสตร์ที่ดี ครูสมศักดิ์น่ะพอฟังได้ แต่เจ้าประคุณหมอเถากะครูก้อนนี้มันไม่เข้าแก๊บเลย พอปล่อยฟรีมันก็วิ่งแข่งกันเต็มสตีมทีเดียวทั้งสามคน มันต้องสามัคคีปรึกษาหารือกันให้ดีแล้วจึงพยากรณ์เขา” ครูก้อนครูสมศักดิ์และหมอเถาถูเอ็ดหน้าสลดนึกอายเด็ก ก็พอดีเด็กตั้งปัญหาถามอีก”
“การเล่าเรียนศึกษาของหนูจะเป็นอย่างไรค๊ะ จะได้ศึกษาตลอดไปถึงขั้นมหาวิทยาลัยหรือว่าเพียงแค่ ม.. 5 หรือว่าขั้นนี้จะเรียนไม่จบค๊ะ”
หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ รวมหัวเข้าไปจนชิดกัน จ้องดูกระดานปรึกษาหารือตามคำอาจารย์สั่ง
ครูก้อนออกความเห็นเบาๆได้ยินกันเฉพาะ “การศึกษาขั้นสูงของเธอก็ต้องจับเรือนที่ 9 ภพศุภะ เจ้าเรือนคือศุกร์ไปอยู่ภพสหัชชะเป็นประหมดกำลังเสียแล้ว น่าจะไม่ถึงขึ้นมหาวิทยาลัยกระมัง”
ทั้งสองคนพลอยพยักหน้าเห็นด้วย ครูสมศักดิ์ออกความเห็นบ้างว่า “การศึกษาในขั้นต้นๆก็ต้องจับเอาภพที่ 5 คือภพปุตตะ เจ้าเรือนคือพุธไปเป็นประอยู่ในภพกดุมภะเช่นกันอีกนั่นแหละ มันจะหมดกำลังเรียนไม่สำเร็จในตอนต้นนี้เสียอีกกระมังหนอ”
หมอเถาออกความเห็นมั่ง “อันความรู้วิทยา คือ พฤหัสแม้จะเป็นมหาอุจจ์มีพลังอันกล้าแข็ง แต่ก็ตกอริเสียแล้ว อันว่าอริคือศัตรูหรืออุปสรรค น่าจะไม่สมหวังเสียเป็นแน่”
ต่างคนต่างวิจารณ์ดวงดาวแล้วก็นิ่งมองหน้ากันเอง ยังไม่กล้าออกคำพยากรณ์ เมื่อมองหน้ากันเองไม่ได้เรื่อง ก็หันไปมองหน้าอาจารย์หาที่พึ่ง
หลวงตาชื้นรู้ท่าอยู่แล้ว ทั้งได้ยินตลอดเรื่องปรึกษากัน ท่านจึงอบรมด้วยการอ่านดาวทีละขั้นช้าๆ
“การอ่านดาวพุธเจ้าเรือนปุตตะเป็นการศึกษานั้นก็ถูกอยู่ แต่ยังไม่ถี่ถ้วนกระบวนความ อันว่าพุธเจ้าเรือนปุตตะนี้เป็นพระเคราะห์ 2 เรือน เป็นเจ้าเรือนมรณะด้วยก็ต้องอ่านความหมายให้หมด พุธตัวนี้เป็นการศึกษาแน่แต่เป็นการศึกษาในวัยเด็ก และยิ่งพุธมาร่วมกับอาทิตย์ก็ยิ่งย้ำให้แน่นขึ้นอีกว่าเป็นการศึกษาในวัยแรกเริ่ม เพราะพุธมีความหมายถึงการศึกษาเล่าเรียนในวัยเด็ก และเมื่อพุธเป็นประเสื่อมกำลังก็ย่อมหมายถึงได้เล่าเรียนไม่เต็มที่ขาดตกบกพร่อง ความเป็นเจ้าเรือนมรณะของพุธที่มาครองเรือนกดุมภะ ย่อมอ่านได้ว่าขาดการเงินสนับสนุนเป็นทุนรอน และอีกประการหนึ่ง คือ อาทิตย์เป็นเจ้าเรือนปัตนิในวัยเด็กย่อมหมายถึงครอบครัว เมื่ออาทิตย์ร่วมพุธ เจ้าเรือนมรณะก็หมายถึงครอบครัวต้องโยกย้ายถิ่นฐานอยู่บ่อยๆทำให้กรเล่าเรียนเสียหาย และเมื่อมาดูเรือนศุภะอย่างครูก้อนว่า ภพศุภะถ้าเป็นบุคคลหมายถึงที่พึ่งหรือบิดามารดา ถ้าเป็นสถานที่ก็หมายถึงบ้านที่อยู่อาศัยเมื่อศุกร์เจ้าเรือนศุภะไปเป็นประในภพสหัชชะซึ่งเป็นภพที่มีความหมายถึงการเปลี่ยนแปลง โยกย้าย เดินทาง ก็ทายผสมเข้ากับเรื่องเดิม คือ บิดามารดายากจนและโยกย้ายถิ่นฐานบ่อยทำให้การเรียนในวัยเด็ก เอาดีไม่ใคร่ได้”
เด็กสาวรุ่นแม้ฟังเรื่องดาวไม่รู้ แต่ก็ฟังเรื่องราวการพยากรณ์ของหลวงตาเข้าใจตลอด จึงรับคำว่า
“จริงเจ้าค่ะ คุณพ่อของหนูรับราชการฝ่ายปกครองต้องโยกย้ายจังหวัดและอำเภออยู่บย่อยๆบางทีปีละหน ตั้งแต่หนูเด็กๆตลอดมาย้ายทีก็ต้องออกทีต้องเรียนซ้ำชั้นได้สอบบ้างไม่ได้สอบบ้าง เมื่อปีที่แล้วคุณลุงท่านอยู่กรุงเทพฯสงสารจึงรับอุปการะให้ไปเรียนอยุ่กรุงเทพฯลำพังคุณพ่อไม่มีทุนส่งแน่เจ้าค่ะ”
หลวงตาพยักหน้ารับรู้ เมื่อหันไปทางศิษย์ทั้งสามที่กำลังพนมมือแต้ ท่านรู้เชิงรีบจับมือห้าม
“ไม่ต้องกราบกันบ่อยๆนักหรอกว่ะ ลำบากเปล่าๆที่อ่านละเอียดถี่ถ้วนก็เพื่อจะได้ให้จดจำเอาไปไว้ใช้ อ่านดาวมันต้องอ่านให้ทั่วทุกดวง อย่าไปจับแต่ดาวดวงเดียวทายเขา”
แม่หนูจิตราก็ถามเรื่องเดิมอีก “หลวงตาเจ้าค๊ะ หนูจะได้เรียนต่อถึงมหาวิทยาลัยไม๊เจ้าค๊ะ”
หลวงตาชื้นรับประเคนน้ำชาจากหมอเถามาจิบและตาก็จ้องจับดูดวงบนกระดานอยู่อึดใจหนึ่งจึงตอบ
“แม่หนูจะได้เล่าเรียนชั้นสูงถึงมหาวิทยาลัย แต่จะต้องดิ้นรนต่อสู้กับอุปสรรคและความลำบาก จงมีมานะและอดทนจะสมความปรารถนา”
ครูสมศักดิ์มองหน้าครูก้อน ครูก้อนมองหน้าหมอเถา หมอเถาหันไปมองหน้าหลวงตาชื้น หลวงตาชื้นพอสบนัยน์ตาก็อ่านความคิดของศิษย์ที่กำลังทำท่าจะพนมมืออีก
“เออ...ไม่ต้องไหว้ อยากจะรู้ว่าเอาอะไรทายเขาใช่ไม๊ล่ะ”
ทั้งสามศิษย์พนมมือรับพร้อมกันว่า “ใช่ขอรับ”
หลวงตาก็ชี้ครูสมศักดิ์ก่อน “ครูน่ะคงสงสัยละซีว่าศุกร์เจ้าเรือนศุภะเป็นประแล้ว จะเรียนสูงๆได้ยังไงใช่ไหมไ
ครูสมศักดิ์ประหยะดถ้อยคำระวังตนรับแต่คำว่า “ขอรับ”
“อันเรือนที่ 9 ภพศุภะนี้ มันไม่เชิงจะหมายตรงตัวถึงการศึกษาขั้นสูงทีเดียวนัก มันเป็นความหมายกว้างๆหมายถึงความดีงามตามครรลองชีวิต ฉะนั้นครรลองชีวิตที่ดีงามของเด็กคือการศึกษา และจะเป็นที่พึ่งของชีวิตไปในเบื้องหน้า แต่มันยังมีเรือนอื่นที่พอจะทายถึงการศึกษาเขาได้อีก คือภพที่ 10 อันเป็นภพกัมมะนั้นแหละ”
ครูสมศักดิ์พลั้งปากค้านออกไปจนได้ “มันเป็นเรือนที่หมายถึงกิจการงานมิใช่หรือขอรับ”
“ก็ใช่น่ะซี ครูทื่อ” หลวงตาตอบทันสวนควัน “ภพกัมมะหมายถึง การงาน หน้าที่ ภาระ ก็เมื่อหน้าที่ภาระ การงานของเด็กนั้น ถ้าไม่ใช่การเล่าเรียนศึกษาแล้วจะมีอะไร เป็นครูไม่น่ามีปัญญาทื่อๆเลย ดูเจ้าเรือนกัมมะ คือ อังคารตกภพลาภะแห่งความสำเร็จ ถึงแม้พฤหัสเจ้าเรือนติดอริก็เพียงแต่ต้องมานะบากบั่นลำบากเอาหน่อย เพราะอรินั้นมิได้ปฏิเสธผล ทั้งราหูตนุลัคน์ก็มาเป็นอุจจ์อยู่ในเรือนอังคาร ภพกัมมะด้วย”
ครูสมศักดิ์ได้ความรู้ใหม่ที่ไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ดีใจนักรีบพนมมือก้มลงกราบหลวงตาชื้น ครูก้อนก็หันไปกราบบ้างแต่เมื่อนั่งเบียดกันไม่มีที่ว่าง ครูก้อนก็เลยต้องอาศัยหลังครูสมศักดิ์ที่ยังก้มอยู่เป็นท่านกราบลงไปหมอเถากราบเป็นคนที่ 3 ก็กราบลงบนหลังครูก้อนอีกต่อหนึ่งเป็นงูกินหาง ข้างฝ่ายแม่หนูสาวน้อยเป็นเด็กหัวอ่อน เห็นผู้ใหญ่เขากราบกันชุลมุนก็เลยพลอยชวนน้งชายกราบหลวงตาไปกะเขาด้วย
หลวงตาส่ายหน้ารำคาญ แต่ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะห้ามไม่ทัน
“เอ้า เงยขึ้นมา ยังไม่หมดเรื่อง เมื่อกี้ครูก้อนดูฐานะการเงินของเขาว่าอย่างไรน๊ะ”
ครูก้อนชักอ้อมแอ้มกลัวผิด “พฤหัสเจ้าเรือนกดุมภะไปเป็นมหาอุจจ์ อยู่ภพอริและจันทร์เจ้าเรือนอริไปครงองอยู่ภถมรณะย่อมหมายถึงฐานะการเงินของเขาเป็นทั้งอริและมรณะ ทั้งเดือดร้อนลำบากและเสียหายคงจะตั้งมั่นได้ยากขอรับ”
หลวงตาชื้นหัวเราะถูกใจ “ครูก้อนจำหลักที่สอนไว้ให้แม่นยำดีเป็นคนฉลาดแต่ขาดความเฉลียว ขอโทษน๊ะครูก้อนอย่าหาว่าเปรียบเทียบต่ำๆดคือ ฉลาดอย่างหมาฝรั่ง คือ เคยฝึกสอนไว้อย่างไรก็จะปฏิบัติเช่นนั้นตรงเป๋งไม่ขาดไม่เกิน ถ้าฉลาดอย่างหมาไทยนั้นมันจะใช้ความฉลาดจากความเข้าใจ และใช้ความคิดตัดสินใจทำ”
ครูก้อนมิได้ถือสาคำครูบาอาจารย์เพราะเป็นความจริง ทั้งๆที่สงสัยเรื่องดาวก็ได้แต่นิ่งฟังคำอธิบายของหลวงตาชื้น
“เมื่อพฤหัสเจ้าเรือนกดุมภะมาอยู่อริ และจันทร์เจ้าเรือนอริไปตกมรณะ ก็แล้วทำไมไม่ดูต่อีกสักนิดว่าพุธเจ้าเรือนมรณะนั้นไปอยู่เรือนพฤหัสภพกดุมภะ เป็นการสลับเรือนเกษตรเป็นสามเส้าสามราศีเวียนกันไป ถือว่าเป็นเกษตรอันใหญ่ยิ่งเช่นเดียวกับเกษตรเหมือนกัน ฉะนั้นผลก็คือฐานะการเงินของเธอจะมั่งคงเป็นปึกแผ่นได้ แต่ผลแห่งอริและมรณะก็ย่อมเกิดเช่นกันคือ จะเดือดร้อนและเสียหายล้มลุกคลุกคลานเสียก่อน แล้วจะตั้งตัวเป็นหลักฐานได้ในภายหลัง”
ทั้งครูก้อนและหมอเถาต่างคิดตรงกันว่าถึงแม้ตนจะคิดฉลาดอย่างไร หลวงตาชื้นจะต้องคิดต่อยอดข้ามหัวไปทุกที
ครูสมศักดิ์นิ่งคิดถึงความทรงจำเก่าๆเมื่อนึกออกก็แสดงความคิดเห็นโพล่งออกไป “ผมจำได้แล้ว ดาวสลับเรือนสามเส้านี้ โหรแขกเขาเรียก มหาปริวรรตโยค เป็นโยคที่ให้คุณแรงของเราคงมาจากทางแขกเขา”
หลวงตาขมวดคิ้วทันที “อาตมาไม่เคยเป็นศิษย์แขกเลยไม่รู้”
หมอเถาไม่ชอบใจฟังเรื่องเทศดีกว่าไทยอยู่แล้ว ฟังหางเสียงอาจารย์ไม่สบอารมณ์ ก็เลยพลอยพูดขึ้นมาบ้าง
“เรื่องของไทย คนไทยมักอาภัพเสมอจะมีอะไรของตัวเองไม่ใคร่ได้ มักต้องเอามาจากชาติอื่นเสมอ พวกนักปราชญ์ไทยๆเรา ท่านก็ชอบอวดฉลาดด้วยวิธีพิสูจน์ของไทยว่ามาจากชาติอื่น แม้แต่สัญชาติไทยเองก็เคยมีนักปราชญ์พูดเป็นตุเป็นตะว่ามาจากจีน ถอยมาทางนั้นทางนี้ หลอกให้เด็กนักเรียนเรียนกันเสียหลายปี เพิ่งจะไม่กี่ปีมานี้ที่มีหลักฐานว่าไทยก็คือไทยที่อยู่บนผืนแผ่นดินไทยผืนนี้มาตลอดหลายพันปี แม้ภาษาพูดก็พยายามผันสระผันอักษรให้น่าเชื่อว่ามาจากลาวบ้างเขมรบ้าง อ้างกันจนคนไทยไม่มีสมบัติอะไรติดตัวเลย มีแต่ตัวเปล่าๆ”
ครูสมศักดิ์พลั้งปากออกไปถูกใจดำหมอเถาเข้าก็เสียใจเอ่ยปากขอโทษ “ไม่ตั้งใจจะดูหมิ่นไทย ชาติของเราหรอก นึกได้ก็พูดออกไปไม่ทันคิด ขออภัยเถิดอย่าเคืองเลย”
หมอเถาพยักหน้าเสียงอ่อนลงแต่ความในใจยังไม่หมด “แม้แต่ลมหนาวในฤดูหนาวก็ยังไม่มีปัญญามีเป็นของตนเองต้องไปเอามาจากไซบีเรียของรัสเซียโน่นทุกปี”
หลวงตาอดขำมิได้ “เฮ่ย...มัมากไปว่ะหมอเถา”
แม่หนูจิตรายังไม่หมดเรื่องถาม และเป็นเรื่องสำคัญ ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนซักถามอายๆ ”เมื่อกี้คุณลุงหมอเถาดูเรื่องคู่ของหนูยังไม่ละเอียดหนูอยากรู้ว่าเขาจะเป็นคนดีหรือไม่ และหนูจะแต่งงานอายูเท่าไรเจ้าค๊ะ”
หลวงตาจุดบุหรี่นิ่งเฉยเหมือนไม่ได้ยินคำถามสักครู่ก็หันไปทางหมอเถา
“เมื่อกี้ทายเรื่องคู่ว่าอย่างไรน๊ะ”
หมอเถาชักใจคอไม่ดี เพราะครูก้อนถูกไล่เบี้ยมาเมื่อครู่แต่ก็จำใจตอบ “อาทิตย์เจ้าเรือนปัตนิของเธอมาอยู่ภพกดุมภะ แม่หนูจะมีสามีเป็นสมบัติคะรับ”
หลวงตาหันไปทางศิษย์ทั้งสามคนพูดช้า ๆ หนักแน่นเพื่อให้จดจำไว้โดยมั่นคง “จำเอาไว้ การดูฐานะการเงินในดวงสตรีนั้น ต้องระมัดระวังอย่างเช่นดวงนี้เธอมีสามีเป็นทรัพย์ ก็ย่อมบอกตรงๆอยู่ว่าฐานะการเงินของเธอขึ้นอยู่กับสามี ฉะนั้นดีชั่วอย่างไรก็ขึ้นอยู่กับฐานะของสามีเธอ แม้การดูดวงสตรีทั่วๆไป ถ้าจะดูฐานะและเกียรติ ควรได้ดูดวงสามีของเขาด้วย ถ้าเป็นไปได้ เพราะผู้หญิงไทยเรา ผู้สร้างฐานะของครอบครัวเป็นช้าเท้าหน้า คือ สามีเป็นส่วนใหญ่ ดวงสตรีจึงถือเป็นดวงสองชั้น”
ทั้งสามคนยกมือไหว้กันท่วมหัว แต่ครูสมศักดิ์รู้ค่ามากกว่าคนอื่นเต็มไปด้วยความปลื้มปิติยกมือไหว้แล้วไหว้อีกจนไม่นับหน
หลวงตาหันไปทางแม่หนู พูดเบาๆเต็มไปด้วยความเตตา “เป็นกฎเกณฑ์ของอาตมาถ้าเด็กหญิงอายุไม่ครบ 18 ไม่ดูเรื่องคู่ให้ หนูเพิ่งจะอายุย่าง 17 ของดไว้ก่อน กฎเกณฑ์นี้มีเหตุผลนางดีงามและเป็นความรับผิดชอบของหมอดู เพราะการดูเรื่องคู่ครองให้เด็กอายไม่ถึง 18 นั้นยังเป็นวัยเล่าเรียน และกำลังจะตื่นตัวเรียนรู้ชีวิต แต่ยังไม่อาจรับผิดชอบชีวิตได้ ถ้าดูว่าดีหรือร้ายจะเกิดอุปาทานให้ยึดมั่น ทำให้เกิดความคิดฝันเสียการเล่าเรียน แม่หนูก็คงจะเห็นด้วยน๊ะ”
แม่หนูเป็นเด็กดีมีมารยาทโดยเฉพาะกับพระภิกษุชรา เธอยิ้มพอใจคำพยากรณ์หลายเรื่องที่หลวงตาบอกมาแล้ว เธอก้มลงกราบขอบพระคุณ และหยิบธนบัตรใบละ 20 บาทออกมา สองมือประเคนนอบน้อมถวาย
หลวงตาร้องไฮ้ “แม่หนูเก็บเงินเสียเป็นเด็กๆอย่าเอาสตางค์พ่อแม่มาดูหมอ หลวงตาไม่รับหรอกเก็บเอาไว้กินขนมเถอะ”
เมื่อถูกกำชับอีก เธอก็เก็บไว้และก้มลงกราบเป็นเคารพสอง และไหว้ลาเรียงตัว ตั้งแต่หมอเถาไปหมดทุกคน เมื่อถอยกลับจากประตูไปแล้ว
หลวงตาก็ปรารภขึ้นลอยๆ “ลัคนาอยู่เรือนราหู อีกศุกร์ตัวประเป็นตนุเศษ เรื่องเงินเรื่องทองใจกว้างสุรุ่ยสุร่าย”.

----------------------------------------------------------------------------

ดาวแฝงแสง

เช้าวันอาทิตย์
เป็นวันว่างครุก้อนและครูสมศักดิ์ จึงพากันทำภัตตาหารมาถวายเพลหลวงตาชื้นผู้เป็นอาจารย์ แม่บ้านครูก้อนถนัดทางทำกับข้าวจึงรับหน้าที่แกงบอนและไข่แมงดาผัดน้ำตาลอาหารโบราณ ข้างครูสมศักดิ์ซึ่งแม่บ้านทำขนมขายเป็นประจำรับหน้าที่ของหวานทำขนมดอกโสนและข้าวกระยาคู เป็นขนมของคนเก่าเช่นกัน
ทั้งครูก้อนและครูสมศักดิ์นั่งพับเพียบข้างวงอาหาร หลวงตาชื้นฉันไปชมไปไม่ขาดปากทั้งคาวหวาน
“เออ..ขอบใจครูทั้งสอง ช่างรู้ใจอาตมาจริงๆ ของชอบมาตั้งแต่หนุ่มๆทีเดียว ไม่ใคร่ได้ฉัน เพราะไม่มีใครนเขาใส่บาตรกัน”
ครูสมศักดิ์ยิ้มแย้มดีใจที่หลวงตาฉันเกือบหมด “ขนมดอกโสนและข้าวกระยาคูต้องหน้านี้ฝนชุกๆน้ำท่วมนา พอข้าวเริ่มตกรวงต้นโสนก็ออกดอกหาง่าย ปีหนึ่งทำกินได้ครั้งเดียวเท่านั้นขอรับ”
หลวงตาหันมาหาครูก้อน “แกงบอนกะไข่แมงดาเขาดีจริง ชวนคอหอยเปิดเป็นพิเศษ พับผ่า อายุยืนไปหลายวัน”
เณรชั้วคลานเข้ามายกถาดภาชนะอาหารคาวหวาน พอตอนยกจานไข่แมงดา ครูก้อนก็สะกิดบอก
“เณรชั้ว ไขแมงดานี่เขาถือกันนะ ถ้าอายุไม่ครบ 21 กินเข้าไปแสลงนัก มีอันเป็นมาแยะอย่างน้อยก็ปวดหัวตัวร้อนหลาย ๆ วัน”
เณรชั้วรู้ทันความคิดครูก้อน จึงตอบหน้าตาเฉย “ไม่เป็นไรหรอกครู หมอเถาเขาเคยบอกยาแก้ไว้ให้ ฉันไม่กลัวหรอก”
ครูก้อนปลงคารมนึกว่าเณรชั้วพูดจริงจึงซัก “ยาอะไรของเณรชั้ว”
เณรชั้วได้ทีจึงยักคิ้วตอบ “ใช้ใบต้น “โกหก” ต้มกินมื้อเดียวก็หาย”
ครูก้อนถูกย้อนรอยก็หัวเราะชอบใจเชาว์ของเณรชั้วที่โต้ตอบทันคน และมิได้ถือสาเพราะรุ้นิสัยกันอยู่ หลวงตาเข้านั่งอาสนะประจำที่ จุดบุหรี่สูบ และปรารภถึงศิษย์หัวแก้วหัวแหวนที่ขาดจำนวนไปไม่พร้อมหน้า
“หมอเถาไปไหนถึงไม่ได้มาด้วย”
ครูก้อนเป็นคนรู้เรื่องจึงตอบ “เห็นว่าไปรับรักษาไข้ทางท้ายบ้านนัยว่าเป็นคนมีฐานะดี รักษาทั้งยาจีนฝรั่งมาอาการไม่ดีขึ้น”
“ขอให้โรคเขาถูกหมอถูกยาเถิด หมอเถาจะได้มีเบี้ยต่ออายุไปได้อีกนาน“ หลวงตาชื้นพูดด้วยความตั้งใจดี
พูดไม่ทันขาดคำ ประตูกุฏิก็เปิดออก คนที่ถูกกล่าวขวัญถึง คือ หมอเถาก็โผล่หน้าเข้ามายิ้มยิงผันขาว สองมือประคองกรงนกคลุมผ้ามิดชิด ค่อยๆประจงลอดประตูเข้ามา พอกราบหลวงตาเสร็จก็ถูกซักเหมือนเป็นจำเลย
“นึกว่าไปรักษาไข้ ที่แท้ก็แอบไปเล่นนกอยู่นี่เอง” ครูก้อนเอมมือจะเปิดผ้าคลุมกรง “นกอะไร ดีหนักหนาหรือถึงคลุมผ้าผ่อนแพรพรรณเสียสวยหรู”
หมดเถารีบตะครุบมือเพื่อนไว้ “อย่าเปิดครูก้อน เขาไม่ชอบคนแปลกหน้า และพูดค่อย ๆ หน่อย เสียงดังๆเขาก็ไม่ชอบ”
“อุบ๊ะ...นกสำออย” ครูก้อนยอมปล่อยมือ
หมอเถาค่อยๆประคองทนุถนอมกรงแทบจะไม่ให้กระเทือน เลี่ยงไปตามชานระเบียงทางออกไปจนสุด ค่อยๆเปิดผ้าเอาตะขอหัวตครงเกี่ยวไว้กับชายคา ทั้งดีดนิ้วเป๊าะๆล้อนก ส่วนปากก็ทำเสียงออดล่อให้ขัน พอนกได้แสงสว่างและลมโชยก็คะนองบินเล่นลมในกรง พอลงจับคอนขันเสียงเบาๆ หมอเถาก็ยิ้มกับนก ทำเสียงเลียนนกตัวเมีย ข้างเจ้านกก็ทั้งขันทั้งร้อตอบ ถ้อยทีหยอกล้อกันทั้งนกและคน
เมื่อหมอเถาถอยจากกรงนกมานั่งรวมกลุ่มสหายคู่หู หลวงตาชื้นจึงถามสงสัย “หายไปวันเดียว กลับมาเป็นนักเลงนกเขาชวาเสียฉิบมันไปยังไงมายังไงรึหมอเถา”
หมอเถาหันหน้าอธิบายกับหลวงตาชื้นก็จริง แต่หูนั้นไปจับอยู่กับเสียงนกเขาชวาที่กำลังขันแจ้ว “ผมไปรักษาไข้เขาได้ 3 วัน อาการเขาค่อยดีขึ้นบ้าง เขาตั้งค่าบูชาครูไว้ 2,000 บาท เขาเลี้ยงนกตัวนี้ไว้มันขันถูกใจผมก็เลยขอเปลี่ยนเป็นนกเขา เจ้าไข้เขาก็เลยให้มา”
ทั้งหลวงตาชื้นและครูก้อน ครูสมศักดิ์แทบไม่เชื่อหูตนเองว่าจะเป็นได้ เงิน 2,000 บาท สำหรับหมอเถาย่อมนับว่ามากมาย ทำให้เป็นเศรษฐีย่อยๆได้ แต่หมอเถากลับเลือกเอานกเขาชวาตัวเล็กๆตัวเดียว
ครูก้อนเอมเอาหลังมือไปแตะหน้าผากหมอเถาจนเจ้าตัวปัด “เนื้อตัวก็ไม่ร้อน ไม่น่าคลุ้มคลั่งถึงกับไม่เอาเงิน กลับเอานกเขา”
หมอเถารู้ใจเพื่อนที่คิดว่าตัวบ้าหรือโง่เขลาที่ทำเช่นนั้น แต่หมอเถากลับยิ้มเป็นเชิงเยาะทั้งสองครูเอาเสียอีก
ครูก้อนเป็นคนพูดจาไม่ยั้งอยู่แล้วก็ตำหนิเชิงถามว่า “นกตัวนี้มันวิเศษยังไงถึงกับทิ้งเงิน 2,000 บาทเสียง่ายๆ”
“เงินแค่นั้น จริง..มันมาก ปัญญาอย่างฉันหาทั้งปีก็อาจไม่ได้” หมอเถาแจงสี่เบี้ย “แต่นกตัวนี้มันขันไพเราะหนักหนาถ้าพูดถึงราคามันมากกว่าหลายเท่า อาจถึงหมื่นเสียด้วยซ้ำ”
ครูก้อนเอื้อมมือตบเข่าเบาๆ “ขอโทษน๊ะ หมอเถา..ทุ้ย..พูดภาษาคนบ้า ใครเขาจะเชื่อเกิดมาท้องพ่อท้องแม่ไม่เคยได้ยิน”
ครูสมศักดิ์อยู่ในกรุงเทพฯมานาน และมีเพื่อนอยู่มากจึงเอ่ยขึ้นมั่ง “อย่าเพิ่งไปว่าหมอเถา เมื่อผมอยู่กรุงเทพฯริเล่นกับเขาบ้างเหมือนกัน แต่ไม่ถึงขั้น ได้รู้ได้เห็นคนอื่นๆเขา เรื่องนกเขาชวาเป็นของแปลกมหัศจรรย์”
หลวงตาชื้นนิ่งฟังอยู่นาน พลอยสนใจซักถามขึ้นมาบ้าง “มันมหัศจรรย์ยังไงหรือครูสมศักดิ์”
“เมื่อไม่นานมานี้นักเลงนกเขาชวากับนักเลงพระแลกนกเขาชวากับพระเครื่องชั้นขอดตรราคากันราว 4-5 หมื่นบาท ในวงการเขารู้กันทั่วไป เมื่อหลายปีมาแล้วนกเขาชวาตัวหนึ่งประกวดขันชนะมาหลายงานชื่อนกชวาลา 2 เจ้าของนำทูลเกล้าถวายแด่พระบาทสมเด็นพระเจ้าอยู่หัวและทรงเลี้ยวไว้ที่ภูพิงค์ราชนิเวศน์ แม้ในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็เคยจัดงานแข่งขันนกเขาชวาได้เงินค่าธรรมเนียมการสมัครเข้าแข่งขันเป็นเงินหลายหมื่นบาท เป็นทุนเริ่มก่อตั้งสมาคมนิติศาสตร์”
หลวงตาชื้นฟังไปคิดไป และยังสงสัยเพราะไม่เคยรู้เห็นและได้ยินมาก่อน “เขาแข่งกันอย่างไร มีแพ้ชนะได้เงินเสียเงินหรืออย่างไรกันเร๊อะ”
“เขาเอานกมาขัน แข่งเสียงขันขอรับ” ครูสมศักดิ์อธิบายอย่างคนเคยรู้เห็นมา “ของใครขันเสียงไพเราะกว่ากัน ของคนนั้นก็ชนะและได้ถ้วยเป็นเกียรติ อย่างเช่นเมื่อคราวเกิดพายุพัดพังแหลมตะลุมพุกปักษ์ใต้เขาจัดงานเมตตาในสวนอัมพรอันเป็นเขตพระราชฐานก็มีการประกวดแข่งเสียงขันนกเขาชวาชิงถ้วยพระราชทานของสมเด็จเจ้าฟ้าชาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ทรงเสด็จชมนกเขา ค่าสมัครเข้าแข่งขันตัวละ 200 บาท ได้เงินหลายหมื่นบาทสมทบเป็นเงินการกุศล”
“เออครูสมศักดิ์ช่างรอบรู้จริงๆ” ครูก้อนชมด้วยความจริงใจ “ที่เขาแพ้ชนะกันนั้นเขาทำอย่างไรกันเวลาแข่งขัน”
ครูสมศักดิ์ถูกชมก็รุ้สึกภาคภูมิใจ “เขาเอาไม้ไผ่มาปักทำเป็นเชือกชักรอกเอากรงนกเขาขึ้นไปไว้กลางอากาศพร้อมๆกันทั้งสนาม บางครั้งร่วม 100 ตัว เจ้าของนกและคนฟังจะต้องออกไปอยู่ข้างสนามเพื่อมิให้นกตื่น และพอนกเขาเริ่มขันกันก็จะมีกรรมการซึ่งเป็นผู้มีความชำนาญในเสียนกชุดหนึ่งเดินอยู่ใต้รอกนกเขา เป็นผู้ฟังและเทียบเคียงนกเขาจะขันเริ่มแข่ง 7.00. ถึง 11.00. จึงตัดสิน”
หลวงตาชื้นพลอยสนุกไปกับเขาด้วย จึงถามอีก “แล้วเขามีกฎเกณฑ์กติกาในการตัดสินหรือแปลว่าเสียงอย่างใดดีกว่าอย่างใดจึงเป็นที่แพ้ชนะกัน หรือเอากันว่าขันมากขันน้อยเป็นเกณฑ์”
ครูสมศักดิ์นิ่งคิดทบทวนถึงสมัยเมื่อหลายปีก่อน “เขามีกติกาพิมพ์ไว้ แยกแยะละเอียดถี่ถ้วนขอรับ มีคะแนนแต่ละส่วนๆรวมกัน 100 คะแนน น้ำเสียง 20 คำขันหน้า 10 จังหวะหรือคำกลาง 10 ปลายหรือคำท้าย 30 ทำนองหรือลีลาพิเศษ 10 ขัน ทนขันมาก 20 กรรมการ เขาฟังไปให้คะแนนไป พอหมดเวลาแข่งขันคะแนนใครมาก็ชนะที่ 1,2,3 ตามลำดับ กติกานี้เดี๋ยวนี้ดูเหมือนจะเปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัยนิยมกัน”
หลวงตาชื้นพออกพอใจ ความรู้ของครูสมศักดิ์ อธิบายคล่องไม่ติดขัด ความอยากรู้อยากเห็นจึงซักต่อไปอีก “แล้วอ้ายที่เรียกคำหน้า คำกลาง คำปลาย หรือลีลาทำนองนั้นน่ะ อย่างไหนมันดี อย่างไหนมันเลว ถึงจะได้คะแนนมากน้อยกว่ากันล่ะ อย่างตัวของหมอเถาที่ขันอยู่เดี๋ยวนี้ มันจะได้สักกี่คะแนน”
ครูสมศักดิ์ไม่คิดว่าจะถูกซักถึงขนาดนี้ ความรู้ที่มีอย่างนั้นไม่พอจะชี้แจงให้ถูกต้องได้ เพราะเมื่อตอนริเล่นเป็นนักเลงนกเขาชวาก็มิได้ช่ำชองเพียงแต่เคยได้เห็นเขาแข่งและจดจำความรู้จากปากเขามาอีกทอดหนึ่ง จึงจนแต้มอึกอัก หนักเข้าก็ยอมสารภาพออกมาตรงๆ
“ต้องผู้รู้จริงๆอย่างกรรมการตัดสิน จึงจะอธิบายได้ละเอียดชัดเจน ส่วนผมเพียงแต่เลี้ยงนกเขาเท่านั้น แต่ได้รู้ได้เห็นมาจึงได้แต่เล่าให้ฟังขอรับ”
“อุบ๊ะ..พอถึงตอนสำคัญก็เกิดหมดภูมิเสียแล้ว” หลวงตาชื้นบ่นเสียดาย “เจ้านกเขาตัวดีๆมันต้องมีเสียงเสน่ห์มากมาย ผู้คนเขาถึงหลงใหลกันนักหนาไม่ว่าผู้ดีไพร่”
ครูก้อนเหลียวดูนกเขาตัวของหมอเถาที่กำลังขันอยู่ชายคา “ตัวที่ขันอยู่นี้ฟังๆมันก็ดูไม่น่าหลงใหล อย่างที่ครูสมศักดิ์เล่ามาแลย”
หมอเถานิ่งฟังโดยไม่ออกความเห็นเลยสักคำเดียวตั้งแต่แรกเมื่อนกของตัวถูกติก็อดอยู่ไม่ได้
“เรื่องของคนกรุงเทพฯน่ะฉันไม่รู้แต่เรื่องของนกละก้อฉันรู้ดี”
หลวงตาชันหัวเราะชอบใจ “เออดี เจอะนักปราชญ์คนที่ 2 เข้าแล้วก็อย่างครูก้อนเขาว่าแหละหมอเถา นกเขาตัวนั้นมันก็ขันเหมือนนก ราคามันไม่น่าจะถึงพันถึงหมื่น”
หมอเถายืดอกอย่างภาคภูมิ “นกตัวนี้ดีแต่มันยังไม่ถึงเวลาดีที่ขันอยู่นี้ขันไม่เต็มที่เรียกว่าขันยังไม่เปิดปลาย น้ำเสียงและทำนองจึงยังไม่ไพเราะเต็มที่”
“ก็ถ้ามันยังไม่ดี ทำไม่ไปแลกกะค่ารักษาตั้ง 2,000 บาท” ครูก้อนยิ่งสงสัย
“ก็เพราะฉันรู้จักนกน่ะซี” หมอเถาว่า “นกตัวนี้เป็นนกจังหวัดกระบี่ ตัวใหญ่ อกใหญ่แข็งแรง ลายขนสีเข้มที่ขันนี้เป็นนกเสียงใหญ่หายาก และท่วงทำนองขันดี เสียแต่กรุ่มยาก คือ เชื่องจนขันดียากต้องเลี้ยงหลายปี ถ้านกตัวนี้ขึ้นแล้วในราคา 5 เท่าก็ไม่ขาย”
หลวงตายังติดใจสงสัยข้อที่ถามครูสมศักดิ์เมื่อครู่อยู่ จึงถามหมอเถาซ้ำอีก “ว่าแต่อ้ายกติกาให้คะแนนความดีตคามที่ครูสมศักดิ์เขาว่าน่ะกรรมการเขาฟังเอามันดีเลวต่างกันอย่างไรในการให้คะแนน”
หมอเถาตอบโดยไม่ต้องคิด ฎกติการของกรุงเทพฯส่วนใหญ่ๆก็คือรสนิยมในเสียงนกเขาชวาที่นิยมเล่นกันในแบบปักษ์ใต้และตลอดแหลมมาลายูซึ่งเขานิยมเล่นกันมาก่อน แต่ของเราเอามาบัญญัติให้มันเป็นระเบียบเรียบร้อยเข้าเพื่อความยุติธรรมในการตัดสิน”
ครูสมศักดิ์มองหน้าหมอเถา ทั้งสงสัยและแปลกใจที่ชายทึ่มๆมองดูดังคนโง่ ไม่รู้อะไรมากนัก พูดจาถูกต้องและรู้ดีในเรื่องที่ตนโง่
“หมอเถาพูดถูกขอรับหลวงตาเป็นความจริงเช่นนั้น เพราะในยุคที่เล่นกันนั้น นักเลงนกเขากรุงเทพฯก็ลงปักษ์ใต้สังสรรค์กับนักเลงนกเขาปักษ์ใต้ นักเลงนกเขาปักษ์ใต้ก็ขึ้นมาสังเสวนากับนักเลงนกเขากรุงเทพฯในตอนนั้น พ..2500 เศษ มีการแข่งขันเสียงนกเขาชวาแทบทุกจัวหวัดและเชิญกรรมการผู้ชำนาญการตัดสินไปจากกรุงเทพฯ ดังนั้นรสนิยมในเสียงนกเขาชวาจึงเหมือนกันหมดทั้งประเทศก็ว่าได้
หลวงตาออกปากชม “ครูสมศักดิ์มันช่างจดจำจริงๆ”
ครูสมศักดิ์ถูกชมเลยเล่าใหญ่ “ครั้งหนึ่งในตอนนั้น เพื่อนโยบายเอาใจคนสี่จังหวัดภาคใต้ นายกรัฐมนตรีและรองนายกได้ให้ถ้วยรางวัลการแข่งนกเขาชวา ในการแข่งที่จังหวัดปัตตานี การแข่งครั้งนั้นยิ่งใหญ่เป็นที่เลื่องลือตลอดแหลมมลายู มีการประกาศอยู่ร่วมเดือนมีนกเขาทั้ง 4 จังหวัด เดินทางมาค้างแรมล่วงหน้าเพื่อจะเข้าแข่งและยังมีนกเขาจากประเทศมาลายูเข้าแข่งหลายตัว มีนกเขาจากกรุงเทพฯเดินทางไปแข่งร่วม 22 ตัว นกที่เข้าแข่งทั้งหมดร่วม 300 ตัว แข่งกัน 3 วัน จึงหมด และเขาเชิญกรรมการชดหนึ่งไปจากกรุงเทพฯ 3 คน ล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญชั้นนำในการตัดสินนกเขาชวาของกรุงเทพฯมันแปลกตรงที่ว่ากรรมการกรุงเทพฯที่จัดส่งไปนั้น 3 คน 3 ภาษา คือ หัวหน้าคณะกรรมการเป็นไทย ชื่อ คุณอรุณ ลำเพ็ญ คนที่ 2 หน้าตาเป็นฝรั่งชัดๆเพราะมีเลือดผสมชื่อ คุณสวัสดิ์ เอกรัตน์ คนที่ 3 เป็นอิสลาม ชื่อหะยีมุด อยู่หลังสุเหร่าถนนเพชรบุรี”
ครูก้อนยิ่งฟังก็ยิ่งเสียงอ่อนลง “ไม่นึกเลย ได้ยินเล่านี้แหละถึงจะได้รู้ว่าการเล่นนกเขาชวานี้มันช่างมีเกียรติยิ่งใหญ่โอฬารไม่มีการละเล่นอะไรเหมือนเลย น่ายกย่องนกตัวเล็กๆที่ชื่อนกเขาชวาเสียจริงๆ”
หลวงตายังติดใจเรื่องเดิมก็ซักเหมอเถาอีก “ไหนลองอธิบายให้ละเอียดหมอเถา”
ครูสมศักดิ์ชักนับถือและเชื่อว่าหมอเถาต้องสันทัดในกรณีนี้แน่จึงผสมถามเพื่อหาความรู้บ้าง โดยเป็นคนซักเสียเอง
“น้ำเสียงดีนั้นเป็นอย่างไรน่ะหมอเถา”
หมอเถายิ้มกริ่ม “นกน้ำเสียงดีต้องเสียงดังกังวาฬ เสียงไม่แตกแหบพร่าเสียงทุ้มก็ต้องกลมนุ่มนวล เสียงแหลมก็ต้องใสคมฟังชัดเจน นกเสียงดีขันอยู่ 3 คุ้งแม่น้ำยังได้ยินชัดเจน”
ครูสมศักดิ์ซักต่อไปทีละขั้น “แล้วคำหน้าของคำขันล่ะ”
หมอเถาวาดไม้วาดมือประกอบคำอธิบาย “ทำนองขันของนกเขาชวาเรียกว่า คำขันนั้นมี 3 ตอน คือ “หน้า-ลาง-ปลาย” มันขันติดต่อกัน คำหน้าที่ดีต้องยาว เอื้อนทอดเสียงต้องม้วนหรือโค้งอ่อน บางตัวขึ้นต้นคำหน้าด้วยเสียงต่ำแล้วเอื้อนขึ้นเสียงสูง บางตัวก็ขึ้นต้นด้วยเสียงสูงแล้วเอื้อนลงเสียต่ำ และที่สำคัญต้องไม่แหบพร่าและเบาจึงจะถือว่าดี”
ครูสมศักดิ์ยิ่งรู้ยิ่งซัก “แล้วคำกลางล่ะ เออหมอเถารู้ดีจริง เก่งจริง”
“นี่อธิบายย่อๆน๊ะ ถ้าจะพูดกันละเอียดถี่ถ้วน ตอนละชั่วโมงก็ยังไม่หมด” หมอเถาได้ท่าคุยสำทับ “คำกลางนั้นเป็นคำสั้นๆ นิยมกันว่าต้องชัดและเว้นระยะจังหวะห่างกัน พอได้ยินชัดๆไม่ติดกันจนฟังรัวๆหรือแผ่วเบา”
ครูก้อนชักสนใจเลยพลอยถามต่อกับเขาบ้าง “แล้วคำท้ายคำปลายล่ะ”
“คำท้ายหรือปลายนี้เป็นส่วนสำคัญที่สุด เพราะเป็นส่วนที่ไพเราะกว่าทุกๆส่วน จึงมีคะแนนถึง 30 คะแนน นกที่ขายกันถ้าเพียงแต้มีคำท้ายหรือปลายอย่างเดียว ก็ขายได้เป็นพันแล้ว ส่วนชั้นดีเลวไม่คำนึงถึง” หมอเถาอธิบายโดยตัวเองรู้สึกสนุกจนนัยน์ตาวาวเป็นมัน “ครูเอ๋ยนกปลายดีมันขันเปิดปลาย ดังโปง-หัวใจคนฟังมันหวิวขาดติดปลายนกไปเลยทีเดียวขนาดโบราณเขาว่าเหมือนคนถูกเสน๋ห์ ผมอยู่บนหัวก็ลืมเกล้า ข้าวอยู่ในคอก็ลืมกลืนทีเดียว”
หลวงตาหัวเราะลงลูกคอ “บ๊ะๆฝอยมากจริง”
หมอเถาเกรงใจหลวงตาก็ต้องหันเข้าหาเนื้อหาของเรื่องอีก “ปลายที่ดีของนกเขาชวาเป็นเสียงที่มีความละเอียดอ่อนมาก มีกฎเกณฑ์ปลีกย่อยมากกว่าทุกส่วน แต่พอสรุปที่สำคัญได้ว่า ปลายที่ดีคือปลายเสียงใหญ่ ปลายเสียงยาว ปลายเสียงลอย ปลายดังกังวาฬยาว และเสียงปลายต้องลงแม่กงชัดเจน เหมือนเสียงระฆังเสียงฆ้อง นกดีมีราคาก็ตรงเสียงปลายนี้แหละ เวลาเข้าสนามชักรอกแข่งขันถ้านกขันโดยยังไม่อกปลาย กรรมการเขายังไม่ให้คะแนนส่วนอื่นทั้งหมดและออกปลายก็ต้องออกหลายๆคำ เรียกว่า ปลายจับตับ จึงจะนับคะแนน”
“ส่วนขันมากหรือขันทนก็คือขันไม่ใคร่หยุดนั้นเอง” หมอเถาไม่รอให้ซัก อธิบายต่อรวดเดียว “ส่วนคำว่าลีลาพิเศษหรือทำนองพิเศษ ก็คือทำนองการขันที่ทำให้มีความไพเราะเป็นพิเศษที่นิยมกันมีสองประการ คือ ขันสดุด หรือขันหยุดชะงักก่อนจะออกปลาย ทางภาษามลายูเขาเรียก “สะกะเต๊าะ” มันมีความไพเราะเหมือนการอ่านกาพย์อ่านฉันท์ฉะนั้น และอีกลีลาหนึ่งก็คือออกสองปลาย คือ โปง-โปง เป็นของหาได้ยาก จึงเป็นคะแนนเพิ่มพิเศษ”
หลวงตาฟังไปคิดไปตามภาษาผู้ใหญ่ที่มองดูท่าทางของศิษย์คือหมอเถา ซึ่งตามปกติดูเซอะๆเงอะงะ เหมือนคนโง่ๆแต่บางขณะเช่นขณะนี้ท่าทางองอาจ พูดจาฉาดฉานคล่องแคล่วรอบรู้ ดังเจ้าเงาะถอดรูป ซึ่งคนๆนี้ทำให้หลวงตาแปลกใจเสมอๆมา
ครูสมศักดิ์ก็เช่นกัน คำชี้แจงอธิบายล้วนแต่ถูกต้องและชำนาญพอๆกับชั้นอาจารย์ นกในกรุงเทพฯที่ตนเคยสนทนามา ซึ่งคนอย่างหมอเถาไม่น่าจะมีทางรอบรู้ถึงปานนี้ จึงอดซักมิได้
“หมอเถา ถามจริงๆเถอะ จำเขามาเล่า หรือว่าเคยเลี้ยงเคยได้ยินมาเอง”
หมอเถาหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก็บอกว่า “เมื่อก่อนๆยังเที่ยวๆอยู่ไม่เป็นแห่ง ตามเพื่อนๆเขาไปต่อนก แล้วเอาไปขายปักษ์ใต้อยู่หลายปี จึงได้ยินได้ฟังมามาก เพราะฉะนั้นมาได้ยินนกดีๆก็อดรักและอยากได้มิได้”
ครูก้อนซึ่งไม่เคยรู้และได้ยินก็ยังสงสัย “อธิบายให้ฟังก็พอรู้ แต่ก็ยังไม่ซาบซึ้งอยู่นั่นเองว่ามันขันดีมันเป็นยังไง”
ครูสมศักดิ์จึงพยักหน้าหมอเถา “หมอเถาขันเป็นตัวอย่างให้ฟังทีเถอะ เอาแบบชั้นที่ 1 ทีเดียว”
หมอเถาพยักหน้ารับ “ต้องเอาหน้ายาวปลายยาวอย่างที่เขานิยมหากัน แขกมลายูเขาเรียก “อูมีเซ้าว์ อูยงปานแย” คือ “หน้าม้วนอ่อน ปลายยาว”
แล้วหมอเถาก็โก่งคอดัดเสียงให้คล้ายนกเขาชวาขัน “อ๊าว...กะตะ...โปง”
นกเขาจริงที่ชายคาได้ยินเสียงนกปลอมขันก็ตกใจ มันดิ้นพึ่บพั่บจนกรงแกว่ง หมอเถาต้องวิ่งไปยึดกรงไว้ และทำเสียงปลอบทั้งดีดมือล่อจนหายตื่น
เมื่อกลับมานั่งร่วมวง ทั้งสองครูยังหาเรื่องซักถึงนกเขาชวาอีก เพราะแน่ใจว่ารอบรู้จริง แต่หมอเถาโบกมือห้าม
“เอาไว้วันหลังว่างๆมีเวลาเถอะเรื่องนกเขาคุยกัน 3 วัน สามคืนก็ยังไม่หมดเรื่อง วันนี้มีธุระสำคัญจะมากราบรบกวนหลวงตาด้วย”
หลวงตาจึงสนใจ “มีอะไรหรือหมอเถาว่าจะมากวนอะไร อนุญาตทุกอย่าง นอกจากเรื่องเงิน”
หมอเถาพนมมือไหว้ หัวเราะที่ถูกหลวงตาสัพยอก “เรื่องคนไข้ที่ผมไปรับรักษานี้แหละครับ อาการมันน่าหนักใจ อาการดีได้วันสองวันก็ทรุดจนจับอาการไม่ถูก ผมอยากตรวจดวงชะตาเขา ผมดูเองหลายคราวแล้วไม่เข้าใจเลย”
หลวงตาพยักหน้า “เออเอาดวงมาแล้วเขียนลงบนกระดาน”
ครูก้อนคว้ากระดานและช็อล์กเสร็จแต่เกี่ยงครูสมศักดิ์ ”ลายมือเขียนเลขไทยสวยๆเอาที”
หมอเถาส่งดวงให้ ครูสมศักดิ์เป็นคนเขียน หลวงตาชื้นคงเอกเขนกตามสบายคอยจนครูสมศักดิ์เขียนเสร็จ จึงลุกขึ้นนั่งปรายตาดู
ครูก้อน ครูสมศักดิ์ จ้องดูอย่างสนใจเต็มที่พยายามหาจุดที่แสดงว่าป่วย
ครูก้อนปัญญาไวเห็นก่อน “อ้าวพฤหัสเรือนมรณะ ทับ ศุกร์ตนุลัคน์นี่นา มันถึงป่วย”
ครูสมศักดิ์ก็เอาบ้าง “อายุ 51 ทักษาจรตกภูมิราหู พฤหัสเป็นกาฬกิณีด้วยทับตนุลัคน์มันป่วยชัดๆ”
หลวงตาชื้นเอ็ดเสียงดัง “อุบ๊ะ ก็มันรู้ว่าเขาป่วยอยู่แล้วหลับตาทายยังไงมันก็ต้องป่วยวันยังค่ำ ขืนหัดอ่านดวงหยาบๆง่ายๆแบบนี้อีกสิบปีมันก็ไม่เก่ง คิดดูซิพ่อสองครู พฤหัสมาทับศุกร์ในราศีนี้ทุกๆ 12 ปี มันมิต้องป่วยกันทุกรอบหรือ กาฬกิณีทับตนุลัคน์ต้องป่วยจนไม่มีเวลาหายกันน่ะซี มันต้องดูให้ถี่ถ้วน”
ครูก้อนกับครูสมศักดิ์ถูกดุทำสีหน้าอายๆเพราะเป็นความจริงตามคำหลวงตาว่า พนมมือรับผิดทั้งคู่ “ผมผิดไปรอรับ”
“มันต้องดูดาวคู่ทั้งสองดวง คือ เมื่อพฤหัสทับตนุลัคน์นั้นทับในเรือนของราหู ตัวราหูจรเจ้าเรือนมาอยู่ภพมรระมันแสดงโทษทางป่วยอยู่ และก่อนพิจารณาถึงขั้นนั้น มันต้องดูพฤหัสเดิมเขาเสียก่อนว่า พฤหัสเดิมสถิตภพอริแสดงโทษเดิมอยู่พอมีบทบาทก็ทำร้ายเอา”
ครูสมศักดิ์ถึงจะกลัวและเกรงก็อดแย้งมิได้ตามนิสัย “พฤหัสจรกับราหูแลกเรือนเท่ากับเป็นอนุเกษตร น่าจะให้คุณบ้างนะขอรับ”
หลวงตาชื้นจ้องตาครูสมศักดิ์ จนต้องหลบ “สอนกันไม่ใคร่จำ มักยึดติดความเชื่อถือที่ไม่ถูก เป็นเกษตรเป็นอุจจ์ มันเรื่องของดาวไม่ใช่เรื่องของคน เกษตรแปลว่ายืดเยื้อมีทางสลับเรือนมันก็เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา อาการของโรคที่ป่วยมันจะยืดเยื้อเรื้อรังน่ะไม่ว่า ช๊ะๆ”
ครูสมศักดิ์ยิ้มเจื่อนๆตาจ้องมองดวงชะตา “จริงขอรับ...”
หลวงตาดุแล้วก็สอนต่อ “เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่าเขาป่วยกลับดูเขาว่าป่วยจริง มันจะได้ประโยชน์อะไร มันต้องดูว่าเขาป่วยครั้งนี้มันเหตุใดและจะรักษาหายหรือไม่เมื่อใด เออ มันถึงจะเรียกว่าหมอดู”
หมอเถาเจ้าของดวงขยับปากอยู่หลายทีไม่ได้พูด พอมีช่องก็เอ่ยขึ้นมั่ง “พฤหัสเป็นเจ้าเรือนลาภะอยู่อีกเรือนหนึ่งเช่นกันคะรับ เมื่อมาทับอู่เรือนกัมมะซึ่งหมายถึงการกระทำและพฤหัสแปลว่าหมอได้ ในเรือนราหูที่พฤหัสทับอยู่มีมฤตยู ซึ่งแปลได้ว่าลึกลับ และราหูเจ้าเรือนแปลว่าจ้าวหรือเซียน จะทายเอาว่าต้องรักษาด้วยไสยอันลึกลับ การทรงเจ้าเพื่อรักษาจะหายได้ไม๊คะรับหลวงตา”
“พ่อหมอจ๋า เอาเข้าแล้ว มันฉลาดจนล้นมากไป” หลวงตาฉิวก็ฉิวแต่ก็อดขำศิษย์ที่พยายามจะตามรอยครู อ่านให้วิจิตรพิศดารบ้าง “มันมากไปเว้ยหมอเถา อ้ายอะไรๆมันมากเกินไปนี้ บางทีมันก็ดีบางทีมันกลับเป็นของเสีย”
หมอเถาโดนเข้าอีกคนก็เจื่อนตามไปด้วยแก้เสียงอ่อย “ผมนึกว่ามันมากจะดี”
หลวงตาอุปมาอุปมัยให้ฟัง “คนเรามีสองมือเพิ่มมาอีก 2 เป็นสี่มือ เขาก็เรียกพระนารายณ์ เออดี คนเรามีหน้าเดียวพอมีมากถึง 4 หน้า เขาก็เรียกพระพรหมก็ดีอีก คนเรามีสองตีน ถ้ามีถึงสี่ตีนลายเป็นอ้ายเอ๋งไปฉิบ”
ครูก้อนและครูสมศักดิ์แม้จะเกรงๆแต่ก็อดหัวเราะไม่ได้ ปล่อยกันคิ๊ก แต่หมอเถากลัวมาก พยายามกลั้นหัวเราะไว้และกลืนลงคอจนลูกกระเดือกวิ่งขึ้นลงหลายรอบ
หลวงตาพยายามทำสีหน้าเคร่ง แต่ใจจริงนั้นเมตตาศิษย์ที่ยังอ่อนหัดจึงอธิบายต่อ “อันพฤหัสเป็นเจ้าเรือนลาภะนั้นจริงอยู่ แต่ในดวงเดิมมันแสดงผลอริ ขัดขวางอยู่ก่อนแล้ว และที่สำคัญที่สุดก็คือ ดูที่พฤหัสเดิมนี่ ดาวมฤตยูจรเข้าภพอริเป็นเรือนศุกร์เท่ากับเรือนลัคน์เหมือนลัคนาสถานหนึ่ง อีกสถานหนึ่งเข้าทับพฤหัสเดิมเอาไว้เท่ากับครอบงำพฤหัสเต็มที่ ฉะนั้นพฤหัสที่โคจรไปก็เท่ากับติดความหมายของมฤตยูที่ครอบงำนั้นไปด้วย กรณีนี้เขาเรียก “ดาวแฝงแสง” ถึงกันกับพฤหัสจร”
หมอเถาฟังเข้าใจดีทุกถ้อยคำของอาจารย์และถามเบาๆเกรงๆว่า “พอจะรักษาได้ไม๊คะรับ”
“คงจะยาก...” หลวงตานิ่งตรึกตรอง “อาการป่วย อาการโรคมันจะเป็นโรคที่ลึกลับหาสาเหตุยาก หรือโรคที่ยังลึกลับต่อทางรักษาทางที่ดีหมอเถาควรให้เขาไปโรงพยาบาลจะดีกว่าถ่วงไข้เขาไว้ทดลองยาเพราะจะเกิดอันตรายแก่ชีวิตของเขา”
หมอเถาเอะใจ “หรือจะเป็นมะเร็งก็ไม่รู้ทีท่ามันมีอยู่เหมือนกันคะรับ”
นกเขาชวาที่แขวนอยู่ชายคาขันเปิดปลายดังโปง-โปง ติดเป็นตับ หมอเถานิ่งงัน หูจับเสียงนก และคนอื่นๆก็พลอยสงบฟังนกเขาขันกันไปทุกคน แม้แต่หลวงตาชื้น

----------------------------------------------------------------------------

ดวงชาวเกาะ

วันสุดท้ายในกรุงเทพมหานคร
หลวงตาชื้นและศิษย์เป็นวันว่าง ธุระที่ตั้งใจมาสำเร็จเรียบร้อยแล้ว และตั้งใจว่าวันรุ่งขึ้นก็จะออเดินทางกลับวัดในต่างจังหวัด
ตั้งแต่ฉันท์เช้าเสร็จ พอเสียงระฆังย่ำเหง่งหง่าง หลวงตาและมาหาครื้นก็พากันลงจากกุฏิไปลงอุโบสถเพราะเป็นวันพระ
ครูก้อนก็ถือโอกาสไปเยี่ยมเพื่อนฝูงที่เคยรู้จักมักคุ้นเก่าๆครั้งยังรับราชการครูมาด้วยกัน และมามีถิ่นฐานอยู่ในกรุงเทพฯชวนหมอเถาชมพระนครไปด้วยกัน หมอเถาก็ปฏิเสธ เพราะตั้งใจจะไปกราบพระแก้วมรกตและเจ้าพ่อหลักเมือง ทั้งก็อยากจะไปสนมพยากรณ์โคนมะขามซึ่งเป็นของแปลกแห่งเดียวในเมืองไทย
เนื่องจากหมอเถาไม่ชินถนนหนทางในกรุงเทพฯ เพราะมิได้มาเสียนานจึงต้องมีคนนำทางซึ่งเป็นเพื่อนเก่า อายุเพิ่งเข้า 16 ซึ่งห่างกันร่วม 4 รอบ เมื่อ 2 ปีก่อนหนีออกจากบ้านที่ชุมพรซัดเซพเนจร หมอเถาเก็บตกจากหน้าวัดพามารับความอุปการะจากหลวงตาชื้น ส่งเสียให้มาเล่าเรียนหนังสือในกรุงเทพ ฯ โดยอาศัยอยู่กับมหาครื้นเป็นศิษย์วัดไปในตัว
หมอเถาแต่งตัวเสร็จนานแล้ว เดินหมุนไปหมุนมาอยู่หน้ากุฏิคอยผู้นำทางที่กำลังบรรจงแต่งตัว
กระทั่งครูก้อนออกมาจากกุฏิถามขึ้น “ยังไม่ไปกันอีกรื้อหมอเถา”
หมอเถาบุ้ยปากและชี้มือ ครูก้อนมองตามก็เห็นเด็กน้อยที่กำลังแตกเนื้อหนุ่มในปีนี้กำลังจัดกลีบเสื้อกางเกงอย่างประณีตจึงร้องเตือนแทน”
“เอ้า...เร็วๆ เจ้าหนุ่มน้อย นักเรียนทุนหลวง เว้ย”
หมอเถาฟังคำครูก้อนนึกดีใจ “อ้อ...เจ้าหนูน้อยของข้า สอบได้ทุนเรียนของรัฐบาลเร๊อะ เออ มันเก่งแท้”
ครูก้อนกลับหัวเราะเยาะ “โธ่...หมอเถาก็พลอยโง่ไปด้วย”
“โง่...ยังไง” หมอเถาเถียง “ทุนหลวงมันก็ทุนรัฐบาลน่ะซี”
ครูก้อนใช้นิ้มจิ้มหน้าหมอเถา “ทุนเล่าเรียนหลวง หลวงตาว่ะ”
หมอเถาถูกนิ้วจิ้มหน้าฉุนก็ฉุน ขันก็ขัน เพราะสำนวนศัพท์ครูก้อนเป็นความจริงกระทั่งเจ้าหนุ่มน้อยแต่งตัวเสร็จ ซ้ำสะพายย่ามครบชุด ทันสมัยวัยรุ่น
หมอเถาพิศดูแล้วสัพยอก “เจ้าหนูของข้านี่มันรูปหล่อนา น่ากลัวจะต้องมีเมียเยอะ”
เจ้าหนูน้อยยิ้มรับคำชม “ต่อไปนี้ลุงหมอและลุงครูก้อนเรียกชื่อ ฉันตั้งชื่อตัวเองใหม่แล้ว”
ครูก้อนซัก “ชื่ออะไรล่ะ”
“ชื่อถวัลย์” เจ้าหนุ่มน้อยอธิบายทั้งเหตุทั้งผลเสร็จว่า “ผู้มีพระคุณเหมือนพ่อคือลุงหมอ ที่อุตสาห์อุ้มชูฉันจากเด็กพเนจรจนได้ที่พึ่งหลวงตา ชื่อ “เถาวัลย์” ฉันเลยตัด “สระเอา” เหลือแต่ตัว “” เป็น “ถวัลย์ ให้คล้องจองกัน”
หมอเถาโอบกอดเจ้าหลานชายนอกไส้ที่มีกตัญญูด้วยความรักเปี่ยมหัวใจ แต่เจ้าหลานชายนายถวัลย์กลับปิดป้องด้วยความเกรงเสื้อผ้าจะยับเสียรูป
หมอเถาบรรจงนิ้วจับดูดเสื้อและกางเกงเจ้าหนุ่มน้อยดูพิจารณา
“เออสวยดี คงหลายเงิน..นี้ แต่ดูเสื้อมันหลวมโพรก เป็นปูข้างแรมว่ะ เจ้าหนูซื้อเสื้อผิดขนาดหรือเปล่า”
“นี่แหละแบบทันสมัยเปี๊ยบ ของหนุ่มกรุงเทพฯเขาละลุงหมอ เขาเรียกแฟชั่น 5”
ครูก้อนหัวเราะชอบใจ “.แย่ หรือเปล่าว๊ะคุณถวัลย์”
หมอเถาว่า “ชื่อเป็นอักษรย่อ ยังกะเครื่องแบบทหารเขา ลองอธิบายหน่อยรึ”
เจ้าหนุ่มถวัลย์พิจารณาดูเครื่องแต่งกายด้วยความภูมิใจหนักหนา
“.ที่ 1 คือ ผมต้องยาวประบ่า ย.ที่ 2 คือ เสื้อใหญ่ ย.ที่ 3 ก็ต้องสวมกางเกงยีนส์ ย.ที่ 4 นั้น ต้องสะพายย่าม ย.ที่ 5 นั้นก็คือ สวมรองเท้ายาง”
ทั้งครูก้อนและหมอเถามัวคิดตามและตกตะลึกไปครู่ใหญ่กว่าจะหัวร่ออก เลยชัดเสียก๊ากใหญ่ และก่อนที่ครูก้อนจะแยกจากไปด้วยความเป็นห่วงเพื่อนจึงยัดเยียดเงินจำนวนหนึ่งใส่กระเป๋าเสื้อหมอเถาไว้ให้เป็นทุนเที่ยวชมเมือง
หมอเถาและมัคคุเทศน์ ออกจากวัดโดยไม่ยอมขึ้นรถขึ้นรา กลับเดินเลียบชมตึกร้านบ้านช่องไปตามท้องถนน เป็นการทัศนศึกษาในตัว เจ้าหลานชายถวัลย์ต้อยคอยฉุดคอยลากให้เดินต่อไปเสมอ เพราะหมอเถาคอยแต่จะหยุดชมสินค้าในตู้โชว์ไปหมดทุกๆร้านไม่เว้น จะข้ามถนนแต่ละแห่งต้องฉุดต้องจูงกันละล้าละลัง เพราะความตื่นกรุงตื่นรถยนต์ที่แล่นขวักไขว่ไม่หยุดยั้ง หมอเถาเดินไปบ่นไปตลอดทางว่าเข็ดแล้วเมืองกรุงบางกอกอันศิวิลัย เพราะมีอันตรายรอบตัวยิ่งกว่าเดินทางในป่า เดินป่านั้นคอยระแวงระวังแต่สัตว์ร้ายจะขบกัดทำร้าย และก็มีน้อยตัว หลีกหลบก็ง่าย แต่เดินในเมืองหลวงนี้ไหนจะคอยระวังรถยนต์สวยๆที่มีมากยังกะมด จะมาคร่าชีวิตแล้วยังต้องคอยระวังคนด้วยกันหน้าสวยๆจะคอยเล่นงานที่โดนมาแล้วจนหมดตัวเมื่อวันลงจากรถไฟ
ลุงและหลานนอกไส้จูงมือกันลัดเลี้ยวมาหลายถนน จนถึงวัดพระแก้วตามที่ตั้งใจมา หมอเถาเงยหน้าชมยอดเจดีย์ทองสุกอร่ามเป็นประกายอยู่กลางแดด ทั้งช่อฟ้าใบระกาอันสวยงามด้งสวรรค์ จนเจ้าหลานต้องฉุดให้เดินต่ออีกเพราะมายืนชมอยู่กลางถนน
เป็นวันอาทิตย์ผู้คนจึงหลายหลากมากมายเข้าสู่วัดพระแก้ว ทั้งพ่อค้าขายนกปล่อยและดอกไม้ธูปเทียน ต่างเบียดเสียดกันตรงทางเข้าประตู เจ้าหลานถวัลย์จูงมือหมอเถาไว้กันหลง ทางเดินเบียดไปตามกระแสฝูงคน พอถึงธรณีประตู ก็ถูกหมอเถากระตุกมือให้หยุดชะงักอยู่กับที่
เจ้าหลานถวัลย์สงสัยเหลียวมาถาม “หยุดทำไมอีกล่ะลุงหมอ คนกำลังแน่นรีบเข้าไปเร็วๆเถอะ”
“เดี๋ยวซีว๊ะ” หมอเถายั้งกายให้ตัวตรง เพราะถูกคนเบียดหลั่งไหลจะเข้าประตู จนต้องหลีกหลบเข้าพิงกำแพงข้างประตู “ จะก้าวข้ามประตูเข้าไปมันต้องเคารพวิญญาณผู้เฝ้าประตูเขาเสียก่อน”
“ปัดโธ่ลุง”
“ไม่ปัดละว๊ะ เอ็งมันเด็กบ้านนอกไม่รู้อะไร” หมอเถาพูดเสียงขึงขังและชี้นิ้วลงหน้าธรณีประตู “เมื่อตอนเขาสร้างเมืองกรุงเทพฯนี้เขาขุดหลุมฝังทั้งเป็น นายอิน นายจัน นายมั่น นายคง เอาไว้ใต้ธรณีประตูเมืองให้เป็นคนเฝ้าประตู จะข้ามเข้าไปมันต้องเคารพกราบเขาเสียก่อน”
“เอาซีถ้าลุงก้มลงกราบเดียวนี้ คงได้เป็นผีเฝ้าประตูแน่ เพราะผู้คนก็จะเหยียบติดแผ่นดินอยู่นี่แหละ แล้วถ้าเขาจะฝังจริงมันตั้งเป็นร้อยๆปีมาแล้ว ประตูไหนก็ไม่รู้ประตูออกรอบวัง”
“ชั่งเถอะว๊ะ กราบที่ประตูนี้มันถึงกันเองทุกประตู” หมอเถาคันข้างเข้าถูกับเด็ก “งั้นกราบตรงนี้ก็ได้ว๊ะ”
หมอเถากราบฝากไว้ข้างกำแพงประตูทั้งยังบังคับขู่เข็ญเจ้าหลานถวัลย์ให้กราบตามตนจนได้ มิใยคนข้างๆจะมองอย่างสงสัยในสติสัมปรัญญะของหมอเถา
พ้นประตูแรกเข้ามาแล้ว เมื่อผ่านประตูที่สองเข้าสู่ลานพระอุโบสถพระแก้วมรกต หมอเถาเหลียวดูรูปปั้นสูงใหญ่ทั้งคู่ที่ยืนถือตระบองเฝ้าประตูอยู่ หมอเถาก็ยกมือพนมไหว้นอบน้อม
เจ้าหลานถวัลย์หัวเราะเยาะเอานิ้วจี้สีข้างลุงหมอจนสะดุ้งตัวโก่ง
“ลุงไปใหญ่แล้ว ไหว้กระทั่งรูปยักษ์เฝ้าประตูวัดก็ไหว้”
“เขาถึงว่า คนโง่มันไม่รู้ฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ” หมอเถาพูดหน้าบึ้งๆ “นี่แหละว่า เทพยดา เอ็งรู้ไว้เถอะ”
เจ้าหลานหัวร่อรวน แหงนดูรูปปั้น “เทวดา เขี้ยวโง้งเชียวน๊ะ”
“ข้าจะอธิบายให้ฟัง เอ็งไหว้ท่านเสียก่อนซิ” หมอเถาออกคำสั่งอีก
“ไม่เอา..เจ้าหลานต่อรอง “ลุงอธิบายก่อน ถ้ามีเหตุผลดีน่าเชื่อ ผมถึงจะยอมไหว้”
หมอเถายึดอกอย่างภาคภูมิ อธิบายเสียงดังๆ
“สถานที่นี้ ท่านสร้างเป็นเมืองชั้นในเป็นพระราชวังที่ประทับของพระมหากษัตริย์ซึ่งท่านสมมติเป็นเมืองฟ้าเมืองสวรรค์ ดูซิที่ประทับท่านก็ตั้งเป็นชื่อสวรรค์ชั้นสุดของภพเทวดา เช่นพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เพราะฉะนั้นสวรรค์ชั้นบนเมืองมนุษย์นี้ ก็ต้องมีเทพยาดารักษาประตูทั้ง ๔ ทิศ เหมือนกับสวรรค์ชั้นฟ้ามหาจักรวาฬ ที่มีคัมภีร์กล่าวว่าเบี้ยองบรรพทิศนั้นท้าวธตรฐราชเป็นผู้ดูแลรักษา เบื้องปัจฉิมทิศนั้นท้าววิรูปักขราชเป็นผู้รักษา เบื้องอุดรนั้นท้าวไพศพมหาราชเป็นผู้รักษา เบื้องทักษิณท่านท้าววิรุฬหกราชรักษา ทั้ง ๔ ท่านเป็นเทพดาจ้าวพญาแห่งยักษ์มารทั้งปวง
เจ้าหลานผู้เยาว์กว่า ถูกอ้างคัมภีร์นรกสวรรค์และเทวดาทั้ง ๔ ทิศ ก็ยอมแพ้ยกมือไหว้เคารพโดยดี ผู้คนที่เร่เข้ามาฟังหลานกับลุงเถียงกันแต่แรกก็พลอยยกมือไหว้ยักษ์ตามกันไปด้วย เพราะหลงเชื่อคำที่หมอเถาสอนหลาน
แต่ยังมีบุรุษหนึ่งวัยคราวหมอเถา ยืนอมยิ้มสบตาอยู่ข้างๆมิได้จากไปเหมือนคนอื่นๆซ้ำยังถือวิสาสะ ถามว่า
“พ่อลุงถ้าจะเคยมาวัดพระแก้วบ่อยๆกระมัง”
หมอเถาตอบตามตรงไม่ต้องคิด “มาหนเดียว หลายสิบปีมาแล้ว”
ฉันเป็นคนงานกวาดวัดพระแก้วนี้มา ตั้งแต่เป็นหนุ่ม” แกบอกเสียงเรียบๆและชี้ไปที่ท่านฐานยักษ์ “ยักษ์พวกนี้เขาเขียนชื่อไว้ทุกตนเป็นยักษ์ในเรื่องรามเกียรติ์ทั้งหมดแหละ ประตูทิศเหนือชื่อมังกรกัณฐ์ กับวิรุฬหก ประตูทิศใต้ชื่ออินทรชิตกับสุริยาภพ ประตูทิศตะวันออกชื่อทศคีรีวันกับทศคีรีธร ประตูทิศตะวันตกมี ๓ ประตู ชื่อจักรวรรดิ์กับอัศกรรณมาลา ทศกรรณฐ์ กับสหัสเดชะ มัยราพณ์กับวิรุญจำบัง
ดูเหมือนหมอเถาจะไม่ทันฟังให้จบทุกประตู เพราะรู้ว่าตนพลาดเสียแต้มไปถนัด รีบจูงมือกึ่งลากเจ้าหลานชายไปเสียให้พ้นๆ
แต่เจ้าหลานถวัลย์ยังหัวเราะอยู่หันบอกหมอเถาว่า “ถ้าใครเขาชวนลุงไปเที่ยววัดโพธิ์ อย่าไปเทียวน๊ะ ลุงหมอ”
หมอเถาฉงน “ทำไมว๊ะเจ้าหนู”
“ระเบียงวัดโพธิ์ พระพุทธรูปเรียงเป็นพระอันดับรอบโบสถ์เป็นร้อยๆองค์ ลุงหมอต้องไหว้ตั้งแต่องค์แรกพอถึงองค์สุดท้ายก็แขนบวม”
“เช๊อะ...ข้าไม่โง่จนแขนบวมหรอกว่ะ ใช้วิธีพนมมือจบขึ้นเหนือหัว หมุนตัวกวาดรอบทั้ง ๔ ทิศ แบบนักมวยไหว้ก็ได้ว๊ะ”
หมอเถาหัวเราะแล้วก็จูงข้อมือหลานชายแหวกผู้คนขึ้นสู่พระอุโบสถ จุดธูปเทียนปักหน้าโบสถ์ แล้วคลานเข้าไปกราบพระแก้วมรกตซึ่งสถิตอยู่บนบุษบกทองคำสูงจนต้องแหงนหน้ามอง และเมื่อกลับออกมาหัวใจเต้มเปี่ยมไปด้วยความปิติในกุศลกรรมที่ตนกระทำ สองลุงหลานชวนกันเลียบระเบียงโบสถ์ชมภาพรามเกียรติ์ตามผนัง จนออกประตูหลังเข้าเขตพระบรมมหาราชวัง
หมอเถาและเจ้าหนุ่มถวัลย์เดินชมความสวยงามอันโอฬาร ตั้งแต่พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท วกอ้ออมไปชมพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท พระที่นั่งบรมพิมาน และพระที่นั่งศิวาลัยมหาปราสาท ทุกพระที่นั่งหมอเถาจะต้องเคารพนบไหว้อ่อนน้อม แม้กระทั่งพลับพลาจตุรมุข พระที่นั่งอาภรณ์ภิโมกข์ปราสาท และแถมบังคับเจ้าหลานชายให้ไหว้ตามด้วย
ขากลับออกมาแห่งสุดท้ายที่ตั้งใจมาก็คือศาลเจ้าพ่อหลักเมืองที่ผู้คนเบียดกันสักการะแน่นขนัดอยู่ตลอดเวลา ทั้งอึกกระทึกครึกโครม เสียงกลองละครชาตรีแก้บนที่แสดงติดต่อกันมาเป็นแรมเดือนแรมปีไม่ขาด หมอเถาเบียดเข้าไปจุดธูปเทียน และถวายทองปิดตามประเพณีและกราบขอสิริมงคล และขอพรให้ตนเองจงรุ่งเรืองในวิชาโหราศาสตร์ที่ตนรัก และไม่อาจอยู่นานได้เพราะผู้คนทยอยเข้าออกสับสนอยู่ตลอดเวลา ทั้งตกเวลาบ่างโมง เจ้าหลานถวัลย์ชวนกินข้าวกลางวันแถวๆนั้น
กระทั่งบ่ายแดดอ่อนลง
หมอเถาและหลานหนุ่มก็ยังไม่หมดรายการท่องเที่ยวเพราะหมอเถาต้องการชมนักพยากรร์โคนมะขามหน้าศาลแพ่ง หมอเถาเดินสำรวจยืนชมไปตั้งแต่รายแรกที่พยากรณ์ไพ่ป๊อกบ้าง ลายมือบ้าง ดวงดาวบ้าง ที่มีคนมาขอรับคำพยากรณ์ ยิ่งดูก็ยิ่งเพลิน มาจนถึงตอนกลางเป็นที่ร่มรื่นเพราะมะขามคู่ใบดกกว่าตอนอื่น หมอเถาหยุดเหม่อมองดูผู้คนเดินกันขวักไขว่ เสียงใครคนหนึ่งร้องกลอนลิเกทำนองราชนิเกริงได้ยินถนัด
“มาแลพบประสบภักตร์
เพื่อนเอ๋ยเพื่อนรักแต่ก่อนเก่า
แสนยินดีปรีดาที่พบหน้า...หมอเถา”
พอลงท้ายระบุชื่อตนหมอเถาก็เหลียวขวับหาตัวผู้ร้อง เป็นนักพยากรณ์ปูเสื่ออยู่โคนมะขาม และนั่งยิ้มแย้มนัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่หมอเถา
“โอ้...หมอสุริยันนั่งเอง เออดีใจจริงที่ได้พบ”
“ไม่ได้พบกันเสียนาน ตั้งแต่คราวก่อนที่แวะไปกราบเท้าหลวงตาชื้นที่วัด ท่านกรุณาแนะมาให้บ้าง แม้จะเล็กๆน้อยๆก็เป็นประโยชน์แกผมเหลือเกิน ทำให้ทำนายทายทักได้คล่องตัวขึ้นแยะ เดี๋ยวนี้มีแขกประจำมากพอเลี้ยงตัวได้เลยไม่ต้องเร่ร่อนขึ้นเหนือลงใต้เหมือนแต่ก่อนๆ คิดถึงหลวงตาทานเหลือเกิน”
หมอเถาอ้าปากค้าง เพราะพ่อหมอสุริยันพูดเสียคนเดียวยืดยาวตลอดเรื่อง ถ้าหมอเถาไม่โบกมือ หมอสุริยันคงพูดต่ออีก
“หลวงตาและครูก้อนก็ลงมาด้วยกันและตั้งใจจะกลับพรุ่งนี้แหละและเวลานี้พักอยู่กับมหาครื้น”
หมอสุริยันใจร้อนรวบเครื่องทำมาหากินนับแต่ป้ายโฆษณาดูแม่นๆและปูมโหรลงใส่กระเป๋าหนัง “งั้นไปด้วยกัน ผมอยากจะไปกราบเท้าขอบพระคุณพระเจ้าตาผู้มีพระคุณ บางทีอาจได้เพชรร่วงของโหราศาสตร์มาอีก”
หมอเถาขืนข้อมือที่เก็บของห้ามไว้ “จะไปก็ได้ แต่ผมเดินชมวัดวาอารามตั้งแต่เช้าเมื่อยขาเหลือเกินขอพักสักครู่ เดี๋ยวค่อยไปด้วยกัน”
หมอสุริยันเป็นคนช่างเจรจา คุยเล่าไปหลายเรื่องหลายราว และก้ต้องวนเวียนยกย่องชมเชยหลวงตาชื้นว่าเป็นเอกบุรุษในทางโหราศาสตร์
“หมอเถามีบุญที่ได้เป็นศิษย์เอกใกล้ชิดหลวงตา คงได้รับถ่ายทอดของดีไว้มากๆถ้าพ่อหมอเถามาปูเสื่อโคนมะขามที่พักเดียวต้องเอาเงินใส่ปี๊บกล้บบ้าน”
หมอเถาถูกชมชักกระดากจึงออกตัว “บางทีผมก็นึกท้อๆในโหราศาสตร์ ยิ่งเรียนรู้มากยิ่งโง่ ยิ่งใช้กฎพยากรณ์มากครูมากอาจารย์เข้ายิ่งยุ่งใหญ่ เกือบๆจะเลิกหลายหน หนสุดท้ายพบหลวงตาของหมอเถาเข้านี่แหละค่อยมีกำลังใจขึ้น”
หมอเถาออกความเห็นว่า “การพยากรณ์นี้ใชมากครูมากอาจารย์ไม่ดีแน่ สู้อาจารย์เดียวกฎเดียวไม่ได้ เพราะไม่ปนกันเลอะเทอะ”
“อ้ายจริงน่ะก็จริงหรอก แต่ไม่รู้เหตุผลว่ามันเพราะเหตุใด”
หมอเถานึกถึงคำของหลงวงตาชื้นอาจารย์เคยเล่าไว้ ก็เอามาเล่าต่อเป็นอุทธาหรณ์
“หลวงตาเคยเล่าให้ฟังว่า ผู้ใหญ่บ้านที่เมืองกาญจน์คนหนึ่งแกปลูกบ้านอยู่ห่างชาวบ้าน เพราะแกเป็นคนเก่าแก่และมีญาติมากจึงไม่ใคร่เกรงโจรผู้ร้าย ตอนนั้นโจรสุพรรณกำลังชุกชุม คืนหนึ่งก็เข้าปล้นบ้านแกเข้าจนได้ แกอยุ่บ้านคนเดียว ลงจากเรียนก็ไม่กล้าเพราะเสียงปืนข้างล่างดังไม่ต่ำกว่าสิบลำยิงกราดขึ้นมาบนเรือน อีตอนตัดสินใจลงจากเรือนก็เพราะพวกโจรมันโยนคบไฟขึ้นมาบนเรือน เป็นลูกไม้โจรที่ไม่ต้องเสียเวลาค้นหาเงิน เพราะเจ้าทรัพย์กลัวบ้านไหม้จะรวบรวมติดตัวโดดจากเรือนหนี ได้ครบทุกบาททุกสตางค์ ผู้ใหญ่บ้านแกอารามตกใจรวมเงิน และทองหยองใส่ย่ามและคว้าห่อพระทั้งห่อใหญ่บนหิ้งบูชาใส่ย่าม โดดหน้าต่างเรือนหนี ปืนโจรร่วม ๑๐ ลำ ยิงเข้าใส่ดังจนหูแทบดับ กระสุนปืนสักนัดเดียวก็ไม่ระคายหนัง เสื้อผ้าแกขาดกระจุยเพราะกระสุนเหลือแต่ตั้วเปล่าๆกับย่ามเงินและพระห่อใหญ่ วิ่งแก้ผ้าโทงๆหนีโจรเข้าป่าเอาตัวรอดไปจนได้”
เจ้าหลานถวัลย์นั่งอ้าปากฟัง อดออกความเห็นไม่ได้ “ลุงหมอไม่เห็นเกี่ยวกับโหราศาสตร์ตรงไหนเลย”
“เดี๋ยวซีว๊ะเจ้าหนู ขอหยุดหายใจก่อน” หมอเถาหันไปค้อนเจ้าหลานชายที่ขัดคอกลางคัน ชาวบ้านลือกันทั้งเมืองว่าแกหนังดีนัก เวลาแกมีราชการไปจับผู้ร้าย แกต้องเอาพระห่อใหญ่นั้นซึ่งมีอยู่ร่วม ๑๐๐ องค์ นั้นใส่ย่ามสะพายไหล่จนเอียงไปด้วยทุกครั้งเพราะไม่อาจเลือก รู้ได้ว่าองค์ไหนศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยชีวิตแกไว้ แกก็เลยพกทั้งห่อใหญ่ตลอดมาหลายปี”
หมอสุริยันเข้าใจทันทีเพราะประสบกับตนเองมาในเชิงโหราศาสตร์ “นั่นนะซี ผมเองเวลานี้ก็ตกที่นั่งผู้ใหญ่บ้านเมืองกาญจนบุรีเหมือนกัน ทำนายใครเขาใช้กฎข้อนั้นบ้างข้อนี้บ้าง บางทีกฎนั้นถูก บางทีกฎข้อนี้ถูก ผลสุดท้ายก็เลยต้องหอบเอาทุกกฎมาใช้เวลาทายเขาทุกที จะทิ้งก็ไม่กล้า”
“ถ้าใช้พระเครื่ององค์เดียวได้เมื่อไร เมื่อนั้นเป็นนักพยากรณ์” หมอเถารำพึงบอกหมอสุริยันและตนเองด้วย
เสียงเอะอะเฮฮาดังมาจากต้นทางซึ่งเป็นทางเดิน ผู้คนหลีกหลบเป็นช่อง เป็นกลุ่ม ชายวัยกลางคนที่อยู่ในอาการมึนเมาสุรา โดยเฉพาะคนรูปร่างสูงใหญ่ที่ดูท่างจะเมามากกว่าคนอื่นๆเพราะส่งเสียงเอะอะ แต่ก็ล้วนเป็นเรื่องสนุกสนานมากกว่าจะก่อเหตุวุ่นวายและพอผ่านหน้าหมอเถาชายนั้นเหลียวดูป้ายหมอสุริยันที่เขียนตัวโตๆว่า “ดูแม่นๆ” ก็สบัดมือจากเพื่อนๆเลี้ยวขวับเข้ามานั่งแปะลงตรงหน้าหมอเถา
หมอเถาใจหายวูบไม่รู้ว่ามาดีมาร้าย แต่ก็ยังยิ้มสู้เอาไว้ก่อนตามวิสัยชายชาตรี
ชายนั้นเอื้อมมือคว้าป้าย “หมอดูแม่นๆ” เอามาถือให้หมอเถาดูและถามจ้องหน้า
“แม่นแน่เร๊อะ...หมอ ฉันจะดู”
หมอเถาอึกอักเหลียวมองหน้าหมอสุริยันเจ้าของป้าย แต่หอมสุริยันพยักเพยิด “เชิญหมอเถาเถอะ”
หมอเถาร้อง “อ้าว...”
“ไม่ต้องอ้าว...เรานี่แหละ” ชายนั้นชี้หน้าหมอเถากลิ่นเหล้าคลุ้ง และควักธนบัตรใบละ ๑๐๐ บาท ออกมาชูอวด “ถ้าทายถูกจ่ายหมดร้อย ถ้าผิดอดเลย ถ้าเป็นหมอแล้วไม่ดู ก็เอาสระอาใส่ท้ายชื่อแล้วหลบไปให้พ้น”
หมอเถาถูกสบประมาทซึ่งๆหน้า แม้คนพูดจะเมามายก็ไม่วายเลือดขึ้นหน้าจนชา ความคิดแต่แรกที่จะหลบหลีกเกรงมีเรื่องก็หมดไปจากหัวใจ ย้อนถามเอาบ้าง
“ถ้าไม่อยากเป็นหมอสระอา ก็ต้องดูกันยังงั้นซีน๊ะ”
“ใช่แล้ว...” เขาตอบลากเสียหัวร่อร่วนกวนโมโห เพื่อนๆสามสี่คนที่ยืนห้อมล้อมแทนที่จะห้ามกลับเฮฮาสนับสนุน และผู้คนที่อยู่ใกล้ๆได้ยินเสียงเอะอะกะเร่เข้ามาล้อมฟังเป็นกลุ่มใหญ่
หมอเถาก็ชาติชายที่ติดไปตายเอาดาบหน้า เรื่องจะยอมเสียหน้าเสียศักดิ์ชายนั้นยอมไม่ได้เสียแล้ว จึงตัดสินใจพยักหน้า
“เอ้าบอกวันเดือนปีมา เรื่องเงินไม่สำคัญ”
หมอสุริยันจัดแจงจดวันเดือนปีและเวลาเกิดตามที่นักเลงสุราบอก และเปิดปูมโหรคำนวณดวงดาวและวางลัคนาเสร็จ แล้ววางตรงหน้าหมอเถาและตนเองซึ่งใจคอเต้นไม่เป็นส่ำเพราะตื่นเต้นก็ชะโงกอ่านดวงช่วยอีกแรงหนึ่ง
“หลวงตาสอนให้ดูอะไรก่อน” หมอสุริยันกระซิบ
หมอเถาก็กระซิบตอบ “หลวงตาสอนให้ดูตนุลัคน์ว่าเขาเป็นอย่างไร”
หมอสุริยันเป็นคนพูดพันๆปากง่ายๆและพยายามอวดรู้ “จันทร์ธาตุดินเป็นตนุลัคน์ ไปอยู่ราศีมีนธาตุน้ำ ลัคนาเองก็อยู่ราศีกรกฎธาตุน้ำ ดินอยู่กลางน้ำ ตัวเองก็อยู่กลางน้ำ เอ๋...มันแปลกจริงๆ”
หมอเถากำลังโกรธปนกลัว ความคิดระส่ำระสาย เพราะไม่เคยตกอยู่ในภาวะเช่นนี้ จึงเผลอตัวคิดดังๆออกมาไม่ทันยั้ง
“งั้นก็เป็นชาวเกาะแน่”
เจ้าของดวงชะตาทวนคำเสียงดังลั่นบอกเพื่อน
“เฮ้ย...เขาว่าอั๊วเป็น ชาวเกาะว่ะ”
เสียงฮาครืนจากเพื่อนๆของชายนั้น คนหนึ่งในจำนวนนั้นดัดเสียงแหลมถามกวนโทโส
“คุณพี่ เขาเกิดที่อีสานแล้วมาอยู่กรุงเทพฯมีเกาะที่ไหน มิทราบ”
คนนอกที่ล้อมวงอยู่พลอยหัวเราะคิ๊กคักสนุกสนานไปด้วย หมอเถาอายจนเหงื่อแตกตัวเบาหวิวแทบจะเป็นลม นึกเสียใจตัวเองว่าไม่ควรเลย นึกถึงครูบาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนเพิ่งกราบขอพรมาเมื่อครู่
บัดดลนั้นเอง ท่ามกลางเสียงหัวเราะเฮฮาจนฟังไม่สรรพ เสียงแผ่วๆเหมือนใครบอกอยู่ข้างหูว่า
“เถาเอ๋ย ดูเสาร์ปัตนิร่วมอาทิตย์กดุมภะ พฤหัสศุภะก็เล็งจันทร์”
หมอเถาขนลุกซู่ หันไปยกมือไหว้ทางศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ปัญญาสว่างแวบเหมือนได้ไฟส่องทาง
“ใช่แล้ว...อาทิตย์เจ้าเรือนกดุมภะเป็นคู่ธาตุกับเสาร์ในเรือนปัตนิ การเงินของตนเป็นหลักฐานเพราะเมีย ซึ่งมีฐานะมั่นคง จันทร์ตนุลัคน์ไปอยู่ภพศุภะอันเป็นที่พึ่ง และพฤหัสที่พึ่งมาก็มาเป็นปัตนิ ใช่แล้วชาวเกาะแน่ๆ”
หมอเถาแหงนหน้ามองไปรอบวงอย่างอาจหาญต่อเสียงหัวเราะเยาะและประกาศก้องว่า
“ชาวเกาะแน่ เกาะเมียกิน”
เท่านั้นเอง เสียงหัวเราะรอบๆวงล้อมกลายเป็นเสียงฮาครืนพร้อมกัน เจ้าของดวงชะตาโกรธจนตาแดง ฮึดฮัดลุกขึ้นชี้หน้า “ไอ้หมอ...แกว่าข้าเป็นผู้ชายแมงดา”
เพื่อนๆที่มาเข้ารั้งแขนกันไว้ เพราะกลัวมีเรื่องถึงขั้นทำร้ายร่างกาย หมอเถาก็ลุกขึ้นยืนเช่นกันทั้งยืดอกท้าอย่างผ่าเผย
“แกสาบาลต่อหน้าเจ้าพ่อหลักเมืองและพระแก้วมรกตซีว่า ข้าทายผิด ข้าจะยอมให้แกเตะกินเปล่า”
“ข้าไม่สาบาล ใครจะทำไมว๊ะ” เพื่อนๆเกรงจะขายหน้ายิ่งขึ้นและยิ่งดิ้นรนก็เลยช่วยกันฉุดลากออกไปให้พ้นๆไปเสีย แม้จะห่างออกไปก็ยังได้ยินเสียงตะโกนปฏิเสธโวยๆตลอดทาง
หมอเถาทรุดตัวลงนั่ง เหนื่อยเหมือนคนวิ่งมาสัก ๒๐ เส้น รำลึกถึงพระคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ช่วยแก้หน้าไว้ได้ ก็คุกเข่าหันหน้าไปทางศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ก้มลงกราบพอครบสามคาบจะเงยหน้าก็เห็นชายผ้าเหลืองบังอยู่ตรงหน้า เมื่อเงยขึ้นอีกก็เห็นว่าเป็นจีวรพระภิกษุพอเห็นหน้าถนัด
หมอเถาตะครุบข้อเท้าไว้ดีใจ “หลวงตาขอรับ”
หลวงตาชื้นหัวเราะว่า “เออ...ข้าเองหมอเถา เห็นหายมาตั้งแต่เช้าจนบ่ายไม่กลับ จึงออกมาตาม ข้ามายืนอยู่ข้างหลังตั้งแต่เริ่มทายเขาแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้นเสียงกระซิบนั่น เป็นของหลวงตานั่นเอง”
หลวงตายิ้มๆไม่ตอบ เพราะหันไปรับไหว้หมอสุริยันเสีย และออกปากชวนกลับวัด หมอสุริยันถือโอกาสเก็บข้าวของหอบกระเป๋าตามหลวงตาไปด้วยอีกคนหนึ่ง
พอเริ่มออกเดินตามหลังหลวงตา เจ้าหลานชายนายถวัลย์ก็แอบเข้ามาใกล้หมอเถาส่งใบละร้อยที่นายชาวเกาะชูอวดทีแรกให้และอธิบายหัวเราะๆ
“ลุงหมอทายถูกใจดำเลยโกรธ กำลังปล้ำห้ามกัน ผมก็เลยกระตุกจากมือเอามาเพราะเป็นค่าดูของลุงหมอ”.

----------------------------------------------------------------------------

ดาวลอย

เช้าวันอาทิตย์
หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ออกจากร้านกาแฟเจ้าโก ต่างคนต่างว่างธุระ จึงสมคบชวนกันมากุฏิหลวงตา
หมอเถาออกเดินนำหน้า ครูก้อนเดินกลาง และครูสมศักดิ์รั้งท้าย เดินเข้าแถวเรียงหนึ่ง ครูก้อนเห็นทางทางหมอเถาเดินอกแอ่นผึ่งผาย ก็เลยให้จังหวะทหาร หนึ่ง-สอง หนึ่ง-สอง ครูสมศักดิ์ก็ผสมผิวปากเพลงมาร์ชเข้าจังหวะเดิน ต่างคนมีอารมณ์ครึกครื้นเหมือนเด็กหนุ่มๆกำลังสนุกคะนอง
พอถึงทางแยก แถวทหารสามเกลอก็เลี้ยวมาตามทางแยกเข้าวัด หมอเถากำลังครึ้มเกิดความคิดอุตริก็ร้องเพลงทหารมั่ง “ตั้ง-ตั้ง-ตั้ง ตะริดติ๊ดตั้ง ทหารเมืองนอก…อุ๊บ”
ปากหมอเถาถูกอุดฉับพลัน เพราะมือครูก้อนที่เอื้อมมาจากข้างหลัง “เฮ้ย…หมอเถาไม่ต้องร้องตอนได้บั้งหรอก นี่มันเขตวัด ร้องเพลงลามกนรกจะกินหัว”
หมอเถาแกะมือเพื่อนออก หัวเราะยิงฟันขาวชอบใจ เถียงว่า “เพลงเก่าแก่น๊ะฮิตทั้งเมืองไทยเชียวแหละ”
“เออน่า เพลงเก่าอื่นถมไปไม่ร้อง คนเรามันส่อนิสัย” ครูก้อนพลอยหัวเราะไปด้วย
“งั้นเอาเพลงใหม่ เพลงรักโศกกินใจดีไม๊” หมอเถาเสนออีก
ครูสมศักดิ์เดินท้ายชักไม่ไว้ใจ “ลองบอกชื่อเพลงก่อนเถอะ”
หมอเถายิ้ม ตอบหน้าตาย “ชื่อนางครวญ”
ครูก้อนพยักหน้า “เออชื่อเพราะดี เอาร้องได้”
หมอเถาตะเบ็งเต็มเสียง “แม่…จ๋า หนู-ทน-ม่าย-ไหว- “
ปากหมอเถาถูกอุดเป็นหนที่สอง “บ้า…ยิ่งหนักกว่าเพลงเมื่อกี้เข้าไปอีก หนีไม่พ้นเรื่องสัปดนจนได้ ถุย”
ต่างคนต่างหัวร่อเฮฮาทั้งผู้ร้องและคนฟังเป็นที่ครึกครื้นจนหัวแถวถึงหน้ากุฏิหลวงตา จึงสงบเสียงสำรวมกิริยาย่างขึ้นบันได เมื่อเปิดประตูเข้าไปก็เห็นว่ามีแขกนั่งสนทนาอยู่กับหลวงตา เป็นคนที่ทั้งสามรู้จักดีคือนายอำเภอซึ่งพาพี่ชายที่พึงใจในอัธยาศรัยของหลวงตาตั้งแต่วันทำบุญบ้าน จึงหาโอกาสมาสังเสวนาเพื่อจะได้ไต่ถามความรู้ทางโหราศาสตร์ที่ตนสนใจมาก่อน
หมอเถาและเพื่อนๆทำท่าจะเดินแยกไปทางหอฉัน เพราะความเกรงใจ ก็ถูกนายอำเภอกวักมือเรียก
“เอา…จะไปไหนกันล่ะ หมอเถากะครู กันเองทั้งนั้น เข้ามาร่วมวงด้วยกันเถอะ”
ทั้งสามคนยกมือไหว้คารวะ แล้วค่อยเลียบเคียงเข้าไปนั่งห่างๆ ทีท่าเกรงๆใจจนนายอำเภอต้องคะยั้นคะยอให้ร่วมวงใกล้เข้าไปอีก
“ผมพาพี่ชายมาคุยกับหลวงตาเรื่องโหราศาสตร์ หมอเถาและครูก็เป็นศิษย์หลวงตาซึ่งมีความรู้ดี จะได้ช่วยกันแนะนำบ้าง”
คุณพิชิตพี่ชายนายอำเภอ เขยิบตัวให้ที่ว่างแก่หมอเถาและสองครู ยิ้มแย้มเป็นไมตรีและถ่อมตัวตามแบบสุภาพบุรุษ
“ผมสนใจทางโหราศาสตร์มานาน แต่ไม่แตกฉานสักที เพราะขาดคนแนะนำสั่งสอน ได้ยินกิติศัพท์ของหลวงตามามาก และหาโอกาสมานานแล้ว หมอเถาและครูๆอยู่ใกล้หลวงตาโชคดีเหลือเกิน ความรู้ทางโหราศาสตร์ต้องดีกว่าผมมาก”
หมอเถาถูกยอ ยิ้มหน้าบานเป็นดอกลำโพง “ผมเป็นคนปัญญาทึบคะรับ หลวงตาสอนบาทหนึ่งผมจำได้สลึงเดียว”
ครูก้อนสนิทกับนายอำเภอมาก่อน จึงกล้าพูดสอดสัพยอก “หมอเถา ไม่เต็มบาทเสมอ”
หมอเถาได้แต่ข***ตามองไม่กล้าต่อปากต่อคำต่อหน้านายอำเภอทั้งรู้ตัวว่าไหวพรับไม่ทันเพื่อน รังแต่จะเสียท่าเข้าเนื้อตัวเองอีก
หลวงตากวักมือให้เข้าไปนั่งล้อมวงใกล้ๆ “สามคนนี้เป็นศิษย์อาตมาก็จริง แต่ก็สอนกันไปวันละเล็กวันละน้อยตามบุญตามกรรมนึกอะไรขึ้นมาได้ก็บอกๆไว้ หลักเกณฑ์ก็มีเท่าที่จดจำมาจากครูบาอาจารย์ท่านเดียว ไม่แน่ใจ ว่าเหมือนของอาจารย์อื่นเขาหรือไม่ จะเรียกคนทั้งสามเป็นนักโหราศาสตร์ยังไม่สนิทปาก เพราะยังรู้น้อยนักหนาทั้งศิษย์ทั้งครู”
คุณพิชิตยิ้มเมื่อเห็นหลวงตาถ่อมตัว “ผู้คนเขากล่าวขวัญถึงหลวงตาไม่เหมือนหลวงตาพูด แม้ในหมู่นักโหราศาสตร์เขาก็เล่าลือถึงหลวงตาในทางพยากรณ์ ขั้นอาจารย์ใหญ่”
“อาตมามีศิษย์คนบ้านนอกกะเขาเพียง 3 คน จะเป็นอาจารย์ใหญ่ได้อย่างไร” หลวงตาค้านเต็มเสียง “นักโหราศาสตร์เขามีอยู่ 4 ระดับ คือ 4 นัก นักที่หนึ่งคือ นักเรียนพบตำรับตำราก็ซื้ออ่านดะ จดจำเอาไว้หมดพบทานผู้รู้ก็ถามและจดจำไว้อีก เพื่อนฝูงใครแนะนำไม่ได้ จดจำเอาไว้แม่นยำ บางคนเรียนรู้มากๆเข้าทำให้สติปัญญาเคยฉลาดปราดเปรื่องกลายเป็นโง่ไป เพราะเอาแต่จดจำ ถ้าใครถามจะตอบหลักเกณฑ์คล่องปร๋อตามตำราเปรี้ยะ เขาเรียก นักเรียนโหราศาสตร์”
คุณพิชิตพี่ชายนายอำเภอถูกใจสำนวนหลวงตา จึงถามต่อ “แล้วนักที่ 2 เล่าขอรับ”
หลวงตาจึงวิสัชนาต่อ “นักที่ 2 คือ นักเล่น ถ้าผ่านนักเรียนที่เรียนรู้มา นำเอาหลักเกณฑ์โหราศาสตร์วิธีนั้นบ้างวิธีนี้บ้างมาลองใช้ทายเขาถูกบ้างผิดบ้างเป็นเครื่องสอนตนเองไป หัดดูดวงลูกหลานและเพื่อนๆไปพลางก่อนเป็นการเล่นๆไม่จริงจังดวงใดดาวใดเข้ากฏทายได้ก็ทายไปตามตำราเขาว่าไว้ ดาวใดภพใดมันซับซ้อนเงื่อนอ่านไม่ออกก็เฉยเสีย เลือกทายเอาแต่ที่พอรู้เขาเรียก นักเล่นโหราศาสตร์”
นายอำเภอชอบใจความคิดของหลวงตาชื้นในการจิดอันดับชั้นนักโหราศาสตร์จึงช่วยถามต่อ “แล้วนักที่ 3 ล่ะขอรับหลวงตา”
หลวงตาชื้นอธิบายต่อคล่องปากคล่องใจไม่ติดขัด “ชั้นที่ 3 นี้ เขาเรียก นักเลง เป็นขั้นใช้งานได้แล้ว ขั้นนี้เป็นขั้นสำคัญตอนนักเล่นจะเลื่อนชั้นเป็นนักเลงนั้นยากมากและมีน้อย นักเล่น 10 คนจะได้เป็นนักเลงสักคนก็ทั้งยาก ส่วนมากมักจะวนเวียนเป็นนักเล่นโหราศาสตร์ไปตลอดชีวิต บางคนมีความรู้ความสามารถเป็นนักเล่นหนักๆเข้าลดชั้นหวลกลับไปเป็นนักเรียนเสียอีกก็มี บางคนเบื่อหน่ายไม่มีทางก้าวหน้าเลยเลิกเล่นไปเสียก็มาก ขั้นนักเลงนี้เป็นขั้นที่พบว่ากฎเกณฑ์ใดใช้ไม่ได้ก็ทิ้งไปยึดถือกฎเกณฑ์ที่ถูกทางใช้ได้ไว้พยากรณ์เขาได้ทั้งทางเดิมทางจร คล่องตัวบ้างก็ก้าวไปถึงขั้นอาชีพเป็นหน้าเป็นตามีชื่อเสียง ส่วนจะเป็นนักเลงเล็ก นักเลงใหญ่ นักเลงเก่า นักเลงใหม่ สุดแต่อัจฉริยะและประสบการณ์ของแต่ละบุคคล”
หลวงตาไม่ต้องรอให้ใครซักก็อธิบายต่อไปอีก “นักที่ 4 นี้เป็นนักสุดยอดแล้ว คือ เป็นนักปราชญ์ ซึ่งเป็นผู้รอบรู้โหราศาสตร์โดยแตกฉาน ทั้งเจนจบในหลักเกณฑ์และคัมภีร์ทั้งปวง รอบรู้ทั้งภาคพื้นฟ้าอันเกี่ยวแก่การโคจรของดวงดาวทั้งหลาย และภาคพื้นดินคือการพยากรณ์ชีวิตมนุษย์ได้โดยถูกต้องและแม่นยำ แต่โบราณทานแบ่งวิชาโหราศาสตร์ไว้ 3 ภาค คือ
ภาคคำนวณ รู้การคำนวณดาวเดือนบนท้องฟ้าและฤกษ์ยามทั้งปวง
ภาคพยากรณ์ รู้เหตุอันจะเกิดจะเป็นของชีวิต และให้ฤกษ์ให้ยาม
ภาคพิธีกรรม รู้การบวงสรวงและพิธีกรรม ในกรมโหรสมัยก่อน
แบ่งกันเป็นแผนกๆตามภาคพื้นความรู้ พนักงานโหรมักรอบรู้เพียงแต่ละภาคเป็นส่วนใหญ่ ผู้แตกฉานทั้ง 3 ภาคมักจะได้ตำแหน่งพระยาโหรา เจ้ากรมโหร”
หมอเถารู้ใจอาจารย์ตอนพูดมากๆจึงจุดบุหรี่และรินน้ำชาประเคนติดๆกันถึง 2 ถ้วย
คุณพิชิตชมเชยหลวงตาอย่างจริงใจ “ผมเคยวิสาสะกับนักโหราศาสตร์ขั้นครูบาอาจารย์ในกรุงเทพฯมาบ้าง แต่ยังไม่เคยพบใครแบ่งชั้นและความรู้นักโหราศาสตร์ได้อย่างมีเหตุมีผลและถูกต้องเหมือนหลวงตาเลย อย่างหลวงตานี้สมควรเป็นชั้นนักปราชญ์โดยแท้”
หลวงตาหัวเราะกระดากๆ ที่ถูกชมซึ่งๆหน้า รีบโบกมือห้ามทันควัน “ขอทีเถอะคุณเกินวาสนาพระบ้านนอก
ขั้นนั้นเป็นชั้นโหรอาตมาเป็นเพียงพระหมอดูเท่านั้น เล่าเรียนมากับครูบาอาจารย์ก็ได้ รู้แต่ทางที่เอามาใช้งานได้บ้าง ยังไม่เรียนรู้เจนจบทุกแขนง โหราศาสตร์อันมีอยู่มาก อาตมาเพียงแต่ ชั้นนักเลง กำลังจะเป็น นัก-โลง เท่านั้น”
ทั้งนายอำเภอและคุณพิชิตยิ้มแย้มชอบใจอารมณ์สนุกของหลวงตา ทั้งชอบใจทีท่าของหลวงตา เวลาจะพูดอธิบายท่านนั่งตัวตรงอย่างกับนั่งบนธรรมาสน์เทศน์ พูดชัดถ้อยชัดคำแจกแจงละเอียด
คุณพิชิตเอ่ยถึงเรื่องที่ตั้งใจมา “จริงอย่างหลวงตาว่า ผมเรียนรู้โหราศาสตร์มานาน เป็นได้แค่นักเล่นเท่านั้น จะทำนายทายทักใครเขาดูห้วนๆ พอดีพอร้ายเจอคนช่างซักเข้าพาลเหงื่อแตกอับจนปัญญาเอาง่ายๆ”
หลวงตาชื้นหัวเราะหึอารมณ์ดี “คุณก็เรียนรู้มามาก ไม่น่าจะถึงเพียงนั้นเลย”
“จริง ๆ ขอรับหลวงตา” คุณพิชิตยืนยันแข็งแรง “ผมทายเขาเหมือนปืนลูกโดด พอยิงโป้งนัดเดียวก็หมดกระสุน เมื่อคราวก่อนผมแวะมากราบหลวงตาครั้งหนึ่งเห็นหลวงตาพยากรณ์ดวงชะตาแขกที่มามีรายละเอียดแจกแจงไปได้หลายสถาน ข้อนี้แหละผมจึงมาขอกราบเท้าขอความกรุณาจากหลวงตา”
หลวงตาชื้นนิ่งมองหน้าคิดหาเหตุและผลและปรารภว่า “ไม่น่าเลย ความรู้โหราศาสตร์เรื่องดาวเรื่องภพมันก็มิใช่เรื่องลี้ลับอะไร ใครต่างก็รู้เท่าๆกันทั้งนั้นทุกคน ไม่น่าจะทานเขาติดขัดมากนัก”
คุณพิชิตพนมมือไหว้ “ผมมิได้เท็จพูดเลยขอรับหลวงตา ทุกวันนี้ใครเขายื่นดวงให้ทายชักเลี่ยงๆหลบๆกลัวเขาซักจนมุมท่าเดียว”
“หลวงตานิ่งตรึกตรองและเกิดความคิดแยบคาย หันไปหยิบกระดานโหรที่วางแอบไว้ข้างตู้ออกมาวาง มีดวงชะตาเขียนด้วยชอล์กไว้แล้ว
“เมื่อวานมีคนมาดูหมอ ขอเอาเป็นดวงครูเสียเถอะ”
คุณพิชิตกระเถิบเข้าใกล้กระดานโหรทั้งหมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ดีใจที่จะได้ฟังหลวงตาอธิบายเป็นความรู้ จึงกระเถิบเข้าไปรวมกลุ่มแทบจะเบียดกัน
“ขออภัย อย่าถือเป็นการลองภูมิเลยออกจะทดสอบความเข้าใจของคุณจะได้รู้ที่ติดขัดแก้ไข” หลวงตาชี้ลงบนกระดานโหรตรงภพกดุมภะของดวงชะตา “คุณลองอ่านดูฐานะการเงินของเขาดูทีหรือว่าเป็นอย่างไร ดีหรือชั่ว”
คุณพิชิตนิ่งดูดวงชะตาอย่างตั้งใจ เหลียวดูพวกหมอเถา ชักกระดากเพราะจะต้องพยากรณ์ต่อหน้าผู้รู้โหราศาสตร์ด้วยกัน ครั้นถูกหลวงตาเตือน ก็ตัดใจพยากรณ์ตามกฎเกณฑ์ที่เคยใช้มาจนชิน
“ภพกดุมภะนั้น เสาร์สถิตอยู่ราศีพิจิกอันเป็นเรือนอังคาร คู่ศัตรูของเสาร์ เสาร์เป็นบาปเคราะห์ตัวโทษทุกข์อยู่แล้ว เมื่อมาอยู่ภพกดุมภะเรือนแห่งการเงินของเขา จึงทำให้เหนื่อยยากเป็นทุกข์หรือยากจนนั้นเอง”
หลวงตาชื้นนิ่งฟังใช้นิ้วเคาะกระดานตรึกตรอง แม้คุณพิชิตพยากรณ์ไปแล้วหลวงตาชื้นก็ยังคงนิ่งคิดขรึมๆอยู่ จนคุณพิชิตต้องค่อยๆถามเบาๆไม่แน่ใจตัวเอง
“ผมทายถูกหรือผิดขอรับ หลวงตา”
“ขอให้ทายอีกสักครั้งเถอะคุณ” หลวงตาก้มลงดูดวงในกระดาน “การงานในชีวิตของเขาจะเป็นอย่างไร ดีหรือชั่ว”
คุณพิชิตก็ตรวจดูด้วยความพินิจพิเคราะห์ “กัมมะของเขาคือจันทร์ มาสถิตราศีมังกรเรือนเสาร์อันเป็นคู่ศัตรูสถานหนึ่งและมาร่วมด้วยอาทิตย์คู่ศัตรูของจันทร์อีเป้นสถานที่สิงอันคู่ศัตรูย่อมขัดแย้ง หักล้ายทำลายต่อกัน จะหาความเจริญรุ่งเรืองได้ยาก”
สีหน้าหลวงตายิ้มๆแต่พยายามสกดกลั้นไว้ เพื่อรักษามารยาทผู้ใหญ่ และคราวนี้เจ้าตัวยังไม่ทันซักท่านก็เอ่ยขึ้นว่า
“คุณพยากรณ์มานั้นถูกต้องตามหลักเกณฑ์ที่เขาเล่นๆกันอยู่หรอก ส่วนที่จะถูกกับชีวิตจริงของเขาหรือไม่นั้น อาตมาไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญนัก อยากรู้แต่เพียงวิธีพยากรณ์ของคุณว่าเป็นทางใด พอจะสงเคราะห์ทางใดเพิ่มได้บ้าง”
คุณพิชิตพนมมืออ่อนน้อม “เป็นพระเดชพระคุณขอรับหลวงตาผิดถูกโปรดตำหนิติเตียนได้เต็มที่ ขอให้ถือว่าผมเสมือนศิษย์คนหนึ่งของหลวงตาด้วยขอรับ”
หลวงตายังถามอ้อมๆต่อไปอีก “คุณยังจะพอพยากรณ์ให้ละเอียดถี่ถ้วนต่อไปอีกได้หรือไม่”
“ไม่…แล้ว ขอรับ” เขาสั่นหน้าปฏิเสธ “จบสิ้นกระแสความแค่นั้นขอรับ”
หลวงตาชื้นพยักหน้าเนิบๆเข้าใจ “ทางพยากรณ์ของคุณก็เป็นทางหนึ่งในหลายๆทาง ที่มีผู้นิยมเล่นกันอยู่แพร่หลาย เสียแต่ว่าคำพยากรณ์ห้วนๆ รู้แต่ว่าดีหรือชั่วเหมือนคำพยากรณ์ในใบเซียมซีตามศาลเจ้า ไม่มีรายละเอียดและเค้าเรื่อง หลักการพยากรณ์มักจะมีปัญหาอยู่ 3 ข้อ คือ
1. เรื่องนั้นดีชั่วอย่างไร
2. เพราะอะไร
3. เมื่อใด
เราเป็นนักพยากรณ์จะต้องตอบเขาได้ การพยากรณ์ทางโหราศาสตร์มันต้องเป็นวงกลมเหมือนดวงจักรราศีนี้แหละ หมุนวนไปได้รอบตัวไม่ติดขัดจนแต้ม”
คุณพิชิตรู้ตัวเองทันทีว่าตัวเองตัวเล็กลงถนัด ความรู้ทางโหราศาสตร์ที่เรียนมากลายเป็นสิ่งกระจ้อยร่อยไป เมื่อได้ฟังคำวิจารณ์ทั้งเหตุและผลของหลวงตาชื้น ความนับถือเคารพที่ไม่ต้องมีใครขอร้องก็เกิดขึ้นเองในหัวใจเต็มเปี่ยม
“ข้อนี้แหละขอรับที่ผมติด อับจนอยู่จนทุกวันนี้ ครั้นจะเล่นทางทักษาเอาเดชศรีกาลีเข้าช่วยมันก็ขัดเขิน ขยายความไม่ออกเช่นกันเพราะไม่ถนัด”
“อาตมาพอจะมีทางแก้ไขแนะนำได้บ้าง คุณเป็นคนมีความรู้มีปัญญาเข้าใจได้ไม่ยากเย็นอะไรนัก”
นายอำเภอนั่งนิ่งอยู่นาน ฟังดูก็รู้ว่าหลวงตาชื้นมีเมตตาจะแนะนำให้ ก็สนับสนุนพี่ชายอีกแรงหนึ่ง
“หลวงตากรุณาชี้ทางให้สักคนเถอะขอรับ พี่เขารำพรรณมานานเหลือเกิน”
“อาตมายินดีสนองคุณนายอำเภอด้วยความเต็มใจ” หลวงตาพูดโดยจริงใจ “แต่จะต้องใช้แบบของพระคือ ตั้งปุจฉา แล้วจึงวิสัชนาจึงจะเข้าใจง่าย”
คุณพิชิตอารามดีใจพนมมือก้มกราบแทบตักหลวงตา “เป็นบุญของผมแล้ว”
หลวงตาจับมือยึดไว้ หัวเราะชอบใจ “อย่าเพิ่งชำระค่าเล่าเรียนล่วงหน้าเลยคุณ ฟังวิธีของพระบ้านนอกเอาไปใช้ก่อน ใช้ได้ถูกความต้องการ คุ้มค่า ค่อยว่ากันทีหลัง”
คุณพิชิตดื้อกราบซ้ำจนถึง 3 หน เหมือนไหว้พระพุทธ เงยหน้าตอบมั่นใจ “ผมแน่ใจว่าต้องดีแน่ขอรับ”
หลวงตาเริ่มต้นถาม “เมื่อคุณทายเรื่องฐานะการเงิน คุณจับเอาเสาร์ที่สถิตในภพกดุมภะ ซึ่งเป็นดาวลอยอาศัยเรือนเขาทาย แต่พอคุณทายเรื่องงานคุณจับเอาเจ้าเรือนภพกัมมะ แต่พอมาอยู่อีกเรือนหนึ่งคุณก็เปลื่ยนจับเล่นเป็นดาวลอยไปอีก และเล่นดาวลอยต่อดาวลอยกระทบกัน มันจึงขาดห้วนอยู่แค่นั้นเอง เมื่อเล่นทางเจ้าเรือน ความหมายของภพมันจะขยายความหมายของดาวออกไปกว้างขวางมากกว่าเล่นทางดาวลอยนัก”
คุณพิชิตตั้งอกตั้งใจฟังอยู่ ก็รับคำ “ขอรับ”
ศิษย์ทั้งสามคือหมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์กำลังตั้งใจฟังเพลิน ก็เลยเผลอตัวรับคำ “ขอรับ” พร้อมกันทั้งสามขอรับตามเขาไปด้วย
“อาตมาจะลองอ่านในทางของอาตมาคือจับเจ้าเรือนเป็นหลักถ้าคุณสงสัยไม่เข้าใจก็ซักถามได้เต็มที่” หลวงตาชี้นิ้วลงบนกระดานโหรตามภพในดวงชะตา “เมื่อจะดูการงานก็จับเอาเจ้าเรือนกัมมะคือจันทร์ เมื่อจันทร์สถิตภพพันธุเรือนเสาร์ และเสาร์มาสถิตอยู่ภพกดุมภะ มันก็ต่อเนื่องกันเหมือนสายไฟฟ้าเส้นเดียวกัน ตอนนี้ต้องค่อยๆแยกอ่านทีละตอนทั้งความหมายของดาวเพราะจะให้ความหมายหลายอย่าง”
คุณพิชิตตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ เมื่อหลวงตาหยุดเว้นระยะและมองหน้า เหมือนจะอนุญาตให้ถาม คุณพิชิตจึงเอ่ยขึ้นอย่างระมัดระวัง
“จันทร์ในเรือนเสาร์คู่ศัตรู จะเป็นอย่างไรขอรับ”
หลวงตาพูดช้า ๆ อธิบาย “จันทร์กับเสาร์คู่ศัตรูมักให้ผลในทางพลัดพรากจากไปเมื่อความหมายไปประกอบการงานของเขาก็คือการงานของเขาต้องจากไป ยิ่งความหมายของเสาร์คือ เก่า แก่ นาน ก็คือการทำงานของเขาต้องจากไปนาน ๆ”
คุณพิชิตกำลังหิวโหยวิชา จึงรบซักต่อเพื่ออยากรู้ว่าสิ่งที่ตนทายได้หลวงตาจะคิดเห็นอย่างไร
“เมื่อจันทร์ร่วมอาทิตย์เล่าขอรับ”
หลวงตาตอบคำถามโดยไม่ต้องตรึกตรอง “เมื่อจันทร์คือเจ้าเรือนแห่งกัมมะคือการงาน อาทิตย์ก้คือเจ้าเรือนแห่งลาภะ ซึ่งหมายถึง ลาภผล หรือความปรารถนา ย่อมพยากรณ์เขาได้ว่า การงานของเขาคือการจากไปหาลาภผลนั้นเอง และยิ่งเสาร์เจ้าเรือนที่จันทร์และอาทิตย์ครองอยู่มาสถิตภพกดุมภะก็ยิ่งยืนยันว่า การงานของเขาคือการจากไปนาน เพื่อลาภผลเป็นรายได้เงินทอง ฟังๆดูมันรุ่มร่ามหน่อยเพราะต้องการอ่านความหมายของภพของดาวตรงๆเพื่อให้คุณเข้าใจ ถ้าพยากรณ์รวบรัดเพียงแต่เขามีงานค้าขายต้องออกจากบ้านไปค้าขายทางไกลนานๆ”
หลวงตามองหน้าคุณพิชิต ถามดักคอเสียก่อน “คุณอยากรุ้ว่างานของเขาจะดีหรือขั่วใช่ไม๊ ถ้าอยากรุ้ก็ดูอาทิตย์อีกนั่นแหละว่ามาจากภพอะไร”
คุณพิชิตเป็นคนมีปฏิภาณอยู่ ก็มองเห็นตามแสงสว่างที่หลวงตาขึ้นส่องนำทางให้ จึงอ่านไปตามแนว “อาทิตย์มาจากภพลาภะซึ่งหมายถึงความสำเร็จ ถ้าเช่นนั้นงานของเขาก็จะได้รับความสำเร็จด้วยดีซีขอรับ”
“ถูกแล้วคุณ” หลวงตาถูกใจที่ศิษย์ใหม่ปัญญาไว
คุณพิชิตยังติดใจทางเดิมของตน ใคร่จะรู้ผิดถูก จึงถามย้ำอีก “จันทร์กับอาทิตย์เป็นคุ่ศัตรูกัน ผลจะเป็นเช่นไรขอรับ”
หลวงตานิ่งนึกในใจว่า “ชายผู้นี้เป็นคนฉลาด พยายามทดสอบเปรียบเทียบให้สิ้นสงสัยจนถึงที่สุด “ความเป็นคุ่ศัตรูนั้นเราจะเอามาพยากรณ์เป็นการหักล้างความหมายของผลที่เจ้าเรือนเขาให้ไว้ไม่ได้ เช่นผลของเจ้าเรือนบ่งว่าสำเร็จ ครั้นเป็นคู่ศัตรุของดาวจะเอามาลบล้างเป็นไม่สำเร็จไม่ได้เพราะความเป็นศัตรูเป็นความหมายรอง เป็นแต่เหตุประกอบ คือ ความสำเร็จในการงานเขานั้นยาก ลำบาก ต้องดิ้นรนต่อสู้ตามความหมายของคู่ศัตรูนั้น
คุณพิชิตแม้จะเข้าใจและเห็นแสงสว่างขึ้นบ้าง แต่ก็ยังไม่สิ้นสงสัยทางพยากรณ์โดยเอาความหมายของเจ้าเรือนตามภพแห่งลัคนาจึงเรียนถามหลวงตาชื้นต่อไปอีก
“เมื่อจันทร์เจ้าเรือนแห่งภพการงานอยู่ภพพันธุคือญาติ หมายถึงเขาทำงานของญาติเช่นนั้นหรือขอรับ”
หลวงตาส่ายหน้าชี้ตามดาวในดวงชะตา “อย่างดูชั้นเดียวหยาบไป ต้องตามดูเจ้าเรือนญาตินั้นไปอีกคือเสาร์ มาอยู่ภพกดุมภะก็ต้องพยากรณ์เขาว่าเป็นงานที่ญาติเป็นผู้ให้ทุนรอนเงินทองดำเนินการ แต่เรือนพันธุยังมีความหมายอีก คือ บ้านเกิด ที่เกิด ครอบครัวเดิม ย่อมจะหมายถึงการงานหาเงินของเขาเป็นงานที่สืบทอดมาจากอาชีพดั้งเดิมของครอบครัวเขา หรือเป็นงานที่ครรลองเดียวกัน”
คุณพิชิตเข้าใจโดยแจ่มแจ้งปราศจากข้อสงสัยจึงเรียนถามถึงเรื่องการเงินของเขาต่อไปอีก
“ภพกดุมภะ การเงิน เมื่อเสาร์มาครองเรือนอยู่เล่าขอรับ”
หลวงตาชี้ตามภพไล่ตามดวงดาวเจ้าเรือนไปให้ดู “ดูการเงินขั้นแรก็ต้องจับเจ้าเรือนกดุมภะก่อนคืออังคารไปเป็นเกษตรอยู่ในราศีเมษตำแหน่งเกษตรทำให้มีความมั่นคงถาวรเป็นหลักฐาน และภพที่อังคารสถิตเป็นภพปัตนิ ย่อมหมายถึงเขาตั้งหลักฐานได้หรือมีฐานะมั่นคงเมื่อแต่งงานมีเมียแล้ว ตามความหมายของภพที่เจ้าเรือนกดุมภะไปครองอยู่ หรือจะอ่านกลับอีกทางหนึ่งได้ว่า ภรรยาของเขามีหลักฐานดีเป็นสิ่งที่ร่วมให้ฐานะของเขาดีขึ้นเช่นกัน ส่วนเสาร์เป็นดาวลอยมาครองอยู่ ย่อมเป็นแต่เพียงเหตุ เหตุใด เหตุว่า คู่ศัตรูย่อมมีการต่อสู้ ย่อมมีอุปสรรคขัดขวาง ฉะนั้นการเงินของเขาจะได้มาก็ต้องต่อสู้ เหนื่อยยาก พยายามตรงตามที่คุณพยากรณ์ไว้นั่นแหละ เสาร์ดาวลอยเป็นเหตุ อังคารเจ้าเรือนกดุมภะคือผล ฉะนั้นผลการเงินของเขาจึงมั่นคง”
คุณพิชิตเหมือนได้ดวงแก้วสารพัดนึกก้มลงกราบชำระค่าเล่าเรียนอีกเป็นเคารพสอง ด้วยความปลาบปลื้มสุดหัวใจ
“สิ่งนี้แหละ ที่ผมปรารถนามาหลายปี เพิ่งจะมาพบขุมทรัพย์ที่หลวงตานี้เอง หลวงตาจับเจ้าเรือนเพียงไม่กี่ภพอ่านผสมผสานเป็นเรื่องเป็นราวของชีวิตได้มากมายจนเหลือเชื่อ โธ่เอ๋ย…ผมหลงงมโง่มาเสียนาน”
แม้หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ซึ่งเป็นศิษย์ใกล้ชิดเคยรู้เห็นการพยากรณ์ของหลวงตาอาจารย์บ่อยๆ ก็ยังอดทึ่งและแปลกใจในลีลาการอ่านดาว อ่านภพของอาจารย์มิได้และสิ่งนี้เองเป็นสิ่งที่ศิษย์ทั้งสามภูมิใจในความสามารถของหลวงตาชื้นอาจารย์หนักหนา
หลวงตารวบมือที่พนมของคุณพิชิตไว้ขณะที่เขายังก้มกราบซบอยู่แทบตัก ท่านก้มหน้าภาวนาอยู่บนศีรษะ “พุทธังประสิทธิ ธัมมังประสิทธิ สังฆังประสิทธิ อาตมาขอประสิทธิวิชาให้ จงมีความรุ่งเรืองในโหราศาสตร์ไปในเบื้องหน้าเถิด”
คุณพิชิตรู้สึกเย็นวูบ เพราะลมปากที่หลวงตาเป่าบนศีรษะเขา จนขนลุกเกรียวทั่วตัวด้วยความปิติใจ
เมื่อคุณพิชิตเงยหน้าขึ้น หลวงตาก็สรุปเอาแต่แก่นของหลักเกณฑ์ให้ไว้จดจำ
“ประสงค์เรื่องใด ก็จงจับเจ้าเรือนแห่งภพนั้น ๆ เขาดูก่อน เป็นความหมายหลักตามแบบที่อาตมาทำให้ดู ตกในที่ดีชั่วก็ย่อมเป็นไปตามนั้น ส่วนดาวลอย เหมือนผู้มาอาศัยไม่มีสิทธิ เพียงแต่มาก่อเหตุเดือดร้อน หรือส่งเสริมให้เรื่องนั้น ๆ เป็นไป ดาวที่ร่วมเรือนร่วมดาวก็เช่นกันย่อมจะเป็นความหมายรองไป การอ่านดาวอ่านภพต้องอ่านทางเจ้าเรือนเป็นองค์ประธาน และอ่านส่วนอื่นๆเป็นองค์ประกอบ จึงจะได้ความหมายสอดคล้องรับกัน เป็นเรื่องราวอันถูกต้อง”
เณรชั้วแอบมายืนลับๆล่อๆอยู่มุมกุฏิเพราะใกล้เพลเต็มที จ้องคอยยกสำรับถวายแต่เกรงใจแขกซึ่งเป็นนายอำเภอ จึงได้แต่รีรออยู่ก่อน และชั่วขณะนั้นเอง เสียงรถยนต์มาจอดหน้ากุฏิ ครู่เดียวก็มีคนถือปิ่นโตเถาใหญ่เปิดประตูกุฏิเข้ามา
นายอำเภอหันไปดูแล้วก็เรียนหลวงตาชื้น “ผมให้แม่บ้านเขาทำอาหารมาถวายเพลหลวงตา มีของโปรดของหลวงตาคือแกงบอนด้วย”
เณรชั้วรู้หน้าที่ก็เข้ามารับปิ่นโตไปจัดแจงลงสำรับตามความประสงค์ หลวงตากำลังอารมณ์ดีจึงพูดเล่นๆ
“หมู่นี้ดวงอาตมาดีจริงๆ เทศน์ทีไรได้ของติดกัณฑ์เทศน์ทุกที ไม่ลาภเงิน ก็ลาภปาก”
ครูสมศักดิ์ยังติดใจดวงชะตา แต่ไม่กล้าถามหลวงตาตรงๆ จึงแอบกระซิบข้างหูหมอเถาเบาๆ ไม่ให้หลวงตาได้ยิน “ดวงใครน่ะหมอเถา ชีวิตของเขาเป็นอย่างไร”
หมอเถาซึ่งอยู่กับหลวงตาเมื่อวันวานรู้เรื่องอยู่แล้ว ก็กระซิบตอบ “ดวงเสี่ยเม้งในตลาด เขาเป็นคนค้าขาย รับซื้อพืขไร่พื้นเมืองตามตำบลต่างๆมารวมไว้เอาส่งไปขายกรุงเทพฯไปติดต่อลูกค้าและเก็บเงินคราวหนึ่งบางทีนานตั้งเดือน เคยถูกจี้เอาเงินไปกินเสียก็หลายหน”
เสียงกองเพลจากหอสวดมนต์ดังตูม ๆ ได้ยินถนัดทั้งวัด และดังเร่งจังหวะจนแผ่วเบาหายไป เณรชั้วยกสำรับกับข้าวมาตั้งให้นายอำเภอและพี่ชายเป็นคนประเคนถวายหลวงตา ต่างมีความสุขทั้งผู้ถวายและผู้รับถวาย.

----------------------------------------------------------------------------

ตนุเศษ


เป็นวันพระ ตรงกับวันอาทิตย์
หมอเถาและครูก้อนมาถึงกุฏิหลวงตาตั้งแต่เช้า ครูสมศักดิ์ซึ่งมิได้สอนนักเรียนก็พลอยติดตามเป็นเกลอมากับเขาด้วย เพราะเป็นหน้าที่มาแต่ไหนแต่ไรของสองศิษย์เก่า คือ ทุกวันพระจะต้องมาปัดกวาดเช็ดถูกุฏิอาจารย์ ตั้งแต่หน้าบันไดจนถึงที่จำวัด ตลอดจนล้างถ้วยโถโอชามผึ่งแดด ครูสมศักดิ์ก็พลอยเต็มใจเป็นศิษย์วัดช่วยงานแข็งแรงจนได้เหงื่อไปตามๆกัน
จนตกสายแดดจัดก็เสร็จเรียบร้อย ต่างลงนั่งพักเหนื่อยหน้าระเบียงรอหลวงตาชื้น ซึ่งไปลงโบสถ์ยังไม่กลับกุฏิ เณรชั้วซึ่งดีอกดีใจเพราะมีคนทำงานแทนตน ก็เอาอกเอาใจจัดชงน้ำชาเต็มกายกมาตั้งบริการ
หมอเถาดื่มชาถ้วยที่ 3 หมดแล้วก็หันไปสะกิดเณรชั้วถาม “เณรมีอะไรหวานๆกินกะน้ำชาไม๊ เหนื่อยๆยังงี้หัวอกมันแห้งจริงๆ”
เณรยักคิ้วตามนิสัยคะนอง “มีแต่ขนมที่จะถวายเพลหลวงตาน่ะซี จะเอาไหม”
“อ๊ะ…อย่าๆ” หมอเถาร้องห้ามเสียงหลง “ของส่วนตัวของเณรที่เก็บตุนไว้กลางค่ำกลางคืนไม่มีมั่งเชียวเรอะ”
“เอ๊ะ หมอเถา หาว่าฉันเก็บขนมไว้กินกลางคืนซี ถึงฉันเป็นเณรก็ครองผ้าเหลืองถือศีลเหมือนกันนา”
“ใจเย็นๆอย่างเพิ่งโกรธน่าเณร” หมอเถาตบหัวเข่าเณรปลอบยิ้มๆ “ผมหมายถึงองเหลือๆนั่น ใครๆเขาก้รู้ว่าเณาชั้วไม่ฉันขนมกลางคืน ผมสาบานแทนก็ยังได้”
พูดถึงฉันขนมกลางคืน เณรชั้วหลบๆตาตอบ “ไม่มีหรอกขนมมีแต่ของอื่น พอแทนๆได้”
“อะไรหรือเณร” ครูก้อนชักสนใจ
“น้ำตาลปึกซีครู ล่อกับน้ำชาชุ่มคอดีนักหนา” เณรชั้วอธิบายสรรพคุณ
“อ้อ ผู้ชำนาญ” หมอเถาสัพยอกเพราะเณรพูดจนหลวมตัว “เอาก็เอาเณร ชักแสบหัวอกแล้ว”
เณรชั้วหายเข้าครัวครู่เดียวก็คว้าน้ำตาลปึก 2 ฝาใหญ่มาวางให้ตรงหน้า หมอเถาบิใส่ปาก ดื่มน้ำชาตาม ทั้งหันมาพยักเพยิดชวนครูก้อน
“แหม ถ้ามีข้าวเหนียวสักลิตรก็จะดี” หมอเถาจุ๊ปากอย่างมันเขี้ยว
เณรชั้วยักคิ้วทังๆที่ไม่มีคิ้ว “เอาว่ามาจะเอาอะไรอีก”
ครูก้อนพลอยนึกตะกละไปกะเขาด้วย “มะพร้าวสักลูก จะได้ครบเครื่องข้าวเหนียวเปียก”
เณรชั้วหันไปถามครูสมศักดิ์อีกคน “ครูสมศักดิ์ล่ะ จะเอาอะไรบอกมาจะได้จัดการเสียทีเดียวให้ครบคน”
ครูสมศักดิ์ชักระแวงจึงย้อนถาม “เณรถามน่ะจะจัดการหาให้เขาได้ทุกคนหรือ”
“ใครบอกว่าฉันจะหาให้” เณรชั้วยิ้มหน้าเป็นกวนโมโห ”ที่ให้บอกครบทุกคนนั้นจะได้จัดการปฏิเสธรวบยอดเสียครั้งเดียวหมดเรื่องขี้เกียจคอยตอบทีละคนทีละหนเสียเวลา”
หมอเถาถูกเณรเด็กน้อยหลอกให้ตะกละขยับปากจะว่าให้แสบ ก็ต้องชะงัก เพราะเสียงประตูระเบียงเปิด ผู้ก้าวเข้ามาเป็นชายอายุกลางคนแต่งกายเรียบร้อย ซึ่งทั้งสามฆราวาสกับเณรหนึ่งไม่เคยเห็นมาก่อน
เขาพนมมือไหว้มาแต่ไกล ไม่เจาะจงชัดว่าไหว้ใคร ทั้งหมอเถาและสองครู จึงต้องยกมือไหว้รับกันทุกคน
เมื่อเข้ามาใกล้ เณรเป็นคนปากไวก็ถามก่อน “คุณถ้าจะมาหาหลวงตา”
“ครับเณร” เขารับคำ “ผมอยากมากราบรบกวนให้ท่านดูดวงชะตา”
“ท่านไปลงโบสถ์ยังไม่กลับ” เณรรายงานคล่องแคล่ว “แต่ว่าวันนี้เป็นวันพระนี่”
เขาคงจะเป็นคนแปลกถิ่น จึงไม่เข้าใจได้แต่มองหน้าเณรและคนอื่นๆนิ่งอยู่ เณรชั้วเป็นพูดจาไม่ใคร่ยับยั้งตามอารมณ์คะนองก็อธิบายต่อ
“วันพระหลวงตาไม่รับแขกดูหมอเพราะท่านต้องสวดมนต์ธรรมวัตร์ ปฏิบัติกิจของสงฆ์ ถ้าวันโกนไม่ละ วันพระไม่เว้น พระจะกลายเป็นเณรไป”
ชายแปลกหน้าถือวิสาละนั่งลงบนระเบียง ทีท่าลังเลใจและผิดหวัง และในขณะที่ทุกคนยังไม่มีใครออกความเห็น
หลวงตาชื้นก็ก้าวล่วงประตูขึ้นมา ทักทายหมอเถาและครูก้อน ครูสมศักดิ์ และรับไหว้ชายแปลกหน้า เมื่อท่านขยายจีวรออกครองตามสบาย และนั่งลงบนอาสน์ประจำ เณรชั้วก็เข้าประเคนกาน้ำชาของโปรด
ชายแปลกหน้ากระเถิบเข้ามาใกล้ท่าทีเกรงๆใจ ก้มลงกราบเคารพ “ผมมาจากกรุงเทพณมาเยื่อนญาติที่จังหวัดนี้และได้ทราบเกียรติคุณหลวงตา จึงมากราบเท้า ชีวิตผมผิดหวังและอาภัพมากไม่ทราบว่าดวงชะตาชีวิตจะเป็นอย่างไร”
หลวงตาชื้นยิ้มแย้มเป็นอัธยาศัย “คุณจะยังพักอยู่อีกหลายวันหรือ”
“ผมตั้งใจจะกลับรถเย็นนี้ขอรับ เพราะพรุ่งนี้วันจันทร์ต้องทำงานแล้ว”
หลวงตานิ่งอึดอัดอยู่ครู่หนึ่ง “โดยปกติอาตมาไม่รับแขกดูหมอในวันพระ”
“ขอรับ…” เขารับคำ “เมื่อครู่นี้เณรก็บอกผมแล้ว ผมมาไกลและรู้สึกว่าจะเสียโอกาสที่ดีที่สุด ที่ได้มากราบเท้าหลวงตา ไม่ทราบว่าพระคุณจะมีข้อยกเว้นเป็นพิเศษอย่างอื่นบ้างหรือไม่”
หลวงตามีความรู้สึกเหมือนถูกบังคับจากคำขอร้องอย่างสุภาพเรียบร้อยของคนกรุงเทพณ ท่านคิดตัดสินใจประเดี๋ยวหนึ่งก็กวักมือเรียกศิษย์ทั้งสามคนเข้ามาใกล้ๆ
“หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ รวมกันช่วยสงเคราะห์ดูดวงให้เขาสักหน่อยเถิด” หลวงตาหันไปทางแขก “ทั้งสามคนนี้เป็นศิษย์ของอาตมาเอง จะได้ไม่เสียความตั้งใจมา”
“สุดแต่พระคุณจะกรุณา” เขายกมือไหว้นอบน้อม
หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์คลานเข้ามาใกล้รับกระดานโหรและปูมดาวจากหลวงตา ครูก้อนเป็นคนซักถาม วันเดือนปีและเวลาเกิด ครูสมศักดิ์เป็นคนคล่องกว่า จึงเป็นคนหาตำแหน่งดวงดาว และวางลัคนา หลวงตานั่งมองยิ้มๆ พออกพอใจที่ลูกศิษย์คล่องแคล่วทะมัดทะแมง
เมื่อวางดาวและลัคนาประจำราศีแล้ว ครูสมศักดิ์ก็เงยหน้ามองเจ้าชะตา ส่วนครูก้อนและหมอเถาอ่านดวงในดวงชะตาเงียบอยุ่ยังไม่กล้าออกความเห้นพยากรณ์ ชายชาวกรุงเทพฯเห็นผู้พยากรณ์นิ่งอยู่ก็ระบายความทุกข์ เล่าเรื่องของตนโดยละเอียด
“ผมเรียนสำเร็จมหาวิทยาลัย การเรียนผมกล่าวได้ว่าดีเด่นกว่าเพื่อนๆรุ่เดียวกันหลายคน แต่มาพอเริ่มชีวิตการงานผมกลับประสบความผิดหวังไม่ก้าวหน้าเท่าที่ควร ผมทำงานแต่ละแห่งนานๆไม่สู้จะเปลี่ยนบ่อยนัก ปัจจุบันนี้ผมทำงานในบริษัทใหญ่โตแห่งหนึ่ง ในหน้าที่ๆพอควร จนถึงขณะนี้ 10 ปีเศษ ผมทำงานด้วยความขยันหมั่นเพียรและสัตย์ซื่อสุจริตตลอดมา แต่ผลที่ได้รับคือความผิดหวังอย่างรุนแรง การเลื่อนขั้นเงินเดือนนั้นได้เสมอ แต่ตำแหน่งหน้าที่ได้เลื่อนอย่างยากเข็ญ ล้าหลังกว่าเขา เพื่อนที่ทำงานรุ่นเดียวกันทั้งหมดทุกคนเขาได้เลื่อนขั้นเป็นระดับหัวหน้างานหมด อยู่แต่ผมคนเดียวเป็นคนสุดท้ายที่ยังมิได้เลื่อน เมื่อถึงคราวพิจารณาตำแหน่งครั้งใด ผมขมขื่นผิดหวังทุกครั้ง แม้เด็กรุ่นหลังก็กำลังจะผ่านหน้าผมไป
ครั้นผมจะลาออกเปลี่ยนงานใหม่ อายุวัย 45 ของผมก็ทำให้สายเกินไป แก่เกินไปที่จะไปตั้งต้นชีวิตงานใหม่ ขณะนี้ผมท้อแท้และตัดสินใจไม่ถูกว่าควรทำอย่างไร ดวงชะตาของผมเป็นอย่างไร จึงอับโชคเรื่องการงานและจะเป็นไปตลอดชีวิตเช่นนี้หรือไม่ก็ไม่ทราบ”
นักพยากรณ์ทั้งสามคนฟังเรื่องอันยืดยาวของผู้เล้าจนเพลิน พอจบเรื่องทุกคนก็มองดวงชะตาดูเรือนกัมมะทันที
ครูสมศักดิ์ซึ่งเคยพยากรณ์แคล่วคล่องฉาดฉานก็นิ่งอึ้ง พึมพำเหมือนปรารภกับตัวเอง “จันทร์เจ้าเรือนกัมมะเป็นเกษตรเสียด้วย”
“นั่นซี” หมอเถาพลอยพึมพำเห็นจริงไปด้วย “การงานน่าจะดีไม่น่าเลย”
ครูก้อนแอบสะกิดครูสมศักดิ์ กระซิบเบาๆ “อังคารตัวกาลกิณีไปครองภพศุภะ ผู้ใหญ่พึ่งไม่ได้ไม่ช่วยเหลือสนับสนุนหน้าที่การงานเสียเป็นแน่”
เสียงกระซิบไม่เบา เจ้าชะตาได้ยินจึงเป็นฝ่ายตอบ “การพิจารณาเลื่อนหน้าที่เป็นระดับหัวหน้างาน ต้องประชุมหัวหน้าฝ่ายต่างๆทุกฝ่าย โหวตเสียงกัน ผมแพ้โหวตทุกครั้ง ส่วนตัวผู้จัดการท่านดีและมีเมตตาต่อผมเสมอ”
ครูสมศักดิ์กับครูก้อนร้องอ้อ หมอเถาก็แอบเข้าไปกระซิบบ้าง “ก็พุธเจ้าเรือนศุภะตัวเจ้านายที่พึ่งของเขาไปอยู่เรือนราหู เรือนศรีแท้ๆ เจ้านายเขาไม่เสียหรอก”
ครูก้อนกับครูสมศักดิ์ก็ร้องอ้อ อีกเป็นหนสอง
“หรือว่าตัวตนุลัคน์เป็นประ” ครูก้อนแนะขึ้นอีก “ทำให้ตัวเองอาภัพทำดีไม่ได้ดี”
ครูสมศักดิ์พยักหน้าซักเห็นคล้อยๆไปด้วย แต่ยังไม่สนิทใจ “และอาทิตย์ตัวอุตสาหะตกอริ การงานจึงขัดข้องมีอุปสรรคอยู่”
หมอเถาก็แอบเข้าไปกระซิบอีก “ราหูตัวศรีสถิตราศีพฤษเรือนศุกร์ก็เท่ากับทับลัคน์อยู่เพราะลัคนาก็อยู่เรือนศุกร์
ครูก้อนและครูสมศักดิ์ร้องอ้อ อีก
หลวงตาชื้นนั่งนิ่งฟังอยู่ชักรำคาญทนไม่ได้ “มันยังไงกันน๊ะ เสียงร้องอ้อๆรวม 3 อ้อ แล้ว ก็ยังไม่ได้เรื่อง”
ครูก้อนพนมมือแต้ “ลงดวงรูปนี้ ถ้าจะไปไม่รอดขอรับ หลวงตา”
“ใครไปไม่รอด” หลวงตาย้อนถาม “เจ้าชะตาหรือครูก้อน”
“พวกกระผมสามคนไปไม่รอดแน่” ครูก้อนบอกอย่างหมดอาย “เหตุการณ์มันผืนดวงเจ้าเรือนกัมมะในดวง เป็นเกษตรดีแน่ๆ แต่เจ้าชะตากลับโชคร้ายมาตลอดเรื่องงาน ผมสงสัยว่าคงจะมีที่ผิด ไม่ดวงก็เจ้าชะตาสักอย่าง”
“เออน่า ดวงเขาไม่ผิดหรอก ถ้าจะมีก็พวกๆเราน่ะแหละผิดว๊ะ” หลวงตาชี้หน้ารวดเดียวทั้งสามคน
ครูก้อนไม่รู้ว่าจะเถียงว่ากระไรเก้อๆก็เลยรับคำ “อ้อ ครับ”
“เจ้าครูอ้อ เอากระดานมานี่เถอะ” หลวงตาชื้นนึกอายที่เสียหน้า หวังจะเอาศิษย์อวดแขก กลับพากันล้มหมด หลวงตาก้มลงตรวจดวงในกระดานอยู่ครู่หนึ่ง ก็เงยหน้าขึ้นมองดูเจ้าของดวงชะตาที่นั่งอยู่
เขาพนมมือถาม “เป็นอย่างไรขอรับ”
“อาตมาขอเอาดวงคุณเป็นแบบเรียนสอนศิษย์สักหน่อย” หลวงตาหาทางเลี่ยง เพื่อมิให้เสียคำพูดที่ว่าจะไม่พยากรณ์ในวันพระ
เมื่อเจ้าตัวอนุญาตหลวงตาก็ชี้ลงตรงจันทร์ที่เป็นเกษตรในดวง “ดูเสียให้ดีพ่อสามสหาย ตัวเกษตรนั้นหมายถึงมั่งคง นาน เป็นปึกแผ่น ก็ถูกกับดวงชะตาเขาแล้ว เจ้าชะตาทำงานที่ใดทนทานไม่เปลี่ยนแปลงง่ายๆ และมีพื้นฐานมั่นคงดี เพียงแต่ขาดความก้าวหน้าไม่รวดเร็วเยี่ยงคนอื่นๆเขา ปัญหามันอยู่ที่ว่าอะไรหรือทำให้ชีวิตการงานไม่ก้าวหน้า”
เจ้าชะตารับคำ “ขอรับ จริงอย่างหลวงตาว่า”
หลวงตาชี้ดาวสอนศิษย์ ด้วยการพยากรณ์ต่อไปด้วยความรู้ชำนาญอันแตกฉาน
“ประการแรก จันทร์อันเป็นกัมมะแก่ลัคนาแต่เป็นมรณะแก่ตนุเศษ แสดงว่าเจ้าชะตาไม่สนใจงานนี้อย่างจริงจัง อาจเป็นงานที่ไม่รักหรือไม่ถูกใจ เพราะมันมรณะคือตายจากจิตใจเสียแล้ว แต่ส่วนอังคารเจ้าเรือนกดุมภะกลับเป็นปัตนิแก่ตนุเศษ บอกถึงใจมุ่งหวังและรักแต่เงินรายได้เท่านั้นเป็นเรื่องสำคัญ”
เจ้าชะตานิ่งอึ้ง แต่เมื่อถูกสายตาของหลวงตาและศิษย์ทั้งสามมองจ้องเหมือนจะถามข้อเท็จจริงจึงต้องตอบ “ผมเรียนมาทางหนึ่งงานที่ทำนี้ไม่ต้องใช้วิชาที่เรียนมาเลย แต่รายได้นั้นดีจริงอย่างหลวงตาพยากรณ์ขอรับ”
ครูสมศักดิ์นึกในใจว่า เพราะความแตกฉานรอบรู้ในการจับดาวพยากรณ์ของหลวงตาเช่นนี้เองที่ทำให้โด่งดังมีชื่อเสียงเลื่องลือซึ่งตนเองมิได้พบเห็นมาก่อน จึงนึกภูมิใจที่ได้มาฝากตัวเป็นศิษย์
หลวงตาชี้ที่เสาร์ตัวตนุเศษอีก “ประการที่สำคัญที่สุดที่ตัดชีวิตความก้าวหน้าในการงานของเจ้าชะตาก็คือเสาร์ตนุเศษที่สถิตภพสหัชชะนี่แหละ”
และหลวงตาทานก็ขยักนิ่งเสีย ครูสมศักดิ์พยายามอ่านตามก็ยังเดาไม่ออกว่าจะไปเกี่ยวกับกิจการงานอาชีพได้อย่างไร ยังมองไม่เห็นทาง แต่ความเกรงใจมีมากไม่กล้าซัก จึงได้แต่รอท่านอธิบาย
สักครู่หลวงตาก็ชี้แจงต่อ “ดาวเสาร์มีความหมายถึงความคับแคบตระหนี่ถี่ถ้วน แยกตัวสันโดษ ชาเย็นเห็นแก่ตัว เมื่อตนุเศษคือดาวเสาร์สถิตภพ 3 อันเป็นภพเพื่อน สังคมการติดต่อ ความเห็นอกเห็นใจ ดังนั้นจึงทำให้จิตใจไม่สนใจการคบเพื่อน ไม่สนใจสังคมขาดความเห็นใจในผู้อื่น พูดง่ายๆก็คือว่า ถือสันโดษ คับแคบไม่เอาเพื่อนเอาฝูงนี่แหละเป็นจุดใหญ่ ถึงแม้จะขยันหมั่นเพียรอย่างไร แต่เมื่อขาดการสนับสนุนส่งเสริมจากเพื่อนและบุคคลในวงงานก็ขาดความก้าวหน้าในการงานและบุคลิกเช่นนี้ย่อมเป็นหัวหน้าที่ดีมิได้ จึงมิได้ถูกแต่งตั้ง
พอท่านหยุดพูด หมอเถาก็รีบรินน้ำมาใส่ถ้วย สองมือประคองประเคน ข้างครูก้อนก็จุดบุหรี่ถวายปรนนิบัติเยื่ยงศิษย์ที่ดี ครูสมศักดิ์นั้นมัวแต่คิดคำนึงว่าวิธีพยากรณ์ของหลวงตาแปลกประหลาดผาดโผนแต่ก็ตรงกับข้อเท็จจริงอย่างยิ่ง
หลวงตาดื่มน้ำชาหมดถ้วยแล้ว ก็จ้องหน้าศิษย์ทั้งสาม เหมือนจะให้ตั้งใจฟังเฉพาะ “ดวงชะตาชายในปัจจุบันนี้ถ้าสังคมเสีย เพื่อนเสีย มันก็เหมือนคนว่ายทวนน้ำ กว่าจะถึงก็เหนื่อยสายตัวแทบขาด ดูดวงชะตาเขาอย่าจับดาวจุดเดียวเรื่องเดียว เพราะชีวิตคนเราส่วนอื่นๆมันสัมพันธ์ส่งผลดีชั่วถึงกันทั้งนั้น”
ครูสมศักดิ์ยังสงสัยก็ค่อยๆและเลียมถามกลัวถูกดุ “กาลกิณีในภพศุภะและอุตสาหะติดอริ และตนุลัคน์เป็นประ จะมีผลมั่งไม๊ครับ
“ผลมันมีแน่ กาลกิณีในเรือนศุภะ ก็เจ้านายเขาช่วยโดยตรงมิได้ เห็นอยู่แล้วอุตคสาหะเป็นอาทิตย์เจ้าเรือนลาภะมาติดอริ การงานว่าจะพบความสำเร็จก็พบอุปสรรค ต้องดิ้นรนต่อสู้ตีนถีบปากกัดจึงจะได้ เมื่อดวงชะตามันบอกว่าพึ่งผู้ใหญ่ไม่ได้ จะพึ่งตัวเองตนุลัคน์ก็เป็นประ ผู้ที่พึ่งได้คือเพื่อน เจ้าชะตาก็ไม่เอาเสียอีก แล้วจะพึ่งใคร”
ศิษย์ทั้งสามก้มลงกราบเหมือนตอนพระเทศน์จบ แต่เจ้าชะตายังงงๆอยู่หลวงตาจึงพูดตรงๆตามแบบของพระชราที่ตักเตือนด้วยความหวังดี
”ถ้าคุณปรับปรุงตัวคุณเองให้ดีขึ้นจากที่อาตมาว่าคุณก็จะก้าวหน้าในชีวิตการงานแน่นอน จำไว้ว่า ถ้าคุณชนะตัวคุณเอง คุณจะเป็นผู้ชนะในการงาน”
เสียงกลองเพลดังแต่เมื่อใด ไม่มีใครได้ยิน มารู้เอาตอนเณรชั้วยกสำรับกับข้าวเข้ามาใกล้เตรียมปูเสื่อจัดที่ฉันเสียแล้ว แขกที่มีมารยาทจึงจำใจต้องลา และจดจำสิ่งที่มีค่าสูงสุดแก่ชีวิตกลับไป.

----------------------------------------------------------------------------

พระเคราะห์ถ่ายเรือน

ฝนฤดูมรสุม ฝั่งทะเลตะวันตก ลงเม็ดปรอยๆมาตั้งแต่ตนสายๆพอพ้นเพล ยิ่งตกหนักแน่วเหมือนฟ้ารั่ว
หมอเถาและครูก้อน แวะกุฏิหลวงตาตั้งแต่ก่อนเพล ตั้งใจจะมาเอาฎีกาทอดผ้าป่าไปแจกชาวบ้าน พอกินอาหารเหลือเพลจากหลวงตาเสร็จแล้ว ก็เลยติดฝนไปไหนไม่รอด แลยอยู่ปรนนิบัติอาจารย์ นวดเฟ้นไปคุยกันไป ฝนยิ่งตกหนัก เสียงฝนกระทบหลังคากุฏิซึ่งมุงสังกะสี เสียงฝนก็ยิ่งดังซ่าสนั่นจนต้องตะโกรคุยกันทั้งๆที่นั่งห่างกันชั่วศอก หลวงตาชื้นขี้เกียจตะโกนตอบ จึงเพียงแต่คอยพยักหน้าเออออและพาลจะหนักหนังตา เพราะกำลังสบายฝีมือนวดของหมอเถาและครูก้อน
พอเคลิ้มๆจะงีบก็ต้องสะดุ้งสุดตัว เพราะเสียงหลังคาดังเปรี้ยงทั้งๆที่เสียงฝนดังลั่นก็ยังได้ยินถนัด ไม่มีใครเดาถูกว่าเป็นเสียงอะไร
หมอเถาและครูก้อนวางมือจากนวด เงี่ยหูฟังทั้งเหลียวมองหาสาเหตุ
เปรี้ยงที่สอง ดังแรงกว่าทีแรก และเสียงกลิ้งตามลาดหลังคาปังๆ ตกโครมลงกลางพื้นนอกชานเป็นก้อนอิฐเขื่องเกือบเท่ากำปั้น
หลวงตาชื้นผลุดลุกขึ้นนั่ง “บ๊ะ ใครขว้างหลังคากุฏิว๊ะ”
หมอเถาผลุดลุกขึ้นยืนออกท่านักเลงเก่าทันที “วันนี้ต้องขอเจอนักเลงดีสักหน่อย”
พอหมอเถาขยับจะก้าว ครูก้อนหวังดีก็ตะครุบขากางเกงไว้ “ใจเย็นๆหมอเถา นับอายุเสียก่อน อย่างให้มีเรื่องเลย”
หมอเถากำลังโมโห “อย่าห้ามครู อย่างมากก็เสียฟันสักแถบสองแถบ เรื่องเล็กน่ะ”
ครูก้อนยิ่งยึดไว้แน่นไม่ยอมปล่อย ทั้งเหนียวรั้งเต็มแรง เพราะหมอเถาดิ้นรนลากขาจะไปให้ได้ ยื้อยุดฉุดรั้งกัน จนหมอเถาร้อง
“อุบ๊ะ ครูปล่อยขาก่อน”
“ไม่ปล่อยว่ะ” ครูก้อนดื้อแถมดึงหนักเข้าอีก
“ปัดโธ่เว้ย บอกให้ปล่อย กางเกงหลุดแล้ว เดี๋ยวเป็นอ้ายชีเปลือย” สองมือหมอเถายึดขอบกางเกงแน่น เพราะชายพกหลุด”
ครูก้อนหัวเราะกิ๊ก อดขำท่าทางนักเลงเก่าหมอเถา กำลังยึดกางเกงตัวงอป้องกันความอุจาด จึงปล่อยมือจากขากางเกง
หมอเถาได้ท่านุ่งกางเกงหยักรั้งทะมัดทะแมง ฝ่าฝนออกไปหยิบก้อนอิฐที่ขว้างเข้ามาตกอยู่ ปราดไปถอดดานประตูชานกุฏิ เปิดออกไปยืนกำ สิ่งที่เห็นท่ามกลางสายฝนที่กำลังตกหนัก คือ รถยนต์เก๋งสีมืดๆจอดอยู่หน้าบันไดมองไม่ถนัดเพราะสายฝนตกจนมัวตา อารามโมโหคิดปักใจว่าอ้ายรถยนต์คันนี้แน่ตัวจำเลย
“เอ้า…เอ้าขว้างมา ข้าก็คืนไป” มือหมอเถาเร็วเท่าความคิด แม้ครูก้อนที่วิ่งตามติดมายืนชิดหลังอยู่ก็ห้ามไม่ทัน หมอเถาขว้างอิฐเข้าใส่รถยนต์ แม้เสียงฝนดังลั่นก็ยังได้ยินเสียงก้อนอิฐกระทบหลังคารถดังสนั่น
ปฏิกิริยาในรถเกิดทันที เสียงแตรรถกดดังยาว หมอเถาหูหาเรื่องฟังเป็นเสียงด่าตอบเลยพาลกวักมือตะโกนท้าทาย
“ออกมาเว้ยนักเลง ขอชมฝีมือซึ่งๆหน้าสักหน่อย”
หน้าต่างกระจกรถยนต์ที่ปิดกันฝนก็เลื่อนลง สิ่งที่เห็นกลางสายฝนทั้งหมอเถาและครูก้อนก็คือวัตถุสีดำสนิทเป็นลำค่อยๆยื่นออกมาจากหน้าต่างรถ ชี้ปลายมาทางหมอเถาและครูก้อน พอสุดช่วงยาวแค่แขนหมอเถาก็เดาได้ว่าเป็นอะไร
“เฮ้ย ปืน หลบเร็ว”
หมอเถาร้องสุดเสียง ผงะจะถอยหลังหลับเข้าประตูซึ่งเปิดอยู่บานเดียว และครูก้อนซึ่งยืนติดหลังขวางประตูอยู่เต็มตัว จึงปะทะกันติดอยู่ตรงนั้นเอง อารามกลัวปืน หมอเถาจึงตัดสินใจไปตายเอาดาบหน้า คือพุ่งลงจากบันไดกุฏิกึ่งโดดกึ่งกลิ้งลงไปกองอยู่โคนต้นมะยมตีนบันได ส่วนนัยน์ตาจับจ้องอยู่ที่วัตถุนั้นไม่กระพริบ
เสียงเหมือนลั่นไกดังแกร็ก หมอเถาหลับตาปี๋ แต่หูไม่ได้ยินเสียงเปรี้ยงอย่างเสียงปืนอย่างที่คิด พอลืมตากลับเห็นเจ้าท่อนดำยาวนั้นกางพรึ้บเป็นร่มผ้าสีดำกันฝนคันใหญ่ และเจ้าของร่มก็เปิดประตูลงมาหลบเข้าใต้ร่มเป็นสตรีอายุวัย 50 และคนขับซึ่งเป็นหญิงสวยแต่ไม่สาวนัก ก็ตามติดลงมาเช่นกัน
และมือขว้างกุฏิ ซึ่งหลบเข้าใต้ถุนกุฏิเพื่อหาอิฐก้อนที่ 3 เมื่อได้ยินเสียงประตูเปิดก็วิ่งอออกมา เห็นหมอเถานั่งพับเพียบอยู่โคนต้นมะยมก็เข้าประคอง ไม่รู้เหตุผลในหัวใจของหมอเถา
และออกปากแสดงความสงสาร “ลุงหมอร้อนอกร้อนใจเรื่องอะไรหรือ ถึงลงมานั่งพับเพียบตากฝนอยู่ยังงี้”
หมอเถากำลังทั้งโกรธทั้งอาย ปัดมือเจ้าแจ้งเด็กรุ่นแถวท่ารถเมล์ซึ่งมีอาชีพประจำในทางรับจ้างพาแขกมาหาหลวงตา
“เอ็งอย่ายุ่ง อ้ายแจ้ง เรื่องของข้า เอ็งไม่เกี่ยว”
“ถ้ายังงั้น ก็เชิญตามสบาย” เจ้าแจ้งยักคิ้วแพร็บตามนิสัยทะลึ่งลุกขึ้นนำหน้าสตรีทั้งสองขึ้นบันไดเข้ากุฏิไป
หมอเถาขัดยอกสีข้าง ลุกชึ้นไม่ถนัดเหลียวหาครูก้อนหวังจะให้ช่วยก็พลอยหายหัวหลบเข้าไปแล้ว จึงต้องกัดฟันทรงตัวลุกขึ้นจนได้ ร่างกายเปรอะเปื้อนดินปนน้ำฝนไปทั้งตัว นึกอายตัวเองที่เป็นกระต่ายตื่นตูม ค่อยๆพยุงกายไต่บันไดตามขึ้นกุฏิไป
สองสตรีเข้าชายคาจึงลดร่มลง และนั่งพับเพียบเรียบร้อยกราบหลวงตาอยู่ตรงหน้า
ครูก้อนเป็นคนจำได้ก่อน จึงทักขึ้น “คุณประภานั่นเอง นึกว่าใคร”
“ใช่แล้วจ้ะ ฉันเอง ครูก้อน” หญิงวัยสูงอายุยิ้มรับทักทาย
หลวงตาชื้นเพ่งมองหน้าคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยพบเห็นและรู้จักมาก่อน แต่นึกไม่ออก เธอเดากิริยาหลวงตาได้ จึงท้าวความเก่า
“ดิฉันเป็นบุตรแม่พร หัวหิน เจ้าค่ะ ตั้งแต่เจ้าคุณใหญ่มรณภาพดิฉันและคุณแม่ไม่ได้มาจังหวัดนี้เสียนานหลายปี หลวงตาเลยจำไม่ได้”
หลวงตามองหน้าเลิ่กลั่ก ไม่ได้ยินเสียงพูด เพราะเสียงฝนกระทบหลังคาดังกราวกลบเสียงหมด ครูก้อนก็เลยต้องรับหน้าที่สื่อสารคือเอียงหน้าเข้าไปป้องปากใกล้หูหลวงตา ทวนคำพูดให้ฟัง
อ้างถึงคุณแม่พร หลวงตาชื้นจำได้ทันที “นึกออกแล้ว คุณเคยมากับคุณแม่พรเสมอ ท่านเจ้าคุณใหญ่เมื่อสมัยท่านยังอยู่ได้อาศัยคุณแม่พร ทำบุญสร้างถาวรวัตถุให้แก่วัดไว้มาก เออ ขออภัย อาตมาแก่ลงไป ชักฟั่นเฟือนหลงๆลืมๆจำคนไม่ใคร่แม่น คุณประภาเองก็แปลกตาไปมาก จนจำไม่ถนัด
ครูก้อนก็เอียงหน้าเข้าใกล้คุณประภาทวนคำหลวงตาให้ฟังและแถมคำของตนเองด้วย “เมื่อตอนผมเป็นครูอยู่หัวหิน ทางโรงเรียนขาดสิ่งไรออกปากได้เสมอ”
คุณประภายิ้มแย้มเมื่อถูกยกย่อง และพูดผ่านเครื่องสื่อสารมีชีวิต “มาพบคนเก่าแก่วันนี้ดีใจจริงค่ะ ออกรถจากหัวหินมาพบฝนกลางทาง มาตกหนักเลยหลบอยู่ท่ารถเมล์จะมารบกวนหลวงตาไม่รู้จะสืบถามใคร ได้พ่อหนูน้อยเขารับอาสาพามานี่”
หมอเถาแอบเข้าห้องเณรชั้วเช็ดตัวและบิดเสื้อกางเกงจนหมาดๆและทายาหม่องสีข้างจนกลิ่นฟุ้ง ออกมานั่งข้างๆฟังเขาสนทนากัน
พายุฝนเบาลง และฝนก็ซาลงจนพอจะพูดกันได้ยินถนัด
คุณประภาเหลียวเห็นหมอเถาก็ทักทายวิสาสะผูกมิตร “พ่อลุงเป็นคนแปลกดีใช้ก้อนอิฐขว้างหลังคารถเรียกและกวักมือให้ฉันขึ้นกุฏิ พอฉันกางร่มกลับโดดบันไดลงมานั่งรับข้างล่าง ฉับขอขอบใจ”
หอมเถาหลบตาอายๆไม่อาจบอกความในใจของตนได้ เพราะต่างคนต่างเข้าใจไขว้เขวกันจับต้นชนปลายไม่ได้ จึงได้แต่ยิ้มฝืดๆแก้เก้อ
คุณประภายังคงพูดต่อไปอีก คนเมืองนี้เขาช่างเป็นนักขว้างกันเก่งจริงๆพ่อหนูน้อยคนนี้ก็เหมือนกัน ตกลงให้พามากุฏิหลวงตาแกคิด 5 บาท เพิ่มค่าฝนตกอีก 5 บาท เป็น 10 บาท พอมาถึงกุฏิเรียกเปิดประตูรับไม่มีใครได้ยินเพราะฝนตกหนักแกมาเจรจาขอพิเศษอีก 10 บาท โดยจะหาวิธีพิเศษเรียกให้คนเปิดประตูรับจนได้ นึกไม่ถึงว่าแกจะใช้วิธีขว้างหลังคา ตะโกนห้ามแกก็ไม่ได้ยินเพราะอยู่ในรถ”
หมอเถานั่งนึกอยู่ในใจว่าคุณนายหัวหินคนนี้แกช่างพูดเสียจริง แกพูดจ้อยๆอยู่คนเดียว
หลวางตาชื้นนิ่งฟังเรื่ออยู่ทั้งครูก้อนแอบกระซิบเหตุที่หมอเถาตกบันไดและมีความเกรงใจคุณประภาอยู่เป็นทุน จึงระงับเรื่องไม่ไต่สวนเรื่องขว้างหลังคากุฏิ เพราะต่างฝ่ายต่างเกินเหตุและเมื่อหักกลบลบกัน ขาดทุนเขานิดหน่อยตรงหมอเถาศิษย์เจ็บตัว
“ขอบใจคุณประภาที่แวะมาเยี่ยม หากมีกิจจะใช้สอย อาตมายินดีเสมอ”
“ดิฉันไม่กล้าบังอาจตหรอกเจ้าค่ะเพียงแต่มีเรื่องร้อนใจจึงมากราบเท้าขอความกรุณา” คุณประภาหันมาทางสาววัย 30 ที่มาด้วยและนั่งนิ่งอยู่ข้างๆ” แม่เยวเรศเป็นลูกน้องสาวดิฉัน พ่อกับแม่เขาแยกกัน ดิฉันก็เลยรับตัวมาอยู่ด้วยนานมาแล้ว อยากจะให้หลวงตาผูกดวงว่าจะมีเนื้อคู่หรือไม่”
หลวงตาชื้นพิจารณารูปร่างหน้าตาปรารภอย่างแปลกใจ “รูปร่างหน้าตาสะสวยกว่าสาวหลายๆคนไม่น่าจะต้องมาหาหมอดู ดูเนื้อคู่เลยแม่หนุเอ๋ย”
“ไม่ใช่ว่าจะไร้คู่หรือเจ้าค่ะหลวงตา” คุณประภาเกรงหลวงตาเข้าใจผิดจึงอธิบายความออกไปอีก “ใครเห็นใครชอบมีคนมาสู่ขอหลายรายล้วนแต่คนดีมีหลักฐานทั้งนั้น เธอไม่ตกลงด้วยสักรายเดียวมาจนอายุป่านนี้ ครั้นปลอบโยนให้หาคู่ครองมากเข้าก็จะกลายเป็นหลานสาวคนเดียวเลี้ยงไม่ได้ จะหาทางขับไล่ไสส่งไปให้พ้นๆแกมีใจเกลียดกลัวผู้ชายเสียจริงๆจะขออยู่เป็นสาวจนแก่ตาย ดิฉันจึงพาตัวมาหาหลวงตาเจ้าค่ะ”
หมอเถาซึ่งนั่งคู่กับครูก้อนอยู่ห่างๆแอบกระซิบข้างหูเพื่อนเกลอเบาๆตามอารมณ์ปากอยู่ไม่สุข “ยังงี้ไม่ยาก ต้องใช้วิธีล้างสมองแบบคอมมานิต”
ครูก้อนต้องรีบขยิบตาห้าม กลัวคุณประภาจะได้ยินเข้า เจ้าเด็กแจ้งซึ่งยืนกระสับกระส่ายคอยท่าอยู่นานแล้วได้ช่องก็ยกมือไหว้หลวงตาและหันมาบอกลาคุณผู้หญิง
“ฝนหายแล้วผมจะต้องไปช่วยแม่ขายของจะต้องขอลาละครับ”
“เชิญเถอะพ่อหนู ฉันขอบใจที่พามา” คุณประภาขอบใจโดยไม่เหลียวมา เพราะกำลังมัวสนใจอยู่กับหลวงตา เจ้าเด็กแจ้งยังไม่ยอมไปคงออกปากลาอีกเป็นหนสอง ทำเหมือนไม่ได้ยินคำขอบใจจนคุณประภาต้องหันไปดู ก็พบวิธีไหว้แบบพิศดารของเจ้าเด็กแจ้งจอมแก่น คือยกมือไหว้ด้วยมือขวาข้างเดียวแต่มือซ้ายกลับแบมาตรงหน้าบอกความหมายชัดโดยไม่ต้องแปล
คุณประภารีบควักธนบัตรใบละ 20 บาทใส่มือให้ เจ้าแจ้งลงจากกุฏิไปได้
หลวงตาชื้นคว้ากระดานโหรมา ถามวันเดือนปี วางดาวลงในดวงชะตาอย่างคล่องแคล่ว หมอเถาและครูก้อน ค่อยๆคลานหลีกแขกเข้าไปแอบข้างหลวงตาอย่างเคย
ผูกดวงเสร็จหลวงตาตรวจดูดาวประจำจักราศีนิ่งอยู่ มือถือช็อล์กเคาะกระดานอย่างใช้ความคิดอยู่ครู่ใหญ่แล้วเงยดูหน้าคุณประภา
“ถ้าคุณพ่อคุณยังไม่เสีย คงไม่ต้องหอบดวงมาหาอาตมาหรองกเพราะในสมัยนั้นท่านช่ำชองอยู่มากและเป็นศิษย์เล่าเรียนโหราศาสตร์โดยตรงจากเจ้าคุณใหญ่”
“เจ้าค่ะ” คุณประภารับคำคล้อยตามหลวงตา “แต่คุณพ่อก็ยังยกย่องชมหลวงตาอยู่เสมอ ว่าอ่านดาวลึกซึ้งวิจิตรพิศดารกว่าท่านมาก”
หลวงตาส่ายหน้ายังไม่ยอมรัยคำชม “ไม่ถึงเพียงนั้นหรอกคุณ ท่านพูดตามวิสัยบัณฑิตซึ่งมักยกย่องผู้อื่นดีกว่าตนเสมอ”
คุณประภาเป็นคนช่างพูดช่างเล่า ก็เอ๋ยต่อไปอีกว่า “คุณพ่อท่านพยายามจะให้ดิฉันรู้โหราศาสตร์ตลอดมาด้วยอุบายนานาประการให้คัดลอกดวงสถิติที่เก็บเป็นประวัติไว้บ้าง คัดลอกดวงกฎเกณฑ์ที่บันทึกไว้บ้าง ท่านว่าคนรู้โหราศาสตร์ย่อมปลงตกในบุญบาปที่เกิดแก่ชีวิตแต่ดิฉันก็สักแต่ว่ารู้เอาไปใช้ประโยชน์อะไรมิได้
หลวงตาเหมือนจะได้คิดอะไรในใจอยู่จึงเลื่อนกระดานโหรที่เขียนดวงชะตาไว้มาตรงหน้าคู่สนทนา
“คุณลองดูดวงนี้ทีหรือ พอจะอ่านได้ความว่ากระไรบ้าง”
“ลำพังดิฉันอ่านไม่ออกเจ้าค่ะ สมัยคุณพ่อท่านชี้ไปแนะไปจึงรู้ความไปตามท่านบอก” คุณประภาชี้ดวงบนกระดาน “อย่างดวงแม่เยาว์นี่ ดิฉันมองดูภพปัตนิดมีดาวเข้าไปชุมนุมกันมากมายหลายดวงจนไม่รุ้ว่าจะอ่านอย่างไร อ่านดีก็ได้ ร้ายก็ได้”
“ดีแล้ว เดี๋ยวอาตมาจะอ่านให้ฟัง แต่เรื่องของเธอมันซับซ้อนลี้ลับอยุ่หลายสถานและเป็นการส่วนตัวเฉพาะอยู่” หลวงตาชื้นพูดจบก็หันมาพยักหน้ากับหมอเถาและครูก้อน “ฝนขาดเม็ดแล้ว เอาฎีกาผ้าป่าไปแจกเขาตามที่สั่งไว้เสียเถอะ”
หมอเถาและครูก้อนรู้ทีว่าหลวงตาทานไม่ต้องการให้อยู่ฟัง จึงฉวยมัดซองฎีกาผ้าป่าออกมา ใจนั้นยังนึกเสียดายที่มิได้ฟังอาจารย์ท่านอ่านดวงชะตา ซึ่งจะได้ความรู้อีกมาก แต่อีกใจหนึ่งก็ยังคิดว่าในวันหลังจะต้องเรียนถามให้ได้
พอหมอเถาและครุก้อนลับลงประตูไปแล้ว หลวงตาชื้นก็บอกแก่หลานสาวคุณประภา “ขออภัย เชิญคุณไปนั่งเล่นทางหอฉันโน่นสักครู่ ขออาตมาปรึกษากับคุณประภาสักประเดี๋ยว”
หลานคุณประภาจึงปลีกตัวออกไปนั่งอยู่ที่หอฉันห่างกันพอเห็น แต่ไม่ได้ยินการสนทนา พอเหลือกันอยู่ลำพัง หลวงตาชื้นก็ชี้ลงที่เรือนปัตนิในดวงชะตา
“เอากันตรงที่คุณประภามีเรื่องหนักอกหนักใจนี่แหละ ดาวเข้าสถิตอยู่หลายดวงล้วนแต่พกเอาความหมายมากเรื่องมากราวให้เกิดขึ้นทั้งนั้น”
คุณประภารับคำเจ้าค่ะ ก็จริง แต่ก็อดออกความเห็นมิได้ “เมื่อแรกที่ดิฉันจะรับตัวมา ดูดวงแม่เยาว์เห็นจันทร์ร่วมอังคาร เล็งลัคนาอยู่ในเรียนปัตนิไม่สบายใจเลยเพราะคุณพ่อเคยว่ามันเป็นคู่ชู้สาว และอังคารก็คือตนุลัคน์ ตัวของเธอเอง เกรงแกจะมีนิสัยชอบคบชู้สู่ชาย ทำให้ดิฉันต้องอับอายชาวบ้านเขา แต่พอมาอยู่กันตริงกลับตรงกันข้ามแกเกลียดกลัวผู้ชายอย่างเอาเป็นเอาตาย ดิฉันยิ่งไม่เข้าใจใหญ่ไม่รู้ว่าดาวผิดหรือคนผิดกันแน่”
“ไม่ผิดทั้งดาวทั้งคนหรอกคุณ” หลวงตาชื้นยิ้มชอบใจที่คุณประภามีความรู้โหราศาสตร์พอตัว “ดาวในเรือนปัตนิเขามีอยู่หลายดวงทำไมไปเลือกอ่านเอาเพียงจันทร์กับอังคารแล้วเอาดาวอื่นเขาไปทิ้งเสียไหนหมด”
คุณประภาเป็นคนมีมารยาทดีก็รับคำ “เจ้าค่ะ”
“อ่านดาวมันต้องเริ่มทีละขั้น ตั้งแต่ต้นไปหาปลายอย่างเช่น ดวงนี้ก็ต้องเริ่มจับอังคารก่อน เพราะเป็นตนุลัคน์เท่ากับตัวเราเอง อังคารไปอยู่เรือนปัตนิเป็นประก็เท่ากับตัวเองต่ำต้อย เสื่อมเสียและอังคารเป็นเจ้าเรือนอริอีกเรือนหนึ่ง ซึ่งหมายถึงความเดือดร้อนยุ่งยากในเรือนปัตนิก็ย่อมเป็นเรื่องเกี่ยวด้วยความรักความเสน่หาหรือต่างเพศทั้งเป็นราศีพฤษภเรือนศุกร์ด้วยก็ยิ่งมีความหมายแน่นอนเข้า เมื่อเอาจันทร์บวกความหมายอังคารเข้าความหมายก็ยันเอาว่าเป็นเรื่องชู้สาวตามที่คุณเข้าใจและเมื่อเอาเสาร์เข้าร่วมอ่านกับอังคารร่วมภพอริซึ่งเป็นศัตรู หมายถึงทำร้ายข่มเหงกระทบกระทั่งแตกหักรุนแรงร้ายแรง ก็อ่านได้ว่าเป็นเหตุการณ์ข่มเหง ประทุษร้าย ร้ายแรงแก่เจ้าชะตา และเมื่อเอาเสาร์อ่านร่วมกับจันทร์ซึ่งเป็นคู่ดาวศัตรูที่หมายถึงการพลัดพรากแตกแยกจากกัน ก็ต้องหมายถึงเมื่อเกิดเหตุทำให้พลัดพรากจากกันหรือเหตุการณ์เกิดแล้วก็ผ่านชีวืตไปไม่คงอยู่ถาวรและเมื่อเอาเกตุเข้ามาอ่านร่วมก็หมายถึงเกิดโดยฉับพลันทันทีรวดเร็วไม่คาดฝัน ยิ่งเอามฤตยูเข้าอ่านร่วมก็เพิ่มความหมายว่ามันเป็นอาเพทแก่ชีวิต เป็นมฤตยูที่ให้ความหมายสูญสิ้นแก่ชีวิต ทีนี้ลองดูผลลัพธ์แก่ชีวิตและจิตใจเจ้าชะตาว่าเป็นอย่างไรจ้าเรือนปัตนืที่มีเหตุยุ่งยากเดือดร้อนนั้นคือศุกร์ เมื่อตามดูศุกร์ก็จะพบว่ามาเป็นเกษตรวินาศลัคนาอยู่อ่านได้ว่าเป็นเหตุการณ์ที่ปกปิดหรือเป็นเรื่องลี้ลับแก่เจ้าชะตาโดยตลอดไปหรือจะอ่านสอบทางตนุเศษในด้านจิตใจก็คือ ศุกร์เจ้าเรือนปัตนิคือความรักความใคร่นั้นอยู่ภพที่6 กับตนุเศษ อันเป็นอริกับจิตใจเจ้าชะตาซึ่งคิดเป็นเรื่องเดือดเนื้อร้อนใจ หรือเป็นทุกข์ใจของเจ้าชะตานั้นเองและเมื่อเป็นตนุเศษคือเสาร์กับศุกร์ก็ยิ่งเป็นความคิดที่ขมขื่นระทมตรมตรอมใจนั้นเอง เฮ่อ”
หลวงตาหยุดพูดระบายลมหายใจยาว เพราะสังขารมันทำท่าจะหยุดหายใจเอาเมื่อไม่มีหมอเถา ศิษย์ที่เคยปรนนิบัติ หลวงตาชื้นก็ต้องปรนนิบัติตนเอง รินน้ำชาและจุดบุหรี่สูบทั้งๆที่ฝนตกเพิ่งหยุดอากาศยังเย็นแต่หลวงตาชื้นเหงื่อซึมเพราะเหนื่อย
คุณประภาเกรงใจ เพราะเห็นหลวงตาเหนื่อยจึงไม่กล้าซักต่อได้แน่นิ่งอยู่ จนหลวงตาชื้นหายใจคล่องขึ้น จึงถามคุณประภาเบาๆแต่จริงจัง
“ขอถามตรงๆอย่าอับอายพระแก่ๆแม่หลานสาวเสียเนื้อเสียตัวกับผู้ชายเพราะถูกข่มเหงรังแกคิดร้ายจนกลายเป็นคนมีความรู้สึกขมขื่นต่อชีวิต จริงหรือเปล่า”
คุณประภารับปากง่ายดาย “มีเจ้าค่ะแกถูกปลุกปล้ำทำมิดีมิร้ายจาก..”
“เดี๋ยวก่อนอย่างเพิ่งเล่า…” หลวงตาชื้นห้ามไว้และชี้ดาวที่เรือนปัตนิ “เมื่ออังคารเป็นตนุลัคน์คือตัวเอง จันทร์ก็จะมาจากภพศุภะซึ่งแปลว่าที่พึ่งที่นับถือ และเสาร์มาจากภพสหัชชะซึ่งแปลว่าเพื่อน ครั้นจะแปลว่าตัวมาร คือเพื่อนชายที่นับถือพึ่งพาก็ดูมันไม่กลมกลืน เพราะมันยังมีเค้าอีกความหมายหนึ่งอยู่ แต่ขอถามก่อนว่าเมื่อพ่อกับแม่ของแกแยกกันคุณแม่มีสามีใหม่อีกหรือเปล่า”
คุณประภารับคำว่า “พ่อแก่ไปมีเมียใหม่ แม่ก็เลยไปได้สามีใหม่บ้าง”
หลวงตาชื้นตบเข่าตัวเองฉาด “ได้เรื่องล่ะเจ้าผู้ร้ายมันก็คือพ่อเลี้ยงนั่นเองที่เป็นคนทำมิดคีมิร้ายใช่หรือไม่”
คุณประภาตกใจ นึกไม่ถึงว่าหลวงตาชื้นจะกล้ายทายจังๆเช่นนั้น และถูกต้องเหมือนรู้เห็นเหตุการณ์มาด้วยตัวเอง เธอยกมือไหว้เคารพด้วยเต็มใจ
“ถูกต้องตามคำหลวงตาทุกประการเจ้าค่ะ เรื่องมันเป็นอย่างนี้เจ้าค่ะ เมื่อพ่อแม่แกแยกกันแม่เยาว์แกก็ติดตามไปอยู่กับแม่ เมื่อแม่ได้สามีใหม่ก็ต้องอาศัยร่วมครอบครัวเดียวกันกับพ่อเลี้ยง แก่กำลังสาวเต็มตัว พอได้โอกาสพ่อเลี้ยงก็เข้าปลุกปล้ำเสียทีเขาจนได้ แม่รู้เรื่องเข้าก็เลยให้ดิฉันรับตัวแยกมาอยู่เสียให้พ้นเรื่องอับอาย และเจ้าตัวแกก็ยินดีที่จะได้พ้นมือมารร้าย ตั้งแต่นั้นมาผู้ชายซึ่งเป็นพ่อบังเกิดเกล้าไปมีเมียใหม่จนบ้านแตกสาแหรกขาดและผู้ชายที่เป็นพ่อเลี้ยงซึ่งเป็นโจรปล้นชีวิตจนต้องเป็นมลทินหัวใจไปตลอดชาติ แม่เยาว์จึงเกลียดความรักและผูกพยาบาทผู้ชายทุกคนตลอดชีวิต ทั้งเกลียดกลัวการแต่งงานหนักหนาเจ้าค่ะ”
หลวงตาพยักหน้าเห็นใจ “ก็น่าให้เขาเข็ดขยาดผู้ชายหรอก ดีแต่ว่าตนุเศษแกเป็นเสาร์ทำให้แกใจแข็งอดทนต่อความทุกข์มิฉะนั้นอาจทำให้แกคิดสั้น ทำลายชีวิตตัวเองเสียแล้วก็ได้”
คุณประภายังสงสัยความหมายของดวงดาวที่หลวงตาอ่าน จึงเรียนถามเกรงๆใจ “โปรดอย่าหาว่าดิฉันซักไซร้ไล่เลียงเลยเจ้าค่ะ ถ้าเสาร์เป็นตัวการก่อเวร อ่านว่าเพื่อนก็คงถูกเพราะเป็นเจ้าเรือนสหัชชะแต่อ่านว่าเป็นพ่อเลี้ยงนั้นดิฉันไม่สู้จะเข้าใจเจ้าค่ะ”
“อ้อ…ลืมอธิบายไปอ่านรวบรัดไปหน่อย มิใช่ว่าเดาเอาหราอกคุณดวงดาวเขาบอกเช่นนั้นจริงๆ” หลวงตาชื้นชี้นิ้วไล่เรือนไปบนกระดาน “อันว่าราศีมังกรเป็นเรือนของเสาร์ทางลัคนาเป็นภพสหัชชะแม่เมื่อนับจากตนุเศษราศีมังกรก็เป็นภพศุภะของตนุเศษ หมายถึงที่พึ่งทางจิตใจของเธอและถ้าดูจากราหูซึ่งเป็นดาวลอยสถิตอยู่ในราศีกรกฏ ราศีมังกรก็เป็นภพปัตนิของราหู เสาร์เจ้าเรือนราศีมังกรจึงเป็นดาวปัตนิของราหูด้วย ราหูคือใคร ราหูก็คือเจ้าเรือนพันธุของเจ้าชะตา เรือนนี้ก็คือญาติหรือมารดา กิมื่อเสาร์คือผัวของแม่ก็คือพ่อไม่เป็นพ่อเลี้ยงแล้วจะเป็นใครไปได้ การอ่านดาวทางนี้เขาเรียก “พระเคราะห์ถ่ายเรือน” เพื่อหาความหมายและเรื่องราวประกอบเหตุการณ์ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น”
คุณประภาก้มลงกราบรับความเมตตาที่ได้รับความรู้อันหาค่ามิได้จากหลวงตาชื้นและปรับทุกข์ถึงเรื่องที่ตั้งใจมาหา
“เรื่องเนื้อคู่ของเม่เยาว์หลวงตาคิดว่าจะมีผลอย่างไรในอนาคตเจ้าค๊ะ”
“อาตมาเป็นสงฆ์ มันคอยแต่จะคิดเอาว่าความรักความใคร่ มันเป็นกิเลสให้เกิดความทุกข์อยู่ท่าเดียว แต่ดวงแม่หลานสาวคนนี้ในเรือนปัตนิของเธอ ดวงดาวให้โทษมีอยู่มาก เช่น เสาร์กับจันทร์มันบอกถึงความพลัดพรากเลิกร้างกัน เสาร์กับอังคารมันกระทบกระทั่งแตกแยกร้าวฉาน จันทร์กับอังคารมันรักใครผิดศีลผิดธรรมได้ง่าย ซ้ำศุกร์เจ้าเรือนมาแสดงผลวินาศลัคนาเสียอีก ทางที่ดีอย่าไปกวนใจแกเลย แกอยากอยู่เป็นสาวโสดก็ปล่อยตามใจแกเถิด ขึนใจตบแต่งไปก็ต้องเลิกร้างแตกแยกเกิดทุกข์จนได้เท่ากับว่าชีวิตแกมีรอยร้าวอยู่ในเรื่องคู่ครองอยู่แล้ว พอกระทบกระทั่งเข้าก็จะแตกทำลายลงโดยง่าย ถ้ารักและสงสารก็ปล่อยตามใจแกปรารถนาจะดีกว่า ถือคำเสภาเก่าเขาว่า “อดข้าวดอกนะเจ้าชีวาวาย ไม่ตายดอกเพราะอดเสน่หา”
คุณประภาหัวร่อชอบใจที่หลวงตาเจ้าบทเจ้ากลอน ก้มลงกราบ “ดิฉันจะจดจำคำของหลวงตาและจะปฏิบัติตามคำแนะนำที่หลวงตาแนะให้ เป็นพระเดชพระคุณอย่างสูงสุด”
ฝนที่หายขาดเม็ดไปแล้ว กลับตั้งเค้ามาอีก ฟ้ามือและพายุพัดแรงจัด เป็นลางบอกถึงฝนจะตกหนักอีกไม่ช้า
คุณประภากวักมือเรียกแม่หลานสาวเข้ามากราบลาหลวงตาชื้นเพราะเกรงจะขับรถกลับลำบาก ไปมือค่ำกลางทางและก่อนจะกลับ คุณประภาเปิดกระเป๋าถือ นับธนบัตรใบละ 100 ครบหนึ่งพันบาท ลงวางถวายตรงหน้าหลวงตาไว้
“ทราบเมื่อครู่ว่า หลวงตากำลังเรื่อไรทอดผ้าป่า ดิฉันขอทำบุญร่วมองค์ผ้าป่าด้วยเจ้าค่ะ และวันทอดจะมาอีกครั้ง”
หลวงตาชื้นเอากลักบุหรี่ทับไว้ กันปลิวตามพายุที่กำลังพัดอยู่ปลื้มอกปลื้มใจที่ผลบุญเกิดทันตาเห็น ท่านให้ศีลให้พรอนุโมทนาให้คุณประภาและหลานสาวได้ประสบความเจริญสุขในชีวิตและลาภผลสมบัติศฤงคาร อันอุดมทุกประการ

----------------------------------------------------------------------------

ฤกษ์งาม-ยามดี


พอตกเวลาสายวันอาทิตย์
สามศิษย์ซึ่งเป็นหนึ่งหมอกับสองครู อยู่พร้อมหน้ากันบนกุฏิหลวงตาชื้นเช่นเคย เพราะวันอาทิตย์หลวงตาชื้นมักจะมีแขกมาเยี่ยมเยือนมากกว่าวันปกติทั้งหมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ จึงถือเป็นหน้าที่จะต้องมาคอยปรนนิบัติรับใช้เป็นประจำ เป็นการแสดงกตัญญุตาคุณต่อครูบาอาจารย์
ครูก้อนมองสารรูปหมอเถาอย่างพินิจพิจารณาหลายตลบและยิ้มๆทัก “วันนี้ดูหมอเถาแปลกตาไปแยะ”
ครูสมศักดิ์พลอยสังเกตบ้าง ก็เห็นจริง “นั่นซี ดูค่อยมีราศีคุณหมอขึ้นมาหน่อย”
หมอเถาดูตัวเองแล้วก็ดูหน้าเพื่อน ยังไม่ค่อยไว้ใจว่าจะถูกชมหรือถูกล้อเลียน จึงยักคิ้วเล่นๆ
ครูก้อนค่อยบรรจงจับเสื้อและกางเกงซึ่งใหม่เอี่ยม รอยกลีบที่พับวางหงายขึ้นเป็นรอยสี่เหลี่ยมชัด
“เปลี่ยนคราบใหม่ทั้งชุดกระทั่งผ้าขาวม้าคาดพุงทีเดียว ดูค่อยมีมาดเป็นหมอยาก่อนๆมันซอมซ่อดูเป็นหมอผีมากกว่า”
หมอเถาถูกล้อก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย “ชุดเก่ามันขาดเย็บก็ไม่ติด เพราะเนื้อมันเปื่อยเต็มที ก็เลยต้องเปลี่ยน ไม่ได้อยากสวยอยากงามอะไรหรอก”
ครูสมศักดิ์ซึ่งค่อยคุ้นเคยขึ้นจนกล้าถามตรงๆ”ทำไมต้องรอให้ขาดแล้วจึงเปลี่ยนทีละชุดน๊ะหมอเถา ใส่ทั้งปีทั้งชาติก็ใส่สีน้ำเงินชุดเดียวตลอด จนจะกลายเป็นเครื่องแบบไปแล้ว”
“อุบ๊ะ…ถามโง่ๆไปได้” หมอเถาตอบโดยไม่ต้องคิด “ก็ไม่มีสตังค์จะเปลี่ยนมากกว่าหนึ่งชุดนะซี ลำพังชุดเดียวก็ยังต้อยค่อยๆเก็บสตังค์ไว้เป็นเดือน
ครูก้อนซักต่อไปอีก “หมู่นี้ถ้าจะมีไข้ให้รักษา ได้เงินทองดีกระมัง”
“ก็พออาศัยอยู่บ้างหรอก หน้านี้เปลี่ยนฤดูร่างกายคนเรามันปรับตัวตามความร้อนหนาวไม่ทันก็มักเป็นไข้กันมาก” หมอเถาจับเสื้อตัวเองดูแล้วเล่าเปิดเผย “ชุดนี้ไม่ได้ซื้อ รักษาไข้เขาหาย เขาเลยซื้อทำขวัญ”
ครูสมศักดิ์ออกความเห็นว่า “ธรรมดาหมอแผนโบราณเขาต้องตั้งเงินขวัญข้าวค่ารักษากันไว้เป็นราคาเงิน เมื่อรักษาหายก็ชำระกันทำไมหมอเถาไม่ถือแบบอย่าง”
หมอเถานิ่งอึ้ง สีหน้าที่ดูสนุกครึกครื้นดูสลดไป “คนไข้ที่มารักษาหมอไทยส่วนมากล้วนแต่คนยากจนหาเช้ากินเช้าหมด จะกินค่ำก็ต้องหาค่ำอีก ไม่มีเงินพอจะไปฉีดยาวฝรั่ง เพราะฉะนั้นจะหวังเงินทองน่ะมันยาก ส่วนมากรักาหายแล้วมักได้เป็นสิ่งของ ได้ข้าวสารบ้าง ปลาเค็มบ้าง ได้น้ำปลาขวดเดียวก็ยังเคย เหมาะเกิดตายลงค่ารักษาไม่ได้ก็ยังต้องช่วยเป็นสัปเหร่อเสียอีก เพื่อนเอ๋ย หมอมันถึงยากจนเข็ญใจต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าหกเดือนต่อชุดยังงี้”
ครูสมศักดิ์ยิ้มไม่ออก คอหอยต้นตันนึกสมเพศเพื่อนซื่อๆโง่ๆเช่นหมอเถาคนนี้ ที่ต้องต่อสู้กับความเป็นอยู่อย่างแร้นแค้นตลอดมาแต่ไม่เคยปริปากคงมีอารมณ์สนุกสนานเฮฮาเหมือนคนมีความสุกเช่นเขาอื่น นึกในใจว่าต้นเดือนจะต้องซื้อชุดใหม่ให้หมอเถาอีกสักชุด
ส่วนครูก้อนแม้จะคิดเช่นเดียวกับครูสมศักดิ์ก็จริงแต่ได้คบหากับหมอเถามานานจนรู้นิสัยดีว่าถ้าให้หมอเถาเปล่า แกปฏิเสธไม่ยอมเอาของใคร ให้ยัดเยียดจนตายก็ไม่รับ จึงคิดอุบายหาทางเสียเงินให้หมอเถา
“เออพ่อหมอ มียาอะไรดีๆขอสักขนาดเถอะเป็นอะไรไม่รู้เหตุ แขนแมนมันปวดเมื่อย นวดน้ำมันเท่าใดก็ไม่หาย”
หมอเถาเป็นคนซื่อคิดว่าจริง “จะต้องกินหยูกยาให้มันเปลืองเงินทำไม มีวิธีรักษาง่ายๆถมไป แขนมันขัดเลือดขัดลมไม่เป็นอะไรหรอก”
ครูก้อนไม่สมคะเน เพราะหมอเถาซื่อมากไปจึงย้ำถามล้อๆ “ใช้วิธีเป่าคาถาหรือรดน้ำมนต์น่ะไม่เอาน๊ะ”
“เออน่ะ…” หมอเถาพยักหน้า “ใช้ท่าดัดตนแบบกายบริหารนี่แหละชะงัดนักสองสามครั้งก็หาย”
“ครูสมศักดิ์ยิ้มชอบใจ “หมอเถาจะรักษาด้วยวิธีสมัยใหม่แบบกายภาพบำบัดละซี”
“ไม่ใช่ของสมัยใหม่นาแบบดึกดำบรรพ์ทีเดียว” หมอเถาท่องโคลงเก่าให้ฟัง
เหยียดหัตถ์ดัดนิ้วนั่ง ชันเพลา
แก้เมื่อยขัดแขนเบา โทษได้
ยาคะรูปนี้เอา ยาชื่อ ใส่เฮย
ผสมสีนักสิทธิ์ให้ ชื่ออ้างอยุทธยาฯ
ครูสมศักดิ์เป็นคนอ่านหนังสือมามากก็จำได้ “นี่มันโคลงฤาษีดัดตนที่จารึกไว้ที่วัดโพธิ์นี่”
“ก็ใช่น่ะซี จารึกศิลาไว้ตามผนังศิลารายรอบวัด ตั้งแต่ปีจุลศักราช 1198 ถึงเดี๋ยวนี้หนึ่งร้อยสามสิบกว่าปีมาแล้ว” หมอเถาท่องจำนวนปีแม่นยำ
หลวงตาชื้นนั่งฟังอยู่นาน ชอบใจหมอเถาอ้างของเก่า ก็พลอยสนับสนุน “ท่าฤาษีดัดตนนี้ ของเขาดีจริง แต่ดั้งเดิมคงจะเป็นด้วยฤาษีท่านนั่งเข้าฌาน นานวันแรมคืนใช้ดัดตนแก้เมื่อยขบ ไหนหมอเถาลองทำให้ดูทีหรืออีท่าไหน จะได้จำเอาไว้ใช้มั่ง”
หมอเถาขยับท่านั่ง ยกเข่าทั้งสองขึ้นชันแนบหน้าอกไว้ แล้วเหยียดตรงไปข้างหน้าจนแขนตึง แบฝ่ามือดัดมาทางข้างหลัง พร้อมทั้งอธิบายเสร็จ “ค่อยๆดัดโน้มมาจนรู้สึกว่าเส้นใต้ท้องแขนตึง พอทนไม่ไหวค่อยปล่อยเลือดลมมันจะวิ่งซู่ตลอดแขนทำสักสองสามคราวก็หายขัด”
หลวงตาชื้นเป็นคนแก่มีโรคเมื่อยประจำจึงสนใจมากกว่าคนอื่น จึงจัดแจงลุกขึ้นทำท่าตามหมอเถา ทดลองทำอยู่พักหนึ่งก็ออกปาก “ถ้ามันเข้าทีว่ะ แขนแมนเบาดี”
หมอเถาลุกขึ้น จับครูก้อนทำท่าให้ถูกแบบ ครูก้อนตกที่นั่งตกกระไดพลอยโจน ก็เลยต้องปล่อยให้หมอเถาปล้ำดัดแขนอยู่หลายรอบจนแขนที่ออกอุบายว่าขัดยอก เกือบจะขัดยอกไปจริงๆ เพราะท่าดัดตน
“หมอเถาเป็นคนมีบุญ ได้เรียนรู้ของดีๆไว้แยะ” ครูก้อนชมจริงใจและก็อดพูดวกมาเป็นเรื่องเล่นมิได้ “มีท่าดัดตนแก้ขี้เกียจเวลาตื่นนอนมั่งไม๊”
“อ๊ะ...มีซี” หมอเถาหลิ่วตาตอบ คิดแก้เผ็ดครูก้อน “เป็นท่าเอกเสียด้วย รับรองผลทีเดียว”
หมอเถาลุกขึ้น จับครูก้อนให้คุกเข่ามือเท้าพื้นเหมือนกำลังคลานสี่ขา แล้วออกคำสั่ง
“เอ้า เอื้อมมือยืดตัวไปข้างหน้า ให้หลังตึงไว้ เออ...น่าน ยังงั้นแล้วทีนี้สะบัดหัวแรงๆหลายๆที นั่น...เอาละ ทีนี้สะบัดลำตัวสั่นเร็วแรงๆให้ร่ายกายมันตื่นตัวถึงจะได้ผล เออ...เด็ด”
เสร็จแล้วหมอเถาหัวเราเอิ๊กชอบอกชอบใจ จนครูก้อนอดแปลกใจถามมิได้ “เออท่านี้รู้สึกเข้าทีดี แต่เอ๊ะ...หมอเถาหัวร่ออะไรหรือ
”หมอเถาตอบทั้งกำลังหัวเราะ “เออ...ครูก้อนทำเหมือนแบบเปี๊ยะ”
ครูก้อนชักเอะใจ “แบบอะไรของหมอเถา”
“แบบหมาตื่นนอนมันสะบัดตัวน่ะซี”
พอหมอเถาไขปัญหาต้นแบบท่าดัดตนก็หัวเราะครืน แม้ตัวครูก้อนเองทั้งๆที่กำลังคลานสี่ขาก็อดหัวเราะที่ตัวถูกหลอกมิได้
เสียงต้นแบบท่าดัดตนของครูก้อน ส่งเสียงเห่ากันเกรียวอยู่ใต้ถุนกุฏิ แสดงว่าเห็นคนแปลกหน้า
และครู่ต่อมา ประตูกุฏิก็เปิดออก แขกที่เข้าประตูมาเป็นชายอายุกลางคตนแต่งกายเรียบร้อยท่าทางภูมิฐานและตามหลังด้วยชายหญิงคู่หนึ่งวัย 50 เศษ ด้วยกันทั้งคู่
เมื่อแขกคนแรกเข้าใกล้ ครูก้อนและครูสมศักดิ์รู้จักจึงยกมือไหว้ทักทาย เมื่อเขานั่งลงกราบหลวงตาชื้นเสร็จก็หันมาทักกับครูทั้งสอง” ซึ่งเคยเป็นผู้อยู่ใต้บังคับบัญชามาก่อนและแนะนำแขกแปลกหน้าสองสามีภรรยาที่ตามหลังมาให้หลวงตาชื้นรู้จัก
“คุณประวัติและคุณศรี อยู่กรุงเทพฯขอรับ”
หลวงตาชื้นรับไหว้สองผัวเมีย และหันมาถามทุกข์สุขผู้แนะนำซึ่งเคยรับราชการจังหวัดนี้มาก่อนและเหมือนเป็นศิษย์ทางโหราศาสตร์ของท่านคนหนึ่งก่อนชุดหมอเถา
“ท่านศึกษาฯอยุ่เพชรบุรีสบายดีหรือ นานๆครั้งจะได้พบกันสักที”
ศึกษาวิเชียร หันไปเรียนตอบหลวงตาแล้ว ก็ถูกซักจากครูก้อนซึ่งคุ้นเคยกันมาก่อนในราชการ
“โหราศาสตร์นั้นยังเล่นอยู่ หรือทิ้งไปเสียแล้วท่านศึกษาฯ”
ศึกษาวิเชียรตอบตรงๆไม่ปิดบัง “อยู่ห่างหลวงตาไม่กล้าใช้วิชาจริงจัง กลัวพลาดแต่ก็ยังมิได้ทิ้งเสียทีเดียว เข้าวงอับวงราก็ใช้อยู่เสมอ”
คุณประวัติและคุณศรีคลานเข้าหาหลวงตาชื้นประเคนถวายของ มีทั้งใบชาและของอื่นๆ
หลวงตาชื้นรับประเคนแล้วถามตามมารยาทพระ “มีธุระอะไรเป็นพิเศษหรือเปล่าล่ะคุณ”
คุณศรีภรรยาเป็นผู้ตอบ “มีเจ้าค่ะหลวงตา เป็นเรื่องสำคัญถึงคอขาดบาดตายทีเดียว แต่ขอให้ท่านศึกษาฯท่านเป็นผู้เล่าดีกว่าเจ้าค่ะ”
หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ได้ยินว่าเป็นเรื่องสำคัญก็เกรงใจขยับตัวจะเลี่ยงออกไปให้อยู่กันตามลำพัง
ศึกษาฯรู้ใจคนทั้งสามจึงดึงตัวไว้ “ไม่ต้องหลบไปหรอกมิใช่เป็นเรื่องลี้ลับอะไร”
หลวงตาชื้นฟังกำกวมไม่เข้าใจเรื่องราวจึงได้แต่มองหน้าฉงนสนเท่ห์อยู่ จนกระทั่งศึกษาๆวิเชียรเป็นผู้เล่าว่า
“บุตรสาวคนโตของผมมเรียนวิชาครูอยุ่กรุงเทพฯไปเกิดรักใคร่ชอบพอกับบุตรชายคุณประวัติและคุณศรี ซึ่งเรียนวิทยาลัยเดียวกัน ตอนนี้สำเร็จแล้วทั้งคู่ คุณประวัติและคุณศรีขึ้นมาสู่ขอ ผมก็ไม่รังเกียจสินสอดทองหมั้นก็ไม่ได้เรียกสักเก๊เดียวขอแต่ให้เขารักกันจริงผมก็เต็มใจยกให้ กะว่าอีก 2-3 เดือนข้างหน้า จะจัดพิธีแต่งกันในกรุงเทพฯ ทางฝ่ายเจ้าบ่าวเขารับไปหาฤกษ์แต่ง แต่ทางตัวเจ้าบ่าวเวลาเกิดไม่แน่นอน วางดวงชะตาไม่ได้เขาจึงเอาดวงลูกสาวผมไปวางฤกษ์ได้ฤกษ์มาแล้วไม่ถูกใจผมเลยจริงๆขอรับ”
“อ้าว...งั้นจะมาให้อาตมาวางฤกษ์ให้ใหม่กระนั้นหรือ หลวงตาเดาเรื่องเอาเอง “ไม่เห็นมันจะเป็นเรื่องคอขาดบาดตายตรงไหน”
“เป็นซีเจ้าค่ะหลวงตา “ คุณศรีเป็นคนตอบแทนสามีทุกเรื่อง ส่วนคุณประวัติเอาแต่ฟังกับยิ้ม ยอมเป็นช้างเท้าหลังของเมียทุกเรื่อง “ผู้ให้ฤกษ์เป็นพระชั้นพระราชาคณะ ซึ่งเกี่ยวเป็นญาติผู้ใหญ่ของเราและเมื่อท่านศึกษาฯทักท้วงฤกษ์ อิฉันก็ไปกราบเท้าท่าน เพื่อขอเปลี่ยนฤกษ์แต่ไม่กล้าบอกท่านตรงๆว่า พ่อเจ้าสาวเขารังเกียจฤกษ์เกรงท่านจะโกรธ อ้างเหตุอื่นๆหลายประการ ท่านก็ยืนยันให้ใช้ฤกษ์เดิม ดิฉันจึงตกที่นั่งลำบากและถ้าไม่เปลี่ยนฤกษ์ท่านศึกษาฯท่านก็ว่าจะไม่ยอมให้ลูกสาวแต่งเป็นอันขาด งานแต่งของลูกชายอิฉันคงล้มเหลวหมด”
หลวงตายิ่งฟัง ดูมันยิ่งยุ่งจนจับต้นชนปลายไม่ถูก หันไปถามศึกษาฯ
“แล้วพากันมาหาอาตมาเพื่อประสงค์อะไรกันล่ะ ฤกษ์เขาเป็นอย่างไรหรือ”
ศึกษาฯวิเชียรพนมมือเคารพ “ผมเป็นศิษย์โหราศาสตร์ของหลวงตา ผมเชื่อหลวงตาองค์เดียว อยากจะให้พิจารณาฤกษ์นี้ว่าดีหรือชั่วและเป็นผู้ตัดสิน ถ้าหลวงตาว่าฤกษ์เสีย ผมจะให้ลูกสาวเป็นหม้ายขันหมาก ความรู้ที่ผมเรียนจากหลวงตาพิจารณาดูแล้ว เห็นว่าเป็นฤกษ์พินทุบาทว์ ขืนแต่งกันไปมันก็ต้องเลิกร้างกันแน่นอน เพราะฉะนั้นให้มันเลิกกันเสียเมื่อยังไม่แต่งดีกว่า จะได้ไม่มีราคี”
หลวงตาจึงเข้าใจแจ่มแจ้งและปลอบโยนตามประสาผู้ใหญ่ “เอาเถอะ ค่อยคิดค่อยอ่านอย่าเพิ่งวู่วามรุนแรง คงไม่ใช่เรื่องสำคัญจนไม่มีทางแก้ไขหรอก ขอดูฤกษ์สักหน่อยเถอะมันยังไงแน่”
ศึกษาฯวิเชียรส่งดวงชะตาบุตรสาวและดวงฤกษ์แต่งงาน ซึ่งเป็นปัญหาขัดแย้งให้หลวงตาชื้น ท่านพิจารณาดูอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ค่อยประจงเขียนลงบนกระดานโหร หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์สนใจเต็มที่ ค่อยๆเลื่อนเข้ามาใกล้เพื่อจะได้ดูดวงนั้นให้ถนัดตา
เมื่อหลวงตาลอกดวงลงในกระดานแล้วก็นิ่งพินิจโดยละเอียดถี่ถ้วนทุกกระบวนความและถามให้แน่ใจ
“ดวงฤกษ์นี้เขาเขียนดวงดาวไว้ แต่มิได้วางลัคนาฤกษ์ไว้นี่ท่านศึกษาฯ”
“ถูกแล้วขอรับ” ศึกษาฯวิเชียรตอบ “แต่เวลาฤกษ์ท่านกำหนดไว้ 16.30. และเมื่อตัดเวลาอัตราที่เกินเวลาจริงตามหลักโหราศาสตร์ 18 นาทีออกแล้ว ลัคนาจะอยู่ราศีตุลย์พอดีขอรับ”
หลวงตาชื่นไม่พูดว่ากระไร เพียงแต่พยักหน้าหันไปคว้ากลักบุหรี่จุดสูบอัดแรงๆอย่างใช้ความคิด ท่านหยิบปูมโหรมาตรวจตำแหน่งดาวอีกครั้งให้แน่ใจทั้งขีดกาทักษาตรวจโดยละเอียด
ท่านศึกษาฯวิเชียรใจร้อนจึงชิงอธิบายตามที่ตนเห็น เมื่อลัคนาฤกษ์อยู่ราศีตุลย์ ลัคนาฤกษ์ก็เป็นมรณะกับลัคนาเดิมของเจ้าชะตาจันทร์จรซึ่งเป็นเจ้าการฟกษ์ที่สำคัญก็อยู่ในตำแหน่งมรณะกับลัคนาฤกษ์ในปีนี้เจ้าชะตาอายุย่าง 23 เกิดวันจันทร์ ภูมิจรตกพฤหัส เสาร์จรอันเป็นกาฬกิณีประจำปี ก็จะเล็งลัคนาฤกษ์ทำให้เป็นฤกษ์พินทุบาทว์และให้ผลชั่วแก่เรือนปัตนิของลัคนาฤกษ์ด้วย ทั้งวันฤกษ์เป็นวันศุกร์ กาฬกิณีของวันคือราหูจร ซึ่งกำลังทับลัคนาเดิมอยู่ ผมไม่เข้าใจว่าท่านให้ฤกษ์มงคลเช่นนี้มาได้อย่างไร ทั้งๆที่มีจุดเสียหายร้ายแรงทุกสถาน การมันเป็นเช่นนี้ ผมจึงไม่ยอมให้ลูกสาวผมแต่งในฤกษ์นี้เป็นอันขาดไม่ว่าจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร”
“ก็เมื่ออะไรๆท่านศึกษาณก็รู้ดีแจ่มแจ้งหมดแล้ว อะไรๆก็ตั้งใจและตัดสินใจมาแล้วจะต้องมาหาอาตมาอีกเพื่ออะไร เพราะอาตมาจะมีความเห็นอย่างไรก็ไร้ประโยชน์” หลวงตาพูดเสียงต่ำๆบอกถึงความรู้สึกไม่พึงใจในคำสุดท้ายของศิษย์กิติมศักดิ์
ศึกษาฯวิเชียรได้สติกรางหลวงตาชื้นซึ่งเป็นอาจารย์ที่เคยเคารพจะขุ่นเคืองและเข้ามจผิดเพราะอารมณ์ฉุนเฉียวของตน จึงก้มลงกราบแทบตัก “กระผมขออภัย ที่พูดจาแรงไปขอรับ แต่มิได้มีเจตนาจะลบหลู่หลวงตาผู้มีพระคุณมิได้ ที่มาหาหลวงตาก็เพราะเคารพหวังจะพึ่งในความคิดและสติปัญญาของหลวงตาในทางแก้ไขผ่อนปรน เพราะใจแท้ผมเองยังไม่ปรารถนาจะขัดขวางความสุขของลูก”
“ก็น่านน่าซี...” หลวงตาหายเคือง “ถ้าใช้ทิฐิของผู้ใหญ่ การแต่งมันก็ล้มเหลวลง ลูกสาวมันเกิดหาฤกษ์หอบผ้าตามเขาไปมันมิเดือดร้อนยิ่งไปกว่าหรอกหรือ”
ท่านศึกษาฯอดดื่อมิได้ “ ลูกสาวผมคงจะเชื่อคำพ่อมั่งหรอก”
“ฟังน๊ะ...ท่านศึกษาฯคุณก็ได้ศึกษาเรียนรู้โหราศาสตร์ไว้มากมาย อย่าเอาโทสะจิตเข้าครอบงำปัญญาให้มืดมัว” หลวงตาเตือนสติและชี้กระดานโหรตรงหน้า “จงพิจารณาดวงดาวเขาให้ดีตามที่อาตมาเคยสอนไว้ จงดูดาวเดิมดาวจรประกอบกันว่าลูกสาวเรามันถึงคราวจะมีสามีหรือหาไม่ ถ้ามันถึงคราวแล้วมนุษย์เราๆจะขัดขืนฝ่าฝืนดวงดาวเขาได้หรือไม่”
ท่านศึกษาฯนิ่งอึ้งไม่กล้าโต้แย้งให้ยาวความเพราะเกรงใจท่าน ด้วยรู้นิสัยหลวงตาชื้นดีว่าเวลาขัดเคืองใจขึ้นมาไม่เคยไว้หน้าใคร แม้ขนาดข้าหลวงฯท่านก็ยังเคยเชิญลงจากกุฏิมาแล้ว”
หลวงตาชื้นเห็นศึกษาฯนิ่ง ก็คิดว่าได้สำนึก จึงค่อยๆอธิบายดาวให้ฟัง เพื่อให้ความคิดความรู้แก่ศิษย์ที่นั่งอยู่ทั้งหมด
“ทางดวงเดิมของเขา เจ้าเรือนปัตนิคือพุธมาครองอยู่ภพสหัชชะอันหมายถึงคู่ครองย่อมเป็นบุคคลเคยคบหาสนิทสนมฉันท์เพื่อนมาก่อนและพุธมาสถิตร่วมราหูเล็งตนุเศษอันเป็นตัวจิตใจ ก็แสดงถึงในความรักของเธอย่อมหลงใหลขาดความยับยั้ง เพราะภพที่พุธและราหูครองนั้นเป็นเรือนศุกร์ มันอาจคิดเห็นผิดเป็นชอบไปได้ง่ายๆ”
ท่านศึกษาฯอ่านดาวตามคำหลวงตาไปด้วย และเห็นจริง แต่นิสัยดื้อก็อดติงมิได้ “ตนุเศษเธอคือพฤหัสน๊ะขอรับ ควรจะมั่นคงในศีลธรรมและคุณงามความดีไม่ควรหลงผิดไป”
“นี่แหละเขาถึงว่าเอาแต่ใจตน อ่านดาวให้เข้ากับความนึกคิดที่ตนอยากให้เป็นไป” หลวงตาใช้นิ้วเคาะกระดานตรงราศีกันย์ดังโป๊ก “พฤหัสที่เป็นตนุเศษนั้น เป็นพฤหัสกำเนิดเดิมตั้งแต่เกิดจนตาย มันจะยึดมั่นศีลธรรมอยู่ตลอดชีวิตได้ยังไง ดูนี่ซีตัวพฤหัสที่เคยเป็นตนุเศษขณะนี้จรอยู่ราศีกันย์เป็นประ เล็งลัคน์อยู่เห็นไม๊ ยังคิดอยู่อีกหรือว่าพฤหัสตนุเศษนั้นยังจะยึดมั่นจารีตประเพณีและคุณธรรมอยู่อีก”
เห็นได้ชัดว่าสีหน้าท่านศึกษาเผือดลงถนัด เพราะเห็นจริงตามคำที่หลวงตาชื้นชี้ให้ดู หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ลืมตัวนั่งกระเถิบเข้ามาจนติดกระดาน เบียดตัวตะแคงชะโงกหน้าจ้องแต่ดวงในกระดาน ทั้งแปลกและอัศจรรย์ใจที่หลวงตาชื้นอ่านดาวเป็นว่าเล่นเหมือนอ่านหนังสือให้ฟัง
หลวงตาสังเกตสีหน้าท่านศึกษาฯออกว่าคลายทิฐิไปมากแล้วก็เริ่มต่อไปอีก
“ดวงเดิมของเธอ ราหูเดิมตัวดาวลอยนั้นเล็งพฤหัสตนุเศษ และตนุลัคน์อยู่ก่อน และบัดนี้ราหูจรทับลัคน์และเล็งพฤหัสจร ตามเกณฑ์เดิมของเธอ มันจะแคล้วคลาดกันไปได้ยังไง ซ้ำราหูจรทับศุกร์เดิมในเรือนลัคน์ดาวคู่นี้มันหลงใหลมัวเมา ขาดความยั้งคิดเสมอในเรื่องความแสน่หา และพฤหัสจรซึ่งเป็นตนุลัคน์มาเป็นประเสียอีก ลองคิดกันเล่นๆถ้ามันเกิดแต่งกันเองเข้าแล้วก่อนฤกษ์ที่มัวมาทะเลาะกันอยู่นี้ เขาจะเลิกกันตามใจพ่อหรือ”
หลวงตาชื้นเหลียวดูหน้าท่านพ่อตาศึกษาเห็นนิ่งขึงอยู่ ก็รำพึงไปตามอารมณ์เจ้าบทเจ้ากลอนของท่าน
“ความรัดดั่งโคถึก กำลังคึกผิขังไว้
ก็จะโลดจากคอกไป บ่มิคิดถึงเจ็บตน”
เมื่อสิ้นเสียงหลวงตาชื้น ทุกคนก็ได้แต่นิ่งและคิดไปต่างๆกัน ท่านศึกษาฯนั้นเห็นจริงไปทุกสิ่งสิ้นข้อสงสัย ความขุ่นเคืองและดื้อดึงลดลงมา กลายเป็นความวิตกกังวลใจ อย่างเป็นทุกข์ตามภาวะของดาว ในดวงลูกสาวที่เห็นๆอยู่ ข้างหมอเถาและครูก้อนนั้นจ้อง แต่จะดูแล้วก็จดจำมิให้หายหกตกหล่นไปเลยสักคำ เพื่อเก็บเอาไว้ใช้ในโอกาสที่ตนจะพยากรณ์ ส่วนครูสมศักดิ์นั้นมีประสบการณ์ผ่านวงการโหราศาสตร์อื่นๆมาก่อน เมื่อมาได้ยินได้ฟังการอ่านดาวเดิมผสมดาวจรได้แนบเนียนและตรงเป้าหมายชีวิตของหลวงตาเข้าก็เกิดความศรัทธาเต็มเปี่ยมหัวใจ ข้างคุณประวัติและคุณศรีไม่มีความรู้ทางโหราศาสตร์ ก็ได้แต่ฟังและคิดว่าหลวงตาชื้น ท่านช่วยพูดกล่อมให้พ่อเจ้าสาวใจอ่อนลง
หมอเถามัวฟังเพลินจนลืมกิจวัตร์ที่เคยปฏิบัติมา ต่อเมื่อถูกหลวงตาขอน้ำชา จึงรีบรินถวาย หลวงตาชื้นจิบน้ำชาไปนิ่งไปมองดูหน้าท่านศึกษาฯไป เหมือนอ่านให้ลึกเข้าไปถึงจิตใจ กำลังคิดอยู่และคิดตามประสาคนแก่ว่าจะต้องถอนเอาทิฐิมานะออกเสีย ให้หมดก่อน แล้วจึงค่อยพูดจากันให้รู้เรื่อง
“อันว่า ฤกษ์ คือ คราวอันเหมาะ” หลวงตาชื้นเอ่ยอ้อมๆไป “ผู้ใช้ฤกษ์มักยึดมั่นผิดๆจนเกินความหมายฤกษ์ไปมากเช่นเปิดร้านค้าขาย ก็หาฤกษ์ที่ร่ำรวยและอุดมด้วยลาภผลเงินทองและยึดถือว่าการค้าของตนจะต้องอุดมสมบูรณ์รำรวยไปตลอดชาติ ครั้นถึงคราวชะตาดีชะตาร้ายเกิดขาดทุนหรือเสียหายก็โทษฤกษ์ไม่ดี ชีวิตคนเรากำเนิดมาด้วยบุญและกรรมที่บัญชาชีวิตให้มาเกิด ย่อมต้องมาใช้หนี้บุญหนี้กรรมที่บัญชาชีวิตให้มาเกิด ย่อมต้องมาใช้หนี้บุญหนี้กรรมของตนไปชั่วชีวิต ฤกษ์วิเศษใดๆเล่าจะเปลี่ยนแปลงฤกษ์กำเนิดแห่งชีวิตของเขาแต่เดิมได้”
ท่านศึกษาฯพนมมือ ถามหลวงตาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม “หลวงตาประสงค์ให้กระผมละทิฐิและยอมรับฤกษ์ที่เขาหามานี้เป็นฤกษ์แต่งลูสาวกระผมหรือขอรับ”
หลวงตาโบกมือ “ยังก่อน อาตมาไม่ขืนใจท่านศึกษาฯถึงเพียงนั้น อาตมาต้องการให้ท่านเห็นผิดเห็นชอบและตัดสินใจเอาเองด้วยเหตุผลที่ถูกต้อง เพื่อตัวองจะได้สบายใจด้วย”
หมอเถานึกรู้ว่าวันนี้ หลวงตาต้องเทศน์กัณฑ์ใหญ่แน่ จึงรินน้ำชาเพิ่มเติมถวายอีก”
“มีฤกษ์สำคัญอันวิเศษสุด อยู่ฤกษ์หนึ่งเป็นฤกษ์อันยิ่งใหญ่เหนือฤกษ์ทั้งปวง” หลวงตาเริ่มช้าๆชัดถ้อยชัดคำ “เป็นฤกษ์บรมราชาภิเษกของพระมหากษัตริย์ในรัชสมัยพระปกเกล้าเจ้าอยุ่หัวรัชกาลที่ 7 ซึ่งผู้คำนวณฤกษ์และสอบฤกษ์เป็นคณะโหรผู้สูงสุดในแผ่นดินคือกรมโหร อันมีพระยาโหราและคณะ ได้กราบถวายบังคมทูลกำหนดพระฤกษ์วันที่ 25 กุมภาพันธ์ พุทธศักราช 2468 ตรงกับวันพฤหัสบดีขึ้น 14 ค่ำ เดือน 4 ได้มหาศุภมงคลเวลา 9 นาฬิกา กับ 53 นาที และ 52 วินาทีก่อนเที่ยง เสด็จขึ้นสู่พระแท่นสรง ผินพระพักตร์สู่ทิศอีสานมหามงคล พราหมณ์ถวายน้ำพระมหาสังข์ชำระพระองค์ ทรงเครื่องมุรธาภิเษก เมื่อได้เวลา 10 นาฬิกา 52 นาที 52 วินาทีก่อนเที่ยงเป็นปฐมฤกษ์ เสด็จเถลิงสู่แท่นภัทรบิษฐ์
พระฤกษ์นี้ได้ “จัตุรงคโชค” อันเกิดชัยชำนะข้าศึกศัตรูทั้งสิบทิศ ประกอบด้วยราชาและลาภะฤกษ์ ทั้งศรีจรร่วมพระราชลัคนาและเป็นลาภะแก่พระฤกษ์ ทั้งกาฬกิณีจรเป็นมรณะ เป็นพระฤกษ์อันสมบูรณ์ดีทุกประการ ซึ่งจะหาวันฤกษ์ใดมาเทียบมิได้”
หลวงตาชื้นท่านหยุดไว้แต่เพียงนั้น ท่านศึกษาฯรำพึงเหมือนบอกแก่ตนเองตามความรู้สึก “ต่อมาอีก 7 ปี พระองค์ท่านก็ทรงสละราชสมบัติ และดำรงพระชนม์ชีพในต่างประเทศ จนเด็จสู่สวรรคต”
ทุกคนมีความรู้สึกสำนึกโดยไม่ต้องมีคำอธิบายอะไรอื่นๆ คือ ท่านศึกษาฯยิ่งคิดทบทวนไปตามถ้อยคำของหลวงตามาตั้งแต่ต้นก็ยิ่งเห็นเหตุและผลของชีวิตยิ่งขึ้นและเมื่อคำนึงถึงว่าหลวงตาท่านแตกฉานในโหราศาสตร์มากกว่าตนซึ่งเป็นศิษย์ ย่อมเห็นถูกผิดชั่วดีได้ถ่อยแท้กว่าและท่านย่อมปรารถนาดีแก่ตนและบุตรสาวแน่นอน จึงตัดสินใจบอกหลวงตา
“ถ้าหลวงตาเห็นชอบกับฤกษ์นี้ กระผมก็ยอมรับไม่ขัดข้องทุกประการขอรับ”
หลวงตายิ้มแย้มถูกใจ แต่กลับส่ายหน้า “ยังก่อน ถึงท่านศึกษาฯจะไม่คัดค้านขัดขวางแต่ดวงดาวตามที่ท่านศึกษาฯอ่านอยู่เมื่อครู่นั้นยังคัดค้านขัดขวางอยู่ ไม่บังควรจะปล่อยไว้เช่นนั้น
ทุกคนในที่นั้นยิ่งแปลกในใจอุปนิสัยของหลวงตาชื้น เพราะเหตุการณ์น่าจะลงเอยเรียบร้อยได้ แต่ท่านกลับไม่ยอม จะพิสูจน์ถึงความผิดถูกให้แจ่มชัดเจนหมดความข้องใจ ครูสมศักดิ์มองดูดวงฤกษ์แล้วเห็นจริง ตามท่านศึกษาฯและสงสัยว่าหลวงตาท่านจะพิสูจน์ความผิดให้ถูกขึ้นมาได้ทางไหนมองไม่เห็นหนทางเลย จึงคอยฟังเหตุผลของท่านต่อไป
“ผู้ให้ฤกษ์นี้เป็นพระชั้นผู้ใหญ่ ซึ่งมีเกียรติคุณมากและชำนิชำนาญในการวางฤกษ์ และรอบรู้โหราศาสตร์ยิ่งกว่าอาตมาจนไม่อาจเทียบได้ ฉะนั้นท่านย่อมไม่กระทำการผิดพลาดถึงเพียงนั้น ท่านย่อมมีเหตุผลของท่าน ทางฤกษ์บนนั้นจันทร์เสวยฤกษ์เป็นหลักใหญ่ๆเหมือนๆกันทุกคัมภีร์ แต่ทางฤกษ์ล่างและฤกษ์เกร็ดนั้นมีมากมายหลายสิบคัมภีร์ล้วนแตกต่างกันในการวางฤกษ์ ตามมติของผู้ให้ฤกษ์”
หมอเถาประเคนน้ำชาส่งถ้วยที่ 5 จนหลวงตาชื้นปัดมือเพราะดื่มจนอิ่ม แล้วท่านก็อ่านทางฤกษ์ของดวงนี้ให้ฟัง
“ฤกษ์นี้เป็นศุภฤกษ์อันสมบูรณ์ยิ่ง คือฤกษ์บนจันทร์เสวยภูมิปาโลฤกษ์ในราศีพฤษภจันทร์เป็นมหาอุจจ์ทับพุธ คู่มิตรซึ่งเป็นเจ้าเรือนปัตนิเดิมของเจ้าชะตา และเล็งพฤหัสคู่ธาตุ ซึ่งเป็นทั้งตนุลัคน์และตนุเศษ แม้ร่วมราหูบาปเคราะห์ก็เป็นคู่สมพลต่อกัน ท่านต้องการความมั่งคงถาวรและอยู่เย็นเป็นสุข และทางฤกษ์ล่างท่านใช้วันศุกร์ อันเป็นวันตามกาลโยคประจำปีเป็นวันธงไชยและอธิบดี ส่วนข้อตำหนิที่ว่ากาฬกิณีของวัน คือราหูจรทับลัคนานนั้นเมื่อมาดูทางตนุลัคน์คือพฤหัสเดิมในราศีพิจิก อังคารจรซึ่งเป็นศรีของวันและเป็นเกษตรทับตนุลัคน์ เป็นมุมแก้ราหูอยู่ย่อมไม่มีโทษ ส่วนกาฬกิณีประจำปีคือ เสาร์ ที่อยู่ภพกดุมภะ ก็เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเงินตามดวงชะตาไม่เกี่ยวกับเรื่องคู่ครองแต่อย่างใด และเสาร์ก็หมดฤทธิ์ไปมากเพราะเป็นนิจหมดกำลังสถานหนึ่งและอีกสถานหนึ่งเสาร์นี้เคยเป็นศรีเดิม เมื่อมาเป็นกาลกิณีย่อมทรงโทษไม่รุนแรงนัก”
หลวงตาเว้นระยะพักเหนื่อย จ้องดูหน้าคนฟังที่นิ่งสงบและตั้งใจฟัง เหมือนฟังเทศน์แล้วท่านก็อรรถาธิบายตอนสำคัญ
“ที่สำคัญที่สุดของฤกษ์นี้ ก็คือท่านไม่ใช้ลัคนาฤกษ์อย่างที่ท่านศึกษาฯวางไว้นั้น”
ประการอื่นๆ ที่หลวงตาอ่านฤกษ์ ท่านศึกษาฯก็เห็นด้วยทั้งหมด แต่ถึงช้อสุดท้ายก็อดแย้งมิได้
“อ้าว..หลวงตาขอรับ แล้วเขากำหนดเวลาได้อย่างไร ถ้าไม่มีลัคนาฤกษ์ และจะเอาอะไรเป็นจุดกำหนดฤกษ์เล่าขอรับ”
หลวงตานึกอยู่เสมอว่าจะถูกขัดคอ ท่านจึงยิ้มๆไม่ว่ากระไร คงพูดต่อ “ท่านให้ทางฤกษ์แบบเก่า คือ ถือยามแห่งดาวเป็นฤกษ์เป็นกำหนดเวลา คำโบราณที่ว่า ฤกษ์งาม-ยามดี นั้นแหละ”
ครูสมศักดิ์ขยับปากจะพูด แต่เห็นต่อหน้าแขกแปลกหน้าก็นิ่งเสีย หลวงตาเห็นเข้าก็พยักหน้าให้พูด ครูสมศักดิ์ค่อยๆเอ่ยเกรงๆใจ
“ผมเคยเห็นเขาวางดวงฤกษ์สถานที่โบราณว่ามีลัคนาเวลาที่สร้าง”
“ถูกต้องแล้ว เพราะเป็นฤกษ์กำเนิดของสถานที่แห่งนั้นและเป็นสิ่งไม่มีชีวิต จึงมีลัคนาฤกษ์เป็นลัคนากำเนิด แต่มนุษย์เกิดแล้วมีลัคนากำเนิดแล้ว อาจารย์เก่าบางท่านจึงไม่นิยมวางลัคนาฤกษ์เป็นลัคนาซ้อน ท่านจึงใช้ยามและยึดดาวเจ้ายามนั้นๆที่กำลังทำมุมอยู่ในดวงชะตา”
เมื่อเห็นครูสมศักดิ์และท่านศึกาฯนิ่งแสดงถึงเข้าใจแล้วท่านก็อธบายต่อ “จุดเด่นของฤกษ์นี้คือศุกร์ ท่านกำหนดเอาวันศุกร์และเวลา 16.30.. เป็นยามศุกร์และขณะที่ดาวศุกร์กำลังจรเข้าเรือนของตนราศีพฤษภได้ตำแหน่งเกษตรอันมั่งคง และเป็นปัตนิแก่พฤหัสอันเป็นตนุลัคน์และตนุเศษ ความต้องการของท่านผู้ให้ฤกษ์ อาตมาพอเดาได้ถูกเพราะเคยพบฤกษ์ชนิดนี้มาแล้ว ในเมื่อศุกร์คือความรักความเสน่หา ความรื่นรมย์และกามกิเลส ท่านต้องการให้คู่บ่าวสาวมันต้องใจในรสรักต่อกัน เพื่อเป็นเครื่องผูกพัน เขาจะได้รักกันดูดดื่ม ไม่ทิ้งขว้างร้างหย่ากันง่ายๆ เพราะอะไรเล่าจะผูกพันชีวิตผัวเมียไว้ได้แน่นหนาได้เท่ากับเชือกแห่งความเสน่หาอันต้องใจและราหูจรทับศุกร์เดิมในเรือนลัคน์และศุกร์จรทับราหูเดิม ในราศีพฤษภเขาก็จะหลงใหลในความรักอย่างมากก็หึงหวงแก่กันเพราะรักกันมากเกินไป เห็นหรือยังท่านผู้ให้ฤกษ์ท่านมีอัจฉริยเพียงใด ท่านศึกษาฯไปลองหาฤกษ์ใหม่ดูเถิด จะดีเท่ากับที่ท่านให้ไว้นี้ไม่มีอีกแล้ว”
ท่านศึกษาฯก้มลงกราบโดยเต็มใจหมดทิฐิและข้อกังขาใดๆอีกแล้ว
“กระผมยอมรับฤกษ์นี้แล้วขอรับ”
หลวงตาชื้นกลับไม่ยอม ท่านจับมือเขาไว้แล้วฉุดขึ้นอีก
“ยังก่อน ตัวลัคนาฤกษ์ที่อ่านไว้เมื่อกี้มันจะฝังใจหลอนไปอีก หากภายหน้าเกิดมีเหตุมีเคราะห์เกิดแก่คู่ผัวเมียเขา ใจท่านศึกษาฯก็จะเกิดระแวงถึงข้อนี้อยู่ร่ำไป ฟังอาตมาให้ดี เวลา 16.30. ที่ท่านกำหนดไว้นั้นเป็นเวลาแรกของยามศุกร์ และ ลัคนาฤกษ์ของท่านศึกษาฯก็อยู่ในราศีตุลย์หมิ่นราศี จะข้ามไปราศีพิจิกอยู่รอมมะร่อแล้ว อันเวลาของยามศุกร์นั้นถึง หนึ่งชั่วโมงครึ่ง ฉะนั้นก็เลื่อนเวลาไปสัก 10 นาที ก็ยังอยู่ในยามศุกร์ ท่านผู้ให้ฤกษ์ท่านก็ไม่ว่ากระไร แต่อย่าให้เลยห้าโมงกว่าเพราะจันทร์จะยกจากฤกษ์ เมื่อเลื่อนเวลาได้แล้ว ลัคนาฤกษ์ก็จะไปอยู่ราศีพิจิกเป็นศุภะแก่ลัคนาเดิมและร่วมอังคารซึ่งเป็นเกษตร และเล็งศุกร์ได้ความหมายตามฤกษ์เดิมของท่านด้วย และตัวเสาร์กาฬกิณีก็ตกเป็นอริแก่ลัคนาฤกษ์ไปเสีย จะพอใจหรือยังเล่า”
ท่านศึกษาฯวิเชียรหมดพยศหมดความถือตำแหน่งราชการก้มลงกราบและกอดเท้าทั้งสองของอาจารย์ไว้แนบกับศีรษะพูดเสียงสั่งเครือเพราะความปิติลันหัวใจ
“ผมพ้นทุกข์แล้วเพราะพระเจ้าของกระผมองค์นี้เอง”
คุณประวัติและคุณศรีน้ำตาคลอทั้งคู่ก้มลงกราบพร้อมกับเสียงพูดปนเสียงสะอื้นเพราะความดีใจปลาบปลื้ม “หลวงตาโปรดสัตว์แท้ๆได้ช่วยให้ชีวิตเด็กทั้งสองได้ครองกัน เพราะภูมิปัญญาของหลวงตาจริงๆดิฉันจะไม่ลืมพระคุณของหลวงตาชั่วชีวิต”
ข้างหมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ เห็นเขากราบกันก็พลอยดีใจเผลอลืมตัวกราบลงพร้อมกับเข้าบ้างทั้งสามคน
ข้างหมอเถากราบไม่กราบเปล่า ดันร้องอนุโมทนาออกมาเต็มเสียง
“สาธุ…”

----------------------------------------------------------------------------

อ่านดาว


ดวงตะวันยังไม่ทันเยี่ยมฟ้า
อากาศเช้ามืดขมุกขมัว หมู่ไม้และบ้านเรือนห่างๆออกไป ดูเป็นสีดำมืดไปทุกสารทิศ ทุกบ้านข่องกำลังหลับไหลสุขารมณ์ แต่…
อีกบ้านหนึ่ง ต้องตื่นขึ้นโดยกะทันหัน เพราะเหตุฉุกเฉิน มีผู้มาตบประตูบ้านเรียกเหมือนมีธุระร้อน ทั้งตบปึงปังและเรียกชื่อเจ้านของบ้าน
“ครูก้อนเว้ย ตื่นเถอะ”
ครูก้อน ทั้งตกใจแปลกใจ รำคาญใจที่ถูกปลุกจากที่นอนกำลังสบาย ออกจากมุ้งปิดไฟฟ้า เดินหลับๆตื่นๆจนถึงประตู พอถอดกลอนเปิดออกเห็นผู้เรียกก็ตาสว่าง
เพราะภาพที่เห็นเบื้องหน้า ประหลาดมหัศจรรย์ เป็นเงาตะคุ่มสูงใหญ่ผิดมนุษย์และส่วนหัวเป็นพุ่มไม้โตขนาดเท่าตุ่ม
ครูก้อนขนลุกเกรียวกระทั่งผมบนหัวประสาททั้งห้าสั่งประการเดียวพร้อมกันคือร้อง
“เฮ้ย…ผี”
พอขยับจะหันหลังวิ่ง ก็ถูกตะครุบข้อมือฉุดเอาไว้ ครูก้อนหัวใจแทบหยุดเต้นกระชากมือหนีสุดแรงเกิด มือหลุด..แต่เสียหลักหงายหลังล้มลงกลางเรือนดังสนั่น
เสียงผีหัวร่อฮ่า…ฮ่า ชอบอกชอบใจและเอื้อมมือเปิดสวิทไฟฟ้าหน้าระเบียง “ครูก้อนตาขาวไปได้ ฉันเอง”
พอแสงไฟฟ้าหน้าระเบียงนอกเปิดสว่างเห็นถนัดว่าเป็นหมอเถาเพื่อนเกลอนั่นเอง ที่พิเรนก็คือหมอเถาถือกิ่งมะขามพุ่มใหญ่ประดับประดาเข้าของเครื่องใช้สารพัด มองดูมือๆจึงดูน่าสะพรึงกลัว
เสียงร้องเอะอะและเสียงล้มตึงๆ ปลุกลูกเมียครูก้อนตื่นกันทั้งบ้าน ออกมารุมดูเดาสาเหตุไม่ออก
หมอเถาประคองกิ่งมะขามลอดประตูเข้ามา และเอาพิงข้างฝาไว้ก้มลงประคองครูก้อนลุกขึ้น
“ปัดโธ่ ครูก้อน รูปร่างออกจะใหญ่โตใจเป็นมด เห็นอะไรเป็นผีสางไปหมด”
ครูก้อนทั้งโกรธทั้งอาย “อุว๊ะ มืดๆ ใครจะมัวไปพิจารณา หัวมันโตเท่าพ้อม จะมีใครเสียอีก”
หมอเถาปลอบ “โถ ปากคอสั่น ถ้าจะยังไม่หายกลัว”
“ไม่ใช่สั่นเพราะกลัวเว้ย สั่นเพราะโกรธแกน่ะแหละ” ครูก้อนปัดมือหมอเถาที่ลูบหน้าลูบหลัง
“เอ้า…ขอโทษไหว้ละ” หมอเถายกมือไหว้เพื่อน “มันมีธุระสำคัญเลยรีบมา”
“ธุระอะไรของแก ถึงรอเช้ารอสายไม่ทันใจ ต้องมาปลุกจากที่นอนแต่หัวมืด”
“คือยังงี้” หมอเถาหันไปชี้กิ่งมะขามที่พิงฝา “ฉันจะทอดผ้าป่าก็เลขจะมาชวนไปทำกุศลด้วยกัน 2 คน”
ครูก้อนพิจารณากิ่งมะขามที่ผูกเครื่องอุปโภคพร้อมสรรพมีทั้งไม้ขีด เทียนไข และสบงผ้าอาบน้ำฝนสารพัดสิ่ง รวมทั้งธนบัตรทำเป็นธวัชฉัตร์ธง คำนวณในใจเป็นเงินหลายร้อยเกินฐานะหมอเถาน่าแปลกใจ
“ไปถูกหวยมืดมารึ จึงคิดทำบุญ หรือเป็นผ้าป่าสามัคคีเรี่ยไร”
“ไม่ใช่ทั้งสองอย่างแหละ ตัวเจ้าภาพผ้าป่าน่ะมีแน่”
“บ๊ะ…ดูมันซับซ้อนซ่อนเงื่อนจริงว๊ะหมดเถา” ครูก้อนยิ่งไม่เข้าใจ
หมอเถาทรุดตัวลงนั่งขัดสมาธิกลางพื้นเรือน “เรื่องมันยังงี้ครูเอ๋ย เรื่องเจ้าวัวตัวนี้แหละ ฉันเป็นทุกข์กินไม่ได้นอนไม่หลับมาหลายวัน วันหนึ่งตรองไปตรองมางีบหลับไปครู่หนึ่ง เทวดามาดลใจให้คิดวิธีออก”
“วิธีอะไรของแก หมอเถา”
“อ้าว ก็วิธีเรียกค่าเสียหายคืนจากเจ้าวัวตัวนี้น่ะซี เป็นวิธีทันสมัยเปี๊ยบเชียว ฉันรับรองใครๆก็คิดไม่ถึง”
ครูก้อนหมั่นไส้ท่าทางอวดฉลาดของหมอเถาก็เลยพูดแดกส่ง “นั่นซี ลงได้ปัญญาเทวดามาช่วย ใครเล่ามันจะคิดทันหมอเถา”
หมอเถาไม่ทันคิดว่าถูกเยาะ ก็เล่าต่อ “คือว่า ฉันเอาหมึกมาเขียนสีข้างวัวทั้งสองข้างประกาศโฆษณาว่า ข้าพเจ้าเป็นวัวพเนจรได้บุกรุกทำความเสียหายแก่ท่านผู้มีชื่อ เขาจับตัวไว้ และจะส่งไปขางโรงฆ่าสัตว์ในสามวันนี้เพื่อเอาเงินมาเป็นเบี้ยปรับสินไหม” ท่านผู้ใจบุญทั้งหลายโปรดสละทรัพย์ช่วยชีวิตข้าพเจ้าด้วยเถิด”
วัวแดง(สัตว์ผู้ยาก)
“แล้วฉันเอากระป๋องเจาะช่องใส่เงินผูกคอเจ้าวัวไว้ จูงไปผูกไว้ข้างตลาดสด พอตกเย็นก็ไปจูงเอามา นับเงินในกระป๋องได้ถึง 600 กว่าบาท ฉันหักค่าเสียหายบ้านที่ซ่อมไว้ 200 บาท นอกจากนั้นก็เอามาซื้อข้าวของทอดผ้าป่า เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้าของเงินเขาคืนไป”
ครูก้อนขำก็ขำแต่ก็อดปลงสังเวชมิได้ “โธ่เอ๋ย หมอเถาคุยว่าปัญญาเทวดา ที่แม้มันก็ใช้สัตว์ไปขอทานชาวบ้านเขานั่นเอง”
“เหอะน่า ได้เงินแล้ว มันดีทั้งนั้น”
ครูก้อนยังติดใจถึงเจ้าวัว จึงถามถึง “แล้ววัวล่ะ เป็นอย่างไร”
“ก็ฉันได้ครบ ก็ปล่อยเขาเป็นไทน่ะซี ฉันลบประกาศเรี่ยไรเขียนใหม่ตัวโตๆ”
“ข้าพเจ้าเป็นวัวของชาวตลาดสด แล้วเอาไปปล่อยข้างตลาดอย่างเดิม แม่ค้าผักเอาผักเหลือตอนเย็นเลี้ยงเจ้าวัวเปรมไป เลยกินนอนอาศัยเป็นนิวาสน์สถานอยุ่ที่ตลาดนั่นเอง”
“แล้วเจ้าของวัว มันไม่แอบมาจูงเอากลับหรือ”
หมอเถาส่ายหน้า “ฉับสืบได้ความว่าเป็นวัวแขก มันต้อนเดินทางผ่านจังหวัดเราเจ้าตัวนี้แตกฝูงหนีมา”
ลูกเมียครูก้อนมานั่งฟังหัวเราะกันคิกคัก เกิดใจกุศลช่วยกันเอาธนบัตรมาติดองค์ผ้าป่าได้เงินอีหลายบาท
ครูก้อนยังหาวหวอดไม่หายง่วง “แล้วจะไปกันแต่หัวมืดยังงี้น่ะเรอะ”
“ก็ยังงั้นซี ทอดผ้าป่ามันต้องเช้ามืดยังงี้ ม่ายก็โพล้เพล้ไปเลยเพราะว่าต้องแอบๆเอาไปปักไว้ริมทางเปลี่ยวผู้คน และเจ้าของผ้าป่าก็ไปซ่อนเสีย พระออกบิณฑบาตรเช้าพบเข้าก็ชักผ้าป่าไป บางรายเขาใช้จุดประทัดบอกพระ ครูก้อนกระวีกระวาดลุกไปแต่งตัวลวกๆออกมาและยังสงสัยคำของหมอเถาทีแรก “ไหน หมอเถาว่ามีเจ้าภาพ ทำไมเขาไม่มาด้วย”
“มาซี เขาคอยอยู่ข้างนอกแล้ว” หมอเถาเหลียวออกไปนอกประตู “ก็เจ้าวัวตัวเอกนั่นแหละ ฉันไปชวนเขามาด้วยกัน เพราะเขาเป็นเจ้าของเงินผ้าป่าโดยตรง ก็ดูเขาเต็มอกเต็มใจมาด้วย”
ครูก้อนหัวเระหึ นึกอ่อนอกอ่อนใจในความพิเรนของหมอเถาเป็นที่สุด และก็ต้องออกเดินตามหมอเถาที่ประคองยกกิ่งมะขามองค์ผ้าป่าออกประตูไปสมทบกับเจ้าวัวตัวเอกเจ้าภาพทที่ยืนรออยุ่ข้างนอกเคลื่อนขบวนไปหลังวัด
พอตกบ่าย ตะวันคล้อยได้เวลาโรงเรียนเลิกแล้ว ครูสมศักดิ์ก็รีบแน่วมาวัดเพราะมีเรื่องร้อนอกร้อนใจที่จะต้องพบหลวงตาชื้นให้ได้
เดินพลางคิดพลางว่าป่านฉะนี้ เพื่อนเกลอทั้งสองซึ่งว่างงานคงจะพร้อมหน้ากันอยุ่ที่กุฏิหลวงตาแล้ว กระทั่วล่วงเข้าเขตวัดและเลี้ยวขึ้นบันไดกุฏิต้นมะยมคู่พอเปิดประตูนอกชาน ก็จริงอย่างคิดทั้งครูก้อนและหมอเถานั่งพับเพียบเรียบร้อยอยู่เบื้องหน้าหลวงตาเช่นเคย
หมอเถาหันมาทักทายครูสมศักดิ์ “กำลังคิดถึง ก็มาพอดี”
ครูสมศักดิ์ยิ้มรับ ตรงเข้าไปกราบคารวะหลวงตาก่อนอื่นและเข้าไปนั่งชิดเพื่อนทั้งสอง
หลวงตาชื้นเคลื่อนป้านน้ำชามาให้ และมองดูครูศักดิ์เต็มหน้าและทักขึ้น
“ดูหน้าครูสมศักดิ์ มีเรื่องกังวลใจอยู่มีธุระเดือนร้อนอะไรหรือ”
ครูสมศักดิ์ถูกทายใจรงเผง ก็เลยระบายความทุกข์ “ผมได้รับจดหมายจากยาติในกรุงเทพฯผมไม่สบายใจเรื่องน้องชายขอรับหลวงตา”
หมอเถาและครูก้อน เห็นเป็นเรื่องส่วนตัวก็เกรงใจไม่กล้าซักถามแต่หลวงตาท่านถือว่าเป็นผู้ใหญ่จึงถามต่อไปอีก
“เรื่องมันอย่างไรหรือ ครูสมศักดิ์จึงเป็นทุกข์เป็นร้อน”
“ชีวิตเขากำลังจะยุ่งยากเดือนร้อนและผมอยากจะรบกวนหลวงตา” ครูสมศักดิ์ล้วงกระเป๋าควักเอาดวงชะตาออกมา พนมมือไว้ส่งให้
หลวงตารับดวงมาพิจารณาดูอยู่ครู่ใหญ่สีหน้าดูยิ้มๆมิได้พลอยเป็นทุกข์ไปตามครูสมศักดิ์จนหมอเถาและครูก้อนนึกสงสัยยอมเสียมารยาทเอียงตัวชะโงกดูดวงบ้าง
หลวงตานึกรุ้ใจศิษย์ จึงหยิบกระดานมาลอกดวงลงกระดานให้ดูถนัดๆ
ครูสมศักดิ์ออกตัว “ผมดูดวงเขาแล้วพอจะพยากรณ์เขาได้ ตั้งแต่พบหลวงตาแล้วผมไม่แน่ใจความรู้ดหราศาสตร์ของตัวเองเลยกลัวผิดร่ำไป อยากจะขอคำพยากรณ์จากหลวงตาขอรับ”
หมอเถาเป็นคนคิดอะไรเก็บความคิดไว้ไม่อยู่จึงถามหลวงตา “ครูสมศักดิ์แกเป้นทุกข์แต่หลวงตากลับยิ้มๆเหตุใดหรือคะรับหลวงตา”
หลวงตาเอาก้อนดินสอพองเคาะกระดานเล่น “ไม่น่าจะเห็นเป็นเรื่องทุกข์ร้อนหนักหนาอะไร กะอีเรื่องได้น้องสะใภ้”
“ถูกขอรับ แต่เรื่องมันร้ายแรงยิ่งกว่านั้นอีก” ครุสมศักดิ์เล่าหนักอกหนักใจ “มันจะเกิดความเสียหายใหญ่หลวงซีขอรับ”
“เออว่าไป” หลวงตาพยักหน้า
หมอเถาเอียงหน้าเข้าไปกระซิบครูก้อนเบาๆข้างหูว่า “เจอเอาดวงพินทุบาทว์เข้าอีกแล้ว”
ครูสมศักดิ์เล่ารายละเอียดให้หลวงตาฟัง “น้องชายผมมีภรรยาอยู่เดิม มีบุตรด้วยกัน 3 คน ฐานะดีพอสมควร สะสมเงินทองซื้อที่ดินไว้ 2-3 แปลงหวังจะไว้เป็นสมบัติของลูกๆ ในวันข้างหน้า เมื่อปีที่แล้วเมียเขาตายลงตกเป็นพ่อหม้ายเปล่าเปลี่ยวไม่นาน เมื่อเร็วๆนี้ไปคว้าสาวใหญ่คนหนึ่งมาเป็นเมีย หลงไหลเอามากมาย ถึงขนาดขายที่ขายทางสมบัติของลูกๆเอาเงินมาบำเรอกันเหลวเหลก ญาติๆก็ห่วงว่าจะถูกปอกลอกหมอตัวและวันข้างหน้าลูกๆจะลำบาก นี่แหละขอรับ ญาติพี่น้องทุกคนเดือดร้อนไปตามกัน”
“นั่นนะซี มันเรื่องของคนอื่นเป็นทุกข์เดือดร้อนต่างหาก เจ้าตัวเขาเองสำเริงสำราญด้วยรสเสน่หาเป็นสุขอยู่” หลวงตายืนยัน “อันความทุกข์เพราะสมบัติหมดมันอีกนาน”
“ผมสงสัยอยู่ข้อหนึ่ง ขอรับหลวงตา” ครูสมศักดิ์ชี้ดวงบนกระดาน “ราหูจรทับเสาร์คู่มิตรในเรือนปัตนิ มันน่าจะดีมีคุณและพฤหัสจรก็เป็นเกษตรร่วมด้วย ไม่น่าจะสูญเสียสมบัติที่ทางเลย หรือว่าพฤหัสจนทับศัตรูเสาร์เดิม และเป็นศัตรูรับราหูจร เช่นนั้นหรือขอรับ”
หลวงตาส่ายหน้าปฏิเสธ และอธิบายอย่างครูสอนศิษย์
“ครู จะเอาดาวคู่มิตรคู่ศัตรูไปบวกลบกันเหมือนตัวเลขไม่ได้ ดาวเป็นคู่มิตรเขาก็ให้คุณ เมื่อเป็นคู่ศัตรูก็ย่อมเกิดโทษ อาจเป็นคุณเรื่องหนึ่งเป็นโทษเรื่องหนึ่งได้ ต้องจับทีละเรื่องๆอย่าเอาไปรวมๆกันมันจะยุ่งเหยิงจนทายไม่ออก อ่านดาวมันต้องอ่านเหมือนอ่านหนังสือ คือ ทีแรกดูว่ามันเป็นอักขระตัวอะไรและประสมสระอะไร มีตัวสะกดการันต์อะไรอ่านว่าอะไร แล้วจึงจะแปลความหมายว่าเป็นอย่างไร”
ทั้งครุสมศักดิ์ หมอเถา และครูก้อน นั่งนิ่งฟังตั้งใจจดจำไว้มิให้หลงลืมตกหล่นแม้แต่สักคำ
หลวงตาหยุดอยู่ครู่หนึ่ง ก็อธิบายต่อ “อย่างเช่นดวงนี้ ดาวจรเข้าเรือนปัตนิ อย่าเพิ่งไปปุปปับทายเขาว่าเป็นเรื่องผัวเรื่องเมียมันต้องตรวจดูเสียก่อนว่า ราหูเป็นเจ้าเรือนอะไรของลัคนาเป็นศุภะ และราหูเดิมอยู่เรือนอะไรเรือนลาภะก็ได้ความหมายว่าศุภะ ลาภะมาครองเรือนปัตนิ ซึ่งมันเป็นได้ถึง 2 นัย คือ ได้ลาภ หรือสำเร็จผลได้ลูกเมีย หรือได้ลาภเป็นส่วนแบ่งคือร่วมหุ้นร่วมส่วนมีผลประโยชน์ก็ได้ เมื่อหันมาดูทางพฤหัสที่ร่วมราศีด้วย คือพฤหัสเป็นเจ้าเรือนปัตนิ และพฤหัสเดิมอยู่เรือนวินาสน์ จึงย้ำความหายทางราหูว่าได้ลาภเมียแน่”
ครูสมศักดิ์นิ่งฟังจดจำแม่นยำ และพูดเบาๆเหมือนรำพึงกับตนเอง
“หลวงตาตรวจดาวถึงห้าตำแหน่งเพื่อทายความหมายในเรือนเดียวเท่านั้น”
หมอเถาเป็นคนช่างสงสัยและจดจำดีก็ถามบ้าง “หลวงตาเคยมีรายละเอียดประกอบเป็นเรื่องเป็นราวจะต้องเอาอะไรอ่านอีกคะรับ”
“ช๊ะ ๆ พวกนี้” หลวงตาชี้หน้ากราดไปทั้งสามคน สีหน้าท่านยิ้มๆ “มันคิดจะถลกจีวรฉันล้วงเอาให้หมดตัวซีน๊ะ”
ครูสมศักดิ์จำวิธีของหมอเถาและครูก้อนมาใช้บ้าง คือ พนมมือประจบ “พวกผมตั้งใจขอทานวิชา สุดแต่จะกรุณาขอรับ”
“พวกนี้มันเรียนปากหวานมาจากโรงเรียนเดียวกันหมด” หลวงตาชื้นหัวเราะชอบใจและอธิบายต่อ “ถ้าจะดูแบบทรงเครื่องครบมันก็ราหูตัวเก่านั่นแหละ แต่เปลี่ยนเอาตนุเศษดู ก็หมายถึงใจเขา มิได้คิดหมายมาก่อน ราหูจรมาเป็นมรณะแก่ตนุเศษก็หมายถึง ขณะนี้ใจเขาโศกเศร้าสูญเสีญ”
ครูสมศักดิ์แทบจะนั่งไม่ติดเพราะความดีใจหนักหนา เหมือนได้ขุมทรัพย์มหาศาล
“ตนุเศษตัวนี้นี่เอง โหรเก่าๆเคยพูดเป็นลายแทงไว้ว่า แทนลัคนา แต่ไม่เคยบอกวิธีใช้ไว้เลย”
“คนโบราณเขาใช้กันมาเป็นร้อยๆปีแล้ว มิฉะนั้นเขาจะหาตนุเศษไว้เพื่ออะไร” หลวงตาว่า
“อีกเรื่องหนึ่งขอรับ คือว่าคู่มิตรคู่ศัตรูนั่นแหละขอรับ” ครูสมศักดิ์หวลกลับไปเรื่องเดิมอีก
“เออ บ้าจี้ตามที่เขาถามจนเกือบลืมเรื่อง” หลวงตาหันไปจุดบุหรี่สูบอัดเต็มแรง “เมื่อดูเหตุเขารู้แล้วว่าได้เมีย ก็ต้องดูผลต่อไปว่ามันจะเป็นคุณหรือเป็นโทษ จับราหูจรดูก่อนที่ว่าทับเสาร์ คู่มิตรควรจะให้คุณอย่างที่ครูสมศักดิ์เข้าใจนั้นจริงหรือไม่ ราหูกับเสาร์นั้นคู่มิตรกันจริงแต่มันเป็นคู่มิตรกันระหว่างดาวต่อดาวมิใช่คู่มิตรของเจ้าชะตาและเสาร์เดิมนั้นคือเจ้าเรือนมรณะมาแสดงโทษอยู่ในเรือนปัตนิเมื่อได้ราหูคู่มิตรก็เท่ากับได้เพื่อนคู่หูมาร่วมกัน ทำให้เกิดโทษรุนแรงยิ่งขั้นไปอีก เพราะเสาร์เขาได้แรงเพื่อน มันจะเกิดโทษเรื่องอะไรก็ทายดีกินเอาได้ว่า เสาร์คือที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์มันก็เสียที่เสียทางนั้นแหละ”
“แล้วพฤหัสที่เป็นเกษตรร่วมด้วยล่ะคะรับ” หมอเถาเปลี่ยนหน้าถามบ้าง
“เดี๋ยวว่ะ ขอหยุดหายใจก่อน” หลวงตาหยุดพักเหนื่อย เพราะพูดมายืดยาวเป็นครู่ใหญ่ “พฤหัสนี้แหละตัวสำคัญ ความเป็นเกษตรให้ความหมายถึงมั่นคงถาวร เมื่อประกอบเรื่องมีคู่มีเมีย ก็เป็นผัวเมียกันตลอดไป นี่เป็นส่วนที่เป็นคุณ ส่วนที่เป็นโทษมีอยู่เพราะพฤหัสเดิมเป็นวินาสน์ลัคนาอยู่ ย่อมมีทาทางชะตาเดิมอยู่แล้ว”
หมอเถาและครูก้อนเคยได้ยินได้ฟังมาหลายครั้ง ส่วนครูสมศักดิ์เพิ่งได้ยินได้รู้ ความรู้สึกทั้งดีใจและเสียใจปนกันยุ่งไปหมด ดีใจที่ได้พบวิชาของจริงจากท่านที่แตกฉานอธิบายให้เห็นชัดเจน เสียใจที่ว่าความรู้โหราศาสตร์ที่ ตัวเองร่ำเรียนมามากเป้นความรุ้ของเด็กนักเรียนไป
เณรชั้วเข้ามาเตือนหลวงตา ถึงเวลานัดทานเจ้าอาวาสไว้ว่าจะไปร่วมประชุมเรื่องสร้างศาลา หลวงตาจึงลุกขึ้นคว้าจีวรมาครอง และมองดูศิษย์ทั้งสามแผ่เมตตาครองจีวรเสร็จแล้ว หลวงตาชื้นกลับนั่งลงอีก “ครูสมศักดิ์ วันพฤหัสนี้เอาดอกไม้ธูปเทียนมาก่อนเพลนะ จะรับเป็นศิษย์”
ครูสมศักดิ์ปลาบปลื้มจนตัวลอย ก้มตัวลงกราบแทบเท้าหลวงตาด้วยความรู้สึกเป็นพระเดชพระคุณอันใหญ่หลวง.

(คัดลอกมาจาก http://www.horathai.com)

ลักคเนย์

ลักคเนย์
วันนักขัตฤกษ์
จนสายแดดกล้าร่วม 10.00. ร้านกาแฟเจ้าโกมีลูกค้าคับคั่ง ทุกโต๊ะเต็มร้านเพราะเป็นวันหยุดราชการด้วยนายห้างเจ้าโกเดินเก็บเงินหน้าตายิ้มแย้มเบิกบานเป็นพิเศษ
โต๊ะติดหน้าร้าน ใกล้ริมถนน สมาชิกเต็มโต๊ะเป็นครูเก่าหนึ่ง ครูใหม่หนึ่ง และข้าราชการอำเภอ คุยกันเรื่องดินฟ้าอากาศ ข้าวสารขึ้นราคาและการเดินขบวนและข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
เสียงพูดคุยทางโต๊ะในร้านกาแฟชะงักหยุดเงียบลงทันควันเหมือนนัดกันหยุดพร้อมกันเพราะเสียงเอะอะสลับกับเสียงไชโยโห่ฮิ้วของคนจำนวนมากดังมาจากทางแยกที่จะเลี้ยวมาทางร้านกาแฟ
ทุกคนในร้านกาแฟลุกออกมามุงแน่นอยู่หน้าร้านด้วยความสนใจครูเก่าและครูใหม่ที่นั่งโต๊ะหน้าร้าน พยายามแทรกคนมุงออกมาหน้าเพื่อน เพื่อจะดูเหตุการณ์ให้ถนัด
พอหัวขบวนโผล่จากทางแยกเป็นวัวผู้สีน้ำตาลพ่วงพีล่ำสันเดินอย่างองอาจผ่าเผยมากลางถนนและที่องอาจยิ่งไปอีกก็คือคนที่นั่งหลัววัวไขว่ห้างทำโก้อย่างกับนั่งรถยนต์เก๋งชั้นดี ข้างหลังเป็นขบวนเด็กวัยสิบ ทั้งโห่ร้องป้องปากล้อวัว บ้างตีปีกปึงปังหวังจะให้วัวตื้นเพื่อจะได้ดูคนขี่วัวผจญภัย
ทั้งครูก้อนและครูสมศักดิ์จำได้ก็อุทานเต็มเสียงพร้อมกัน “เฮ้ย…หมอเถา”
เสียงสองครูดังจนได้ยินถึงหูหมอเถาที่นั่งอยู่บนหลัววัว ถึงกับเหลียวหน้ามาดูดีใจที่พบเพื่อนคู่หูจึงเหนี่ยวสายสนตะพรายให้วัวเลี้ยวตรงมาทางครูก้อนและครุสมศักดิ์พอวัวเข้าใกล้กลุ่มคนเด็กๆที่มุงอยู่ด้านหน้าก็แตกฮือวิ่งหนีอลหม่าน ให้ผู้ใหญ่พลอยหลบพัลวันเพราะไม่ไว้ใจเส้าสัตว์มีเขา
กลุ่มเด็กที่ยกขบวนตาโห่ฮืวมาก็เข้าล้อมหน้าลอ้มหลังล้อเลียนร้อนจถึงครูสมศักดดิ์ต้องจัดการไล่เพราะล้วนแต่เด็กนักเรียนโรงเรียนครูสมศักดิ์ทั้งสิ้น จึงเชื่อฟังและแยกย้ายไปโดยดี
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นหมดเถา ถึงได้ขี่วัวเป็นพระอินทร์ยังงี้” ครูก้อนถามปนเสียหัวเราะเพราะขำท่าทางของเพื่อน
หมอเถายังนั่งไขว่ห้างอยู่บนหลังวัวท่าทางภูมิใจในพาหนะของตน “บ๊ะ…ขี่วัวมันแปลกยังไง’’
ผู้คนถึงแตกตื่นนักครูก้อนก็ยังพลอยแปลกกะเขามั่ง”
“โธ่เอ๋ยหมอเถาดูสารรูปตัวเองเถอะมันน่าขำเพียงไหน”
“ช๊ะๆฉันว่าสารรูปฉันมันเป็นพระเอกน๊ะครู พระเอกลูกทุ่งของไม้เมืองเดิมยังไงล่ะ” หมอเถาลอยหน้าเถียงอย่างภาคภูมิ
ทั้งครูก้อนและครูสมศักดิ์หัวร่องอหายจนหมอเถานึกกระดากทำทาเก้อเขินเสพูดเรื่องธุระ
“วันนี้วันหยุดตั้งใจจะมาชวนไปกุฏิหลวงตาคงจะมีแขกมาแยะคงมีดวงแปลกๆบ้าง”
“หมอยังไม่ตอบเลยว่าทำไมถึงมาเป็นพระเอกขี่วัว” ครูสมศักดิ์ถามอีกเพราะอยากรู้ “เถอะน่ะ…” หมอเถาตัดบท “เรื่องมันยาวไว้ไปเล่าที่กุฏิหลวงตาดีกว่า”
“ไปก็ไป หมอเถามีรถยนต์ตราวัวขี่ล่วงหน้าไปก่อนเถอะ” ครูก้อนว่า “ไปพร้อมๆกันก็ได้เ”หมอเถาเขยิบที่นั่งบนหลังวัวให้ “ขี่มันไปพร้อมๆกันทั้งสามคนนี่เหละ”
“ไม่ขอเดินไปเองดีกว่า” ครูก้อนปฏิเสธ หันไปชวนครูสมศักดิ์ออกเดินไปก่อน หมอเถาก็กระตุ้นวัวเดินตามหลังไปติดๆ
พอลับร้านกาแฟ หมอเถาเทียบวัวข้าไปใกล้ชวนอีก “ขึ้นมาเถอะน่าครูมันนั่งสบายไม่หยอก หลังมันนุ่มยังกะเบาะยัดนุ่น”
ครูก้อนหยุดเหลียวหน้าเหลียวหลังเห็นลับตาคนก็ชักเปลี่ยนใจนึกสนุก เดินวนไปท้ายวัวแล้วก็ตัดสินใจปีนขึ้นไปนั่งและฉุดมือครูสมศักดิ์ขึ้นไปเป็นสาม
หมอเถาสงสัยถาม “เมื่อกี้ครูก้อนเดินไปตรวจท้ายวัวทำไมรึครู”
ครูก้อนตอบหน้าตาเฉย “ดูว่ามันตัวผู้หรือตัวเมีย ถ้าเป็นตัวเมียมันจั๊กจี้หัวใจไม่กล้าขี่”
ต่างหัวเราะกันครื้นแครงปล่อยให้วัวเดินไปตามสบายจนกระทั่งเลี้ยวเข้าสู่เขตวัด
บนกุฏิหลวงตาชื้นขวักไขว่ด้วยผู้คนแขกเหรื่อตั้งแต่เวลาฉันเช้ามาแล้ว กระทั่งเหลือชุดสุดท้ายเป็นข้าราชการที่ย้ายมาใหม่ยังอ้อยอิ่งซักไซร้ไล่เลียงหลวงตาว่าจะเป็นใหย่ไปภายหน้าหรือไม่ จะร่ำรวยเห็นเศรษฐีหรือไม่ จะไม่ถามอยู่ก็เรื่องเดียว เรื่องว่าจะมีเมียน้อยหรือไม่เพราะคุณนายนั่งท้าวแขนฟังอยู่ด้วยห่างออกไปทางหอฉัน แขกประจำกุฏิคือศิษย์ทั้งสามเลี่ยงไปนั่งจับกลุ่มคุยกันคอยให้แขกว่าง
ครูก้อนยังติดใจเรื่องวัวจึงถามต่ออีก “หมอเถาว่าจะเล่าเรื่องวัวมันยังไงกัน”
หมอเถาสีหน้าหนักใจ “เรื่องมันยังงี้ฉันทำสวนครัวไว้หล้งบ้านพอทุ่นค่ากับข้าวได้เก็บกินมาทุกวัน มาเมื่อเช้าวานซืนตื่นขึ้นก็พบเจ้าสองเขานี่เข้าไปอยู่กลางสวนเถาฟักแฟงแตงร้าน ที่อุตส่าห์รดน้ำทุกวันจนงอกงามมันกินเรียบไม่เหลือเลยสักต้นเดียว หมดคลังเสบียงก็คือฉันหมดตัวแหละ มันวัวใครก็ไม่รู้ฉันก็เลยยึดตัวมันไว้เป็นจำเลยเพื่อจะได้คิดค่าเสียหายกับเจ้าของมัน คอยแล้วคอยอีกก๋ไม่มีเจ้าของมาติดตามผูกมันไว้กับระเบียลงบ้านไปเที่ยวติดตามหาเจ้าของ ช๊ะ…พอกลับมาพบระเบียงบ้านพังไปอีกแถบหนึ่งเพราะมันดิ้น ที่หายไป 2-3 วันน่ะหยุดซ่อมบ้าน”
ครูสมศักดิ์แนะอย่างผู้รู้ “ก็ไปแจ้งอำเภอเขาซี”
“แจ้งแล้ว หมอเถาว่า “ไปแจ้งตำรวจกองเมืองเขาก็รับแจ้งแต่เขาไม่มีห้องขังจำเลยวัว ตำรวจเขาให้มาเลี้ยงไว้รอเจ้าของไปไหนก็ต้องเอาไปด้วย ขืนผูกไว้บ้านก็คงพังทั้งหลัง”
ครูก้อนออกความเห็นมั่ง “ก็มันกินของเรา เราก็มีสิทธิกินเนื้อมันเสียก็สิ้นเรื่อง”
“โธ่ครูก้อนคิดเป็นยักษ์เป็นมารใครจะทำลง” หมอเถาส่ายหน้าและจุ๊ปากรำพันคิด “ถ้าเป็นวัวตัวเมียละก็ไม่ว่าเลย ยังจะพออาศัยประโยชน์ได้มั่ง”
“เฮ้ย…หมอเถา” ครูก้อนร้องอึกเสียงลั่น จนแขกของหลวงตาหันมามอง ครูก้อนจึงลดเสียงลงพอได้ยินกันสามคน “แกจะคิดพิเรนเอาวัวทำปัตนิเรอะ อย่านา…ติดคุกเป็นปีทีเดียว”
“ครูก้อนพูดลามก” หมอเถาปฏิเสธทันควัน ฉันหมายนถึงว่าถ้าเป็นวัวตัวเมียยังจะพอรีดนมขายหาลำไพ่แทนค่าเสียหายได้บ้าง”
“เออพ้นเคราะห์ปี” ครูสมศักดิ์ถอนหายใจหายห่วง “นึกว่าหมอเถาจะมีลัคนาราศีพิจิกเรือนปัตนิเป็นราศีพฤษภ วัว”
หมอเถาหัวเราะยิงฟันขาวเพราะถูกสัพยอกแล้วก็ระบายความทุ่กข์ในอกที่หนักใจอยู่ “ถ้าไม่พบเจ้าของอีกพักเดียวฉันเจ๊งแน่ ทุกเช้าก็ต้องพาไปกินหญ้า ไปไหนก็ต้องหอบหิ้วไปด้วยนานเข้าเห็นจะต้องนิรโทษกรรมเจ้าวัวตัวนี้ เอามันไปปล่อยเสียให้พ้นๆหมดเวรกันเสียที”
แขกของหลวงตาได้เวลาลากลับ ต่างคนต่างกราบหลวงตาหน้าตายิ้มย่องผ่องใสเพราะคำพยากรณ์ต่างยกขบวนถอยจากชานระเบียงพากันลงจากกุฏิไป
หมอเถาและครูก้อนและผู้ที่กำลังสมัครเป็นศิษย์ใหม่คือครูสมศักดิ์ก็ลุกจากหอฉันเข้ามากราบหลวงตา
“เออครบชุดดีจริง” หลวงตาชื้นวิสาสะยิ้มแย้มอารมณ์ดี “มากันแต่เช้ามีธุระอะไรด้วยหรือเปล่าล่ะ”
“ไม่มีธุระคะรับ” หมอเถาตอบแทนเพื่อน “วันหยุดก็เลยมากราบเท้าหลวงตาคอยรับใช้ครับ”
หลวงตายิ้มถูกใจทั่งๆที่รู้ว่าถูกประจบ “ปากหมอถามันประจบหวานยังงี้ไม่น่าอยู่เป็นโสดมาจนแก่เลย”
ครูสมศักดิ์เรียนถามหลวงตาถึงแขกที่เพิ่งจะกลับเมื่อครู่นี้ “ดูเหมือนจะเป็นข้าราชการอำเภอเพิ่งย้ายมาใหม่กระมัง ขอรับ”
“ใช่…ครู ย้ายมาจากภาคกลางเป็นแผนกที่ดิน เวลาเกิดเขาไม่แน่ผูกดวงมาหลายแห่งไม่ค่อยยุติกัน เขาเองก็สงสัยอยู่ตลอดมา”
ถ้าเช่นนั้นก็คงมาสอบลัคนา” ครูก้อนแอบมองดูดวงที่ยังเขียนอยู่บนกระดาน
“ก็คงจะทำนองนั้นแหละ” หลวงตาพยักหน้าและชี้ดวงบนกระดาน “ดูเอาซี”ครูสมศักดิ์ ครูก้อน และหมอเถาสุมหัวเข้าดูกระดานโหรพร้อมกันทั้งสามคน
หลวงตาอธิบาย “เขาจำผู้ใหญ่บอกแต่เพียงว่าเกิดเวลาบ่ายโมงเศษๆไม่รู้ว่ามันเศษเท่าใด ถ้าเศษน้อยลัคนามันก็อยู่ราศีมิถุน ถ้าเศษมันถึงครึ่ง ลัคนาก็สถิตราศีกรกฏ”
ครูสมศักดิ์เป็นคนคิดอะไรก็บไว้ในใจไม่อยุ่ก็ออกความเห็นตามที่ตนได้เรียนมรู้มาเดิม
“ผมว่าคงจะพอสันนิษฐานได้ไม่ยากนักรู้เวลาเกิดวางลัคนาคาบเกี่ยวเพียง 2 ราศีเท่านั้น”
หมอเถาและครูก้อนไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อนจึงไม่กล้าออกความเห็นได้แต่ยิ่งคอยฟัง หลวงตาชื้นนั้นพลอยพยักหน้าและซัก
“ครูสมศักดิ์จะสันนิษฐานยังไง ไหนลองอธิบายดูทีรึ” ครูสมศักดิ์พูดออกไปแล้วจึงคิดว่าไม่ควรแสดงความรู้ต่อหน้าหลวงตาผู้แตกฉานจึงพนมมือไหว้”ผมขออภัยที่พูดเพราะเห็นเขาเล่นๆกันอยู่อย่างแพร่หลายขอรับ”
“เออ…พูดไปเถอะครูสมศักดิ์” หลวงตาตกปากอนุญาติ
“อย่างแผนกที่ดินนั้น น่าจะวางลัคนาเกิดไว้ราศีมิถุน คงจะเกิดไม่ถึงเวลาบ่างโมงครึ่งแน่”
หมอเถากับครูก้อนนั่งอ้าปากฟังนึกนิยมครูสมศักดิ์ว่ารวอบรู้วิชาโหราศาสตร์พอตัวทีเดียวจึงหลอยซักถามบ้าง
“ครูสมศักดิ์ เอาเกณฑ์อะไรเป็นเครื่องพิสูจน์หรือ ดูรวดเร็วดี”
“ก็เจ้าเรือนของเขานั่นแหละ” ครูสมศักดิ์ภูมิใจที่มีความรู้เหนือเพื่อน “ท่านแผนกที่ดินรูปร่างท่านอ้วนท้วนสมบูรณ์และเตี้ยรูปร่างดาวพุธเจ้าเรือนราสีมิถุนชัดอยู่ ถ้าเกิดถึงบ่างโมงครึ่งก็ต้องราศีกรกฎรูปร่างน่าจะบอบบองแช่มช้อยเหมือนสตรีตามลักษณะของจันทร์อันเป็นเกษตรเจ้าเรือน”
ทั้งครูก้อนและหมอเถาฟังเหตุผลเข้าเค้าดีนึกเชื่อถือเป็นจริงแต่ยังไม่แน่ใจตรงที่ยังมิได้ฟังหลวงตาอธิบายเหตุผล ใจหนึ่งก็ยังมั่นใจว่าหลวงตามักมีของดึกว่าเสมอ
แต่หลวงตามิได้คัดค้าน กลับถามเรื่อยๆ “เป็นไปทุกราศีซีน๊ะครูสมศักดิ์”
“ขอรับ เขาเล่นกันเช่นนี้” ครูสมศักดืรับคำแบ่งรับแบ่งสู้เพราะไม่แน่ใจความรู้ของหลวงตาชื้นอยู่เช่นกัน “ผมก็เลยเล่นตามๆเขาเรื่อยๆมา”
“แล้วถ้ามันมีดาวลอยจากราศีอื่นมารวมกันอยู่ด้วยล่ะ เอาละสมมุตกันว่า ถ้าลัคนามาอยู่เรือนพุธมันอ้วนเจ้าเนื้อและถ้าเสาร์เข้ากุมมักรูปร่างผอมเกร็ง เราจะกำหนดเอาว่าอ้วนหรือผอมล่ะครูสมศักดิ์”
ครูสมศักดิ์ชักเงอะที่ถูกซักเพราะตนมิได้ใช้จนช่ำชองนัก นอกจากจดจำเขามาแต่ต้นๆเหตุนั่นซีขอรับ ผมยังงงๆอยู่จึงอยากกราบเท้าหลวงตาขอราบเหตุผล”
“เออ พอมันจนมุมเข้าก็โดดเกราะเอวหลวงตาเอาตัวรอดไปทุกที” หลวงตาหัวเราะชอบใจแล้วหันไปทางหมอเถา ลองปัญญา “หมอเถาล่ะคิดเห็นอย่างไง”
หมอเถาไตร่ครองมองหน้าเพื่อนตอบไม่แน่ใจนัก” เสาร์รูปผอมเกร็ง พุธรูปอ้วนท้วน ผสมกันมันคงเป็นรูปกลางๆไม่อ้วนไม่ผอมสมส่วนกระมังคะรับ”
หลวงตาชื้นยิ้มชอบใจความคิดเหตุผลทื่อๆของหมอเถาและหันมาซักครุสมศักดิ์ต่อไปอีก “อันรูปร่างทรวดทรงของคนนั้นมันเปลี่ยนได้ตามวัยและอาย เช่นบางคนเมื่อหนุ่มๆรูปทรงอ้อนแอ้นเอวเล็กเอวบาง พออายุมากเข้าก็อ้วนท้วนก็มีมาก ยิ่งผู้หญิงด้วยแล้วรูปร่างเปลี่ยนแปลงได้ง่าย พอมีลูกมีผัวแก่ตัวสบายอกสบายใจบ้างมีบุญมีวาสนามักเจ้าเนื้อทุกราย ครูสมศักดิ์เคยเห็นมาบ้างหรือเปล่าล่ะ”
ครูสมศักดิ์ชักไม่สบายใจ “เคยเห็นขอรับ มีมากเสียด้วย”
“ก็นั่นน่ะซี” หลวงตาว่า “ถ้าเปลี่ยนรูปทีมิต้องเปลี่ยนลัคนาให้มันตรงกับลักษณะของดาวตามราศีไปหรือครูสมศักดิ์ เอ๋ย”
ครูสมศักดิ์ ครูก้อน หมอเถา มองหน้ากันเองหาคำตอบ เพราะตัวเองมิได้คิดไปไกลถึงขนาดนั้น ทั้งเป็นเหตุผลที่ค้านไม่ได้เสียด้วยทางที่ดีที่สุดคือนิ่งเฉยเสีย
หลวงตาชื้นยังอธิบายในเชิงยกตัวอย่างต่อไปอีก “อย่างเช่นเด็กเกิดมารูปร่างเล็กบอบบางหรือสูงใหญ่ ผิวดำ หรือผิวขาวก็สุดแต่พ่อแม่กรรมพันธุ์แห่งเขา ลูกแขก ลูกเจ๊ก ลูกไทยมนเหมือนกันยาก ครั้นเมื่อวางลัคนาตามเวลาเกิดเขาแล้ว รูปร่างเขาเกิดขัดกับรูปร่างตามลักาณะดาวประจำราศีจะว่าอย่างไรจะเปลี่ยนเขาตามรูปร่าง เวลาเกิดเขาแน่นอนก็ยันอยู่ ครั้นถ้าไม่เปลี่ยนก็ดูมันจะผิดตำราไป ครูสมศักดิ์จะทำอย่างไร”
ความคิดครูสมศักดิ์ขณะนี้เหมือนยอดไม้ต้องลม มันดอนเอนจนไม่รู้ทิศทาง นึกเสียใจว่าไม่ควรออกความเห็น ความคิดของหลวงตาคิดข้ามหัวไปทุกที
“ผมมิได้คิดค้นเหตุผลลึกซึ้งขอรับ ใช้แต่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปคราวหนึ่งๆเท่านั้น”
หลวงตาท่านก็เทศนาชักเรื่องมาให้ฟังอีก “เรื่องรูปร่างเหมือนลักษณะดาวประจำราศีนี่น่ะ ผัวเมียทะเลาะกันถึงขนาดเลิกกันก็มีหลายรายเพราะหมอดูเอาลักษณะดาวเจ้าเรือนปัตนิของเขามาทายรูปร่างของเนื้อคู่แท้ให้เขา อ้ายที่หนุ่มสาวยังไม่มีผัวเมียก็พอทำเนา ที่เขาได้เสียอยู่กินกัน แล้วรูปไม่สมตามคำหมอดูชักเกิดระแวงพอเมีเรื่องระหองระแหงมันพาลจะคิดเลิกกันทุกทีเพราะนึกอยุ่เสมอว่ามิใช่เนื้อคู่แท้ๆ”
ครูสมศักดิ์เคยคบหานักโหราศาสตร์มามากกก็ออกความเห็นอีกเพื่อลองหยั่งฟังเหตุผลของหลวงตาชื้น “ผมเคยได้ยินมาว่าบางอาจารย์ท่านใช้วิธีวินิจฉัยลัคนาด้วยวิธีให้เจ้าชะตาเดินให้ดู คือถ้าเดินเหมือนแพะก็อยู่ราศีเมษตามสัญลักษณ์ของราศี ถ้าเดินเหมือนวัวก็ราศีพฤษภ ถ้าเดินเหมือนมนุษย์ก็ราศีมิถุน”
หมอเถาเกิดเรืองปัญญาคิดเหตุผลซักมั่ง “อ้ายราศีเหล่านั้นพอจะเป็นไปได้หรอกครูสมศักดิ์ แต่ราศีกรกฏมิต้องเดินให้เหมือนปูเร๊อะ คนเรามันจะเดินยังไง เดินเขาข้างๆไป”
“ก็นั่นน่ะซี” ครูก้อนชักมองเห็นขึ้นมาบ้าง “พอถึงราศีตุลย์กับราศีกุมภ์ยิ่งยุ่งใหญ่เดินให้เหมือนตาชั่งหรือหม้อน้ำ มันจะเดินกันอีรูปไหน ผมมองไม่เห็นเลย”
ครูสมศักดิ์เสียแต้มจนหน้าแดงรีบออกตัว “ผมก็ไม่เห็นด้วยแต่ไม่ทันคิดเหตุผลถี่ถ้วน”
หมอเถาหันไปหาหลวงตาพนมมือตามนิสัย “คนเก่าๆมักเกิดจำเวลากันไม่แม่นยำเพราะมิได้จดกันเป็นโมงเป็นนาทีเหมือนคนสมัยนี้มักจะประมาณๆกันเอาตามเวลาที่สังเกตได้ นาฬิกาก็มักไม่มีทุกบ้านหรือถึงจะมีก็มักไม่ใคร่เที่ยงตรงคงเส้นวากันนัก จะวินิจฉัยอย่างไรคะรับ ถ้าเวลามันคาบเกี่ยวราศีกันหลวงตากรุณาให้ความรู้พวกกระผมด้วย วันหน้าไปดูเขาผิดๆถูกๆจะเสื่อมเสียถึงครูบาอาจารย์”
“ช๊ะๆหมอเถา พูดเป็นวัวพันหลักมาขู่ข้าได้” หลวงตาชอบอกชอบใจคารมหมอเถา “คนโบราณเขาบอกเวลาเกิดกัน ก่อนเพลบ้าง เวลาควายกลับคอกบ้าง พระบิณฑบาตบ้าง ไม่ใคร่รู้โมงยามกันหรอก” ถ้าเขาไม่มีทางพิสูจน์เขาก็ทำนายทายทักกันไม่ได้ เขามีวิธีของเขา”
ถึงตอนสำคัญหลวงตากับหยุดนิ่งเสียหันไปรินน้ำชาดื่มและจุดบุหรี่ใบตองในกล่องสูบ หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์คอยจ้องฟังตอนสำคัญ จะเตือนก็ไม่กล้า นิ่งกันไปพักใหญ่เหมือนลองใจศิษย์ หลวงตาจึงเอ่ยขึ้นเป็นปริศนาลายแทง”
“มันต้องกำหนดเอาสิ่งที่เปลี่ยนแปลงยากเป็นเครื่องกำหนดราศีแห่งลัคนาเขา แม้จะมีอายุขัยเท่าใดก็ตาม”
ท้งสามศิษย์มองหน้ากันเองใช้ความคิดตามคำของหลวงตาก็คิดไม่ออกเช่นเดิม หมอเถารำพึงอ่อยๆ “ขึ้นชื่อมนุษย์ อะไรๆมันก็เปลี่ยนแปลงได้เสมอคะรับ”
“สันดาน ซีว๊ะมันเปลี่ยนยาก สันดานคนบางคนตั้งแต่หนุ่มจนแก่ไม่เปลี่ยนเลยก็มี” หลวงตาไม่ทันใจความฉลาดของลูกศิษย์จึงบอกตรงๆไม่อ้อมค้อมอีก “ตัวตนุเศษนั่นและคือความคิดนิสัยจิตใจที่แสดงออกให้เรารู้ได้ชัดกว่าอย่างอื่น ม่ายเช่นนั้นโบราณท่านจะวางตนุเศษไว้ทำไม เรามันไม่ใคร่ใช้กันปล่อยละเลยเสียมาก บางคนไม่เห็นประโยชน์เลยไม่หาเสียเลยก็มี”
ครูสมศักดิ์รีบซัก “อย่างเช่นดวงของท่านแผนกที่ดินล่ะขอรับหลวงตา ลัคนาอยู่ราศีไหนขอรับ”
หลวงตาชี้ตำแหน่ง ลัคนาบนกระดาน “ถ้าลัคนาอยู่ราศีมิถุน ตนุเศษก็จะเป็นพุธ อุปนิสัยแห่งพุธก็คือ เชาว์ไว อารมณ์ เปลี่ยนแปลงง่ายรวดเร็วประทับใจ ฝังใจครู่เดียวก็ลืม ชอบสังคมคบหาเพื่อนฝูง มีความคิดความอ่านคล้อยตามคนอื่นๆได้ง่าย ชอบเล่าเรียนศึกษาเป็นคนใช้การเจรจาตกลงประนีประนอมมากกว่าหักหาญรุนแรง นี่เป็นนิสัยตามลักษณะดาวพุธ”
ถ้าลัคนาอยู่ราศีกรกฎตนุเศษก็จะเป็นอาทิตย์” หมอเถานับราศีหาตนุเศษแทน
หลวงตาชื้นก็อธิบายต่อ “ถ้าตนุเศษเป็นอาทิตย์ลักษณะนิสัยแห่งอาทิตย์ก็คือตำหนิหรือสั่งสอนแนะนำสิ่งใดตรงไปตรงมาไม่เกรงใจใคร ใจกว้าง มักมีอุดมคติถือคำมั่นสัญญา ทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง เออมันแยะนักรู้แต่ย่อๆเถอะ”
ครูสมศักดิ์ยิ้มหน้าบานมองเห็นตลอด “จริงอย่างหลวงตาแนะนำขอรับ เป็นพระเดชพระคุณที่สุด”
“แล้วครุสมศักดิ์ว่าท่านที่ดินจะมีลัคนาอยู่ราศีไหนล่ะดูเอาเอง” หลวงตาโยนกลองไปให้
“ผมว่าอยู่ราศีกรกฏขอรับ เพราะเคยทราบนิสัยอยู่บ้าง” ครูสมศักดิ์กำหนดอย่างมั่นใจ แต่ก็อดถามหลวงตาไม่ได้ “หลวงตาวางลัคนาเขาไว้ราศีไหนขอรับ”
“เออ…ก็ราศีกรกฏนั่นแหละถูกแล้ว” หลวงตาบอกแล้วหัวร่อชอบใจ “เจ้าสามคนนี่แหละไปยกอาหารมาใกล้เพลแล้ว ฉันแล้วจะไปเยี่ยมท่านเจ้าอาวาสสักหน่อย ท่านอาพาธไม่มีเวลาคุยด้วยเสียแล้ว” 



 

พินทุบาทว์

พินทุบาทว์
เช้าวันอาทิตย์ราชการก็หยุดและโรงเรียนก็ไม่ต้องสอนจตึงเป็นอาสวันว่างของครูสมศักดิ์จึงตื่นแต่เช้าชวนครูก้อนซึ่งบ้านอยุ่ห่านกันเพียง 3 หลังคาเรือน ออกไปกินกาแฟเช้าที่ร้านเจ้าโกด้วยกัน พอแดดจัดก้ชวนกันเดินกลับเลียบเรื่อยมาตามทางที่ร่มรื่นด้วยสาขาไม้ใหญ่สองข้างทาง พอพ้นทางแยกถึงเขตเวนคืนเพื่อนสร้างตัวอำเภอใหม่ ซึ่งเป็นสุมทุมพุ่มไม้รกเพราะยังมิได้ก่อสร้าง ครูสมศักดิ์เป็นคนตาไว สะกิดครูก้อนให้ดุตามมือชี้ไปที่คูใหญ่ข้างทาง ภาพที่ครูก้อนเห็นก็คือ ชายหนึ่งรูปร่างอ้วนท้วมสมบูรณ์กำลังก้มๆเงยๆอยู่ริมคูน้ำ แม้เห็นข้างหลังก็จำได้ถนัดว่าเป็นเพื่อนเกลอ หมอเถานั่นเอง จึงเกิดอารมณ์สนุก จูงมือครูสมศักดิ์ค่อยๆแอบย่องเข้าไปข้างหลังไม่ให้หมอเถารู้ตัวพอชิดตัวครูก้อนก็แกล้งตะเบ็งเสียงตวาด “ขโมย”
หมอเถากำลังเพลินอารมณ์ไม่รู้หนเหนือหนใต้ อารามตกใจผวาจะโดหนีลงน้ำเคราะห์ดีครูสมศักดิ์เหนี่ยวแขนไว้ทันควันจึงรอดเปียกไป พอเหลียวเห็นหน้าคนร้องขโมยเต็มตา หมอเถาฉุนกึกเพราะรู้ว่าถูกแกล้ง “ผ่าเถอะครูก้อนเล่นพิเรนพรรณนี้เดี๋ยวพ่อด่าเจ็บๆ เสียหรอก”
ครูก้อนหัวเราะยิงฟันขาวชอบใจยังขำท่าทางหมอเถาตกใจจะโดดน้ำหนีลงคู
“ทำอะไรอยู่ว่ะ หมอเถา”
หมอเถาถูกถามนึกขึ้นได้ก็เอามือทั้งสองไพล่หลังบังตัวไว้ ทำหน้าพิรุธยิ่งถูกครูสมศักดิ์ถามซ้ำเข้าอีกก็พูดแก้ตัวเก้อๆ
“ยืนดูน้ำในคูเล่น”
“ช๊ะ ๆ หมอเถาชมวิว” ครูก้อนพูดปนเสียงหัวเราะ
ครูสมศักดิ์ถึงแม้จะไม่คุ้นเคยแต่ก็อดสัพยอกไม่ได้ “หมอเถามีอะไรดี ๆ รึ ถึงต้องซ่อนไว้ข้างหลัง ขอดูหน่อยเถอะ”
ทีท่าหมอเถาเก้อ ๆ อายๆ แต่ก็ต้องจำใจเอามือที่ไพล่หลังชูให้ดูเป็นยอดผักบุ้งน่ากินกำใหญ่
ครูก้อนรู้ท่าอยู่แล้วจึงได้แต่หัวเราะเฉยๆ แต่ครูสมศักดิ์อยากรู้อยากเห็นยังวักต่อไปอีก
“กะอีเก็บผักบุ้งก็ต้องปิดบังด้วย หมอเถาจะเอาไปเลี้ยงกระต่ายรึ”
“เปล่า…” หมอเถาปฏิเสธแล้วก็อึกอัก ครั้นจะตอบตรง ๆ ว่า เอาไปกินเองก็นึกอาย
ครูก้อนเลยเปิดโปง “ดูหน้าหมอเถาซิ เขียวขึ้น ๆ จนจะเป็นพระอินทร์อยู่แล้ว เพราะกินผักบุ้งทั้งเช้าทั้งเย็นทุกวันนี่แหละ”
หมอเถาฝันทำหน้าหัวเราะเป็นเรื่องสนุก แต่นัยน์ตาที่มองครูก้อนเขียวปัด เลยดูไม่ออกว่าหมอเถาหัวเราะหรือแยกเขี้ยวโกรธ
ครูสมศักดิ์หัวเราะไม่ออก เพราะนึกเวทนาความยากจนของหมอเถา ที่ต้องหาทางประหยัดเอาตัวรอด จัดแจงคว้าข้อมือดึงขึ้นมาบนตลิ่ง
“ไปบ้านผมด้วยกันก่อนเถอะ หมอเถา เช้าวันนี้แม่บ้านผมทำขนมจีนน้ำยาและห่อหมกขอเลี้ยงข้าวเช้าหมอเถาสักวัน ทั้งครูก้อนด้วยอย่าปฏิเสธนะ เสร็จแล้วสายๆจะได้ไปเยี่ยมหลวงตาพร้อมๆกัน”
หมอเถายังลังเล ครั้นจะรับปากง่ายๆ ก็เกรงว่าเขาจะว่าตะกละและครูก้อนสนับสนุน
“ไปน่ะหมอเถา ไปรับสังฆทานครูสมศักดิ์เขาหน่อย”
ครูสมศักดิ์ออกเดินนำหน้า ครูก้อนก็รุนหลังหมอเถาบอก
“ผักบุ้งน่ะทิ้งเสียทีซีหมอเถา ถือเอาไปประจานตัวเองอีกทำไมนะ”
หมอเถาหันรีหันขวาง ใจแม้ยังเสียดายแต่ก็ต้องจำใจแอบเข้าไปข้างทาง บรรจงวางผักบุ้งไว้เรียบร้อยอย่างทนุถนอม
ครูก้อนเร่ง “โธ่ โยนทิ้งลงคูไปก็สิ้นเรื่อง จะต้องร่ำลาอาลัยอาวรณ์กันอีก”
หมอเถาเถียงว่า “โธ่ ผักบุ้งนี่คือผู้มีพระคุณนะ”
ครูสมศักดิ์ออกเดินนำ ได้แต่ยิ้มๆ ไม่กล้าสัพยอก เพราะเกรงจะกระเทือนน้ำใจเพื่อนผู้มีฐานะยากจนกว่า
กุฏิหลวงตาชื้น วันเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดราชการมักจะมีแขกมาไม่ขาด ตั้งแต่เช้าสายเรื่อยไปจนบ่ายเย็นตลอดวัน
วันนี้เช่นกัน พอสามเกลอหมอเถา ครูก้อน และครูสมศักดิ์ย่างขึ้นกุฏิ ก็สวนทางกับแขกกลุ่มหนึ่งกำลังจะกลับสวนทางลงกุฏิไป
ทั้งสามคนเข้าไปกราบเคารพและทำหน้าที่ศิษย์วัด ช่วยกันจัดแจงเก็บข้าวของที่แขกถวายแอบข้างฝาไว้ ถาดหนึ่งเป็นนมกระป๋องและโกโก้โอวัลติน หลวงตาห้ามไว้ไม่ต้องยกไปเก็บ และเลื่อนส่งมาตรงหน้าคนทั้งส่าม
“เอาไปแบ่งกันกินเถอะ ของเหล่านี้ไม่เป็นประโยชน์แก่อาตมาเลย”
“ทำไมเล่าคะรับหลวงตา” หมอเถามองของคิดเสียดาย
หลวงตาชื้นตอบว่า “อาตมาชราแล้วสังขารมันไม่รับอาหารบำรุงพวกนี้หรอกปล่อยให้มันร่วงโรยหล่นไปตามอายุขัยแห่งสังขารของมันเถิดไม่ต้องดิ้นรนต่อสู้ฝืนความแก่ความตายไว้อีกหรอก”
ครูสมศักดิ์ขยับจะค้านก็ถูกหลวงตาโบกมือห้ามไว้และท่านพูดต่อ
“ที่สำคัญอาหารพวกนี้เปิดขึ้นก็ฉันวันเดียวไม่หมดเสียของเปล่าๆ เพราะเก็บไว้ฉันวันอื่นๆก็ผิดพระวินัย เพราะเป็นยาวกาลิกอันต้องห้ามแก่สงฆ์”
ครูสมศักดิ์เพิ่งจะรู้จักหลวงตา จึงแปลกใจทั้งศรัทธาในวัตร์และปฏิปทาที่ท่านปฏิบัติ
หมอเถาเก็บกวาดของอื่นๆ แล้วก็มาถึงกระดานโหรที่ยังวางอยู่ข้างหน้าหลวงตารอยดินสอท่านเขียนดวงชะตาของแขกที่มายังปรากฏอยู่ จึงก้มดูดวงพินิจพิเคราะห์ตามนิสัย ทั้งครูก้อนและครูสมศักดิ์ก็กระเถิบเข้าไปใกล้รุมดูด้วยกันทั้งสามคน
“เป็นดวงผู้หญิงที่เขามาดูเมื่อกี้นี้ มาดูเรื่องเนื้อคู่” หลวงตาบอกศิษย์ให้ฟังและปลงสังเวชตามอารมณ์สมณะ “หญิงก็ใฝ่แต่จะมีผัว ชายก็ใฝ่จะมีเมีย เออหนอคนเรามันดิ้นรนตะเกียกตะกายวิ่งแข่งกันลงนรกแท้ๆ ไม่กลัวเกรงกันเลย”
ครูสมศักดิ์แม้จะไม่เห็นด้วยกับทัศนะของหลวงตาชื้นแต่ก็ไม่กล้าคัดค้าน นิ่งมองดูดวงชะตาในกระดาน และอดออกความเห็นตามวิสัยนักโหราศาสตร์มิได้
“ดวงนี้เห็นทีจะผิดหวังเรื่องเนื้อคู่นะขอรับ เพราะดวงนี้เสาร์เล็งลัคน์ เป็นพินทุบาทว์เข้าตำราทีเดียว”
ครูก้อนแอบสะกิดเพื่อนทั้งขยิบตาห้ามหลวงตาไม่ทันเห็น เพราะมัวหันไปพยักหน้ากับหมอเถา “หมอเถาล่ะ จะว่ากระไร”
หมอเถาอ้ำอึ้งเพราะเรื่องพินธุบาทว์นี้ ตนเคยถูกตอกหน้ามาหลายครั้งหลายคราวจึงตอบเลี่ยงๆ พอเอาตัวรอดไว้ก่อน
“ผมขอตรวจดูก่อนคะรับ ยังไม่ใคร่มั่นใจ”
หลวงตาหันไปทางครูก้อน “โคลงพินทุบาทว์เขาว่าอย่างไร ครูก้อนลองท่องให้ฟังดูทีรึ”
ครูก้อนท่องโคลงทั้ง 2 บท ฉาดฉานไม่ติดขัด

เสาร์เพ่งเล็งลัคน์แล้ว อสุรา
ภุมเมศอัษฎา ว่าไว้
จันทร์สิบเอ็ดแก่รา- หูเล่า
อาภัพอัปภาคย์ให้ โทษแท้ประเหินเห็น
ระวิภุมมะ ทั้งโสรา
ปัญจะแก่ลัคนา พุธเก้า
จันทร์กับชีวา เป็นแปด
ศุกร์เจ็ดอาจารย์เจ้า ว่าร้อนนิรันทร์
“เออสมเป็นครู จำแม่นและอ่านทำนองเสนาะเสียด้วย” หลวงตาชื้นชมแล้วก็หันไปทางครูสมศักดิ์ “พิทุบาทว์นี้พวกโหรทางกรุงเทพฯเขาเล่นกันอย่างไรครูสมศักดิ์”
ครูสมศักดิ์ซึ่งถูกครูก้อนสะกิดไว้เมื่อครู่จึงตอบระมัดระวังขึ้นเพราะยังอ่านใจหลวงตาไม่ออกว่าจะไปทางไหน “พูดยากขอรับ บางอาจารย์ท่านก็ถือเคร่งครัดตามโคลงของเก่า ท่านถือเป็นดวงแตกทายเรือนปัตนิเสีย เป็นโทษแน่นอนไม่มีข้อยกเว้น บางอาจารย์ท่านก็ไม่ถืออ้างว่าดวงคุณหญิงคณนายหรือที่มีศักดิ์สูงๆมีพินทุบาทว์เล็งลัคน์ก็ไม่เห็นเป็นโทษอะไร ดูขัดแย้งกันอยู่มีข้อทุ่มเถียงกันบ่อยๆผมเองก็ตัดสินใจไม่ถูก เพราะบางทีก็เห็นมันร้าย บางทีมันก็ไม่ร้าย”
หมอเถาเลยรวบรัดเอาง่ายๆ “ผมอยากให้หลวงตาอธิบายเพราะผมเองก็ยังงงๆเรื่องนี้และถูกหลวงตาดุบ่อยๆ”
ครูสมศักดิ์ได้ทีพนมมือแต้ “ผมขอทานวิชาตอนนี้สักครั้งเถอะขอรับ หลวงตากรุณาอธิบายเอาบุญกับผมทั้งสามด้วย”
“อาตมาเป็นพระบ้านนอก เล่าเรียนวิชาโหราศาสตร์กับครูบาอาจารย์ในวงแคบๆอธิบายได้แต่คำครูบาอาจารย์ที่สอนมาให้ฟังได้เท่านั้น ที่จะวิจารณ์ว่าใครผิดใครถูกอย่างไรนั้นปัญญาไม่ถึงแน่ เอาแต่เพียงฟังไว้ประดับสติปัญญาเพื่อค้นคว้าต่อไปละก็ได้ อย่าเอาไปหักล้างคนอื่นเขาเลย”
ครูสมศักดิ์พนมมือไหว้อีกรับคำ นึกดีใจเพราะเล่นโหราศาสตร์มาหลายปี แสวงหาคำอธิบายมาไม่เคยได้ยินได้ฟังจากที่ใด
หลวงตานั่งตัวตรงตั้งใจอธิบาย
“อันโคลงของเก่าตำราเก่าเขาคงไม่ผิดดอก อาจารย์เก่าท่านคงไม่ใจร้ายเขียนไว้หลอกคนเล่น แต่ท่านเขียนไว้แต่ตัวโคลงสั้นๆเราคนรุ่นหลังไม่เข้าใจเจตนาของท่านเหมือนตำรายาเขียนไว้ ถ้าไม่บอกน้ำกระสายสรรพคุณก็ไม่ขลัง”
หมอเถาเป็นหมอยาถูกใจ “จริงแท้คะรับหลวงตา ตำรายาเก่าๆเขียนไว้ในสมุดข่อยมากมาย แต่ซ่อนตัวน้ำกระสายไว้ไม่บอกเอามาใช้ไม่ได้ผลมากต่อมาก”
หลวงตาหัวร่อชอบใจที่ศิษย์คอสองสนับสนุน
“กฎเกณฑ์พินทุบาทว์นี้ จะเล่นดาวโดดๆดวงเดียวแสดงโทษไม่ได้ จะต้องใช้ร่วมกับหลักเกณฑ์โหราศาสตร์ คือ อำนาจดาวอำนาจของเจ้าเรือนเดิมเขาเสียก้อน จึงค่อยพิจารณาถึงจุดพินทุบาทว์ เพื่อรู้ว่าโทษนั้นๆจะเกิดสถานใดหนักเบาเพียงใด”
ครูสมศักดิ์ตั้งอกตั้งใจฟังแทบจะลืมหายใจ เห็นหลวงตาหยุดก็รีบซักต่อถึงความข้องใจของตนอีก “คำว่าพินทุบาทว์เป็นจุดชั่วจริงไม๊ขอรับ”
“จริงแล้ว” หลวงตารับคำ “ชื่อมันก็บอกอยู่ตรงตัวพินทุ แปลว่า จุดหรือตำหนิหรือมลทินบวกคำว่า อุบาทว์ เข้าก็แปลว่า จุดชั่ว นั่นเอง แต่ไม่ใช่เป็นพินทุบาทว์แล้วจะชั่วร้ายเสียหายหมดก็หาไม่ มันเป็นจุดอันตรายที่พึงระมัดระวัง เหมือนจุดเปราะจุดร้าวฉานอยู่มีอะไรไปกระทบกระทั่งเข้า ผลร้ายมันก็จะเกิดโดยง่ายกว่าเรือนอื่นๆบางท่านพยากรณ์เป็นจุดเสียหายมาก ถึงกับมีผัวมีเมียไม่ได้หรือมีได้ก็เลวทรามต่ำช้าหมด อาจเป็นเพราะเข้าใจคำว่า “พินทุบาทว์” เป็น “ภินทุบาทว์” คำว่า “ภินทุ” แปลว่า “แตกพังทำลาย”
หลวงตาหยุดรับถ้วยน้ำชา ที่หมอเถารินประเคนให้ดื่มอึกใหญ่จนหมดถ้วย หยิบกล่องบุหรี่มาจุดสูบให้อารมณ์ปลอดโปร่งแล้วท่านก็เลื่อนกระดานโหรมาตรงหน้า
“อย่างเช่นดวงนี้ต้องเกณฑ์พินทุบาทว์เพราะเสาร์เล็งลัคน์ก็มีโทษอยู่ แต่มิได้ร้ายแรงอย่างที่เข้าใจกัน ครูสมศักดิ์ลองอ่านดูตามทางเรือนเขา เสาร์เป็นเจ้าเรือนกดุมภะไปเล็งลัคน์ดาวเสาร์มีความหมายว่าเตระหนี่ถี่ถ้วยพิถีพิถันจู้จี้ เมื่อไปเป็นพินทุบาทว์ในเรือนปัตนิก็ได้เป็นไปตามชีวิตของเธอแล้ว คุณผู้หญิงคนนี้เธอช่างเลือกพิถีพิถันในเรื่องคู่ครองนักหนา มีคนมาสู่ขอหลายรายไม่ชอบใจ จะเลือกเอาคนมีฐานะมีทรัพย์สินร่ำรวย เลยค้างเติ่งมาจนอายุ 30 เป็นสาวแก่ และเมื่อเสาร์มีความหมายว่า เก่า,แก่,นาน เมื่อมาอยู่ในเรือนปัตนิเห็นทีจะได้ผัวแก่แน่ เห็นไหมว่าเอาเจ้าเรือนและความหมายของดาวเข้าอ่านร่วมกฏพินทุบาทว์มันได้ความเหมือนอ่านหนังสือและอีกทางหนึ่ง ให้พึงดูเจ้าเรือนปัตนิของเขาว่าไปตกอยู่ในภพคุณ ภพโทษอย่างใดกับลัคนาซึ่งจะรู้ได้ว่าเมื่อมีเรือนมีคู่แล้วจะเกิดคุณโทษสถานใดเป็นผลสุดท้าย”
ครูสมศักดิ์ซึ่งมิได้เคยรับคำอรรถาธิบายอย่างแตกฉานเช่นนี้มาก่อน ปิติปลาบปลื้มดีใจเหลือหลาย รีบก้มลงกราบหลวงตาชื้นจนหน้าผากกระทบพื้นกระดานดังกึก
“เป็นพระคุณที่สุดขอรับ ผมจะจดจำไว้ไม่รู้ลืมเลย”
“ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ” หลวงตาชื้นเอ่ยขึ้นอีก “คำครุบาอาจารย์ท่านสอนไว้ว่าพินทุบาทว์ดาว 3 ดวง คือ เสาร์ ราหู และศุกร์นั้น ทุกข์โทษย่อมต่างกันตามสภาพแห่งดาว เช่น เสาร์ ย่อมทำให้เกิดโทษทุกข์ทางใจเกาะกินเนิ่นนานหมือนไฟสุมขอน ถ้าราหูเป็นพินทุบาทว์ท่านว่าจะเกิดโทษเพราะมัวเมาเห็นผิดเป็นชอบ ทำผิดทำนองคลองธรรมจึงเกิดโทษแท้ประเหินหีน ส่วนศุกร์เป็นพินทุบาทว์ ย่อมจะหลงระเริงความสนุกสนานด้วยกามกิเลศ จนเกิดโทษ ร้อนนิรันดร์ตามโคลงท่านว่าไว้”
ครูสมศักดิ์และครูก้นหน้าบานดีอกดีใจที่ได้ความรู้ แต่หมอเถากลับมีสีหน้าเศร้าเพราะคิดคำนึงถึงตัวเอง ต้องเป็นโสดมาจนจะแก่ตาย ไม่รู้ว่าดวงตัวเองจะมีพินทุบาทว์หรือไม่ เพราะพ่อแม่จำเวลาเกิดไม่ได้และนึกเอาเองว่าถ้ามีพินทุบาทว์ ก็คงเป็นดาวมฤตยูเป็นแน่แท้ มันจึงดับสูญเรื่องคู่ถึงเพียงนี้
เสียงกลองเพลดังตูมๆ และดังเป็นจังหวะถี่เข้าจนเงียบไป เป็นสัญญาณว่าการสนทนาจะต้องสิ้นสุดลง เพราะเป็นเวลาฉันเพลของหลวงตา
แต่กระนั้นหลวงตาชิ้นก็พูดสำนวนทิ้งท้ายเตือนใจครูสมศักดิ์ไว้ให้คิดว่า
“ที่อาตมาพูดให้ฟังนี้เขาเรียกว่า “ความรู้นอกคอก” คือถ้าเรียนรู้อยู่แต่ในคอกก็จะพบแต่หญ้าแห้งและฟางแห้งเป็นพื้น หญ้าสดหรือของดีๆมันอยู่นอกคอกทั้งนั้น แต่รับรองได้ว่าไม่ “นอกครู” เพราะมีครูบาอาจารย์สั่งสอนไว้ทั้งสิ้น

--------------------------------------------------------------

ดาวบุพกรรม

ดาวบุพกรรม

งานทำบุญบ้านนายอำเภอ
ซึ่งเป็นปกติของผู้มีอำนาจวาสนาแม้จะไม่มีการ์ดบอกกล่าวเชิญแต่พอตกบ่ายแดดร่มลมตก แขกเรื่อก็มากันเองมากมาย บ้านที่อยู่เป็นบ้านหลวงเล็กอยู่แล้วยิ่งคับแคบไปอีก เมื่อแขกมากันจนเต็มห้องรับแขก และล้นออกมาถึงระเบียง ลามจากระเบียงลงไปสู่สนามหญ้าหน้าบ้านจนเก้าอี้เตรียมไว้รนับรองไม่พอนั่ง แขกต้องยืนคุยกันเองเป็นกลุ่มๆ
อันที่จริง จะถึงวันเกิดในวันรุ่งขึ้น ครั้นจะทำบุญวันเกิดโดยตรงก็จะเป็นงานใหญ่และอาจเกิดครหา เพราะฐานะหน้าราชการนายอำเภอเป็นตำแหน่งซึ่งเกือบจะใหญ่ในจังหวัด จึงจัดเป็นงานทำบุญบ้านโดยวันนี้นิมนต์พระสงฆ์สวดมนต์เย็น และรุ่งขึ้นจึงนิมนต์สงฆ์ชิดเดิมฉันเช้าอันเป็นธรรมเนียมทำบุญแบบเก่าซึงสิ้นเปลืองมากในปัจจุบัน จึงใช้วิธีลัด คือ สวดบ่าย สวดมนต์เย็นถวายจตุปัจจัยไทยทานแล้วก็เลิกกัน
หลวงตาชื้นซึ่งเป็นที่นับถือของนายอำเภอและคุณนายมานานส่งคนไปนิมนต์และรับตัวมาตั้งแต่บ่าย ก่อนเวลาสวดมนต์ท่านนายอำเภอได้จัดห้องพราะเป็นที่พักเพราะสงบไม่พลุกพล่าน
หลวงตาชื้น นั่งบนอาสนะกลางห้องและศิษย์วัดผู้ติดตามก็คือหมอเถา ซึ่งแต่งกายอย่างพยายามให้เรียบร้อยที่สุด นั่งพับเพียบเรียบร้อยสำรวมกิริยา คอยปรนนิบัติอยู่ข้างๆมีแต่ญาติๆและคนใกล้ชิดนายอำเภอนั่งอยู่เบื้องหน้า
มีแขกพิเศษผู้หนึ่งเดินแหวกกลุ่มสนทนาเข้ามาอย่างอาจหาญไม่เกรงใจผู้ใดทั้งสิ้น ตรงเข้ามาหาหมอเถา กอดคอทักทายสนิทสนม
“หมอจ่า…”
รอบวงสนทนาหัวเราะกันคิกคักทั้งหญิงชาย หมอเถาพลอยหัวเราะไปด้วย แต่ก็อดเก้อๆกระดากมิได้
หมอเถาเอานิ้วชี้จิ้มหน้าอกเด็กชายน้อยๆอายุ 2 ขวบเศษ ซึ่งหมอเถาอุ้มร้องเพลงยี่เกกล่อมมาก่อน เมื่อครั้งแม่เจ้าหนูน้อยหลอกทิ้งไว้ให้ที่กุฏิหลวงตาเมื่อ 2 ปีก่อน จนต้องยกให้เป็นบุตรบุญธรรมนายอำเภอ
“นี่ พ่อคุณบุญเกื้อ บอกแล้วว่าอย่าเรียก หมอจ๋า ให้เรียกลุงหมอหรือไม่ก็ถือเป็นเพื่อนกัน เรียกหมอเฉยๆก็ได้”
เด็กน้อยแววตาลาดหัวร่อร่า “เรียกหมอเหมือนเรียกเพื่อนเล่น เหรอ”
“เออ…คะรับ” หมอเถานึกว่าตัวเองฉลาดที่ล่อหลอกเด็กได้ “ไหนเรียนใหม่ซิต้องเรียกคะรับด้วยน๊ะ”
“ไอ้หมอเถาครับ” เด็กเรียกชัดถ้อยชัดคำ
หมอเถาร้องเอิ๊บ “กลับหนักเข้าไปอีก โธ่ ทำไมเรียกยังงั้น”
เด็กน้อยตอบซื่อ ๆ “ฉันเรียกเพื่อน ไอ้ ทุกคนนี่”
หมอเถาเสียท่าเด็กเกาหัวแกรก มองหน้าใครๆที่นั่งอยู่ เขายิ้มขบขันกันทุกคน “โธ่..พ่อบุญเกื้อเอ๋ย มันน่าเปลี่ยนชื่อเป็นพ่อบุญเหลือ เหลือรับทานๆจริง”
พี่เลี้ยงคลานเข้ามา จูงข้อมือให้ออกมาเพราะเกรงบ่อนแตกพอแยกตัวได้ ก็บอกให้กราบหลวงตาเสียก่อน เด็กน้อยบุญเกื้อก้มลงกราบอย่างว่าง่าย
หลวงตาชื้นลูบหัวเจ้าเด็กที่ตั้งชื่อให้ด้วยความเมตตาและให้ศีลให้พร ให้อายุมั่นขวัญยืนและก้มลงกระซิบเบาๆ “ลองเรียกเพื่อนหมอเถาอย่างเมื่อกี้อีกทีซิ”
เด็กน้อยไร้เดียงสา มองหน้าหมอเถาเรียกชื่อยานคางช้า ๆ ชัดคำ “อ้าย..หมอ..เถา”
หมอเถาขำไม่ออก ชักนึกเคืองเจ้าเด็กจะทำอะไรไม่ถนัดเพราะต่อหน้าแขกที่เขากำลังหัวเราะชอยบอกชอบใจ จึงแอบเข้าไปกระซิบข้างหูพอได้ยินกันตัวต่อตัว แก้แค้นให้หายเจ็บใจ “อ้าย..บุญ..เกื้อ”
พอคุณลูกจอมแก่นถอยออกไปครู่เดียว คุณพ่อนายอำเภอก็หลบแขกเข้ามาหาหลวงตา มีแขกติดตามหลังเข้ามาหลายคน เพราะเพิ่งรู้ว่าหลวงตาชื้นอยู่ในห้องนี้
ท่านนายอำเภอเอ๋ยแนะนำชายอายุไล่เลี่ยที่คลานเข้ามานั่งอยู่ข้างๆ “พี่ชายผมเองครับหลวงตา อยู่กรุงเทพฯชอบเล่นโหราศาสตร์มาก อยากคุยกับหลวงตาเหลือเกิน”
หลวงตายิ้มรับและยกมือรับไว้ “ยินดีที่รู้จักคุณ มีธุระอะไรจะใช้สอยอาตมายินดีเสมอ เพราะนายอำเภอมีบุญคุณกับอาตมามากเหลือเกิน เป็น “โยมอุปถาก” ให้อาตมา “ถาก” ได้เสมอมา”
“เมื่อปลายปีก่อน กระผมลงมาเยี่ยมน้องก็เคยแวะไปหาหลวงตาบังเอิญแขกมากเลยมิได้คุยกัน”
“อ้อ อาตมาจำได้แล้ว คุณไปกับนายอำเภอท่าน” หลวงตานึกออกและไม่ทันจะพูดอะไรต่อไปอีก ก็ต้องสะดุ้งสุดตัวผงะหลังจนเอามือยันพื้น เพราะมีมือลึกลับยื่นยาวลอดคนนั่งหน้าเข้ามาหาหน้าตักหลวงตาใส่สร้อยข้อมือเป็นมือผู้หญิง เนื้อขาวสะอาด หมอเถานั่งอยู่ข้างๆก็ตกใจจึงตะครุบจับไว้มั่น เพราะกลัวจะถูกจีวรหลวงตา
เจ้าของมือเป็นหญิงวัยกลางคนแหวกคนนั่งเข้ามาสะบัดมือจากหมอเถา แล้วแถมค้อนให้เต็มวง
“มาจับมือถือแขนฉันไว้ทำไม”
หมอเถาได้สติชักกระดาก ตอบอึกอัก “ผมกลัวถูกหลวงตาศีลขาดซีคะรับ คุณนาย”
“ฉันจะให้หลวงตาท่านดูดวงชะตา” มือข้างที่ยื่นมายังถือการ์ดดวงชะตาไว้แน่น และกลับยื่นให้หลวงตาอีก
“กรุณาตรวจดูดวงชะตาให้อิฉันสักหน่อยเถอะค่ะ จะมีอายุขัยไปสักเมื่อไรถึงจะหมดอายุ”
หลวงตาต้องก้มหน้ามองลอดแว่นพิจารณาดูหน้าอย่างถี่ถ้วนพินิจพิเคราะห์เพราะไม่รู้เป็นใคร
ท่านนายอำเภอรู้ใจหลวงตามาแต่ไหนแต่ไร จึงรีบแก้ตัวแทน “อย่ากวนหลวงตาเลยคุณศรี หลวงตาท่านเพิ่งมาเหนื่อยๆประเดี๋ยวก็จะสวดมนต์อยู่แล้ว”
คุณศรี เศรษฐีนีเมืองชุมพร ซึ่งคุ้นเคยกับนายอำเภอตั้งแต่ยังรับราชการอยุ่ที่โน่นและตามลงมาช่วยงาน “อิฉันขอพิเศษสักครั้ง พรุ่งนี้เสร็จงานนายอำเภอแล้ว อิฉันก็จะกลับรถเร็วคงไม่มีโอกาสอื่นอีก”
หลวงตานิ่งอึ้งเกรงใจนายอำเภอ แต่ก็ไม่ยอมรับดวงไว้ มองหน้านายอำเภอเหมือนจะภามว่าควรจะทำอย่างไร นายอำเภอจึงแนะนำถึงความคุ้นเคยกับเจ้าของดวงชะตาให้หลวงตารู้ตื้นลึกหนาบาง
คุณศรียังมองทีท่าหลวงตาไม่ออก จึงพูดต่อไปอีก “มีหลายๆหมอเขาดูว่าอิฉันจะอายูสั้น จึงอยากให้หลวงตาตรวจซ้ำอีกทีค่ะ”
หลวงตายิ้มหันไปทางพี่ชายนายอำเภอ “อ้า…คุณพี่ชายนายอำเภอ…คุณเล่นโหราศาสตร์มาเคยพบกฏเกณฑ์หรือตำรับตำราทายวันตายวันหมดอายุของมนุษย์ มีหรือไม่”
เขาตอบโดยไม่ลังเล “ยังไม่เคยพบขอรับ อาจจะมีหรือไม่มีผมรู้ไม่ถึง”
“น่านนะซี…” หลวงตาชื้นหันไปทางคุณศรี “อาตมาก็ยังเรียนไม่ถึงขั้นนั้น แม้แต่เหตุการณ์ในระยะใกล้ๆ เช่นอาทิตย์หน้า เดือนหน้า ยังทายเขาไม่ใคร่ถูก จะหาญไปดูถึงวันหมดอายุเขา ซึ่งมันไกลโพ้น มันจะเป็นการอุตริมนุษย์ธรรมไปน่ะคุณ”
“ก็หมออื่น ๆ เขาดูได้ล่ะเจ้าคะ” เธอยังเถียงค้าน
“ก็เขาเรียนกันมาสูงๆกว่าอาตมามากน่ะซี บางคนบางหมออาจบรรลุอรหัตผลเป็นพระอรหันต์ทรงอภิญญาฌานอันวิเศษ รู้บุญรู้กรรมของมนุษย์ที่จะสิ้นบุญสิ้นกรรมได้”
หมอเถารุ้ใจหลวงตาว่าท่านเคืองๆ เลยเทศน์โปรดสัตว์เสียเลย ตามวิสัยสงฆ์ แต่คุณศรีแกก็ยังไม่เข้าใจกลับโต้คำมาอีก
“เขาว่าดวงชะตาซึ่งมีดวงดาวบอกทุกสิ่งทุกอย่างได้ถูกต้อง ก็เมื่อความตายเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ของชีวิต ทำไมดวงชะตาจะไม่บอกเชียวหรือเจ้าค่ะ”
หมอเถาเป้นคนทึบ ฟังปัญหาแล้วใจคอไม่สบายแทนหลวงตาอาจารย์ จึงรีบรินน้ำชาประเคนถวาย เพื่อจะได้ให้หลวงตาสบายอารมณ์ตอบได้คล่องแคล่ว
หลวงตารับน้ำชามาจิบดื่ม ใบหน้ายิ้มละมัยเหลียวดูใบหน้าคนที่นั่งอยู่ทุกคน กำลังสนใจอย่างจริงจังจึงเอ่ยช้าๆ
“ในทางโหราศาสตร์ ดาวในดวงกำเนิดจะถือว่าเป็นบุพพกรรมที่จะแสดงผลและดาวจรจะถือเป็นดาวปัจจุบันกรรม ถ้าบุพพกรรมมีโทษอยู่ ปัจจุบันกรรมส่งผลโดยดาวจร ก็จะมีผลร้ายแรงและจริงจัง ดวงดาวจะบอกถึงเหตุ และผลจากเหตุได้ เช่น จะเกิดอุบัติเหตุ และตนจะได้รับเคราะห์บาดเจ็บหนักหรือเบาบอกได้ แต่จะพยากรณ์ถึงขนาดต้องตายนั้นก็ต้องใช้วิธีเดาร่วมด้วย โหราศาสตร์ใช้ดวงดาวเป็นสิ่งบอกเหตุบอกผลแต่เฉพาะในวิสัยอันจะพอกำหนดได้เท่านั้น มิได้บอกทุกสิ่งเหมือนดวงแก้วสารพัดนึกหรอก”
พี่ชายนายอำเภอเป็นคนมีอายุและมีความคิดในเหตุผลยกมือพนม “ผมเห็นด้วยกับหลวงตาขอรับ”
หลวงตายังนึกคิดต่อไปอีกจึงพูดต่อ “ในทางธรรมย่อมถือว่ามนุษย์ดำรงชีพอยู่ในโลกเพื่อเสวยผลกรรมแห่งตน ซึ่งมีทั้งอดีตกรรมและปัจจุบันกรมเป็นที่ตั้ง นรกสวรรค์ก็อยู่บนพื้นโลกรวมกันนี้แหละ ผู้มีกรรมเก่าเป็นกุศลกรรมอันดีมาย่อมเสวยสุขในชาตินี้บนโลกเป็นผู้มีทรัพย์มีอนามัยดี มีสิ่งแวดล้อมดี เหมือนอยู่ในสวรรค์ ส่วนผู้มีกรรมเก่าชั่วอันเป็นบาปกรรม ก็ย่อมเกิดมาเสวยทุกข์ทรมานดิ้นรนต่อสู้เอาตัวรอด อดอยากแร้นแค้น บ้างก็ทรมานด้วยโรคาพยาธิ ก็คืออยู่ในนรกบนพื้นโลกอันเดียวกับสวรรค์นั่งเอง”
พอหลวงตาหยุดพูด พี่ชายนายอำเภอตั้งกระทู้ถาม เพราะกำลังกระหายจะรู้ “แล้วความตายเป็นชะตากรรมหรือผลแห่งอดีตกรรมขอรับ หลวงตา”
หลวงตานิ่งคิดลำดับความจำอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงตอบเล่นสำนวนเป็นกลอนว่า
“ปรมัตถอิธรรมทานจำแนก ได้แบ่งแยกบัญญัติจัตุผล
ซึ่งความตายวายชีพนรชน ดังยุบลแจ้งจัดเป็นปัจจัย
อายุกฺขเยน นั้นหนอมรณา สิ้นชีวาด้วยบรรลุอายุขัย
และสังขารถึงพิกัดปัจฉิมวัย พิลาลัยล่วงลับลำดับกาล

กมฺมกฺขเยน นั้นจะแจ้ง ดังสิ้นแสงสุริยะอวสานต์
ที่มีบุญสิ้นบุญจะบันดาล ที่มีกรรมสิ้นการทรมา
อุภยกฺขเยน สละจิต ด้วยชีวิตล่วงขั้นชัณษา
สิ้นทั้งบุญทั้งกรรมที่ทำมา ถึงสัญญาถึงสมัยบัลลัยลาญ
อุปจฺเฉทกกมฺม ซึ่งสำแดง เป็นด้วยแรงกรรมกล้ามาประหาร
ให้ชีวันอันตรายต้องวายปราณ ทิ้งวงศ์วานให้ชอกช้ำด้วยลำเค็ญ”
คุณศรีถึงจะอย่างไรก็เป็นคนยึดมั่นในธรรมแห่งศาสนา และเชื่อมั่นในพระสงฆ์มิได้โต้แย้ง แต่ความสงสัยยังไม่สิ้นกระแสความ จึงค่อย ๆ ถามเกรง ๆ ใจ ไม่เหมือนหนแรก
“มีบางหมอเขารับจะทำพิธีต่ออายุให้ แต่ดิฉันไม่เชื่อสนิทใจนัก จึงใช้ทำบุญทำทานหวังในกุศลผลบุญจะได้ส่งให้มีชีวิตยืนยาวต่อไปอีกได้ อิฉันเข้าใจถูกหรือผิดเจ้าค๊ะ”
วันนี้หลวงตาชื้นมีอารมณ์ครื้นคิดจะเป็น “สุนทรชื้น” จึงตอบเป็นคำอรรถคำกลอนต่อไปอีก
“อันความจริงสิ่งนี้มีมานาน พุทธกาลเมื่อนางวิสาขา
นิมนต์สงฆ์ทรงฉันโภชนา สองพันองค์ทรงมาทุกวันวาร
ประพฤติธรรมบำเพ็ญเบญจศีล เป็นอาจินต์ตั้งอารมณ์พรหมวิหาร
มีธิดาช่วงใช้ไทยทาน เยาวมาลย์ “สุทัต ตี” ศรีวิไล
เกิดเวรกรรมจำพรากจากฤดี กุมารีสิ้นชีวาอายุขัย
เธอโศกเศร้าแสนอนาถแทบขาดใจ อรทัยคิดคำนึงถึงชีวี
จึงเข้าเฝ้าอาภิวาทศาสดา พระสัมมาพุทธองค์ผู้ทรงศรี
ดำรัสถามบุญญาบารมี ซึ่งนางนี้สร้างไว้ใหญ่อนันต์
เหตุไฉนใยกรรมนำวิบัติ จึงมาตัดลูกยาให้อาสัญ
แรงกุศลไม่อำนวยช่วยชีวัน กระหม่อมฉันมิเคยสร้างทางอบาย
พุทธองค์ทรงดำรัสพระสัทธรรม บุพพกรรมนำวิบัติสัตว์ทั้งหลาย
ปุริมชาติฆาตชีวันอันตราย ต้องวางวายใช้ชีวีแก่หนี้เวร
อันมนุษย์พูดไปทำไมเล่า พระเป็นเจ้าโมคคัลลามหาเถร
องค์สาวกเบื้องซ้ายถวายเวร ไม่ว่างเว้นเคียงอาสน์ศาสดา
อนันตกรรมสำคัญบรรพชาติ โจรพิฆาตแสนอนาถอนาถา
เหลือพระธาตุขนาดเมล็ดงา กุศลลามิได้ช่วยอำนวยชนม์”
ท่านนายอำเภอเข้ามานิมนต์หลวงตาชื้นเพราะท่านเป็นพระอาวุโสกว่า ต้องเข้าประจำที่สวดมนต์ก่อนพระทั้งหลายจึงจะเข้านั่งอาสน์ได้
หลวงตาหันไปทางพี่ชายนายอำเภอเพราะยังมีเรื่องที่พูดค้างกันอยู่ “พรุ่งนี้ ถ้าคุณยังไม่กลับ ขอเชิญที่กุฏิคงจะคุยกันถึงเรื่องโหราศาสตร์ได้มาก”
เขาพนมมือรับคำ “ขอรับ พรุ่งนี้ผมจะไปหาหลวงตาแน่นอน”
หลวงตาลุกขึ้น จัดจีวรเข้าที่ หมอเถาบ่นพอได้ยินกันสองคนระหว่างศิษย์กับอาจารย์
“หลวงตาเทศน์เป็นกลอนออกไพเราะ ไม่ยักกะมีกัณฑ์เทศน์” 

--------------------------------------------------------------

บุษบามีคู่

 

จังหวัดที่ผมอยู่เป็นจังหวัดเล็กๆริมทางผ่านของถนนสายใหญ่เป็นเมืองชนบทที่มีธรรมชาติและผู้คนสงบ ครั้งหนึ่งโหราศาสตร์เคยรุ่งโรจน์ ณ ที่นี้ และทำให้ชื่อเสียงจังกวัดของเราโด่งดังมากในสมัยเมื่อท่านเจ้าคุณใหญ่ยังมีชีวิตอยู่ ชื่อเสียงในการพยากรณ์ของท่านเล่าลือไปในหมู่โหรเกือบทุกจังหวัด แม้โหรผู้มีชื่อเสียงในกรุงเทพฯก็เคยมานมัสการท่านอยู่เสมอ ท่านเจ้าคุณใหญ่จึงเสมือนสมบัติของเมืองนี้ ที่ชาวเมืองเคารพ รัก และภูมิใจ

เมื่อท่านมรณภาพ ล่วงมาจนบัดนี้ร่วม  20 ปี ชื่อเสียงและเกียรติคุณของท่านยังคงอยู่ก็จริง แต่เพลิงโหราศาสตร์ในเมืองนี้กับวูบลง เหมือนเพลิงสิ้นเชื้อ นักโหราศาสตร์ที่เคยกระตือรือร้นเล่าเรียนเพื่อเอาดีทางนี้ ต่างเลิกรากันไปทีละคนสองคนจนถึงบัดนี้แทบจะเรียกว่าไม่มีเหลืออยู่เลย

นอกจากหลวงตาชื้น ซึ่งเคยมาอยู่รับใช้ปรนนิบัติวัตฐากท่านเจ้าคุณใหญ่อยู่  2 - 3  ปี ก่อนท่านมรณภาพ แม้จะมิได้ เป็นศิษย์ที่ได้เล่าเรียนสั่งสอนกันโดยตรง แต่อยู่ใกล้ชิดได้ยินได้ฟังอยู่เสมอ จึงพอจะจดจำมาได้ตามกำลังปัญญา เมื่อท่านย้ายมาจำพรรษาในเมือง กุฎิของท่านจึงมีแขกไม่เว้นแต่ละวัน นอกจากชาวบ้านร้านตลาดที่มีทุกข์มาขอความอนุเคราะห์จากท่าน ก็มีพวกนักโหราศาสตร์ที่ยังสนใจและไม่สันทัดจัดเจนมาชุมนุมกันถกเถียงไต่ถามท่านบ้าง มาดูลีลาการพยากรณ์ของท่านเพื่อเก็บเป็นความรู้

ในจำนวนนั้นก็มีผมอยู่ด้วยคนหนึ่งที่เป็นขาประจำไม่ขาด อันที่จริงความรู้ทางโหราศาสตร์มีอนาคตผมก็แค่งูๆปลาๆ เป็นนักเรียนก็แค่ประถม    ที่ต้องยึดโหราศาสตร์ไว้เหนียวแน่น เพราะอาชีพผมเป็นหมอแผนโบราณ ผมชื่อเต็มๆว่า นายเถาวัลย์ แต่ใครๆทั้งเมืองเรียกผมสั้นๆเหลือแต่ “หมอเถา” เดิมอาชีพนี้จำเริญรุ่งเรืองดี แต่พอหมอฝรั่งมันเพ้อเต็มเมือง ผมก็เลยต้องลดฐานะลงมาเหลือแต่แผนกกุมารเวช  คือรับกวาดยาเด็กเป็นอาชีพหลัก พวกพ่อแม่เด็กก็มักขอให้ตั้งชื่อเด็กบ้าง ผูกดวงเด็กบ้าง เพราะเขาถือว่าการผูกดวงเด็กเท่ากับผูกมิ่งขวัญเด็กให้เป็นสิริมงคล ผมจึงจำเป็นต้องกระตือรือร้น ขวนขวายเรียนวิชาโหราศาสตร์

วันนี้ก็เช่นเดียวกับวันก่อนๆพอตกบ่ายกะว่าพระฉันเพลเรียบร้อยแล้ว ผมก็แอบไปชวนครูก้อนเพื่อนคู่หูขึ้นกูฎิหลวงตาชื้นเช่นเคย

พอกราบเสร็จ ท่านก็ยกป้านชาคอของโปรดส่งมาให้อย่างรู้ใจ วันนี้เป็นวันพระ จึงมีขนมเหลือเพลกินแกล้มน้ำชา กินไปคุยไปสารพัดเรื่อง ตั้ง แต่ข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ เรื่อยมาจนเรื่อดินฟ้าอากาศ

เสียงหมาใต้ถุนกุฎิเห่ากันขาม แข่งกับเสียงเรียกชื่อหลวงตา แสดงว่ามีแขกมา เณรขั้วซึ่งมีหน้าที่ปรนนิบัติและดูแลแขกก็ลุกไปประตูชานกุฎิ

เป็นผู้หญิงวัยกลางคน เหลียวหน้าเหลียวหลังคอยระวังสุนัขที่รุมเห่า ไม่ทันเห็นเณรที่ชะโงกประตู ยังคงตะโกนเสียงดัง    “หลวงตา ขา อยู่ไม๊”

เณรชั้วอายุย่าง 16  ปีนี้ นิสัยติดข้างจะล้นๆ ตอบสวนควันทันที  ” ขาของหลวงตาอยู่ทั้งสองข้างจ้ะ เดี๋ยวนี้ตัวของท่านก็อยู่กะขาของท่านน่ะแหล่ะ คุณนายเฮี๊ยะ”

แม่ค้าร้านชำในตลาดที่ชอบให้คนเรียกคุณนาย ทั้งยิ้มทั้งค้อนพร้อมกัน ประคองถาดรองถวายพระขึ้นบันไดกุฎิ ไม่ต่อล้อต่อเถียง ผ่านเฉลียงไปมุขหน้ากุฎิที่หลวงตาเอกเขนกอยู่

คุณนายเฮี๊ยะวิสาสะครูก้อนกับผมตามประสาคนคุ้นเคยกัน แล้วก็ก้มกราบหลวงตาชื้นประเคนถาดดอกไม้ธูปเทียนและใบชา

หลวงตาชื้นทอดผ้าอาบรับประเคนแล้วก็ทักทาย  “เออ ไม่ได้พบกันเสียนาน ค้าขายดีอยู่หรือ”

“ไม่ค่อยดีเจ้าค่ะ”  คุณนายเชื้อจีนตอบสำเนียงไทยชัดเจน “ตั้งแต่เตี่ยเต็กตาย ไม่มีใครช่วยค้าขายเลยเจ้าค่ะ มีลูกสาวกะเขาก็ไม่ได้พึ่งแรง มันทัศนาจรทุกวัน”

ครูก้อนร้องเอ๊ะ !  “ทัศนาจรกันยังไง ทุกวัน”

“ก็มันจรไปจรมา ไม่อยู่ติดร้านสักวัน”  คุณนายเฮี๊ยะตอบยิ้มๆ

ทั้งผมและครูก้อนร้อง “อ้อ” เหมือนกับนัด

คุณนายเฮี๊ยะหันมาทางหลวงตา พูดถึงธุระที่มา “ดิฉันตั้งใจจะมาให้หลวงตาตรวจดวงชะตา ลูกบุษบาสักหน่อยเจ้าค่ะ หนูมันเกิดวันพฤหัส ขึ้น 6 ค่ำ เดือน 8 ปีจอ เวลา 5 โมงเย็น เจ้าค่ะ” (๔ กรกฎาคม  พ.ศ. ๒๔๘๙)

หลวงตาชื้นถามยิ้มๆ เรียกชื่อเดิมของลูกส่วคุณนาย  “ดูว่าเมื่อไร แม่ฮวยมันจะหายจรไปจรมายังงั้นเร้อะ”

“ไม่ใช่เจ้าค่ะ”  แม่เฮี๊ยะตอบยานคาง  “ปีนี้หนูบุษบาของอิฉันอายุย่างเข้า 26  ปีเข้าไปแล้ว ยังไม่มีเหย้าไม่มีเรือนเป็นฝั่งฝากะเขาสักทีกลุ้มใจเหลือเกินเจ้าค่ะ ธรรมเนียมจีนมันขายหน้าพ่อแม่”

ผมคันปากอดไม่ได้ก็เคาะเอาว่า “แล้วคุณนายเฮี๊ยะไม่ดูเนื้อคู่กะเขามั่งหรือ”

แม่เฮี๊ยะเหลียวขวับมาทางผม จะว่าค้อนก็ไม่เชิงเพราะนัยน์ตาเขียวปั้ดคงเข้าใจว่าถูกเกี้ยวพาราสี ยกนิ้วขึ้นชี้หน้าผมจัง ๆ   “นี่หมอเถา ปีนี้อายุกี่ขวบแล้ว ผมก็ขาวโพลนไปทั้งหัว”

“ก็ 60 แหละ  อีกนานกว่าจะตาย” ผมทั้งอายทั้งเคืองที่ถูกถอนหงอกอย่างไม่ไว้หน้า “ถ้ามีเมีย ก็เห็นพอจะมีลูกได้สัก 2-3   คนหรอก”

“นั่นน่ะซีย๊ะ” แม่เฮี๊ยะกระแทกเสีย “คนแก่ปูนนี้มัวแต่คิดเรื่องไม่เป็นสิริมงคลพรรค์นี้มันถึงต้องหากินจนแก่ตาย”

ผมหน้าร้อนผ่าว ขยับจะโต้คารมต่อไปอีก ก็พอดีถูกครูก้อนสะกิดจึงได้สติยอมนิ่ง นึกเสียว่าเสียเฟื้องดีกว่าเสียสลึง เพราะยังจำประวัติแม่เฮี๊ยะคนนี้ได้ว่าขนาด  5   ต่อ  1   รุมทะเลาะ ยังด่าไม่ทันแก “ฟังครูว่าสักหน่อยคุณนาย” ครูก้อนรีบขัดจังหวะเพื่อหย่าศึก ด้วยการเอาน้ำเย็นละลายยาหอมปลอบ  “อ้ายเรื่องเช่นนี้มันธรรมดาโลกนะจ๊ะ ไม่น่าขุ่นเคือง ทั้งคุณนายก็ใช่ว่าจะแก่เฒ่าขี้ริ้วขี้เหร่เมื่อไร ยังสวยยังอิ่มเอิบ จะปล่อยให้อับเฉาร่วงโรยก็น่าเสียดาย หมอเถาแกถามด้วยความหวังดีหรอกจ๊ะ”

“อย่ามาจ๊ะมาจ๋าเลยครู เรื่องความหวังดีของผู้ชายน่ะ”  แม่เฮี๊ยะชี้นิ้วกราดเฉียดหน้าจนทั้งผมและครูก้อนต้องหลบวูบ”  ฉันเข็ดเสียแล้ว  เมื่อแรกๆ แสดงตัวมาก็ทำท่าจะเป็นตัวเถ้าแก่ช่วยกันค้าขาย ลงท้ายก็จะเหมาะตำแหน่งลูกเขย ฉันขี้เกียจมีลูกกะหลานพร้อมกัน ลำดับญาติไม่ถูกเลยเฉดหัวหมด”

หลวงตาชื้นก้มหน้าก้มตาลงเลขผานาทีกระดานโหรอยู่พักใหญ่ๆ พอผูกดวงเสร็จ ท่านพิจารณาแล้วก็ยิ้มอยู่ในที เลื่อนกระดานโหรมาวางตรงหน้าผมกับครูก้อน

“เอ้าหมอเถากะครู ลองช่วยกันดูซิว่าเรื่องคู่ที่เขาถาม  จะเป็นอย่างไร”   

(วันนั้นเป็นวันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2515 )  ทั้งผมและครูก้อนช่วยกันตรวจดวงชะตาแม่บุษบา(ฮวย) อย่างถี่ถ้วน ครูก้อนเป็นคนปัญญาไวกว่า ก็ทักขึ้นก่อนว่า  “ถ้าว่ากันตามพื้นดวง ราหูเล็งลัคน์อย่างนี้ก็เป็นพินทุบาทว์เป็นดวงชะตาแตก ซ้ำเสาร์ยังเข้ามาเล็งลัคน์เป็นพินทุบาทว์ซ้ำสอง เรือนปัตนิเสียหมดทั้งเดิมทางจรยังงี้ เรื่องคู่ครองเห็นจะยังยากนะครับหลวงตา     “เออว่าไป” หลวงตาชื้นหันมาทางผม  “หมอเถาล่ะว่าเป็นอย่างไง”  ผมสบตากับคูรก้อน เกรงใจที่ต้องขัดคอเพื่อน “ผมว่าถ้าเป็นดวงอื่นก็อาจจริงตามครูว่า แต่ตรงนี้ลัคนาเขาอยู่ราศีพิจิกเป็นกีฎะราศี  ราหูเดิมเล็งอยู่นั้นเป็นองค์เกณฑ์  แม้เสาร์มาเล็งร่วมอนุโลมเป็นองค์เกณฑ์เช่นกัน  มันควรจะเป็นคุณมากกว่าโทษเรื่องคู่มันน่าจะมีผล”

“แต่เสาร์จรเล็งลัคน์นี้ ผมไม่เห็นมันดีสักราย ไม่ว่าราศีไหนๆ ตำราเก่าๆทายร้ายทุกราย”  ครูก้อนรู้สึกเสียแต้มจึงรีบแย้ง

“เลยไม่รู้เรื่องกัน”  แม่เฮี๊ยะมองหน้าคนโน้นคนนี้เลิกลัก   “ทั้งดีทั้งชั่วทั้งได้ทั้งไม่ได้จะว่ายังไงจ้าคะหลวงตา”

“เดี๋ยวอย่างเพิ่งขัด”  ผมโบกมือห้าม “เสาร์ถึงราหูมันน่าจะได้เพื่อนร่วนชีวิตน่ะนา”

หลวงตาหัวร่อจนตัวคลอน “เอ้าว่าเข้านั่น มันก็ถูกทั้งสองคนนั่นแหละ เพราะตำราเขาว่าไว้ยังงั้น”

“ถ้าถูกทั้งผมกะหมอเถา แล้วจะทายเขายังกันล่ะครับ” ครูก้อนฉงน

“เออฟังให้ดีทั้งสองคน”  หลวงตาลุกขึ้นนั่งขัดสมาธิตัวตรง  “องค์เกณฑ์หรือพินทุบาทว์น่ะ เขาเอาไว้อ่านดวงเดิม กฎเกณฑ์พวกนี้ยังมีอีกแยะ ของเก่าเขาก็ไม่ผิดหรอก แต่มันเหมือนตาลยอดด้วน เมาทายโดดๆไม่ได้ มันไม่มีทางเดิน กฎเกณฑ์มันขัดกันเข้า   คนพยากรณ์มักหกล้มเสียก่อน”                

หลวงตาชี้มือลงบนกระดานโหร “จะว่าข้างราหูเล็งลัคน์ในดวงเดิมเป็นพินทุบาทว์ ไม่ถึงกับว่าจะมีคู่กะเขาไม่ได้ตลอดชีวิตหรอก เป็นแต่เพียงว่ามีคู่ช้า เพราะดาวมฤตยูร่วมราศีอยู่ด้วย อย่างรายแม่หนูบุษบานี่ก็อายุล่วงเข้า ๒๖ แล้วสมัยนี้ถือว่าช้ามาก เพราะเขาตบแต่งกันตั้งแต่อายุ 16-17  เสียโดยมาก แต่ว่าบทจะมีคู่ก็ปุบปับรวดเร็วตามอำนาจราหู”   หลวงตาชื้นหยุดรินน้ำชาจิบแก้คอแห้งแล้วก็พูดต่อ “ที่ว่ามีคู่ช้าเพราะอะไร ถ้าเล่นแต่กฎเกณฑ์ มันก็เหมือนตาลยอดด้วนไม่มีทางเดินคำพยากรณ์ต่อได้ การเล่นโหราศาสตร์จะทิ้งภพทิ้งเรือนทิ้งดาวเขาไม่ได้ เพราะเป็นหลักใหญ่ ทั้งทางเดินคำพยากรณ์ก็เป็นเรื่องเป็นราว ยิ่งเพิ่มธาตุเพิ่มทักษาก็ยิ่งวิจิตรพิศดาร”    ผมกับครูก้อนได้แต่นั่งอ้าปากฟัง เหมือนศิษย์ฟังครูสอน หลวงตาก้มลงดูกระดานแล้วก็อ่านดวงให้ฟังต่อ  “ดูทางเรือนเขาราหูเจ้าเรือนพันธุมากุมเรือนปัตนิ ญาติมันคอยคุมเรื่องคู่ ดูศุกร์เจ้าเรือนปัตนิต่อไปอีกก็มาอยู่ภพศุภะ เรื่องคู่ครองมันหนีไม่พ้นผู้ใหญ่กะญาติคอยจัดแจงเจ้ากี้เจ้าการอยู่อีตอนมันขัดข้องช้านานก็เพราะศุกร์เจ้าเรือนปัตนิร่วมเสาร์กาลกิณีนี่แหละ มันถึงมียากมีเย็น”  “หลวงตาพูดถูกเจ้าค่ะ” แม่เฮี้ยะรับ “ อิฉันเป็นคนคอยควบคุมเข้มงวดเพราะมีสาวกะเขาคนเดียวไม่อยากจะต้องใส่ตะกร้าล้างน้ำ แนะนำคนไหนให้มันไม่ชอบสักคน”                   หลวงตาพินิจพิจารณาดวงในกระดานแล้วมาเปิดปูมโหรดูอยู่ครู่ใหญ่      “ได้การละ แม่บุษบาจะได้พบอิเหนากันเสียที ปีนี้ละว๊ะได้แต่งกันแน่ คุณนายเตรียมฉีกผ้าอ้อมเลี้ยงหลานได้แล้ว”    “จริงหรือเจ้าคะ หลวงตา” แม่เฮี๊ยะนัยน์ตาเป็นประกายด้วยความยินดีปรีดา “จะซักเมื่อไร กลางปีหรือปลายปีอิฉันจะได้บอกนังหนูมันรู้ตัว”   “นี่ก็เข้าเดือน 3  แล้ว”  แม่เฮี๊ยะรำพึงกับตัวเอง   “ตกในเดือน  6  นี่แหละแต่งแน่ อีตอนศรีถึงปัตนินี่ต่อให้ขังไว้บนปราสาท 7   ชั้นก็ต้องมีผัวแน่ หาฤกษ์ให้ก่อนก็ยังได้ว๊ะ”                    “อีก 3 เดือน  แม่เฮี๊ยะรำพึงกับตัวเอง  “แต่มันยังไม่มีเค้าเลยเจ้าค่ะ หลวงตา เพิ่งปฏิเสธเขาไปหยกๆเมื่อเร็วๆนี้เอง”       “ไม่รู้ ฉันว่าตามดาวตามดวง”  หลวงตาชื้นว่า  “เอ้าหมอเถากะครูดูเอา มันหลายมุมนัก”          ผมกะครูก้อนชะโงกดูกระดานโหรตามมือหลวงตาที่ชี้ ขั้นแรกดูทักษาปีนี้อายุเข้า 26   ตามปูมพุธ ราหูเป็นศรี ดูราหูเดิมซิมันอยู่ปัตนิ  มันก็คือปัตนิมาเป็นศรีข้อหนึ่ง  ข้อสองราหูที่เป็นศรีเหยียบเรือนเสาร์ ถึงจะเป็นเรือนกาลกิณีเดิมก็ไม่เป็นไร เพราะเขาเป็นคู่มิตรกันย่อมไม่ทำลายกัน  เมื่อศรีเข้าเรือนเสาร์และเสาร์จรเล็งลัคน์ ดาว 2  ดวงนี้มันไฟฟ้าต่อสายเป็นดวงเดียวกัน ก็เท่ากะว่าศรีเล็งลัคน์เต็มตัว  ข้อสามเสาร์จรเข้าเรือนปัตนิทับราหูเดิมคู่มิตร มันคู่มิตรกันยังไงคู่มิตรเขากำลังโกรธกันหรือกำลังรักกัน มันต้องดูเสาร์เดิมของเขากับราหูจรในดวงนี้มันเล็งกันรักกันเป็นคู่เสน่หา ยืนยันเรื่องดาวทับกันในเรือนปัตนิ มันก็ให้ผลเรื่องผัวเรื่องเมียชัดๆ ไม่ต้องสงสัย”               หลวงตาหยุดหายใจ    หอบเสียจนจีวรกระเพื่อมเพราะพูดมายืดยาว พอพักดื่มน้ำชาจนหมดถ้วย ท่านก็เริ่มชี้ให้เห็น  “ทำไมฉันถึงทายว่าเขาจะได้แต่งงานกันในเดือน 6  เพราะรอให้ศุกร์เจ้าเรือนปัตนิถึงเรือนของเขาเสียก่อน พอย่างเดือน 5  อังคารกาลกิณีจรก็เข้าเรือนปัตนิก่อนกระทบเสาร์คู่ศัตรูและทับคู่มิตรเข้าเต็มแรง อีตอนนี้แหละจะยุ่ง แทบจะเลิกตบเลิกแต่งกันทีเดียวเคราะห์ดีพอข้างขึ้นแก่ๆ ศุกร์ก็ยกเข้าไปเป็นเกษตรในราศีพฤษภเรือนของเขา อังคารเป็นคู่มิตรกับศุกร์อยู่แล้ว  เมื่อเจ้าของบ้านเขาเข้ามาเป็นเกษตรอยู่  อังคารกาลกิณีก็เซาหมดฤทธิ์ไป ทำลายเรือนปัตนิเขาไม่ได้ กะพอว่าอังคารไปตกมรณะก็ได้การแน่ในเดือน            

ทั้งผมและครูก้อนมองเห็นทางเดินของดาวในดวงชะตาสว่างไสวยังกะจุดเจ้าพายุดู แม่เฮี๊ยะสั่งอ้าปากฟังไม่ค่อยเข้าใจเรื่องดาวเรื่องดวงจับความแต่ว่าลูกสาวจะได้แต่งแน่ก็พอใจ 

             “เนื้อคู่ของหนูบุษบา เขารูปร่างยังไงเจ้าค่ะ ฐานะยากดีมีจนสักแค่ไหน”     แม่เฮี๊ยะพยายามซักละเอียด      “อย่างเอารูปร่างเลย คนเรามันอ้วนได้ผอมได้ แต่ดาวมันคงที่ เขาเป็นที่มีอายูพ้นวัยกลางคนแล้ว ตระกูลดั้งเดิมของเขาก็ยากจนมาก่อนเพิ่งจะมาคั้งเนื้อตั้งตัวมีชื่อเสียงภายหลังนี้เอง”       

                        “เขาจะอยู่กันยืดไม๊เจ้าค๊ะ และจะมีลูกผู้ชายสืบแซ่ไหม”  

                  “บ๊ะ-ซักจริง ยังไม่ทันแต่งลูกถามถึงหลานเสียแล้ว”  หลวงตาชื้นหัวเราะเอิ๊กลงลูกคอ     “ไว้เอาดวงผู้ชายมาดูสมพงษ์กันมันถึงจะรู้”      

                         แม่เฮี๊ยะซักโน่นซักนี่จนแน่ใจก็กราบหลวงตาลากลับ กับครูก้อนแกยกมือไหว้ลา แต่กับผมแกใช้ชำเลืองหางตาค้อนขวับแทนบอกลา คงยังเจ็บใจที่ถูกเย้าเมื่อแรกมา                 

                         พอแม่เฮี้ยะลงกุฎิไปแล้ว ครูก้อนยังติดใจสงสัยคำพยากรณ์ของหลวงตาที่เป็นเรื่องเป็นราวน่าฟัง  ก็ซักต่อ “หลวงตาดูอะไรจึงทายเขาว่าจะได้ลูกเขยมีอายุฐานะอย่างว่า” 

                         อ้าวครู ก็เมื่ออ้ายตัวจะก่อเรื่องคู่มันคือเสาร์จร  เราก็ดูเสาร์เดิมเขาเป็นประมันก็ยากจนต่ำต้อยมาก่อน อีตอนเสาร์จรมาเล็งเป็นเนื้อคู่เป็นมหาจักรมีชื่อเสียงมีฐานะขึ้น  อ้ายเรื่องอายุก็ดาวเสาร์อีกนั่นแหละ  เสาร์แปลว่าเก่านานก็เมื่ออายุมันเก่ามันนานก็ต้องไม่ใช่คนหนุ่มซีว๊ะ”

           ผมกับครูก้อน ก้มลงกราบเหมือนนัดกันไว้ เพราะคิดถึงพระคุณที่ท่านให้อรรถาธิบายจนแจ่มแจ้ง                

เหตุการณ์ต่อมา มีพ่อค้าทางชุมพรค้าขายเป็นเอเย่นต์บุหรี่และสุราฐานะดี เมียตายตกพุ่มหม้าย  แต่งแม่สื่อมาเจรจาสู่ขอแม่เฮี๊ยะตกลงรับเพราะลูกสาวไม่ขัด  เมื่อรับของหมั้นขันหมากแล้ว ก็กำหนดนัดวันแต่งงานกระทันหันในวันที่  8    พฤษภาคม  2515   ตรงกับวันจันทร์แรม 12 ค่ำ เดือน  6   เมื่อวันแต่งผมถือย่ามเป็นลูกศิษย์ ตามหลังหลวงตาไปสวดมนต์ฉันเพลและผมได้รับเลี้ยงมาอิ่มหนำสำราญ

                        ๑. ชาคอ = รสดี     ส่วน ชากลิ่น = รสปานกลางแต่กลิ่นหอมมาก

 

 

 

ยามอัฎฐกาล

วันนี้ ครูก้อนไปรับเบี้ยบำนาญ เสร็จแล้วก็แวะมาหาผมตั้งแต่เพลมีส้มสูกลุกไม้ติดมือมาฝากผมห่อใหญ่ตามประสาคนใจนักเลง และอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ก็คือใบชาชั้นดีที่จะถวายหลวงตาชื้น  ครูก้อนแกกระทำเป็นกิจวัตรทุกต้นเดือนที่ไปรับเงินบำนาญ ด้วยเหตุนี้แม้ผมจะถูกขัดคอจังๆ ก็โกรธแกไม่ลงสักครั้งเดียว  เพราะนึกถึงคุณงามความดีของเพื่อน   ทั้งสนทนาและวิสัชนาเรื่องโหราศาสตร์ซึ่งเป็นเรื่องคุยกันไม่รู้จบ กระทั่งเที่ยงคล้อยต่างก็ชวนกันไปกุฎิหลวงตาเช่นเคย เหมือนวันก่อนๆ          พอก้าวขึ้นกุฎิไม่เห็นหลวงตา เห็นแต่เณรชั้วนั่งขัดสมาธิข้างอาสนะประจำที่ของหลวงตา เบื้องหน้ามีสตรีวัยกลางคนนั่งพับเพียบเรียบร้อย พอเณรเหลียวเห็นผมกับครูก้อนเข้ามาใกล้ก็กระเถิบห่างอาสนะออกมากระดากๆ คงเกรงจะถูกหาว่าตีเสมอหลวงตา

“หลวงตาไปสวดมนต์และฉันเพลงานทำบุญบ้านนายอำเภอ” เณรชั้วรีบบอกก่อนถูกถาม  แล้วพยักหน้าไปทางสตรีวัยกลางคน  “แม่บุญปลูก เขามาหาหลวงตา มีธุระเดือดร้อนมา ไม่พบหลวงตาจะให้ฉันช่วยดูให้  หมอเถากะครูมาก็ดีแล้ว ช่วยสงเคราะห์เขาสักหน่อยเถอะ”

“เมื่อกี้ได้ยินเสียงแว่วๆ เณรทายอยู่แล้วไม่ใช่เร๊อะ”  ครูถามยิ้มๆ เพราะรู้นิสัยเณรชั้ว ว่าหลวงตาไม่อยู่มักชอบตั้งตัวเป็นโหรแทนหลวงตาเสมอ

เณรชั้วยิ้มอายๆ  เหมือนหญิงสาว   “ทายลักษณะเขา รอๆหลวงตาน่ะ”          

“อ้อ แม่บุญปลูก” ผมทักเพราะจำได้ว่าบ้านแกอยู่ท้ายตลาด   “รอพบหลวงตาไม่ดีกว่าเร๊อะ  อีกสักครู่ก็คงจะกลับหรอก”

“ฉันรอไม่ได้ มันกำลังมีเรื่องร้อนใจเหลือเกิน”   แม่บุญปลูกยกมือไหว้อ่อนน้อมน่ารัก  “พ่อหมอเถา เมตตาช่วยดูให้สักหน่อยเถอะจ้ะมันเดือดร้อนจริงๆ”

ครูก้อนชายตาสบตาแม่บุญปลูก  “เธอบอกวันเดือนปีและเวลาเกิด กี่โมงกี่ยาม ฉันจะลองผูกดวงชะตา ช่วยกันดูสงเคราะห์ทุกข์แม่บุญปลูกพอได้บ้าง”

“วันเดือนปีฉัน แม่แกไม่ได้จด มาตอนโตเป็นสาวนั่นแหละถึงได้รู้เพราะจะดูเนื้อคู่  แกจำๆเอา  จำได้ว่าปีที่เขารบกันในกรุงเทพฯ  อีตอนที่เปลี่ยนจากในหลวงมาเป็นมีทายกรัฐบาลนั่นแหละ”

“เขาเรียกนายกรัฐมนตรีจ้ะ อ้ายทายกนั่นมันพวกวัดๆ บ้านเรา”  ผมท้วงแสดงภูมิ แล้วหันมาทางครูก้อน  “ครูเคยเล่าเรียนมาลองนึกประวัติศาสตร์มันปีไหน” “คงเป็นปีกบฎใหญ่หลังเปลี่ยนการปกครอง”  ครูก้อนตอบช้าๆ  ตรึกตรอง “ปีนั้น พ.ศ. 2476 ดูเหมือนเป็นปีจอ”  

“ใช่จ้ะครู  ฉันเกิดปีจอนี่แหละ แม่แกเลยเรียกฉันว่าอีหมาๆ มาแต่เล็กๆ”

            “แล้วเดือนล่ะ”  ผมช่วยซัก

“แม่แกบอกว่าตอนเขาทอดกฐินกันที่วัดข้างบ้านน่ะแหละ”  พระออกพรรษาวันแรม 1 ค่ำ เดือน 11  ก็เห็นจะเป็นเดือนตุลาคม  ผมถนัดเรื่องเก่าๆ  ก็เลยเดาเสียเองแล้วก็ถามต่อ  “แล้ววันล่ะแม่บุญปลูก”        

            “วันประหัส”  แม่บุญปลูกตอบทันใจ 

“เวลาเกิดล่ะทีนี้  เวลานี่ล่ะสำคัญนัก”  ครูก้อนกระเถิบเข้ามาถามใกล้ๆดูคล้ายๆกับจะชิงเอาหน้า

“ แม่บอกว่าจำทุ่มยามไม่ได้เพราะไม่มีนาฬิกา  จำได้แต่ว่า ตอนพระจันทร์ขึ้นขอบฟ้าพอดี”    “ครูก้อนเกาหัวแกร็ก  “เสร็จกัน  เลยผูกดวงไม่ได้ฉิบ  พระจันทร์ขึ้นขอบฟ้าใครจะไปรู้ว่ามันกี่ทุ่ม”   “รู้ซีน่ะ”  ผมรีบค้านแสดงความรู้อย่างภาคภูมิ  “มันต้องใช้ทางโบราณคำนวณ ไม่ยากหรอก  หรือจะคิดง่ายๆก็คือวันเพ็ญข้างขึ้น 15 ค่ำ  พระจันทร์ขึ้นตั้งแต่ 6 โมงเย็น แล้วพระจันทร์จะขึ้นล่าไปวันละประมาณ  48  นาที   ถ้ารู้ขึ้นแรมก็รู้เวลาได้แน่”  

ครูก้อนท้วง  “แล้วมันวันพฤหัสไหน  กี่ค่ำ  เพราะในเดือน 11  .มันมีตั้ง 4 พฤหัส  ขึ้นก็มีแรมก็มี”

“เออ-จริงของครู เสร็จกัน”  ผมอ้าปากนับค้างจนมุมเอาตรงนี้เอง

“แม่บุญปลูกแกจะมาดูเรื่องของหาย”    เณรชั้วแนะนำ  “หมอเถาพอจะมีทางอื่นจะช่วยพยากรณ์ได้ไม๊  จันเคยเห็นหลวงตาท่านใช้จับยาม”

“งั้นได้การ”  ผมดีดมือพัวะ  “ไม่รู้เสียแต่แกว่าเป็นเรื่องของหาย  นึกว่าจะดูโชคเคราะห์มันต้องผูกดวง  แม่บุญปลูกขึ้นกุฎิมาตั้งแต่เมื่อไร”

เณรเหลือบมองนาฬิกาแมงดาข้างฝา แล้วตอบแทน  “สักบ่ายโมงเศษๆเห็นจะได้ หมอเถา”

“วันนี้วันพฤหัส”  ผมนับนิ้วมือไล่ยาม  “ครุ  ภุมมะ  สุริชะ  ศุกระ  พุทธะ  บ่ายโมงเศษตกยามพุธ”

“พบหรือไม่พบจ๊ะหมอเถา”  แม่บุญปลูกรีบซักเพราะกำลังร้อนใจ

“เดี้ยวอย่าพึ่งซัก”  ผมว่าโฉลกยามคล่องปาก  “เสาร์ระวิพุทธายามทั้งนี้นา  แม้ดูโรคาว่าตาย  บอกกล่าวจริงบ่คลาย  แม้ข้าวของหายทายว่าจะได้คืนคง”        

สีหน้าแม่บุญปลูกมีเลือดมีฝาดขึ้นทันทีเมื่อฟังข้อความตอนท้าย “ได้แน่ไหม  หมอเถาจ๋า”              

ผมกำลังวางมาดหยิบกลักบุหรี่ใบจากจะมวนสูบ  พอได้ยินคำหมอจ๋าฉุนกึก  กระแทกกลักบุหรี่กับพื้น  กุฎิดังโปก   “เรียกหมอเฉยๆก็ได้  อ้ายคำหมอจ๋าหมอขานี่ขอเสียที  เดี๋ยวเลยไม่ต้องดูกัน”

“อุ๊ย ขอประทานโทษฉันไม่ตั้งใจ”  แม่บุญปลูกคนมืออ่อนยกมือไหว้อีกแถมยิ้มแย้มจนเห็นฟันทอง  “หายไปได้เจ็ดวันแล้วจ้ะหมอเถา  ฉันจะตามพบทิศไหน  และจะได้คืนเมื่อไหร่”   

“ยามเขาบอกว่าได้แน่”  ผมถูกรุกกระชั้นไม่ทันตั้งตัวต้องนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง  “ตัวยามมันตกพุธก็ต้องทิศใต้  เลขพุธมันเลข  4  ก็ภายใน  4  วันนี้แหละ” 

ครูก้อนไม่ถนัดทางยามของเก่าๆ  จึงได้แต่นั่งนิ่งฟังผมทายเป็นพระเอกอยู่คนเดียว

“พุธตัวนี้มันธาตุน้ำ”  ผมจัดแจงพยากรณ์ต่อเพราะนึกถึงคำสั่งสอนของหลวงตาว่าให้อ่านดาวให้ละเอียด “ของหายรายนี้ มันน่าจะถูกซุกอยู่ที่โอ่งน้ำ บ่อน้ำ  แม่บุญปลูกลองหาดูอาจพบก็ได้”

“คงไม่มีแน่ๆ จ้ะหมอเถา”  แม่บุญปลูกปฎิเสธทันที  ทั้งๆที่กำลังกลุมแกก็หัวร่อคิกคัก  “ไม่ต้องหาให้เสียเวลาเปล่าๆ”  ผมฟังแม่บุญปลูกคัดค้านเอาง่ายๆ  ซ้ำหัวเราะชักนึกเคืองๆ จึงยืนยันมั่นคง “ต้องอยู่ในน้ำแน่ๆ มันต้องมีคนลักเอาไปซ่อน ถ้าไม่โอ่งน้ำ  บ่อน้ำ  ก็ต้องคลองหรือแม่น้ำ  เอากันว่ายังไงๆ มันก็ต้องอยู่ในน้ำก็แล้วกัน” 

แม่บุญปลูกยิ่งหน้าเป็นหนักขึ้น  หัวร่อร่วน  “หมอเถาจ๊ะที่ว่าหายน่ะ  พี่ทิดผัวฉันเอง  หายจากบ้านไปเจ็ดวันแล้วไม่รู้กายไปไหน  ไม่ได้ข่าวเลย  ถึงต้องมาดูหมอ”

“บ๊ะ แล้วกัน”  ผมผงะแทบหงายหลังตกนอกชานกุฎิ  รู้สึกอายจนหน้าชาที่พลาดไปถนัดใจ

ครูก้อนนั้นรักษามารยาทครูเก่า  กัดริมฝีปากแน่นกลั้นหัวเราะไว้ข้างเณรชั่วปล่อยก๊ากเต็มสตีมไม่ยั้ง

“อาจเมาตายตกน้ำตกท่ามีอันตรายหรือลงเรือแพไปกับเพื่อนฝูงก็ได้  ควรลองสืบๆดูน๊ะ”  ครูก้อนหาทางออกเพื่อช่วยกู้หน้าเพื่อนเอาไว้

“ครูไม่น่ามาแช่งผัวฉันเลย”  แม่บุญปลูกแกจัดจ้านพอตัว  “ถ้าอยู่ในน้ำ 7 วัน อย่างหมอเถาว่า ป่านนี้น่าลอยน้ำรู้ข่าวกันทั้งเมืองไปแล้วเรื่องไปเรือก็ไม่มีทางเลยครู”

เณรชั้วที่ลุกไปเช็ดน้ำมูกน้ำตาที่หน้าต่าง  หันมาเรียก  “แม่บุญปลูก ดูเหมือนน้องสาวที่บ้านจะมาตาม กระมัง”

แม่บุญปลูกเหลียวมองดูทางประตูนอกชานกุฎิ  สักครู่หญิงสาวผิวสะอาดสะอ้านหน้าตาละม้ายแม่บุญปลูกก็เข้าประตู มานั่งข้างๆ กระซิบกระซาบกันสองคนพี่น้องอยู่พักใหญ่ๆ  แม่บุญปลูกฟังพยักเพยิด เมื่อแรกดูสีหน้าปิติยินดี  แล้วก็เปลี่ยนเป็นขาวซีด  เหมือนคนกำลังจะเป็นลม

“ฉันเห็นจะต้องลาหมอทีละ ไม่ต้องดูหมดแล้ว”  แม่บุญปลูกหันมายกมือไหว้ลาผมและครู  สังเกตเห็นนัยน์ตาแดงๆน้ำตาคลอ

“อ้าวทำไมล่ะ  แม่บุญปลูก”  ครูถาม

“ฉันได้ข่าวพี่ทิดแล้ว”

“พบที่ไหน ยังไง ขอทราบหน่อยเถอะ ฉันเองก็อยากรู้ว่ายามของหมอผิดหรือถูก”

“ไม่ได้พบในน้ำแน่”  แม่บุญปลูกพูดเสียงเยาะๆ และนิ่งอึ้งไปครู่ใหญ่เหมือนตรึกตรองตัดสินใจ  “คนเขามาส่งข่าวว่าพี่ทิดไปได้เมียใหม่

“อ๊ะ นังเมียเด็กนั่นชื่ออะไรน๊ะ”  ผมเอะใจย้อนถามทันควัน

“ชื่อ นังวารี”

“เห็นไม๊ล่ะ”  หมอเถา  “วารี มันก็แปลว่าน้ำ  ยามของหมอถูกเผ็งเทียวแหละ”   ตั้งแต่คบกันมาหลายปี เพิ่งเห็นครูก้อนหัวเราะลงลูกคอเต็มเสียงวันนี้  จนกระทั่งสองสตรีพี่น้องลงลับกุฎิไปแล้ว  ครูก้อนหัวเราะไม่หยุด  คอสองคือเณรชั้วหัวเราะจนตัวงอพาดหน้าต่าง ทำให้ผมต้องหัวเราะตามไปด้วย 

 

--------------------------------------------------------------

 

กฎแห่งกรรม

 

วันนั้นเป็นวันพระ ขึ้น  8  ค่ำ  เดือนยี่  อากาศหนาวจัดเช่นทุกๆปี ถึงกระนั้นผมก็ตื่นแต่เช้าใสบาตร์อันเป็นกิจวัตร์ที่ผมทำมาหลายปีดีดักจนเป็นนิสัย  บางทีก็หลายองค์บางทีก็องค์เดียวสุดแต่อัฐฬสจะอำนวย อาหารใส่บาตร์ก็มักเป็นไข่ต้มไข่เค็มยืนพื้น  จนชาวบ้านที่ปากเปราะมักล้อผมว่า ชาติหน้าผมคงได้เกิดเป็นพอค้าไข่แน่  ผมมักเอาหูทวนลมเสีย  ผมคิดตามประสาตาแก่โง่ๆว่าทำบุญก็เหมือนฝากออมสิน  ผมตายไปเป็นผีก็จะได้เบิกเอามากินมาใช้ได้  เพราะผมตัวคนเดียวพี่น้องญาติกาไม่มี ใครเล่าเขานะทำบุญไปให้

พอสัก  8 โมงกว่าๆ ผมก็เข้าวัดแอบไปนั่งอยู่ริมประตูทางเข้าโบสถ์  ฟังพระท่านลงอุโบสถสวดมนต์ตั้งแต่ทำวัตรเช้าเรื่อยไป  ถ้าเป็นวันพระข้างขึ้น 15  ค่ำ ก็เป็นบุญหูได้ฟังท่านสวดปาฎิโมกข์ จะได้บุญหรือกุศลอะไรผมก็ไม่ได้คิดจริงจังนัก  เพียงแต่ได้ฟังพระภิกษุท่านสวดมนต์พร้อมๆกัน ดังกังวาลกระหึ่มในโบสถ์ มันก้องหูก้องหัวใจ ผม  ทำให้จิตใจชุ่มชื่นเบิกบานเป็นสุขเสียนี่กระไร เป็นความสุกตามประสาคนแก่ที่จะหาได้วันพระละครั้ง   และพอพระท่านสวดจบออกจากอุโบสถไปแล้ว  ผมก็คลานไปกราบพระประธานองค์ใหญ่  จุดธุปเทียนบูชาท่านและอาราธนาศีลและรับศีลเองเสร็จ  ผมถือศีล  5  ด้วยวิธีนี้มาทุกวันพระ  ศีลข้อ  อทินนา ปาณา กาเม สุรา ผมเคร่งทุกข้อมีแต่ศีลข้อ 5 มุสาวาทาเว นี่แหละลำบากใจอยู่ทุกวันพระ  มันคอยแต่จะพลั้งๆ เผลอๆ อยู่ร่ำไปตามนิสัย  ผมถือศีลไม่ได้กุศลส่งขึ้นสวรรค์ก็อีตรงศีลข้อ  5 นี่แหละ  ที่จะทำให้ศีลขาดทุกวันพระ

พอเสร็จกิจอื่นๆผมก็ออกมาลานโบสถ์ เอาแรงกายทำบุญถวายพระ กวาดระเบียงโบสถ์จนรอบเป็นประจำ  เช้าวันนี้ก็เช่นเดียวกับทุกวันพระ  ผมกราบพระประธานแล้วก็ออกมากวาดลานโบสถ์  กวาดไปคิดไปว่ากุศลนั้นเป็นของมีจริงเป็นจริงได้กะตัวผมเอง  การมาโบสถ์เป็นกิจนิจสินนี่เอง  วันพระหนึ่งนานมาแล้ว ท่านเจ้า คุณเจ้าอาวาสท่านเสร็จกิจออกจากโบสถ์มา  ทักผมด้วยเมตตาบอกว่า  “หมอเถาเอ๋ย ใจหมอเป็นกุศลมั่นคงดี  หมอแก่แล้วตัวคนเดียวไร้ญาติ ฝากผีไว้กับฉันเถอะ เวลาตายฉันจะรับเป็นเจ้าภาพเผาให้ ไม่ต้องเป็นห่วง”

ผมก้มลงกราบเท้าท่าน ดีใจดังได้สมบัติพระศรีอารย์ก็ไม่ปาน เพราะเหตุนี้แหละอดมั่งอิ่มมั่งผมก็ไม่ค่อยจะทุกข์ร้อนเท่าไร  จะทุกข์อยู่นิดๆ ก็ตรงที่กลัวว่าท่านเจ้าคุณจะเกิดมรณภาพไปก่อนผมละก็เป็นกรรมของเถา แน่ !    กำลังกวาดลานโบสถ์เพลินคิดเพลินนึกอิ่มอกอิ่มใจอยู่ ก็ต้องสะดุ้งสุดตัว  เพราะมีคนสะกิดบั้นเอวข้างหลัง  “บ๊ะเล่นพิเรนอะไรกัน ตกกะใจ”  ผมจ้องหน้าคนสะกิดนึกฉุนคิดว่าถ้าวันนี้ไม่ใช่วันพระจะด่าในใจให้แหลกทีเดียว “จะทักทายให้สุ้มให้เสียงซักหน่อยก็ไม่ได้ มาเงียบๆ ยังกะอ้ายโจร”

“ก็โจรน่ะซี ฉันละ”  ชายร่างเล็กที่ยืนคู่กับชายร่างใหญ่กำยำ รับสมอ้างสีหน้าทะเล้นยิ้มระรื่น  “บ๊ะ ลุงนี่เส้นตื้นพิลึก สะกิดหน่อยเดียว เต้นยังกะหนังตะลุง”

ผมพิจารณาดูชายสองคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า  ชายหนึ่งกำยำล่ำสัน หน้าเข้มดูเป็นคนจริงจัง อายุอานามราว 30  แต่งเนื้อแต่งตัวทะมะทะแมง แววตากล้าจน ผมไม่อยากสบสายตา อีกคนหนึ่งเป็นคนร่างเล็กเกร็งอายุน้อยกว่า สง่าราศรีดูแค่ชั้นลูกกะโล่  และดูเป็นคนแปลกหน้าไม่ใช่คนเมืองนี้ทั้งคู่  จึงบอกชื่อเรียงนามของผม  “ฉันชื่อหมอเถา  พ่อสองคนนี้มีธุระอะไรกะฉันรึ”

“เถาอะไรน่ะลุง”  จ้าคนตัวเล็กสอดปากถาม

“เถาวัลย์ หรือจะว่าเถาวัลย์เปรียงก็ยังได้  เพราะฉันเป็นหมอยาไทย”

“อ้อ-นึกว่า เถาคัน”  เจ้าคนตัวเล็กปากอยู่ไม่สุขสัพยอกให้เจ็บ  ผมเหลียวดูรอบๆตัวเอง มันห่างกุฎิพระไกล แม้เกิดอะไร ตะโกนเรียกคนช่วยก็คงไม่มีใครได้ยิน เลยต้องเป็นคนอารมณ์เย็น เฉยไว้  พอดีเจ้าผู้ชายคนตัวใหญ่สะกิดห้ามเพื่อนให้นิ่ง และยกมือไหว้นอบน้อม “ขอโทษ พ่อลุง รู้จักกุฎิหลวงตาชื้นไม๊  ฉันอยากพบท่านสักหน่อย”

“ถ้าเป็นหลวงตาชื้นโหรละก็รู้จักแน่”  ผมนึกชอบใจเจ้าหมอตัวใหญ่ที่รู้จักเด็กรุ้จักผู้ใหญ่ “หลวงตาเป็นอาจารย์ของฉันเอง กุฎิท่านไม่ไกลจากที่นี่เท่าใดหรอก พาไปพบก็ยังไหว”

“ถ้าเมตตาพาไป ฉันก็ขอขอบพระคุณพ่อลุง”  เขายกมือไหว้อีก

ผมมาเจอคนมืออ่อนปากอ่อนเข้าก็เลยใจอ่อน ขมีขมันอาสาวางมือจากงานออกเดินนำหน้าลัดเลาะต้นโพธิ์ใหญ่ท้ายวัดมากุฎิหลวงตาชื้น พอก้าวขึ้นกุฎิเห็นหลวงตากำลังฉันเพล  ก็นึกออกว่าอีตอนกวาดวันได้ยินเสียงกลองเพล และแปลกใจที่เห็นครูก้อนนั่งอยู่กับหลวงตา   ผมจัดแจงบอกเจ้าสองคนให้นั่งคอยที่ระเบียงหอฉัน คอยหลวงตาท่านฉันเพลเสียก่อน ตัวผมเองก็เข้าไปกราบหลวงตา

ครูก้อนหันมาเห็นก็ทัก “อ้าวหมอเถา-ไหงมาแต่เพล ตั้งใจว่าบ่ายๆจะแวะไปชวนอยู่”

“พ่อสองคนโน่น เขาขอให้พามาหาหลวงตา”  ผมบุ้ยปากไปที่สองคนแปลกหน้าที่นั่งคอยอยู่ห่างๆ”    ครูล่ะ”

“การ์ดรถไฟ เขาเอาชมภู่มาเหมี่ยวมาจากกรุงเทพฯมาฝาก ก็เลยคิดถึงหลวงตา เลยเอามาถวายเพล”  หลวงตาชื้นหันมาทักทายปราศรัยผม 2-3 คำ และปรายตาดูเจ้าสองคนนั่น แล้วก็ลงมือฉันต่อไปจนเสร็จ  เมื่อเณรชั้วยกสำรับออกไปแล้ว ท่านก็จุดบุหรี่เอกเขนกพิงหมอนขวานตามสบาย จิบน้ำชานิ่งอยู่สักพักใหญ่ๆ  แล้วท่านก็กวักมือเรียกเจ้าสองคนที่นั่งอยู่ระเบียงหอฉันให้มาหา

เจ้าคนตัวใหญ่ซุบซิบอยู่ครู่หนึ่ง เจ้าคนตัวเล็กยกมือไหว้มาทางหลวงตา แล้วก็ถอยลงจากกุฎิไป แล้วเจ้าคนตัวใหญ่ก็เข้ามาคุกเข่ากราบหลวงตา

“มีธุระอะไรหรือพ่อว่าไปไม่ต้องเกรงใจ”  หลวงตาทักเสียงเรียบๆ แสดงความเมตตากรุณา

“ผมมีทุกข์ในใจเหลือเกิน”  มือที่กราบยังคงพนมอยู่ที่อกแสดงความเคารพ  “อยากจะให้หลวงตาตรวจดูดวงชะตาสักหน่อย เมื่อไรมันจะพ้นเคราะห์”

“จำวันเดือนปี และเวลาเกิดได้ไม๊ล่ะ”

“ได้คะรับ ผมเกิดวันเสาร์ ขึ้น 6   เดือน 7  ปีมะเส็ง  เวลาตีสี่ครึ่ง”

หลวงตาพยักหน้าและซักถามต่อ “ตีสี่ครึ่ง ของคืนวันเสาร์และรุ่งเช้าเป็นวันอาทิตย์ยังงั้นรึ”

“คะรับ-หลวงตา”

หลวงตาคว้าปูมโหรที่อยู่ข้างๆมาเปิดๆ “อ้อตรงกับวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2484  แล้วท่านก็ลุกขึ้นนั่งหยิบกระดานโหรลงดาวลงเดือนวางลัคนา เสร็จแล้วท่านก็ก้มหน้าลงพิจารณาอย่างพินิพิเคราะห์อยู่นานสักครู่ใหญ่ แล้วท่านกลับหันไปรินน้ำชามาจิบเงียบๆไม่พูดว่ากระไร เป็นกิริยาแปลกที่ผมและครูก้อนฉงนใจ  เพราะไม่เคยเห็นท่านปฎิบัติดังนี้มาก่อน”  เห็นนิ่งอยู่นานผมอดรนทนไม่ได้ก็ถามท่าน  “ดวงชะตาเขาเป็นอย่างไรครับ หลวงตา”

หลวงตาเหลือบดูผมแวบหนึ่ง แล้วก็มองดูหน้าเจ้าชะตาหนุ่มใหญ่อย่างพินิจพิเคราะห์เหมือนจะอ่าน    หัวใจ   “ฉันว่า ดวงนี้จะมาหาพระผิดกุฎิเสียแล้วกระมัง”  หลวงตาพูดเรื่อยๆ  “มันควรจะไปหาพระที่เป็นอาจารย์ขลังๆรดน้ำมนต์สะเดาะเคราะห์ หรือขอของดีคุ้มตัว ไม่ใช่มาหาพระหมอดู”   ผมสังเกตว่าเจ้าหมอนั่นสะดุ้งจนเห็นชัด

“ไม่ผิดหรอกคะรับหลวงตา ผมตั้งใจมาหาหลวงตาจริงๆ”  เขาว่าเสียงหนักแน่นเด็ดเดี่ยว “ผมอยากจะรู้ว่ามีเคราะห์ถึงเป็นถึงตายหรือไม่ในระยะนี้”

“เมื่อตั้งใจมาอาตมาก็ต้องสนองศรัทธาตามกำลัง”  สายตาท่านยังจับใบหน้าอยู่ไม่วางตา  “ตอบฉันก่อนว่า พ่อเป็นคนจังหวัดไหน คงไม่ใช่คนพื้นนี้แน่

เขานิ่งตรึกตรองก่อนตอบอยู่ครู่หนึ่ง  “ผมเป็นคนสุพรรณครับ”

“อ้อ”  หลวงตาชื้นพยักหน้า “อ้ายเรื่องราวของชีวิตก็พอจะรู้ๆ เค้าอยู่ละ  ถ้าแต่เจ้าตัวจะปิดๆบังๆไม่อยากให้ใครรู้อาตมาก็จะทายให้แต่เพียงว่า อ้ายเรื่องที่หนักอกหนักใจเป็นทุกข์อยู่นี่น่ะ มันยังไม่เกิดขึ้นหรอกในระยะ  3  เดือนนี้ แต่มันมีข้อแม้อยู่…” 

“ข้อแม้อะไรคะรับหลวงตา  จะบนบาลศาลกล่าว หรือสะเดาะห์เคราะห์อะไรผมยอมทั้งนั้น”  เขารีบรับคำรวดเร็วดีอกดีใจ

“ไม่ใช่ยังงั้น”  หลวงตาโบกมือ  “เมื่อจะพูดข้อแม้มันก็ต้องพูดกันละเอียด มันก็จะกลายเป็นเปิดโปงเรื่องที่เจ้าจะปิดไป มันผิดมารยาทสงฆ์ มันพูดยาก”

“สำหรับหลวงตาผมไม่ปิดหรอก…แต่”  เขามองมาทางผมและครูก้อน

หลวงตารู้นัยในกิริยาว่าไม่ไว้ใจจึงรับรองว่า  “หมอเถากับครูก้อนเป็นศิษย์อาตมา ไว้ใจได้ มีศีลธรรมเหมือนพระเหมือนกัน เพียงแต่ว่าไม่ได้นุ่งเหลืองห่มเหลืองเท่านั้น”

“ถ้าหลวงตารับรองผมก็ไว้ใจ”  เขาตัดสินใจเด็ดเดี่ยว เพราะอยากรู้ชะตาชีวิตของตนเองให้ละเอียดถี่ถ้วน ตัวผมเป็น…..”    “หยุดก่อนอย่าเพิ่งเล่า”   หลวงตารีบชิงห้าม “ขอบใจพ่อที่เชื่อหน้าอาตมา นิ่งๆ  ฟังอาตมาก็แล้วกัน ถ้าผิดก็คอยท้วงว่าผิดไม่ต้องเกรงใจ  ขอเอาดวงสอนศิษย์สองคนนี่สักหน่อย”

หลวงตาชื้นเลื่อนกระดานโหรเข้ามาใกล้ ผมและครูก้อนกระเถิบเข้าไปจนติด เพื่อจะดูให้ถนัด รู้สึกตื่นเต้นแปลกใจสงสัยสับสนไปหมด  หลวงตาท่านชี้ให้ดู

“หมอกะครูดูให้ดีพื้นดวงเขาเป็นอย่างไรเสียก่อน”

ผมมองปราดดูลัคนา เห็นเสาร์กุมก็ได้ช่องจะพยากรณ์อวดภูมิโหรกับคนแปลกหน้า จึงรีบทายเพราะถ้าขืนช้า เดี๋ยวครูก้อนแกจะคว้าเอาไปกินเสียก่อน

“คนเกิดวันเสาร์ เสาร์กุมลัคน์มักดื้อ”

“เออแน่ะ หมอเถา..”  หลวงตาพูดยิ้มๆ  “ทายยังกะหมอจีนเขาทาย”

เห็นท่านพูดทิ้งท้ายแล้วนิ่ง ผมคิดว่าท่านชมก็เลยซักต่อ “เขาทายว่าไงครับหลวงตา”

“เขาทายว่า มั่ว เหล็ก ๆ หลู้ หล้าน ไม่  ซั่วโพ่ ซั่วแม่”

ผมหน้าร้อนฉ่าเพราะความอาย ได้แต่หัวเราะแหะ ๆ กลบเกลื่อนและนึกรักครูก้อนที่มิได้พลอยหัวเราะเยาะเพียงแต่ยิ้มอยู่ในหน้า

“หลวงตาทายดีกว่าครับ”  ครูก้อนว่า “ผมกะหมอเถายังอ่อนหัดทายทีไรมันออกมาทั้งท่อนยังกะดุ้นฟืน”

“เอ้าดูให้ดี”  หลวงตาชี้เสาร์ที่กุมลัคน์  “มันทายได้หลายแง่  เสาร์เขามาจากเรือนกัมมะ ถ้ากุมลัคน์  ได้ตำแหน่งดี ๆ ก็ทายว่าเป็นคนเอางานเอาการ  นี่เสาร์เป็นนิจก็ต้องทายว่า เรื่องการงานไม่มีน้ำอดน้ำทน ทำการสิ่งใดพักเดียวก็เลิก”    “พ่อผมมีนาอยู่มาก” หนุ่มใหญ่ออกตัว  “แต่มีลูกจ้างทำอยู่ และแบ่งให้เขาถือทำ  ผมก็เลยไม่ค่อยได้ลงนา”

“เออว่ะ พ่อเองเป็นคนดี แม่เอ็งมีสมบัติเก่ามา พ่อก็ช่วยขยันทำมาหากินสร้างฐานะจนเป็นปึกแผ่นมีหน้ามีตา กับลูกใครๆ เขาก็ว่าเอ็งเป็นลูกเศรษฐี”

เจ้าหนุ่มอ้าปากหวดแปลกใจ “จริง คะรับ”   

“หลวงตาทายยังกับรู้จักเหล่ากอเขามาก่อน”  ผมยังก้มหน้ามองดูดวงจับดาวตามรอยไม่ทัน

“ว๊ะ ก็ดวงมันบอกยังงั้นจริงๆ”   หลวงตาชี้ที่เรือนพันธุ “เรือนแม่ เจ้าเรือนเป็นเกษตร แม่เขาก็มีฐานะเป็นปึกแผ่น เจ้าเรือนศุภะคือ  พฤหัสตัวพ่อมันกดุมภะ เจ้าเรือนก็เป็นเกษตร ทั้งพ่อทั้งแม่มันโยคหน้ากัน และพ่อแม่ พฤหัส จันทร์ ก็เป็นดาวคู่ธาตุกัน มันบอกอย่างอาตมาทายไหม ดูเอา”

หลวงตาแนะดาวผมกะครูก้อนร้องอ้อ  มองเห็นเป็นฉากๆใสแจ๋ว  “จริงครับหลวงตา”

“ต้องดูตรงที่มันคัน”  หลวงตาว่าแล้วก็รินน้ำชาดื่มกลั้วคอ  ตายังจับอยู่ที่กระดาน “ว่าทางทักษา ตัวกาลกิณีมันก็พุธสหัชชะเพื่อนฝูงนั่นเอง  เพื่อนเลวเพื่อนชั่วก็พอทำเนา ตนุเศษคือจิตใจ  ตัวเองมันก็ตกพุธกาลกิณีไปด้วย  แสดงว่าตัวเรานี้มันใฝ่ชั่ว เห็นดีงามตามเพื่อนชั่วๆไปกะเขาด้วย หันมาดูตนุลัคน์คือตัวตนของตนซิ มาอยู่เรือนราหูเรือนเดช  ราหูตัวเจ้าเรือนมันมาอยู่ภพอริเรือนกาลกิณีเข้าอีก ว่ะ ตัวราหูมันตัวลุ่มหลง นักเลง เป็นเดช ตัวเราประพฤตินักเลงขนาดคนกลัวทีเดียว  ติดอริมันก็ตัวเราเดือดร้อนมีเรื่องไม่หยุด  แล้วไม่ใช่เรื่องดีเสียด้วย เพราะมันติดอริเรือนกาลกิณี  ดูเสาร์ที่กุมลัคน์ก็คือบริวารมันล้อมหน้าหลัง  ยิ่งเสาร์ได้คู่มิตรกะราหูเรือนอริเข้าด้วย ทั้งเพื่อนทั้งบริวารมันจะจูงมือตัวเราลงเหวเสียน่ะนา”      

ทั้งผมทั้งครูก้อนฟังหลวงตาอ่านดวงอย่างกับอ่านเรื่องพระอภัยมณี มันคล้องจองเป็นเรื่องเป็นราวสนุกสนาน ส่วนตัวเจ้าชะตานั่งก้มหน้านิ่งไม่เถียงสักคำ

“ว่ายังไงเจ้าหนุ่ม”  หลวงตาเงยหน้าจากกระดานโหรถาม  “ถ้ามันไม่ถูกไม่จริงอย่างอาตมาว่า ก็ขอให้ค้านได้อย่าปล่อยให้คนแก่เพ้อเจ้อผิดๆ เข้ารกเข้าพงไป เพราะอีตอนต่อไปนี้แหละมันสำคัญที่เป็นที่ตายทีเดียว”

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่เงยหน้าแววตาสลดเหมือนคนสำนึกตัว ยกมือพนมท่วมหัว  “จริงอย่างหลวงตาว่าทุกอย่าง ผมมันคนรักเพื่อน ดีชั่วไม่ใคร่ได้นึก  พอมันเกิดแล้วเป็นแล้วถึงได้คิด  แม่ต้องร้องไห้เพราะผมบ่อยๆ  พ่อก็ต้องวิ่งเอาเงินทำขวัญเขาให้เรื่องมันเงียบหลายต่อหลายราย”

หลวงตานิ่งอึ้งครางอืออยู่ในคอ ผมและครูก้อนพลอยตื้นตันใจ เมื่อนึกถึงหัวอกพ่อแม่ เลยพลอยนั่งนิ่งพูดอะไรไม่ออก ต่างคนต่างนิ่งคิดกันไปหลายสถาน  หลวงตาท่านก็คงคิดอย่างสงฆ์ปลงกรรมของสัตว์  เจ้าตัวอาจคิดเสียใจในความมัวเมาหลงผิด    นิ่งกันอยู่นานจนกระทั่งหลวงตาชื้นท่านกระแอมเบาๆ  “หมอดูหมอยาก็ครือกัน อ่านดวงเหมือนอ่านโรคเขา เพื่อจะได้หาทางบำบัดรักษา ข้อสำคัญอย่าอายหมอเท่านั้น”

“เชิญหลวงตาเถอะคะรับ  ผมเคารพหลวงตาเหมือนปู่ย่าตายาย จะไม่ปิดบังเลย”

“หมอเถากะครูดูให้ดีน๊ะตรงนี้สำคัญ”  หลวงตาชื้นท่านกรีดนิ้ววนรอบๆดวงบนกระดานโหรตรงหน้า “นี่ก็ปีกุนอายุย่างเข้า  31   ตกภูมิศุกร์อังคารมนตรีเดิมเป็นศรี ราหูเดชเดิมเป็นกาลกิณี ตัวราหูขณะนี้จรอยู่    ภพกัมมะเรือนเสาร์คู่มิตร ตัวเสาร์เจ้าเรือนไปอยู่กดุมภะแสดงว่าเจ้าตัวได้การอย่างหนึ่งร่วมกับเพื่อนเพื่อได้เงินมา และราหูนี้เป็นอริเดิมและเป็นกาลกิณี  การกระทำนั้นเป็นเรื่องชั่ว และเป็นเหตุให้เดือดร้อน  เหลียวดูอังคารตัวตนุลัคน์เข้าเรือนวินาสน์  ตัวเองต้องหลบๆ ซ่อนๆ หนีหัวซุกหัวซุน เมื่ออังคารเป็นศรีมันถึงหนีเอาตัวรอดมาได้”

หลวงตาชื้นหยุดเว้นระยะหายใจ จ้องหน้าผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าที่ไม่ยอมสบตา  แล้วท่านก็ถอนหายใจดังฮือ  “ข้าขอพูดตรงๆ อ้ายหนุ่มเอ๋ย เอ็งประพฤติเป็นโจรปล้นเขาและหนีกฎหมายบ้านเมืองมา มาดูดวงชะตาว่าจะหนีรอดหรือไม่”

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ขยับตัวลูกขึ้นนั่งทันควัน ทั้งผมและครูก้อนใจหายวาบ เพียงคำทำนายตรงๆ   ของหลวงตาก็ตกใจพออยู่แล้ว เห็นทีท่าเจ้าหนุ่มโจรผลุดลุกขึ้นนั่ง ก็ตกใจแทบสิ้นสติตะลึงตัวแข็งอยู่กับที่กลัวหลวงตาถูกทำร้าย

แต่ เจ้าหนุ่มโจรพนมมือซบหน้าลงกราบแทบเท้าหลวงตา เป็นลักษณะเสือสิ้นฤทธิ์  เสียงพูดรับสารภาพเครือๆ บอกความรู้สึกในหัวใจ

“หลวงตาเทวดาดูเหมือนตาเห็น เป็นความจริงอย่างหลวงตาว่าทุกอย่าง ผมปล้นเขามาแต่สุพรรณฆ่าเจ้าทรัพย์ตาย ทรัพย์สินผมไม่ได้หวังแต่มันเป็นเรื่องแค้นกัน  ผมมันเห็นกงจักรเป็นดอกบัว กำลังเมาเหล้าไม่ทันคิดหน้าคิดหลัง ผิดแล้วจึงได้คิดมันก็สายเสียแล้ว ช่วยผมด้วยเถิด ทำอย่างไรจึงจะเอาตัวรอดไปได้  ผมอยากมีโอกาสกลับตัวสักครั้ง แม้แต่จะบนตัวบวชก็ยอมทั้งสิ้น”

หลวงตายกมือลูบหัวแล้วพยุงให้เงยขึ้น “ข้ารู้ตั้งแต่ผูกดวงเสร็จถึงได้ถามว่ามาหาพระรดน้ำมนต์สะเดาะห์เคราะห์หรือมาหาพระหมอดู”

ผมโล่งใจที่เหตุร้ายกลายเป็นดีไปแล็วก็จริง  แต่พอนึกถึงคำพูดพล่อยปากที่ผมพูดที่ข้างโบสถ์ว่าเป็นอ้ายโจรเลยชักคิดหวาดๆไม่กล้ามองสบนัยน์ตา

“หนทางเอ็งมันสั้นเต็มที”  หลวงตาชื้นก้มหน้าลงตรวจดวงอย่างตั้งอกตั้งใจ “พฤหัสเจ้าเรือนศุภะพ่อเอ็งซึ่งเป็นมนตรีก็ตกมรณะเสียแล้ว เขาคงจนปัญญาจะวิ่งเต้นช่วยได้ เรื่องมันต้องพึ่งตัวเองเอา แต่ข้าประกันได้ว่าในปีนี้เอ็งเอาตัวรอดไม่ถูกจับแน่  แต่ต้องรับสัจจะเสียก่อน”

“ผมยอมรับคะรับ”

“ข้อหนึ่งเอ็งต้องไม่ประพฤติเป็นโจรต่อไปอีก  ข้อสองเอ็งต้องไม่กลับคืนถิ่นเดิม ถ้ารับได้ข้าก็ประกันได้อย่างว่า  แต่อ้ายที่จะตลอดลอดฝั่งไปตลอดนั้นมันไม่ได้  ก่อกรรมไว้ผลกรรมมันย่อมเกิดย่อมสนองตามกฎแห่งกรรมมันหนียาก  ดูแต่พระโมคคัลลาน์มหาเถรสาวกพระพุทธองค์สำเร็จอรหัตน์มีฤทธิ์เดชบารมียังต้องรับกรรมให้โจรฆ่าตาย กระดูกป่นเป็นเมล็ดงา”

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่ก้มลงกราบรับสัจจะมั่นคง  เจ้าเพื่อนร่างเล็กที่ใช้ลงไปดูต้นทางนอกกุฎิเมียงๆเข้ามากระซิบเบาๆ   “ตกบ่ายได้เวลารถจะออกแล้ว”

เจ้าหนุ่มร่างใหญ่พยักหน้ารับรู้แล้วหันมาบอกลาหลวงตาชื้น  “ผมจะล่องลงใต้หลบไปให้ไกล หางานหาการทำตั้งหลักฐานหาแดนตายเอาใหม่”

“เออ ไปเถอะ ขอให้รอดพ้นภัย อันทั้งปวง”  หลวงตาท่านให้พรด้วยใจจริง

“ผมอยากกราบขอของดีหลวงตาติดตัวไว้คุ้มกันอันตรายบ้าง”

“ลูกหลานเอ๋ย อ้ายของดีมันคุ้มตัวสู้ความดีไม่ได้ เอ็งจำคำหลวงตาไว้ ความดีมันคุ้มตัวได้ตลอดชีวิต   อยู่ที่ไหนเอ็งทำแต่ความดีไว้เถอะ คุ้มหัวได้ยิ่งกว่าเอ็งแขวนของดีมากนัก”

พอเจ้าคนรับพรเทศน์โปรดของหลวงตาก้มลงกราบลา  หลวงตาท่านก็ยึดข้อมือไว้อีกบอกว่า  “เอ็งเข้าวัดพบพระทั้งที เอาธรรมะติดตัวไปมั่ง นี่แหละของดีจำใส่ใจไว้เถอะ”

            อันทางธรรมถูกถ้วนเป็นถ่องแท้                           ตามกระแสต้องพินิจจึงคิดเห็น

ธรรมบทมีกำหนดเป็นกฎเกณฑ์                          เรื่องกรรมเวรที่ได้สร้างแต่ปางบรรพ์

เรื่องกรรมดีกรรมชั่วติดตัวตน                                  ให้ทุกข์ทนดลสุขเกษมสันต์

ไม่เลือกหน้าข้าเจ้าล้วนเท่ากัน                                 ต่างผูกพันผลกรรมที่ทำมา

            ทิฎฐธมฺมเวทนิยกมม นั้น                         เกิดโดยพลันสนองทันชัณษา

ทั้งบาปบุญปัจจุบันเห็นทันตา                                   ตามชะตาบารมีวิถีกรรม

            อุปปชชเวทนิยกมม                               จะน้อมนำชูชุปอุปถัมภ์

ในชาตินี้เบี่ยงบ่ายไม่กลายกล้ำ                               มุ่งกระทำในชาติหน้าบัญชาชนม์

            อัปราปรเวทนิยกมม                               จ้องประจำไม่รุนแรงแสดงผล

ต่อหลายชาติอาจจะเนาว์เข้าผจญ                            ติดตามตนจนบรรลุอนุกุล

          อโหสิกมม    ไม่ซ้ำไม่ค้ำจุน         ทั้งแรงบุญแรงบาปก็สาบสูญ

ไม่ก่อกรรมนำชีวาให้อาดูร                                     ไม่เพิ่มพูนความสุขทุกประการ

            กรรมลิขิตมิใช่ฤทธิ์ของเทวา                       ชี้บัญชาชีวันดังบรรหาร

เป็นกรรมเก่าเราเองแต่เพรงกาล ดลบันดาลโทษทัณฑ์นิรันดร

อันบุญกรรมนำชะตาอนาคต                                   มิได้จดลงบัญชีมีอักษร

ทั้งคุณโทษไม่มีโจทก์แจ้งอุทธรณ์                           กรรมมันซ่อนอยู่ในทรวงดวงกมล

สุดล้ำเหลือเนื้อกรรมที่จำแนก                                 ล้วนผิดแผกแตกต่างในทางผล

กาลกำเนิดจะบังเกิดแก่ชีพชนม์                               ตามยุบลเที่ยงแท้กระแสความ

 

 

--------------------------------------------------------------

  

ตั้งชื่อเด็ก

ย่างเข้าเดือน ๗ มาจนจะเข้าข้างแรม ฝนประจำฤดูการขาดหายไปร่วมเดือน บนท้องฟ้าว่างไม่มีเค้าเมฆเค้าฝนให้เห็น อากาศร้อนอบอ้าวไปทุกหนทุกแห่ง ราวกับฤดูร้อนตอนสงกรานต์ไม่ผิด  ถนนสายเดียวจากตัวเมืองผ่านตลาดและหมู่บ้านออกไปสู่ทุ่งนายาวสุดตา ไม่รถราหรือผู้คนสัญจรด้วยเป็นเวลายายแดดจัด ตรงทางแยกจะเข้าสู่วัดเป็นละเมาะไม้ร่ม หญิงหนึ่งหน้าตาสวยสะอาดหมดจดอุ้มทารกน้อยแนบอกหลบแดดแฝงเงาไม้มาตามริมทาง กิริยาดูร้อนรนหวาดหวั่นเหมือนนางเนื้อระแวงภัย พอถึงทางแยกก็มุ่งหน้าเข้าสู่วัดแวะตามมาตลอดทางจนถึงกุฎิที่มีต้นมะยมคู่หน้าประตูเป็นที่สังเกต ก็รีบรุดขึ้นกุฏิโดยไม่ลังเล

หลวงตาชื้นเอกเขนกประจำที่อยู่หน้าพาไลห้องเช่นทุกวัน เสียงประตูชานกุฏิเปิด เหลียวมองเห็นหญิงสาวอุ้มลูกทรุดตัวลงนั่งไหว้แต่ไกลยกมือป้องดูก็จำไม่ได้ว่าเป็นใคร จึงหันมาทางแขกที่นั่งอยู่ด้วย

“ครูก้อนตาดีๆ ช่วยดูทีหรือมันลูกใครหลานใครกัน” 

ครูก้อนซึ่งมานั่งคอยหมอเถาแต่บ่ายและยังไม่พบกัน พลอยป้องมือตามหลวงตาดูมั่ง  “ผู้หญิงครับหลวงตา”

“ทุด…”หลวงตาชื้นทั่งฉิวทั่งขำ  “ลูกกะตาฉันก็มี ถึงจะแก่ชรา 7o เศษ ก็พอรู้หรอกวะว่าผู้หญิงผู้ชาย ไม่ถามให้มันเสียเวลา  อยากรู้ว่ามันใครกัน  ครูรู้จักหรือเปล่า”

“คนแปลกหน้าครับหลวงตา ดูจะไม่ใช่คนบ้านเรา”  ครูก้อนตอบ ตายังเพ่งอยู่ แล้วกวักมือเรียก  “เข้ามาซีแม่หนู มีธุระอะไรก็เข้ามาใกล้ๆ นี่เถอะ

หญิงสาววัยยี่สิบเศษลุกเดินผ่านชานกุฏิเข้ามานั่งพับเพียบเรียบร้อย วางลูกที่แนบออกลงหมอบกราบนอบน้อมใกล้ๆเท้าหลวงตาที่เหยียดอยู่  จนหลวงตากระดากต้องหดเท้าหนี  “หนูขอกราบเท้าหลวงตา”

“เออ ไหว้พระแม่คุณจำเริญ ๆ เถอะ”  หลวงตายกมือรับไหว้  แต่ก็ยังนึกไม่ออกว่าลูกหลานใครที่รู้จักมาก่อนหรือเปล่า  ยังไม่ทันได้พูดจาไต่ถาม ก็ได้ยินเสียงเถิดเทิงกลองยาวแว่วห่างๆ  จนกระทั่งใกล้กุฏิและมาหยุดอยู่หน้ากุฏิ  เสียงกลองเสียงฉาบดังจนกระทั่งจะพูดกันไม่ได้ยิน ซ้ำเสียงไชโยโห่ฮิ้วดังลั่นแสบแก้วหู

หลวงตาชื้นมองหน้าครูก้อนเหมือนจะถามว่ามันอะไรกัน จะว่าเป็นขบวนแห่บวชนาคก็ผิดสังเกตที่มาเล่นกันอยู่นอกโบสถ์ จะแห่อื่นใดก็มองไม่เห็น ครูก้อนขยับตัวจะลุกขึ้นเปิดประตูก็พอดี ชายรูปร่างท้วมสูงใหญ่เปิดประตูผลัวะเข้ามา เสื้อผ้าเปียกปอนตลอดตัว หน้าประแป้งลายไปทั้งหน้า  ครูก้อนเพ่งถนัดก็จำได้หัวเราะก๊าก   “บ๊ะ…บ๊ะ…หมอเถา วันนี้เกิดร้อนจัดหรือไง ถึงแต่งหน้าแต่งตาพิกล ช๊ะๆยังมีขบวนแห่มาส่งเสียด้วย”    หมอเถาหัวเราะเอามือลูบหน้าลบรอยประแป้งออกเข้ามากราบหลวงตา ซึ่งท่านก็ตะลึงอยู่    “เขาไปขอฤกษ์แห่นางแมว ฝนฟ้ามันแล้งเหลือเกิน พืชผลในไร่เสียหายหมด ก็เลยต้องร่วมขบวนแห่นางแมวมากับเขาด้วย”

“แห่ให้มันเสียเวลา”  หลวงตาชื้นว่า  “อีกวันสองวันก็จะเข้าเดือน ๘ แล้วพอย่างข้างแรมเข้าพรรษาฝนมันก็ตก”

หมอเถาเหลือบดูหญิงสาวแขกของหลวงตาที่นั่งอยู่ข้างๆ นึกชมในใจตามประสาผู้ชายว่าเธอเป็นคนสวยคนหนึ่ง  ”แม่หนูมาธุระอะไรหรือจ๊ะ” 

“หนูจะมารบกวนหลวงตาท่านสักหน่อย” เธอว่า 

“เออ ลืมไป” หลวงตาพยักหน้า “มัวหนวกหูไอ้เสียงเถิดเทิงแห่หมอเถาเลยลืมถามว่ามาทำไร มีอะไรว่าไปแม่หนูไม่ต้องเกรงใจ”  

“หนูอยากจะมาขอชื่อลูกชายเจ้าค่ะ”

“อ้อได้ซิเป็นไรไป”  หลวงตาเอานิ้วจิ้มหน้าผากเด็ดสัพยอก “หน้าตามันน่ารักดีเจ้าหนู  แต่ข้าสงสัยว่านังแม่มันจะมีทุกข์หัวใจมากกว่าเรื่องชื่อลูก”  คำท้ายของหลวงตา ทำให้แม่ลูกอ่อนสะดุ้งหลบตา ทั้งหมอเถาและครูก้อนรู้สึกสะกิดใจคำหลวงตาชื้นที่มีนัยชวนให้คิด 

“แม่หนูมีทุกข์มีร้อนอะไรก็บอกหลวงตาท่านเถอะ”  หมอเถาพูดน้ำเสียงปลอบโยนแสดงเมตตา

 “อ้ายความทุกข์นะมันท่วมหัวใจหนูทีเดียว” เธอพูดเสียงเครือน้ำตาคลอ

หลวงตารีบพูดขึ้นก่อน “ดวงยามมันบอกว่า เป็นเรื่องผัวเรื่องเมีย มันจะเลิกร้างแตกแยกกัน” 

เจ้าตัวสะอื้นฮักแล้วปล่อยโฮหมดอาย “ใช่เจ้าค่ะ ผัวเขาจะทิ้งอิฉัน”

ทั้งผมทั้งครูก้อนตกตะลึงอ้าปากค้าง  ที่หลวงตาท่านทายเหมือนปาฏิหารย์ ทั้งๆที่มิได้ผูกดวงผูกดาวแต่สักอย่าง ผมและครูก้อนขณะนี้คิดตรงกันอยู่อย่างหนึ่ง ก็คืออยากรู้ว่าหลวงตาท่านเอาอะไรทายเช่นนั้น แต่ไม่กล้าถามขึ้นมาขณะนี้เพราะเกรงใจท่านอยู่ จึงสบตากันเหมือนถามกันเองอยู่เงียบๆ

หลวงตาเหมือนจะรู้ใจเราทั้งสองคน ท่านพูดลอยๆเป็นปริศนาบอกใบ้  “ยามแม่หนูเขามาเป็นยามศุกร์ วันนี้ศุกร์มันเดินเป็นมรณะแก่จันทร์  มันก็เรื่องศุกร์ ความรักความใคร่ มรณะมันแตกแยกสูญเสียน่ะซี  และวันนี้วันพุธ ศุกร์เป็นมูละ  ถ้าเป็นนกก็ออกจากรังแล้วไม่กลับคืนเรือนแน่  หมอกะครูทำหน้าตกอกตกในไปได้”

“ขอรับ เป็นพระเดชพระคุณที่สุด” ทั้งผมทั้งครูก้อนพนมมือรับคำ  ในใจผมยังคิดไม่แจ่มแจ้ง

หลวงตาจึงพูดต่อไปอีก “ธรรมดาริเป็นหมอดู พอเห็นหน้าเขามันก็ต้องพิจารณายามดวงดาวประจำวัน เพื่อเป็นทางรู้ว่าเขามาเรื่องอะไร ร้ายหรือดี มัวแต่นั่งซักนั่งถามเรื่องราวมันก็ไม่ใช่หมอดู เป็นหมอถาม”

“เรื่องตัวยามเข้าดวงดาวหลวงตายังไม่เคยสอนพวกกระผมเลย”  ครูก้อนยิ้มประจบ  “แต่คำที่หลวงตาชี้แจงเมื่อกี้ผมพอมองเห็นเค้าบ้างแล้ว

ผมนึกอิจฉาครูก้อนเสียจริงๆที่หมอมีความคิดปราดเหรื่องว่องไว เข้าใจอะไรดูง่ายดายผิดกะผม จะได้อะไรสักทีก็ต้องไปนั่งท่องนอนท่องเป็นวันเป็นคืน  อ้ายคนเราเรียนกะไม่ได้เล่าเรียนมันผิดกันตรงนี้เอง  “เขาเรียก กาลชะคาทางจันทรคติ เอาไว้วันประหัส เอาดอกไม้ธูปเทียนมาทั้งสองคนฉันจะสอนให้”  หลวงตาพยักหน้าและให้โอวาท “เป็นหมอดูจะรู้แต่ดาวเดือนอย่างเดียวไม่ได้  มันต้องเรียนรู้รอบตัวสารพัดจึงจะเอาตัวรอด”  หลวงตาท่านหันมาทางหญิงสาวที่กำลังเช็ดน้ำตา 

“แม่หนูเป็นคนที่ไหน ถึงได้หอบลูกฝ่าแดดมาหาอาตมาถึงนี่”

“หนูเป็นคนราชบุรี มาได้สามีอยู่ที่นี่เมื่อปีที่แล้วเจ้าค่ะ”

“เออ มันก็ยังเป็นข้าวใหม่ปลามัน มีลูกมีเต้าด้วยกันมันน่าจะมีความสุขประสาผัวๆเมียๆ ทำไมจะมาทิ้งขว้างกันเสียล่ะแม่หนู”

“มันเรื่องเวรเรื่องกรรมเจ้าค่ะ ก็เพราะเรื่องลูกนี่แหละ”  น้ำตาที่เหือดแห้งแล้วกลับพรูนองแก้มออกมาอีก สาวแม่ลูกอ่อนก็เริ่มเล่าเรื่องแต่ต้น  “หนูเป็นเด็กราชบุรี กำพร้าพ่อแม่มาแต่เล็กๆ พอจำความได้ก็อาศัยอยู่กับคนอื่นเรื่อยมา อดบ้างอิ่มบ้างมาตลอด พอตอนอายุ 15-16  ก็ยิ่งลำบากหนักขึ้น พอจะได้ที่อยู่ที่กินมีความสุขก็ต้องเปลี่ยนที่โยกย้ายจนแทบจะจำไม่ได้ว่าเคยอาศัยอยู่กับใครมาบ้าง  ใครๆเขาว่าเกิดเป็นผู้หญิงขอให้สวยอย่างเดียวชีวิตหาความสุขได้ง่าย หนูไม่เชื่อเลยจริงๆเจ้าค่ะ  เพราะความสวยนี่แหละมันเป็นตัวกรรมให้ลำบากลำบนระเหเร่ร่อน  พอแตกเนื้อสาวไปอาศัยใครเขาอยู่ มิช้ามินานพอเมียเขาหึงก็ต้องจนออกจากบ้านไป พอไปพบที่เมียเขาเป็นคนดีไม่หึง ข้างผัวก็มักทำคาวาวแอบจับมือจับแก้ม เหมาะๆบางรายมุดมุ้งปล้ำเอาก็เคยโดนเจ้าค่ะ”  ”มาเมื่อ 2 ปีที่แล้วได้เพื่อนฝูงเขาแนะนำชักจูงไปทำงานเป็นนางเสริฟในบาร์ขายเหล้าขายเบียร์ มีรายได้ดี พอจะมีชีวิตกินอิ่มนอนหลับได้แต่งเนื้อแต่งตัวสวยๆสักหน่อย เสียอย่างเดียวงานชนิดนี้มันเปลืองตัวเปลืองชีวิตอยู่สักหน่อย มันได้อย่างเสียอย่างเจ้าค่ะ”  เมื่อต้นปีที่แล้ว พี่เขามาเที่ยวบาร์พบกันเข้า เขารักหนูมากชวนไปร่วมชีวิตผัวๆเมียๆ  หนูก็เต็มใจแม้ว่าพี่เขาจะเป็นคนเชื้อจีน  อยากเลิกชีวิตดอกไม้ริมทางเสียที จะได้มีชีวิตเป็นครอบครัว แก่ตัวเข้าจะได้ไม่ลำบาก”  เธอหยุดเช็ดน้ำตามองเหม่อเหมือนนึกถึงความรักความหลัง “เมื่อมาอยู่ด้วยกันแรก ๆ ก็เรียบร้อยดี   แต่พอนานนับเดือนเข้าพี่น้องญาติ ๆ ของพี่ซึ่งล้วนแต่เป็นคนจีน ก็ตั้งข้อรังเกียจประวัติหนหลังของหนูว่าเป็นคนไม่ดี หนักเข้าก็ยุยงพี่ให้ทิ้ง   อ้างว่าเลื่อมเสียวงศ์ สกุลที่ร่วมแซ่”  “พอเริ่มตั้งท้องลูกคนนี้ เราสองคนผัวเมียก็เริ่มระหองระแหง พี่เขาพูดอยู่เสมอว่าอาจไม่ใช่ลูกเขาก็ได้ หนูสู้อุตส่าห์อดทนมาจนถึงวันคลอด ได้ลูกผู้ชายหน้าตาผิวพรรณมาข้างหนูทั้งหมด ไม่มีส่วนละม้ายไปทางพ่อเลย  เรื่องก็เลยยิ่งซ้ำร้ายหนักขึ้น เราทะเลาะกันแทบไม่เว้นแต่ละวัน ทั้งญาติพี่น้องเขาก็รุมด่าเช้าด่าเย็นทุกวัน จนหนูอดทนไม่ไหวก็ต้องหนีออกจากบ้านมาวันนี้”

ทั้งหลวงตา ผม และครูก้อน นั่งนิ่งฟังใจคอหอหู่ต่อเคราะห์กรรมของเด็กสาวอายุยังเยาว์แต่ความทุกข์ประหนึ่งทะเลหลวงอันกว้างใหญ่ไพศาล  เด็กผู้หญิงเล็ก ๆ คนนี้จะว่ายข้ามไปพ้นหรือ  “จะให้หลวงตาช่วยอะไรแม่หนูได้บ้างก็บอกเถอะ”  หลวงตาเองถึงจะเคยพบเห็นความทุกข์ยากของผู้อื่นมามากก็ยังไม่วายสลดใจ  หรือจะให้ไปช่วยพูดกับผัวแม่หนูให้รู้ผิดชอบ ก็เต็มใจจะพูดให้ เอาไม๊ล่ะ”

“ไม่เจ้าค่ะ หลวงตา” เธอรีบปฎิเสธ “หนูคิดไปตายดาบหน้าเสียแล้ว ที่มาหาหลวงตาก็อยากจะให้ตั้งชื่อผูกดวงเป็นสิริมงคลแก่ลูก เพราะหนูคงหมดปัญญาเลี้ยงเขาต่อไปได้ เพราะจะต้องมีชีวิตร่อนแร่พเนจรกินไหนนอนไหนก็ยังไม่รู้แห่ง

ตั้งใจจะเอาไปยกให้เป็นลูกคนที่เขารักเด็ก วันข้างหน้ามีบุญแม่ลูกคงได้พบกัน”

“แม่หนูจำวันเกิดเวลาเกิดตัวเองได้ไม๊ล่ะ”  ผมถามเบาๆ “จะได้ตรวจดงชะตาดูทีหรือว่ามันจะหมดเคราะห์หรือยัง ด้นดั้นไปครั้งนี้จะดีหรือร้ายอย่างไร”

“หนูจำไม่ได้เลย  เพราะแม่ตายเสียแต่ยังจำความไม่ได้ และอาศัยคนอื่นเขาเรื่อยมาเลยไม่มีโอกาสรู้”

“เจ้าหนูน้อยละมันเกิดวันใดเวลาใดแม่หนูลองบอกซิ”  หลวงตามถาม

“หนูจำไว้แม่นยำเจ้าค่ะ” เธอว่า และก้มลงดูบุตรน้อยที่หลับอยู่คาอก “วันศุกร์ขึ้น 7 ค่ำ เดือน 5  ปีกุน  วันที่ 2 เมษายน  พ.ศ. 2514  ปีนี้เจ้าค่ะ เวลาตกฟากหนูหกโมงเช้ายี่สิบห้านาที”

“เออจำละเอียดแม่นยำดี เอา…ลองผูกดวงมันดู ข้างมันจะดีชั่วแค่ไหน”  หลวงตาคว้ากระดานโหรหยิบปูมมาเปิดดวงดาววางลัคณาขีดเขียนอยู่ครู่เดียวก็วางดวงชะตาเสร็จ ท่านพินิจพิเคราะห์ดูอยู่สักครู่แล้วก็ถอนใจเลื่อนกระดาฯมาให้ผมกับครูก้อนดู  ผมพินิจพิจารณาดวงชะตาอยู่  2-3 รอบ จับเอาพฤหัสทายก่อนเพราะขืนช้ากลัวครูก้อนแกจะคว้าเอาไปกินเสีย

“ชะตาเด็กคนนี้ ผมว่าคงจะไม่ตกต่ำ พฤหัสเป็นเก้า จะมีความสุขสบาย และพฤหัสเป็นตนุตกเรือนศรี  ไปเบื้องเห็นทีจะไม่ลำบาก ชีวิตคงจะอุดมด้วยลาภผลสมบูรณ์”   

ครูก้อนไม่ยอมน้อยหน้าผม “ลัคนาเขาอยู่ราศีอำพุ จันทร์เป็น 4 ได้องค์เกณฑ์ตามตำราจะเป็นถึงพระยา ชีวิตเด็กคนนี้จะรุ่งเรืองด้วยยศศักดิ์และอังคารคือศรีอยู่เรือนกัมมะ  ประกอบการงานอย่างใดก็เจริญรุ่งเรืองดี”   หลวงตาชื้นหัวร่อชอบอกชอบใจสองลูกศิษย์พยากรณ์ได้คล่องปากแบบนกขุนทอง 

“ไอ้ที่ทายนี่น่ะมันไม่ผิดหรอก แต่มันยังไม่ถูก ทั้งหมดทั้งครูแหละ เรื่องเดช ศรี กาลี เข้าประกอบ มันถึงจะแนบเนียน ทีหลังไม่จำให้ได้  มันต้องจับเฆี่ยนกันเสียบ้าง คงจะจำได้ดีขึ้น”  หลวงตาท่านชี้นิ้วบนกระดาน “ขึ้นต้นมันต้องตรวจดวงเสียก่อน ว่าวันเวลาเกิดที่เขาบอกนั้น เมื่อเฉลิมรูปดวงชะตาแล้ว มันพอจะเข้าเค้าเรื่องชีวิตของเขาหรือไม่ เป็นการสอบเวลาเกิดว่าเขาบอกผิดถูกอย่างไรด้วย”

“อย่างดวงนี้”  หลวงตาชี้ที่จันทร์ “จันทร์อยู่เรือนพันธุของลัคนาจันทร์ก็คือแม่เรือนพันธุเผ่าพงษ์ เป็นมรณะกับพฤหัสตนุลัคน์ หมายถึงแม่จากไปเหมือนตายจากกัน และไกลญาติไกลพี่ไกลน้อง พอเชื่อได้ว่าเป็นดวงของเขาจริงๆ” หลวงตาหยุดตรวจดวงแล้วก็อธิบายต่อ  “การจะดูวาสนาหรือชีวิตเขาจะดีจะชั่วอย่างไร ไม่ใช่จะคอยจ้องแต่ศรีหรือกาลกิณีอย่างเดียว มันต้องดูตัวเขา คือลัคนาหนึ่ง และตนุลัคน์เขาอีกหนึ่ง ดูการงานของเขาอีกหนึ่ง ดูการเงินของเขาอีกหนึ่ง ดูการศึกษาเล่าเรียนอันเป็นความรู้ อีกหนึ่ง มันเป็นปัจจัยประกอบกันเป็นความรุ่งเรืองไปมิได้ เช่น ความรู้ดีไม่เอาการงานหรือทำการใดไม่ยืดมันก็ไม่เจริญ   ‘งานดีความรู้ดีแต่ตนเองเสเพลประพฤติชั่วก็เอาตัวไม่รอด คนดี งานดี ความรู้ดี แต่การเงินเสียหายมันก็ตั้งหลักฐานเป็นปึกแผ่นไม่ได้ เหมือนเก้าอี้ 4 ขา ขาดขาใดขาหนึ่งมันก็ตั้งอยู่มิได้”  ทั้งผมและครูก้อนรู้สึกเสียใจตัวเองที่ไม่ควรผลีผลามตะกรุมตะกรามทายโดยไม่ตรวจตราให้ละเอียดถี่ถ้วนเสียก่อน ฟังโอวาทหลวงตาครั้งใดปัญญาแจ่มกระจ่างไปทุกครั้ง 

”ดวงเด็กคนนี้ว่าถึงจะบุกบั่นฟันฝ่าเอาดีเอาเด่นจริงจังด้วยลำแข้งของตนเองยาก”  หลวงตาชื้นพูดช้าๆไตร่ตรอง  นัยน์ตาท่านจับอยู่บนกระดานโหร “ตัวตนตนนั้นน่ะดีอย่างหมอเถาว่า ตนุลัคน์ตก    ศุภะในเรือนศรี  ตนจะได้ที่พึ่งอุปถัมภ์ที่จะพาชีวิตให้รุ่งเรืองในภายหน้า ว่าถึงการงานดูเผินๆก็น่าจะดีเด่น เพราะอังคารศรีสถิตเรือนกัมมะพฤหัสคู่สมพล  ทายได้ว่าจะได้หน้าที่ตำแหน่งการงานที่เป็นเครื่องเชิดหน้าชูตาเป็นเกียรติแก่ตน แต่จะดูงานไปในทางลาภผลร่ำรวยไม่ได้ เพราะเรือนลาภะราหูเจ้าเรือน    วินาสน์เป็นกาลกิณีครองอยู่   เจ้าเรือนลาภะคือเสาร์ ไปอยู่

กฎุมภะเป็นนิจ เท่ากับกาลกิณีเรือนกฎุมภะ การเงินการทองกว่าจะได้ก็ต้องเหนื่อยสายตัวแทบขาดตามอำนาจเสาร์ เรียกได้ว่าลาภผลการเงินไม่ดี ดูการศึกษาเล่าเรียนก็ดูอาทิตย์พุธคู่นี้เป็นการศึกษาวัยต้นๆมากุมลัคน์อยู่ก็จริง แต่พุธ

มูละเป็นประและอาทิตย์มาจากพบอริ การศึกษาเล่าเรียนขัดข้องไม่ตลอดหรือจะเรียนรู้ให้เป็นหลักฐานมั่นคงมิได้”

ผมตั้งอกตั้งใจฟังเพื่อจดจำไว้ “เด็กคนนี้ดีเพียงสองสถาน ก็เพียงแต่เอาตัวรอดได้เท่านั้นนะครับหลวงตา” 

“ถูกละ แต่ยังก่อน” หลวงตาพยักหน้ารับแต่ยังชี้นิ้วนับไปตามราศีตรวจดาว”  มันจะต้องดูว่าดวงดาวอะไรจะนำพาชีวิตของเขาให้รุ่งเรืองได้บ้างและทางไหน”

“ผมรักดาวพฤหัส”  ผมออกความเห็นชนวน                 

“พฤหัสน่ะถูก..แต่จะดีทางไหน ลองว่ามาซิหมอเถา“  หลวงตาย้อนถามสอบภูมิ”  ผมนิ่งอึ้งคิดอยู่ครู่หนึ่งตอบอ้ออมแอ้มไม่แน่ใจนัก “ชีวิตเขาจะมีความสุข” 

“บ๊ะ…”   หลวงตาเกาหัวแกรกไม่สบอารมณ์คำตอบ  “หมอเถามันตอบกำปั้นทุบดิน คนดีคนเลวคนจนคนมี มันก็มีทางมีความสุขกันได้ทุกคน ทายอย่างนั้นไม่ได้”

“พฤหัสเป็นเก้าอย่างหมอเถาว่าดีน่ะถูก เขาเรียกธรรมเกณฑ์ไม่สู้จะให้คุณทางโลก  แต่ให้คุณในทางธรรม เป็นผู้มีคุณธรรม จะได้รับการยกย่องนับถือ ทั้งนี้ลองหวลมาดูเรือนปัตนิดูหรือมฤตยูและเกตุเขาครองอยู่ด้วยกัน และพุธเจ้าเรือนก็เป็นประเรื่องลูกเมียดูมันจะดับสูญเป็นเพลิงสิ้นเชื้อเอา  และจันทร์องค์เกณฑ์ของลัคนาราศีอำพุเป็นคู่ธาตุกับพฤหัสด้วย จะได้เป็นพระยาอย่างครูก้อนว่า แต่เป็นพระยาพระน่ะนา ถ้าบวชเรียนตำแหน่งเจ้าคุณเห็นจะอยู่แค่เอื้อมเท่านั้น”

“ผมเห็นจริงอย่างหลวงตาว่าชัดเจนทีเดียว”  ผมมองเห็นเป็นฉากๆ ตามคำอธิบายและก็อดพูดเล่นตามประสาคนปากอยู่ไม่สุข “เด็กคนนี้เห็นทีจะไม่พ้นทางชีวิตสมณเพศเสียเป็นแน่ ยกให้เป็นลูกพลวงตาเสียดีกระมัง พอโตสักหน่อยก็บวชเณรเรื่อยไป เพราะดวงมันต้องพึ่งพระพึ่งสงฆ์ “

หลวงตาอธิบายยืดยาวจนต้องหยุดพักเหนื่อยจิบน้ำชาไปพลาง  พิศดูหน้าตาเด็กและดวงชะตาไปพลาง คิดหาเหตุผลตามประสาพระสงฆ์ผู้เฒ่า   

“จะตั้งชื่อเด็กคนนี้ว่ากระไรดี”  ผมเรียนถามแล้วออกความเห็นอีก  “การตั้งชื่อก็ต้องเล่นทางทักษา ผมว่าเอาศรีคืออักษรอังคารจะเหมาะ”

“ผมว่าวรรคเดชคือจันทร์จะเหมาะกว่า”  ครูก้อนแย้ง      “การตั้งชื่อเด็กชายเขาต้องใช้เดช    ส่วนเด็กหญิงเขาใช้ศรี”

”การตั้งชื่อบุคคลจะใช้แต่เดช ศรี ทางทักษาอย่างเดียวมันหยาบไป เรามีดาวก็ต้องดูดาวประกอบด้วย เพื่อจะได้รู้ว่าเดชหรือศรีก็ดีจะให้คุณจริงหรือไม่”   “ดูเอาเห็นไม๊ะ”  หลวงตาชี้นิ้ว  “อังคารตัวศรีก็สัมผัสกับกาลกิณีทางเสาร์คู่ศัตรูที่ครองเรือนอังคารอยู่  ส่วนเดชคือจันทร์ก็อ่อนไปไม่เหมาะแก่เด็กผู้ชาย”

“ตัวที่เหมาะที่สุดคือพฤหัส  ซึ่งทางทักษาเป็นมนตรี และทางดาวก็ตกเรือนศุภะ  เด็กน้อยผู้นี้จะต้องพราก

จากอกแม่ไปอยู่ในความคุ้มครองของคนอื่น ตั้งชื่อมนตรีและศุภะไว้จะได้มีที่พึ่งที่อุปถัมภ์ชีวิตที่ดีเป็นเหมาะกว่าอื่น”   

“จริงครับหลวงตา เหมาะแก่ชีวิตเขาเป็นที่สุดแล้ว”ผมสนับสนุนเพราะเห็นจริงอย่างหลวงตาพูด

“นังหนู แม่ชื่ออะไร พ่อชื่ออะไร จะได้ตั้งชื่อเด็กให้มันคล้องจองพ่อแม่”  หลวงตาหันมาถามหญิงสาว

“หนูชื่อบุนนากเจ้าค่ะ  แต่ชื่อพ่อเขาไม่ต้องการให้เข้ามาเกี่ยวเจ้าค่ะ คนใจร้าย”

“เอาชื่อ บุญเกื้อ ก็แล้วกัน ได้ทั้งเดชทั้งศรี เป็นคู่ธาตุคู่สมพลแล้วยังได้สระคืออาทิตย์เป็นคู่มิตรอีกครบองค์

“ดีแล้วเจ้าค่ะ หนูชื่อบุนนาก  ลูกชื่อบุญเกื้อ  คล้องจองกันดีเจ้าค่ะ”  เธอค่อยวางลูกลงก้มกราบแสดงความขอบพระคุณหลวงตา

“เอ้าอุ้มเจ้าหนูเข้ามาใกล้ ๆ ผูกข้อมือรับชื่อเป็นสิริมงคลเสีย”  หลวงตาจับสายสิญจ์ทบเป็นเก้าเส้นยาวขนาดพอเหมาะ จับสองปลายเกลือกคลึงข้อมือเด็ก ปากทานก็พึมพำอาราธนาพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณคุ้มครองรักษา แล้วก็เรียกชื่อ “เจ้าหนูบุญเกื้อผลบุญจะเกื้อกูลให้เจ้าเป็นสุข”

เธอบรรจงวางลูกกำลังหลับลง “ลูกขอฝากบุญเกื้อไว้สักครู่เจ้าค่ะ จะเข้าไปในตลาดเพราะเพื่อนเขานัดว่าจะใช้เงินยืมให้ จะได้เอาไว้เป็นค่าพาหนะเดินทาง”

“เชิญเถอะแม่หนู”  ผมรีบรับอาสาทันควัน  “เรื่องเด็กๆ ฉันพอจะดูแลกันได้ รีบไปรีบหลับมาอย่างนานนัก ตื่นขึ้นหิวนมจะร้องไห้ปลอบไม่หยุด”

เธอยกมือไว้ผมอ่อนน้อมน่าสงสาร ถอยออกจากประตูกุฏิไปแล้ว ผมก็หันมาสัพยอกครูก้อน “เด็กชื่อบุญเกื้อ ถ้าได้พ่อชื่อบุญก้อนและคล้องกันเปี๊ยบเลย  ครูก้อนน่าจะรับเอาไว้เป็นลูกบุญธรรมสักคน”

“ของผมน่ะสี่คนเข้าไปแล้วเต็มกลืน” ครูก้อนส่วยหน้าเหลือระอา  “แต่ถ้าแถมแม่ให้ด้วยละก็ขอคิดดูก่อน อาจพอรับไว้ได้”

“ชะช้า ครูก้อน…”ผมชี้หน้าเพื่อน  “มีลูกบุญธรรมน่ะมันไม่กระไร  แต่จะมีเมียบุญธรรมอีกคนละก้อ รนหาที่ตายแน่”

“ตายยังไงหมอเถา”  ครูเถียงคอเป็นเอ็น  “ผมเป็นหนุ่มแข็งแรงกว่าหมอนะ ไม่ตายง่ายๆหรอก  แล้วเมียผมก็ไม่ดุร้ายด้วย”

“ฟ้ามันจะผ่าตาย”  ผมหัวเราะ แล้วลำเลิกความหลังของครูก้อน ที่รู้ๆกันว่ามีเมียขี้หึง สงสัยว่าครูนอกใจทีไรจับสาบานทุกครั้ง  “ครูเคยจุดธูปสาบานบ่อยๆให้ฟ้าผ่าตาย นี่ก็จะเข้าน่าฝนฟ้ามันคะนองอยู่  ไม่นึกกลัวผิดคำสาบานมั่งรึ”

“หมอเถาปากเสีย”  ครูก้อนทั้งอายทั้งขำปนกัน  แต่ก็อดหัวเราะไม่ได้  หลวงตาชื้นเองก็หัวเราะเต็มเสียง  ส่วนตัวผมนั้นล่อเสียตัวงอที่เห็นเพื่อนอายกระมิดกระเมี้ยน

เสียงหัวเราะดังลั่นของเราทั้ง 3 คน  ปลุกเด็กน้อยพ่อบุญเกื้อสะดุ้งตกใจตื่นร้องจ้า  ผมเคยอุ้มเด็กวาดยาอยู่ทุกวันก็ประคองสองมือช้อนแนบอกโอ๋ปลอบ  แต่พ่อหนูน้อยกำลังตกใจไม่ยอมหยุดกลับร้องจ้าลั่นกุฏิ  หลวงตาลูบหัวปลอบก็ไม่ฟัง  ครูก้อนถึงกับลงทุนแลบลิ้นปลิ้นตาหลอกทำกิริยาแปลกๆ  พ่อหนูบุญเกื้อกลับร้องดังกว่าเก่าขึ้นไปอีก ตอนนี้ชักอลเวงทั้งกุฏิ  หลวงตาไม่คุ้นกับเด็กๆเล็กๆ ชักไม่สบายใจ ผมอุ้มใส่บ่าลุกขึ้นเดินนึกหาเพลงฉ่อยเพลงลิเกที่ร้องเล่นเมื่อตอนหนุ่มๆก็นึกไม่ออกได้แต่ร้องฮือๆฮาๆ ปลอบไปตามเรื่อง

“เอ…นี่มันก็นานโขแล้วนะหมอเถา ทำไมแม่เจ้าหนูนี่มันยังไม่ยอมกลับ”  หลวงตาปรารภด้วยความเป็นห่วง

ผมเองกับครูก้อนก็คิดอย่างหลวงตาชื้นเช่นกัน  แต่ยังไม่ทันจะคิดหรือพูดอะไรก็ได้ยินเสียงใครเรียกอยู่หน้าประตูนอก”หลวงตาคะร๊าบ…หลวงตาคะร๊าบ”

ผมเดินไปเปิดประตู ก็เห็นเจ้าเด็กรุ่น จำได้ว่าเป็นลูกแม่ค้าที่ท่ารถเมล์  “อะไรวะอ้ายหน”

“มีจดหมายเขาฝากมาให้หลวงตา”  เจ้าเด็กท่าทางแคล่วคล่องชูซองจดหมายในมือให้ดู

“ก็ขึ้นมาซี”  ผมกวักมือเรียก  เจ้าเด็กนั้นก็แล่นตามมือขึ้นกุฏิตรงไปหาหลวงตา

หลวงตารับจดหมายฉงนสนเท่ห์ใจ จึงซักเจ้าเด็ก  “ใครฝากเอ็งมาวะอ้ายหนู”

“ผู้หญิงสาวๆ สวยด้วยครับ  เขาจ้าง 5 บาท ให้เอามาให้หลวงตา”

“แล้วตัวเขาล่ะ ไปไหนเสีย”  หลวงตาสังหรณ์ใจ

“ขึ้นรถเมล์เที่ยวบ่ายเข้ากรุงเทพฯ ไปแล้วครับ”

หลวงตารีบฉีกจดหมายออกอ่านรวดเร็ว  ข้อความมีอยู่ไม่เท่าไร แต่หลวงตาอ่านทวนไปทวนมาหลายตลบ นิ่งอั้นนึกไม่ถึง

“จดหมายแม่บุนนากใช่ไหมครับหลวงตา”  ครูก้อนเดาเรื่อง

หลวงตาพยักหน้าส่งจดหมายให้ครูอ่านเอาเอง ผมก็เร่เข้าไปชะเง้ออ่านอยากรู้เรื่อง พออ่านรู้ความในจดหมาย หูผมอื้อไปหมด    เจ้าหนูบุญเกื้อร้องจ้าอยู่ข้างหูก็ยังไม่ได้ยิน     เพราะข้อความใน

จดหมายมันดังก้องอยู่ในสมองอึงคนึงไปหมด

 

กราบเท้าหลวงตาที่เคารพ  เจ้าค่ะ  

หนูสิ้นคิดสิ้นปัญญาที่จะหอบหิ้วเอาลูกบุญเกื้อไปด้วยจริงๆมิฉะนั้นก็คงจะไปไม่รอด  หนูจึงขอยกลูกบุญเกื้อให้หลวงตา ถ้าแม้หลวงตาไม่อาจเลี้ยงดูแกได้ จะยกให้ใครก็สุดแต่หลวงตาจะเห็นสมควร

                                                                                 จาก  บุนนาก  ผู้มีกรรม

 

--------------------------------------------------------------

 

ยามกาลชะตา

 

ร้านกาแฟเจ้าโก  หลังตลาดสด เป็นร้านใหญ่ร้านเดียวในตัวจังหยวัดที่มีขาประจำมากที่สุดตั้งแต่เช้าจดสาย คอกาแฟจะแน่นขนัดทุกวันไม่ขาดและเพราะรสมือกาแฟดีนี่แหละเลื่อนฐานะเจ้าโกตั้งแต่อยู่ห้องแถวไม้เก่าๆชั้นเดียว จนขณะนี้เป็นตึก2 คูหา เลื่อนฐานันดรตั้งแต่อ้ายโกมาเป็นเจ้าโก-เถ้าแก่โก  อีไม่ช้าไม่นานก็คงเป็นเจ้าสัวโก

เช้าวันนี้คอกาแฟก็คงแน่นมาตั้งแต่เช้า พอตกสายแดดจัดก็ค่อยเบาบางลง แต่โต๊ะสุดมุมห้องชายผู้ล่วงเข้าปัจฉิมวัยผู้หนึ่งซึ่งน่งมาแต่เช้าจนบัดนี้เหลืออยู่คนเดียวในร้าน  สายตาคอยจับจ้องอยุ่ต้นทางที่มาจากตลาด ผลุดลุกผลุดนั่งกิริยากระสับยกระส่วยจนเห็นได้ชัด

ตัวเถ้าแก่เจ้าโก ซึ่งเป็นที่รุ้จักกันทั้งจังหวัดว่าจะใส่เสื้อปีละ 2 ครั้ง คือตรุษจีนและชิ๊ดว่วยปั่วสราทจีนเท่านั้น  แก่แร่มาที่โต๊ะแขกคนสุดท้าย ทำทีปัดกวาดเช็ดถูกึ่งไล่ชายที่นั่งอยู่ในที เพราะเห็นว่านั่งมาแต่เช้า ครั้นเห็นผู้นั่นนั่งท่าเฉยเมยไม่รู้เท่าทันในท่าที ก็ถามเอาซึ่งหน้า

“อานายหมอเถา สั่งอะไรกินอีกซี นั่งเฉยๆก็ไม่ลี”

“อุบ๊ะ…”  ผมชักถอนฉิวนิสัยเห็นแก่เงินของเจ้าโกซึ่งรู้นิสัยมานมนาน  “อั้วไม่ได้นั่งเฉยๆหรอกว๊ะ สั่งมากินจนแก้วเกลื่อนโต๊ะแล้ว 8-9    แก้วได้กระมัง อิ่มจนจะล้นคอหอย”

ผมสะกดใจท่องพุทโธ  ธัมโม  สังโฆ  เสียหลายจบเพื่อกลั้นโมโห  “คนๆเดียวสั่งกาแฟกินถึง 3 ถ้วย มันก็เหลือกินอยู่แล้ว เจ้าโกเคยเห็นเร๊อะ

“ช่าย…ไม่เคยเห็น แล้วคนขอน้ำชาเปล่ากิน 6 ถ้วย หมอเถาเคยเห็นไม๊”

“พุทโธ ธัมโม สังโฆ”  ผมโมโหจนลืมตัวท่องคาถาเสียงดังเต็มเสียง

“อ๊ะ หมอเถา ลื้อท่องคาถาช่งอั๊วเร๊อะ”  เจ้าโกชี้นิ้วสั่น

ผมลุกขึ้นยืนทันที ไม่ได้คิดจะวางมวยหรืออะไรหรอก ชักอายเพราะเสียเจ้าโกดังลั่นลูกจ้างในร้านก็เกร่ล้อมเข้ามาฟังเรื่องหลายคนตัดใจยอมนิ่งเป็นพระเข้าไว้  ควักสตางค์ค่ากาแฟ 3 ถ้วยโยนลงบนโต๊ะพรวดพราดออกจากร้านเจ้าโก

เพราะไม่ไว้ใจโมโหของตัวเอง หรือไม่ก็กลัวโมโหของเจ้าโกจะพากันเจ็บเนื้อเจ็บตัวลงฝ่ายหนึ่ง  พอพ้นหน้าร้านเลี้ยวมุมตึกแถว อารมณ์รีบร้อนเพราะโทสะยั้งไม่ทันชนโครมเข้ากับคนที่เดินออกจากมุมตึกมาเช่นกัน เสียหลักขมำจนต้องผวากอดคนถูกชนเอาไว้กันหกล้ม  “บ๊ะ…หมอเถา”  คนถูกชนจำได้ทักขึ้น 

“บ๊ะ…ครูก้อน”  ผมชักเคือง  “ถ้ารู้ว่าเป็นครูแต่แรกฉันปล่อยให้หกล้มเด็ด ไม่ประคองเอาไว้หรอก”

“ช๊ะ ๆ หมอเถา แกกอดฉันเพราะตัวแกเองจะล้มกลื้งโค่โร่ไปหรอก มาตีผีปากเอาบุญคุณ”  ผมเห็นเสียเปรียบก็เลยคร้านจะต่อล้อต่อเถียง แล้วต่อว่า “ครูนัดให้ฉันมาคอยร้านกาแฟเจ้าโกแต่เช้า ยังไงกันพ่อคุณถึงเพิ่งมาเอาป่านนี้  เกือบเสียผู้เสียคนไปแล้ว”  “มันจำเป็น มีเรื่องจำเป็นจริงๆ”  ครูแก้ตัวอ้อมแอ้ม ชูดอกไม้ธูปเทียนในมือให้ดู  “มัวไปซื้อดอกบัวในตลาด”  “เฮ่ย…ไม่จริงละ”  ผมขัดคอ  “ร้านดอกไม้มันอยู่หน้าตลาดแค่นี้ต่อให้เป็นพระยาน้อยชมตลาดเสีย  3 รอบมันก็ไม่เสียเวลาถึงยังงี้”  ครูก้อนถูกรุกจนมุมก็แย้มๆควมจริง  “แม่ค้าดอกบัวผัวเขาหึงเพราะฉัน ถึงกับลงมือลงไม้ตบตีกัน  ฉันเลยเสียเวลาชี้แจงแก้ความเข้าใจผิด กว่าจะเชื่อเสียเวลาไปนาน”  ผมตกใจร้อง “อ๊ะ ครูไปเจ้าชู้กับเมียเขาอีท่าไหนถึงเกิดเรื่องได้ เคราะห์ดีถ้าเขาลงไม้ลงมือกะครูลงยุ่งกันใหญ่”  “ปัดโธ่ แลั้วกันหมอเถา อย่าเดาให้ฉันเสียผู้เสียคนซี  ฟังเรื่องให้มนจบเสียก่อน ใครจะบ้าไปทำอย่างนั้น”  “แล้วเรื่องมันยังไง ถึงต้องมาเกี่ยวกะครูเรื่องหึงเรื่องหวง”   ครูก้อนนิ่งอยู่ครู่ใหญ่ทำท่ากระดากๆที่จะเล่าให้ฟัง  “เมื่อเช้าแวะไปซื้อดอกบัวและธูปเทียนร้านแม่ยี่สุ่น แกไม่เอาสตางค์ กลับเชิญเข้านั่งในร้านเอาดวงมาให้ดู  เพราะหมู่นี้ค้าขายไม่ดีเลย ฉันก็ทายเขาไปว่าเขาจะโชคดีสองชั้น อีก 3-4 เดือนจะค้าขายคล่องได้เงินได้ทอง แล้วก็จะได้บุตรไว้ชื่นชมอีกคน เท่านั้นแหละเจ้าผัวที่นั่งฟังอยู่ด้วยลุกขึ้น ฮึดฮัด หาว่าแม่ยี่สุ่นริคบชู้สู่ชายแน่ เถียงกันคนละคำสองคำพอถึงขั้นด่าก็ถึงขั้นลงมือกันเลยทีเดียว ฉันตกตะลึงนึกไม่ถึง”  “นั่นซี…ครูทายเท่านั้นก็ไม่เห็นมันจะเสียหายตรงไหน”   “เสียหายซีหมอเถาเอ๋ย สองคนผัวเมียนี้มีลูก 4 คนเข้าไปแล้ว เจ้าผัวมันบอกว่าไปผ่าตัดทำหมันที่กรุงเทพฯมาร่วมปี  ถ้าเมียมันมีลูกขึ้นมา มันจะอะไรเสียอีก คำทำนายของฉันนั่นเองก่อเหตุ”    “โธ่เอ๋ย  ครู”  ผมปลงอนิจัง  “มันช่างเคราะห์กรรมของครูแท้ๆ ไปหาหลวงตาวันนี้ขอน้ำมนต์ท่านรดเสียมั่งก็จะดี ฉันก็จะรดด้วย หมู่นี้ดวงชะตาทางโหราศาสตร์ของเราสองคนมันช่างตกต่ำเสียจริง”

ครูก้อนคว้าข้อมือผม “ไปเถอะสายเต็มทีแล้ว วันนี้วันพฤหัสว่าจะขอเรียนดวงดาวจากหลวงตา ดอกไม้ธูปเทียนฉันก็เตรียมเผื่อหมอเถามาแล้ว เดี๋ยวจะเพลเสีย”  ผมออกเดินตามมือครูที่จูงไป เดินตามกันต้อยเหมือนเด็กๆ  เพิ่งจะพ้น

1o โมงเช้า มาได้ครู่เดียว ผมกับครูก้อนย่างขึ้นกุฎิหลวงตา มีแขกนั่งสนทนากับหลวงตาอยู่หลายคน จึงเลี่ยงมานั่งรออยู่หอฉันห่างๆพอได้ยินเรื่องที่สนทนากัน  ได้ความว่าจะบวชลูกชายก่อนเข้าพรรษานี้ และจะมานิมนต์หลวงตาเห็นคู่สวด ส่วนอุปัชฌาย์ก็เป็นเจ้าอาวาสตามธรรมเนียม  จนสิ้นเวลาพักใหญ่ แขกก็ลากลับแล้ว ผมกับครูก้อนถือดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปกราบหลวงตา 

หลวงตาชื้นยิ้มรับอารมณ์ดี”  เออ…หมอเถาและครูวันนี้มันอะไรกันถึงมีดอกไม้ธูปเทียนมาครบมือทั้งสองคน”  

ครูก้อนเงยหน้าขึ้นมือยังพนม “วันนี้วันพฤหัส หลวงตาอนุญาตไว้จะสอนยามดวงดาวให้ขอรับ”

“บ๊ะ !  มันรวดเร็วทันใจดีจริง พูดอยู่เมื่อวานหยกๆเออก็ดีเหมือนกันวันนี้ก็เหมาะ ข้างขึ้น 1o ค่ำ  เวลาก็ดีตะวันยังไม่คล้อย  เอ้าประเคนดอกไม้มา”  ผมกับครูก้อนคลานเข้าใกล้ สองมือประคองดอกไม้ธูปเทียน นอบน้อมถวายพร้อมกันทั้งสองคน  หลวงตาเอื้อมทั้งสองมือมาจับไว้แน่นพึมพำพอได้ยินถนัด “พุทธังประสิทธิ์ ธัมมังประสิทธิ์ สังฆังประสิทธิ์  ข้าขอประสิทธิ์วิชาโหรแก่เจ้าทั้งสอง ขออำนาจพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  จงบันดาลให้วิชาที่เจ้าเรียนรู้จงจำเริญรุ่งเรืองในทางสุจริตคิดชอบ”  หลวงตารับดอกไม้ธูปเทียนบูชาครูเอาขึ้นวางไว้บนที่บูชาพระแล้วก็ย้อนถามถึงเรื่องเมื่อวาน  “เรื่องเจ้าหนูบุญเกื้อ ที่สั่งให้ไปทำเมื่อวานได้ความว่าอย่างไรหมอเถา” 

“เรียบร้อยคะรับหลวงตา” ผมตอบ  “คุณนาย นายอำเภอท่านดีใจใหญ่ เพราะไม่มีเด็กมานาน ไม่รังเกียจที่จะรับไว้เป็นลูก แต่ตอนนี้จะรับฝากไว้ก่อน อีก 2-3 วันจะพอมาให้หลวงตาผูกข้อมือมอบให้เป็นบุตร จะได้เป็นสิริมงคลแก่เด็กและเขา”

“หมดเรื่องหนักอกไปเสียที”  หลวงตาชื้นถอนหายใจยาวโล่งอก  “ลืมดูดวงตัวเอง เกือบเสียท่านังแม่มัน  แต่ดู ๆ ก็น่าสงสารหรอก คนมันสิ้นคิดสิ้นทาง มันก็ต้องเอาตัวรอด”  หลวงตาท่านพูดจบก็หันไปคว้ากระดานโหรมาขีดดวงและวางดาวประจำวันเมื่อวานนี้ ยื่นมาให้ดูตรงหน้า  “ครูกะหมอเห็นอะไรมั่ง”  หลวงตาชื้นร้องทักถาม

“เห็นแต่ดวงกับดาวครับ หลวงตา”  ผมตอบซื่อๆ แถมโง่ด้วย  “และไม่มีลัคนา”

“บ๊ะ ก็มันจะมีลัคนาได้ยังไง มันไม่ใช่ดวงคนมันเป็นดวงยามประจำวันนั้นๆ”  หลวงตาว่า

ครูก้อนก็คงสงสัยเช่นเดียวกับผมจึงซัก“  ถ้าไม่มีลัคนาแล้วจะทายภพทายเรือนเขาอย่างไรล่ะขอรับ เพราะความหมายดีชั่วมันก็อยู่ตรงภพตรงเรือนนั่นแหละ” 

ฟังให้ดีพ่อสองแก่  ฟังเจ้าแก่ที่สามคืออาตมาจะสอนให้ อย่าเพิ่งสงสัยเลอะเทอะ”  หลวงตาพูดกลั้วหัวเราะ  “ลัคนาน่ะต้องมี แต่แบบนี้เขาเรียกว่า กาลชะตาทางจันทรคติ  อีกสายหนึ่งเขาเรียกกาลชะตาทางสุริยคติ คือวางดวงดาวประจำวันแล้วก็วางลัคนาแบบผูกดวงชะตาบุคคลตามเวลาที่ประสงค์จะรู้  ทำนายทายทักตามความหมายของดาวของเรือนที่ปรากฏ แต่กาลชะตาทางจันทรคตินี้ท่านใช้ดวงจันทร์เป็นหลัก”

ทั้งผมทั้งครูก้อนนิ่งฟังตอนสำคัญจนเกือบจะลืมหายใจ  แต่เห็นหลวงตาท่านกลังนิ่งเสียไปจุดบุหรี่สูบ ก็อดซักไม่ได้”””หลวงตาหมายถึงว่าต้องหาลัคนาจากจันทร์เหมือนหาลัคนาจากอาทิตย์ เช่นนั้นหรือขอรับ”

ไม่ใช่เช่นนั้น การหาลัคนาจากดวงจันทร์อย่างอาทิตย์ไม่ได้ผิดหลัก เพราะอันโตนาทีที่ลัคนาเดินไปทุกราศีนั้น โบราณท่านวางไว้จากฉายาของอาทิตย์  ดวงจันทร์เดินเร็วกว่าอาทิตย์มากใช้กันไม่ได้”

ทั้งผมทั้งครูก้อนถอนใจพรืดพร้อมกันอย่างผิดหวัง ทั้งโง่ทั้งมือมนเหมือนเดินเข้าถ้ำ  “พูดถึงลัคนาวางจากจันทร์”  หลวงตาพูดตึกตรองเหมือนรำลึกถึงความทรงจำแต่หนหลัง “เคยได้ยินทานเจ้าคุณใหญ่เมื่อตอนมีชีวิตอย่านพูดถึงอยู่เหมือนกันว่า เขาใช้กับฤกษ์ แต่อาตมาไม่ทันได้เรียนไว้  เพราะท่านมรณภาพเสียก่อน”

“ถ้าวางลัคนาจากจันทร์ไม่ได้ แล้วจะทำอย่างไรล่ะครับ”  “ถ้าวางไม่ได้หรือวางยากก็อย่างวางมันเสียเลย”  หลวงตาสรุปง่าย ๆ  ทั้งผมและครูก้อนร้อง อ้าว…เหมือนนัดกัน

“บ๊ะ ร้องยังกะค่างถูกยิง”  หลวงตาหัวร่อชอบอกชอบใจ แล้วท่านก็พูดเน้นเสียงหนักๆ   “กาลชะตาแบบจันทรคตินี้ เขาใช้จันทร์นั่นและเป็นตัวลัคนา”  ผมยกมือพนมท่วมหัวเคารพด้วยจริงใจ  “ตอนนี้มองเห็นโล่งเทียวครับ” 

“โล่งยังไงหมอเถา”  ครูก้อนค้านคิ้วขมวดยังสงสัยไม่สิ้น  “มีลัคนาแล้วจะทายเขาอย่างไรกัน ดาวมันสิบดวงยังภพอีก  12 เรือนนา หมอเถานา”

“เออ จริงซี”  ผมเห็นจริง ความรู้สึกสับสนวุ่นวาย เดี๋ยวโง่เดี๋ยวฉลาดมันเปลี่ยนวุบวับจนตั้งสติไม่ถูก ได้แต่เหลียวมองหน้าครูก้อน แล้วก็มองหน้าหลวงตา แววตาละห้อย    หลวงตาดูเหมือนจะมองแววตาของผมออกว่า อยากให้อธิบาย “ก็ใช้ยามจับเอาซี มันยามตกดาวอะไรก็จับตัวนั้นขึ้นทายเขาตามความหมายของดาวและเรือนที่สถิตอยู่”  ขณะที่ผมยังงง ๆ ให้นึกอิจฉาครูก้อนเสียจริง ดูหน้าตาแกยิ้มย่องผ่องใส  แสดงว่าเข้าอกเข้าใจดี  “อย่างเช่นดวงนี้เป็นวันพุธ แม่เจ้าหนูบุญเกื้อเขามาเมื่อบ่าย  โมงเศษ”  ครูก้อนสาธยายคล่องแคล่ว นับยาม “พุทธะ จันเทา เสารี ครู ภุมมะ สุริชะ ตกยามศุกร์  ศุกร์เป็นมรณะกับจันทร์ เป็นเรื่องรักร้างแตกแยก แต่เอ๊ะ..หลวงตา ขอรับ เป็นมรณะกับจันทร์หรือลัคนานี้ จะเป็นเรื่องเจ็บป่วยหรือเข้าของหายก็เป็นได้กระมัง ขอรับ”

“เออ ครูเป็นคนฉลาดดี เข้าใจซัก”  หลวงตาชมเชยจริงใจ  ฟังให้ดี ศุกร์นี้ถ้าจะแปลอย่างพระ ก็แปลว่า “สุข” คือเครื่องให้ความสุขในโลกียะทั้งหลาย มันก็คือความรักความสนุกสนาน ทรัพย์สมบัติ ศุกร์ในดวงนี้มันมรณะอยู่เรือนอังคาร และอังคารเจ้าเรือนครองภพปุตตะมันเป็นเรื่องคนไม่ใช่สิ่งของ”  “จริงขอรับ หลวงตา”  ครูก้อนตรวจดาวดูเห็นจริง  “ถ้าจะอ่านถึงว่าเลิกร้างและต้องจากบุตรก็ยังได้ เพราะดาวมันบ่งชัด”

“เรื่องความหมายของดาวตัวยามและภพเจ้าเรือนต้องอ่านให้ดี”  หลวงตาชื้นย้ำอีก “ตกอาทิตย์ก็มักเป็นเรื่องยศ ตำแหน่งงานหน้าที่งาน  ตกยามจันทร์มักเป็นการเดินทาง  ยามอังคารก็จะเป็นเรื่องเจ็บป่วยหนักๆ  ตกยามพุธก็เป็นเรื่องข่าวคราวการนัดหมายเพื่อฝูง  ตกพฤหัสก็เป็นเรื่องที่พึ่งที่อุปถัมภ์ การศึกษาคดีความ  ตกยามศุกร์ก็เป็นเรื่องความรักทรัพย์สมบัติ  ตกยามเสาร์เป็นเรื่องการทำมาเลี้ยงชีพ หรือเจ็บป่วยเรื้อรัง  ตกยามราหูเป็นเรื่องถูกลักถูกขโมยถูกข่มเหงกดขี่  ครองภพใดจากจันทร์ก็เอาความหมายดีชั่วตามภพผสมดาวทายเขา” 

ผมลองนับยามตามดูก็นึกเอะใจ “หลวงตาตรับ ตัวราหูไม่มีในยามจะนับถึงราหูได้อย่างครับ  แล้วเวลาตกยามจันทร์ก็เป็นตนุทุกทีเพราะเป็นลัคนา จะอ่านทายเขาอย่างไรครับ”

“เออแน่…วันนี้หมอเถาฉลาดคมคายจริง”  หลวงตาหัวร่อเอิ๊กชอบใจ  “ฉลาดอย่างนี้มันน่าจะสอนให้  ถ้าตกยามจันทร์ ก็เอาเจ้าเรือนที่จันทร์ครองนั่นแหละเป็นตัวทายตกภพใดกับจันทร์ก็ทายเขาไป ถ้าจันทร์ตกเรือนราหู ก็นั่นแหละยามราหุละ หมอเถาเอ๋ย”

ทั้งผมและครูก้อนมองเห็นชัดยังกะภาพในกระจก หมดข้อเคลือบแคลงสงสัยใดๆอีกจึงก้มลงกราบทั้งสองคน  “เอ้าลองดูยามวันนี้ก็ได้”  หลวงตาชื้นชักสนุกครึ้มใจ  “ดวงยามวันนี้มันก็ดวงเดิมนั่นแหละ เพราะจันทร์และดาวอื่นยังไม่ยก เมื่อตอนหมอเถากะครูมา ดวงยามว่าอย่างไร ลองซ้อน ๆ ดูทีรึ”  ผมกะครูช่วยกันนับยามที่มา “ผมมากันเมื่อ  1oโมงเศษ” วันนี้วันพฤหัสตกยามที่ 3 คือยามอาทิตย์  อาทิตย์ครองภพศุภะแก่จันทร์ ก็จริงอีกแหละครับ ผมสองคนมาขอเรียนวิชา” 

“ดาวมันมีหลายดวง ทำไมอ่านแต่อาทิตย์ดวงเดียว”  หลวงตาให้สติ

ผมกะครูก้อนจ้องดูทั้งพุธและเสาร์ที่ร่วมอาทิตย์ นึกหาคำพยากรณ์อย่างไรก็นึกไม่ถูกท่า ยอมสารภาพความโง่ของตัวเอง  ”อ่านไม่ถูกครับ หลวงตา”

“อ้าวก็ดูซี เอาเสาร์ก่อน เสาร์มันแปลว่าเก่าแต่มันเป็นเจ้าเรือนปุตตะที่แปลว่าใหม่ มันจะประกอบเรื่องว่าอย่างไรเล่า”

“มันทั้งเก่าทั้งใหม่ผมเลยแปลไม่ออใหญ่”  ผมส่ายหน้าหมดหวัง

“อุบ๊ะ…หัดคิดเสียมั่งวี”  เสียงหลวงตาตำหนิ  “แปลว่าวิชาเก่ามาเรียนกันใหม่ก็ได้ หรือแปลว่าลูกศิษย์เก่ามาเรียนใหม่ก็ได้ มันแปลได้ทั้งนั้น”

“ปัดโธ่หลวงตาชี้แล้วจึงนึกออก”  ครูก้อนตบเข่าเองฉาดและตุกออกไปคบอด  “ตัวพุธรวมกับอาทิตย์ก็แปลว่าการศึกษาและพุธกับเสาร์ก็คู่สมพล ก็แปลว่าวิชานี้เคยมีผลโด่งดังมาแล้ว”   หลวงตาพนักหน้ายิ้มชอบอกชอบใจ ส่วนผมก็คงอย่างว่าคือโง่กว่าครูก้อนเช่นเคย ตามเพื่อนไม่ทัน แต่ถึงกระนั้นก็ยังไม่สิ้นสงสัย  “ไหน ๆ ครูก้อนก็เข้าใจแตกฉานแล้ว  ช่วยอธิบายหน่อยเถอะเมื่อตัวยามคืออาทิตย์  ตกศุภะเรือนศุกร์นั้น  ศุกร์เจ้าเรือนครองภพมรณะมันหมายความว่าอย่างไรอีก”  ครูก้อนจ้องมองกระดานโหรนิ่งอั้นไปพักใหญ่  ผลสุดท้ายก็ส่ายหน้าหันไปหาหลวงตา  “ต้องรบกวนหลวงตาอธิบายอีกครั้งเถอะขอรับ”

“มรณะมันก็คือมรณะนั่นแหละ  แปลว่าวิชาที่เรียนนี้มันตายมาแล้วหรือมันนานมาแล้วน่ะ”ซี”  เสียงกองเพลท้ายวัดตีตุมๆ บอกเวลาฉัน และเณรชั้วที่มายืนรีรออยู่ข้างๆ ทั้งผมและครูก้อนเกรงใจ ก็เลยถือโอกาสบอกลาทั้งสองคน  แต่ก่อนจะลุกถอยออกมา  หลวงตายืดมือที่กราบไว้บอกว่า “เรื่องยามกาลชะตาทางจันทรคตินี้ อย่าไปหลงระเริงใช้พร่ำเพรื่อ  จงใช้เมื่อยากจะรู้จริง ๆ หรือเข้าวงอับวงราจึงจะได้ผลดี มิฉะนั้นจะไขว้เขวหมด”

 

 

 

ดาวคู่มิตร-คู่ธาตุ

 วันแรม 1 ค่ำ 11 เดือน  ตั้งแต่ฟ้าสางมาจนกระทั่งเช้าได้อรุณทั่งชาววัดและชาวบ้านคึกคักเป็นพิเศษเพราะเป็นวันออกพรรษา รอบอุโบสถเช้าวันนี้ ชาวบ้านร้านตลาดรายเรียงเบียดเสียดแน่นขนัดจนแทบจะไม่มีที่ว่าง ต่างตั้งโต๊ะอาหารคาวหวานคอยตักบาตรมากน้อยตามฐานะ ที่ยังหนุ่มสาวก็แต่งตัวสีสรรค์ฉูดฉาดหลากสีดูเบิกบานละลานตาเหมือนดอกไม้นานาชนิดบานอยู่กลางสวน

ท้ายอุโบสถ  ราชรถซึ่งตกแต่งด้วยกระดาษสีเป็นธวัชฉัตรธงและอัญเชิญพระพุทธตั้งกลางราชรถ รายรอบด้วยบาตร คอยเวลาเคลื่อนออกให้ชาวบ้านตักบาตรเทโวและต่อกระบวนด้วยพระภิกษุสงฆ์ทั้งวัดที่เข้าแถวเพื่อรับบาตรยาวจนท้ายกระบวนออกไปอยู่นอกโบสถ์

ผู้เชิญราชรถสองคนแต่งกายสวมเสื้อกรุย ใส่ตลอมพอกยอดสูง สมมุติเป็นเทวดาผัดหน้าขาวผ่อง ทั้งคู่กำลังยืนปรึกษาเดี่ยวกันเป็นต้นเสียงโห่

“ปีนี้ครูรับหน้าที่โห่ไปก็แล้วกัน ผมเป็นหวัดสุ้มเสียงมันแหบเครือ ไม่ไพเราะเลย”

“อ๊ะ ไม่ได้แน่”  ครูก้อนเริ่มปฏิเสธเสียงแข็ง “หมอเถาแหละเหมาะ กระบวนเสียงดังเสียงดี ทั้งจังหวัดเรานี่ไม่ใครเกินหมอเถา”    “อย่ายอ…”  หมอเถายิ้มจนเห็นฟันขาว

“อ้าว จริงนะ”  ครูก้อนพูดขึงขังจริงจัง “เมื่อก่อนเข้าพรรษานี้หมอเถาไปช่วยงานบวชนาคเป็นต้นเสียงโห่ ได้ยินไปสามคุ้งน้ำเขาลือกันทั่วตำบล รึว่าไม่จริง”  หมอเถายิ้มแย้มปลาบปลื้มที่มีคนชม แต่ยังไม่ทันตอบก็ได้ยินเสียงพระภิกษุอาวุโสที่อยู่หัวแถวเตือนดังๆ          

“เอ้า…เฮ้ยพ่อเทวดา มัวแต่คุยกันเมื่อไรจะเคลื่อนขบวน” หมอเถาหันขวับ ขยับจะเถียง แต่พอเห็นผู้พูด คือหลวงตาชื้นก็เลยนิ่ง หันมาทางเพื่อน “เอา…เคลื่อนขบวนเถอะ” 

“ก็หมอเถาโห่ก่อนซี”  หมอเถากระแอมกระไอพอคล่องคอก็ตะเบ็งสุดเสียงโห่ และเอื้อนเสียงยาวทิ้งท้ายโหยหวล เสียงฮิ้วรับพร้อมกันรอบโบสถ์ วงระนาดบนศาลาก็เริ่มบรรเลงรับครึกครื้น  เทวดาก้อนและเทวดาเถา ก็ค่อยๆ จูงราชรถรับบาตรเทโวเคลื่อนไปช้า ๆ ชาวบ้านก็ชิงกันตักบาตร ชุลมุนคนละไม้คนละมือ พอพ้นช่วงราชรถก็ใส่บาตรพระสงฆ์รายองค์ ชั่วกระบวนราชรถผ่านไปเพียงครึ่งรอบถึงหน้าโบสถ์ บาตรซึ่งตั้งเรียงรอบบนราชรถก็เต็มจนล้นท่วมลงกับพื้นราชรถ

ขบวนผ่านไปจนเกือบถึงเจดีย์พระธาตุท้ายโบสถ์ เทวดาเถาก็เจอคู่ปรับเก่าจึงสะกิดให้เพื่อนดู  “พับผ่า วันนี้แม่เฮี๊ยะแต่งสีสดสวยเช้งทีเดียว”  

“เชิญพ่อหมอเถา เห็นสวยเห็นงามไปคนเดียวเถอะย่ะ ฉันน่ะกลัวปากแก ยิ่งกว่ากลัวเสือเสียอีก”  ครูก้อนส่ายหน้าระอาใจจริงๆ   ราชรถผ่านไปหยุดอย่างจงใจตรงหน้าหมอเถาทำท่ากรุ้มกริ่มแต่แม่เฮี๊ยะมัวแต่ก้มหน้าก้มตาตักบาตรไม่ทันสังเกตกระทั่งหมอเถากระแอม 

“เออน่ะ ช่างใจบุญสุนทานแท้ๆชาติหน้าได้เกิดเป็นนางฟ้าแน่แม่เฮี๊ยะ”    แม่เฮี๊ยะเงยหน้าดูผู้พูด พอเห็นหน้าถนัดก็ตอบสวนทันควัน

“อพิโธ่หมอเถา เขาแต่งตั้งให้เป็นเทวดาวันนี้ก็ยังไม่วายปากเปราะ”  จริงอยู่ถึงน้ำเสียงแม่เฮี๊ยะจะไม่กาดเกรี้ยวอย่างเคยๆแต่คารมนั้นพอทำให้หมอเถาเผ็ดเหมือนกินพริก 

“เออน๊ะคนเรา ฉันน่ะหวังดี ให้ศีลให้พรให้เกิดเป็นนางฟ้ากลับไม่ชอบ ใจแม่เฮี๊ยะน่ะคิดจะเกิดเป็นเมียเจ๊กทุกๆชาติรึยังไงน๊ะ”

นัยตาแม่เฮี๊ยะลุกโพลงยังกับมังกรไฟ เคราะห์ของหมอเถายังไม่ถึงฆาต  เพราะแม่บุษบา ฮวยลูกสาวที่เพิ่งแต่งงานไปเมื่อเดือน 6  รีบสะกิดแม่ไว้ทั้งบุ้ยใบ้ไปทางสามีที่ยืนอยู่ข้างหลัง แม่เฮี๊ยะจึงได้สติคิดอายเกรงลูกเขยจะรู้กำพืชตนจึงต้องกลั้นหายใจตั้งสติแล้วทำเหมือนไม่ได้ยินคำหมดเถา กลับเปลี่ยนสีหน้ายิ้มแย้มพูดเล่น

“ใส่บาตรพระแล้ว วันนี้ขอใส่บาตรเทวดาสักหน่อยเถอะ”    ชายเสื้อกุยเฮงตัวใหม่เอี่ยมของหมอเถาถูกแม่

เฮียะดึงเข้าไปใกล้ตักข้าวเต็มทัพพีใส่กระเป๋าเสื้อ

ปกติหมอเถาเป็นคนคิดช้า จึงนึกเป็นเรื่องสนุกสนานในวันทำบุญจึงมิได้ปิดป้อง แต่ตอนใส่กับข้าวเป็นถุงแกงส้มนั้น แม่เฮี๊ยะกลับปลดยางรัดปากถุงออกเทพรวดลงไปในกระเป๋าเสื้อเต็มรัก อีตอนนี้แหละหมอเถาเพิ่งจะคิดว่าเสียทีแม่เฮี้ยะเสียแล้ว ยิ่งเสียกลุ่มผู้หญิงหัวเราะเฮฮาซ้ำเข้าอีก  หมอเถาได้แต่เงอะงะก้มลงดูสังขารตนเอง ที่น้ำแกงไหลเป็นทางลงไปจนถึงเท้า

ครูก้อนทั้งๆที่อายแทนเพื่อน ก็อดหัวเราะไม่ได้ ทางดีที่จะแก้หน้ารอดตัวไปก็คือกระตุ้นหมอเถาลากราชรถไปให้พ้นๆหน้าแม่เฮี๊ยะไปเสียโดยเร็วจะได้พ้นอาย

ตะวันขึ้นกลางฟ้าบอกเวลาเลยเพลไปนานแล้ว พระที่ลงอุโบสถและรับนิมนต์ฉันในโบสถ์คับคั่ง รอฟังเทศน์รอบบ่าย ภิกษุที่ท่านเสร็จกิจแล้วก็ทยอยกลับ  องค์สุดท้ายที่ออกจากโบสถ์คือหลวงตาชื้น  ซึ่งต้องใช้ลูกศิษย์เอกคือหมอเถาและครูก้อนช่วยกันแบกข้าวของที่ชาวบ้านถวายสังฆทานและอดิเรกลาภจนเต็มบ่าทั้งสองคน พอกลับขึ้นกุฏิ หมอเถาและครูก้อนก็ขอแยกตัวไปอาบน้ำอาบท่าล้างแป้งที่ผัดหน้าไว้แต่เช้า   หายกันไปสักพักใหญ่ ศิษย์เอกหลวงตาก็หวลกลับขึ้นกุฏิมาพร้อมกันทั้งคู่ เห็นภิกษุหนึ่งนั่งสนทนาอยู่กับหลวงตา พอเข้าไปใกล้ก็ถูกทัก “หมอเถากะครู ดีใจจริงที่พบกันกำลังถามหลวงลุงท่านอยู่ทีเดียว” 

“นึกว่าใคร มหาครื้นน่ะเอง ไปอยู่กรุงเทพฯเสียนานเกือบจำไม่ได้”  ครูก้อนทักภิกษุหลานชายหลวงตาชื้น ซึ่งเดิมจำพรรษาอยู่วัดนี้และหลวงตาท่านเป็นคนบวชห็  หมอเถาคุ้นเคยสนิทสนมมาก่อนก็สัพยอก  “ท่านครื้นกลับกรุงเทพฯเที่ยวนี้ราศีเจ้าคุณชักจับผิวอร่าม  อีกไม่นานคงได้พัดยศแน่”

มหาครื้นหัวร่อชอบใจ “หมอเถาเดี๋ยวนี้ความรู้โหราศาสตร์ก้าวหน้าขจนาดเห็นหน้าทายได้เชียวหรือ”

หมอเถาพยักหน้ายิ้มรับสมอ้าง เข้าไปนั่งใกล้

“พูดถึงโหราศาสตร์ท่านครื้นยังเล่นอยู่หรือว่าทิ้งเรื้อไปเสียแล้ว

“ยังเล่นอยู่ แต่ว่า…” มหาครื้นหันไปสบตาหลวงตาชื้น ซึ่งเคยแนะนำให้ก่อน “ที่กรุงเทพฯเขาเล่นกันละเอียดถี่ถ้วนมากขึ้นก็เลยเปลี่ยนแนวไปบ้าง” 

“ละเอียดถี่ถ้วนยังไงครับมหา”  ครูชักสนใจ  “ดาวมันเกินกว่า 10 ดวง ยิ่งกว่าที่เราเล่นๆกันอยู่นี้หรืออย่างไร”  

“ดาวมันก็สิบดวงเท่ากันน่ะแหละ แต่เกจิอาจารย์ชื่อดังในกรุงเทพฯเขามีกฏเกณฑ์ละเอียดมากขึ้นไปอีก ไม่เล่นกับหยาบๆอย่างเราถคยเล่นกันเมื่อก่อน”

“เออแน่ะ มาเที่ยวนี้ มหาครื้นมีของดี”  หลวงตาชื้นพลอยสนใจไปด้วย “ไหนลองแย้มดูทีหรือว่าอ้ายที่หยาบและละเอียดนั้นมันยังไง”  

มหาครื้นถูกยกย่องชมเชยวางท่าภาคภูมิอธิบาย “ดาวเป็นเกษตรในเรือนราศีของเรานั้นมันกว้างทั้งราศี แต่แบบใหม่เขานั้นจำกัดองศา ไว้ว่าเป็นเกษตรจริงหรือไม่จริง” 

หมอเถาซัก “หมายความว่า ดาวเป็นเกษตรในราศีนั้นถึงองศาไม่ตามกำหนด เขาว่าไม่เป็นเกษตรยังงั้นใช่ไม๊มหา”

“ก็ทำนองนั้นแหละ” มหาครื้นถูกซักก็ยิ่งยืนยัน “ถ้าได้องศาที่กำหนดถึงจะเป็นเกษตรแท้ให้คูณแรง  ถ้าพ้นไปก็อ่อนลงไม่เกิดมรรคผล” 

หมอเถาส่ายหน้า “ผมรู้สึกว่ามันไม่เข้าที”

มหาครืนชักรู้สึกว่าจะถูกขัดคอจึงชักเสียงแข็ง  “ไม่เข้าทียังไงหมอเถา พวกกรุงเทพฯเขาเล่นทั้งนั้น”

“ฟังนะมหาครื้นคะรับ”  หมอเถายืดอกดูมั่นใจในความคิดของตนเองเต็มประตู “ดาวเป็นเกษตรในเรือนในราศีของเขามันก็คือเจ้าเรือนเจ้าของบ้านนั่นแหละ มันจะกี่องศาก็เหมือนกับว่าอยู่ที่ไหนไม่ว่าอยู่ชั้นบนชั้นล่างอยู่ห้องไหนๆเชาก็เป็นเจ้าของบ้านมีอำนาจสิทธิขาดเต็มที่ทั้งบ้านน่ะแหละคะรับ”

“ช้ะ…ช้าหมอเถา” หลวงชื้นถูกใจหัวเราะร่า  “เมื่อก่อนเคยคิดว่าจะเปลี่ยนชื่อหมอเถาเป็นหมอทึ่ม แต่วันนี้เออแน่ะความคิดทั้งแหลมทั้งคมยังกะเข็ม”  

มหาครื้นชักเสียงอ่อนๆ เพราะเห็นหลวงตาชื้นให้ท้าย “เขาเล่นกันเช่นนั้นจริงๆเพราะมันเกี่ยวกะให้คุณมากให้คุณน้อยแก่ดวงชะตาคนเรา”

ครูก้อนไม่ยอมน้อยหน้าหมอเถาเอ่ยขึ้นบ้าง “เรื่องดาวเกษตรให้คุณมันก็ไม่แน่ครับมหา ผมคิดโง่ๆตามประสาของผมว่าคุณเรื่องให้คุณมันไม่เกี่ยวกะเกษตรหรือไม่เกษตรหรอก ดาวประให้คุณก็ได้ ดาวเกษตรให้โทษก็ได้” 

มหาครื้นเห็นครูก้อนพูดทิ้งท้ายให้ฉงนแล้วนิ่งก็อดซักมิได้ “มันไม่ฝืนตำราเขาหรือครูลองวิสัชนาให้ฟังสักหน่อยเถอะ” 

“ฝืนตำราน่ะก็คงจะฝืนมั่งละ แต่ตำราเล่มไหนไม่รู้เพราะตำราเดี๋ยวนี้มันมีมากเหลือเกิน แต่ตำราเก่าน่ะไม่ฝืนแน่  ผมรับรอง”

“ออกพรรษาปีนี้ ลูกศิษย์ฉันมันช่างเฉลียวฉลาดกันทั่งคู่ เออเล่าเรียนวิชามันไม่เสียเปล่า” หลวงตาชมด้วยใจจริง “เอ้าลองอธิบายให้มันตลอดทีซิครู”  

ครูก้อนได้ท่าเลยอธิบายฉอดๆ “ที่ว่าดาวประให้คุณก็คือว่าถ้าเป็นดาวเจ้าเรือนที่เป็นโทษ เช่นเป็นเจ้าเรือนอริมรณะวิสาสน์หรือว่าเป็นดาวกาลกิณี เมื่อมันเป็นประเสียหายไปเสียมันก็ย่อมไม่เกิดโทษ เขาก็เรียกว่าให้คุณ แต่ถ้าดาวเจ้าเรือนโทษเป็นเกษตรมันกลายเป็นให้โทษแรงไปเสียอีกน่ะนา มหา”

“อ้างเช่นนั้นมันก็จริงแหละครู” มหาครื้นแบ่งรับแบ่งสู้แต่ยังไม่ยอมเป็นเบี้ยล่างเพราะถือได้เรียนรู้มาจากแห่งที่เจริญกว่า “ราศีหนึ่งมันกว้างขวางไม่มีอาณาเขต เขาจึงแบ่งราศีออกเป็นเก้าส่วน ๆ หนึ่ง ๆ เรียกว่านวางศ์หนึ่ง เหมือนราศีย่อยๆในราศีใหญ่อีกที แต่ละนวางศ์มีเจ้านวางศ์เป็นดาวประจำเหมือนเจ้าเรือนเกษตรเช่นพระจันทร์เป็นเกษตรในราศีกรกฏ แต่ถ้าเกิน 20 องศา ถึง 23  องศา 20 ลิปดา เขาก็ถือว่าเกาะนวางศ์เสาร์ ซึ่งเป็นเจ้าเรือนราศีมังกรถือว่าเท่ากับระจันทร์อยู่ราศีมังกรเป็นประไปเสียเล้ว เป็นเกษตรไม่สมบูรณ์ครูกับหมอเถาพอจะอธิบายได้ไม๊ว่า กฎเกณฑ์ของเขามันผิดถูกตรงไหน”

หมอเถากะครูก้อนหันมาสบตากันนิ่งอึ้ง ไม่เคยเรียนเคยรู้มาก่อนไม่รู้จะขัดแย้งเขาอย่างไร ข้างหลวงตาชื้นนั่งเคี้ยวหมากยิ้มพรายอยุ่ในหน้าพอใจที่ศิษย์พระและฆราวาสโต้แย้งเหตุผลซึ่งกันและกัน  หมอเถาจจมุมเข้าก็พนมมือหันเข้าหาที่พึ่งคือหลวงตาชื้นผู้เป็นอาจารย์

“หลวงตาช่วยอรรถาธิบยายทีเถอะครับ ว่ามันน่าจะผิดถูอย่างไร”

ท่านมหาครื้นก็เห็นด้วยที่มีกรรมการตัดสิน “หลวงลุงกรุณาสักครั้งก็จะเป็นพระคุณ เขาว่ากันว่าแบบเก่าๆของเราเบ่นดาวดวงเดียวในราศีทั้งราศี  มันหละหลวมเกินไป สู้แบบจำกัดองศาหรือแบบเกาะนวางศ์ไม่ได้เพราะพิจารณาได้ละเอียดถี่ถ้วนดีกว่า”  หลวงตายิ้มแย้มอารมณ์ดี

“จะว่ากฎเกณฑ์ของเขาผิดถูกชั่วดีอย่างนั้นไม่ได้เพราะเราไม่เคยเล่นอย่างเขา แต่ที่จะว่าดีกว่าของแบบโบราณของเรานั้นเห็นจะไม่ถูกแน่  ที่ว่าแบบเก่าๆเล่นดาวราศีดวงเดียวนั้นเข้าใจผิดถ้ารู้จักเล่นตามทาเก่าเขาจริงๆแล้วมีทาง พิจารณาลึกซึ้งละเอียดพิศดารมากมายกว่าวิธีเล่นองศา หรือนวางศ์ที่มหาว่ามากนัก”  “ไม๊ล่ะ ผมนึกแล้ว”  หมอเถาได้ทีผสมโรง

มหาครื้นแม้จะไม่ถือสาหมอเถาเพราะคุ้นเคยมเก่าแก่ตั้งแต่ครั้งเป็นเณร แต่ก็อดค้อนไม่ได้ทั้งที่เป็นผู้ชาย  หลวงตานิ่งนึกลำดับความหลัง 

“เมื่อหลายปีก่อนฉันเคยติดตามเจ้าคุณใหญ่ไปกรุงเทพฯมีโหรเก่าๆหลายท่านมาสนทนากับท่านเจ้าคุณใหญ่ ถึงเรื่องนี้เหมือนกันฉันยังจำได้ดีแหละที่ว่ากรุงเทพฯเขาเล่นกันแบบนี้หมดน่ะยังไม่ถูก โหรเก่าๆรุ่นผู้ใหญ่เขาก็ยังเล่นแบบเดิมๆของเขาอยู่นอกจากโหรรุ่นใหม่ๆที่เจริญก้าวหน้ารวดเร็วจึงนิยมในแบบใหม๋ๆนี้เท่านั้น รุ่นใหม่ๆบางคน”

มหาครื้นก็รับว่า “จริงครับ มีพวกหัวรุนแรงตำหนิติเตียนว่าพวกรุ่นเก่ามีทิษฐิไม่ยอมรับรู้ของใหม่ๆ”  “แต่คงไม่หมายความมาถึงฉันด้วยหรอกน๊ะ”  หลวงตาชื้นสัพยอก 

มหาครื้นรีบพนมมือ “มิได้ครับหลวงลุง ผมพูดตามที่ได้ยินมาเช่นนั้น เป็นการพูดถึงทั่วไป”   

“จำไว้ให้ดี มหาก็ดี ครูหรือหมอเถาก็ดี ฉันขอเอาถ้อยคำของพระเดชพระคุณ เจ้าคุณใหญ่ที่ท่านได้เคยอรรถาธิบายเรื่องนี้ เมื่อครั้งไปกรุงเทพฯคราวนั้นมาเล่าให้ฟัง”

หมอเถา และครูก้อนดีใจจนออกนอกหน้าแม้มหาครื้น ตัวเจ้าปัญหาก็ยินดีที่จะได้ฟังเพราะกิติศัพท์ท่านเจ้าคุณใหญ่ในเรื่องโหราศาสตร์นั้นท่านแตกฉานรอบรู้ เป็นที่นับถือแก่บรรดาโหรทั่วทั้งเมืองไทย 

“เรื่องนวางศ์ก็ดีหรือการกำหนดองศาดาวเสวยตำแหน่งเกษตรอุจจเหล่านนี้นัยว่าเป็นวิธีของแขกเขาเล่นมาก่อน ต่อมาตำรับตำราแขกตกเข้ามาบ้าง โหราศาสตร์เราก็รับเอามายักย้ายวิธีเล่นพลิกแพลงกันไปตามมติที่ตัวเห็นชอบ เรื่องนวางศ์นั้นทางแบบโหรไทยเราก็เล่นอยู่ แต่เล่นกันไปทางฤกษ์ผานาที ท่านเรียกว่าบาทฤกษ์ หนึ่งฤกษ์มี 4 บาท  ฤกษ์ก็คือลูกนวางศ์นั่นแหละ”  เห็นหลวงตาหยุดอธิบาย แต่พียงนั้นมหาครื้นซึ่งชักเห็นแสงสว่างก็รีบซักต่อเพราะอยากรู้อย่างจริงใจ “แล้ววิธีเล่นดาวในราศีที่หลวงลุงว่าแบบเก่าๆเขาเล่นได้ละเอียดถี่ถ้วนนั้นเป็นอย่างไรครับ” 

หลวงตาชื้นลากกระดานโหรมาวางตรงหน้าศิษย์ทั้งสาม ขีดดวงและเขียนดาวประจุลงในราศีโดยสมมุติ ทั้งหมอเถา ครูก้อนและมหาครื้นจ้องมองตามแทบไม่กระพริบ  “นี่เป็นดาวสมมุติ ลองดูทีละดวงซิทั้งสามคนนั่นแหละ” หลวงตาชื้นชี้ดวงบนกระดาน “จันทร์ก็เป็นอุจจ อังคารก็เป็นอุจจ สองดวงอุจจนี้ดวงไหนจะยิ่งหย่อนกว่ากัน”  ทั้งมหาครื้นและหมอเถาครูก้อนจ้องแล้วจ้องอีก ก็คงยังนิ่งคิดไปทางไหนก็มืดมนต์นึกไม่ออก จึงได้มองดูตากันเฉยอยู่จนถูก หลวงตาชื้นซักอีก “ว่ายังไง เอ้าหมอเถาล่ะ วันนี้ดูปัญยาดีกว่าคนอื่นๆเขา ลองว่ามาซิ”  หมอเถาตอบเสียงอ่อย “จนปัญญาครับหลวงตาดูๆมันก็อุจจเท่ากัน จะว่าดาวเล็กดาวใหญ่ผมก็ไม่แน่ใจนอกจากนึกเดาๆเอา”

“ขั้นต้นต้องรู้เสียก่อนว่าเป็นอุจจ หรือมหาอุจจนั้นมีความหมายขึ้นมาอย่างไร”  หลวงตาชื้นอธิบายต่อ “คำว่าอุจจก็แปลว่าสูงส่ง  ดาวได้ตำแหน่งอุจจ ก็เหมือนคนได้มีอำนาจราชศักดิ์มีเกียรติอำนาจขึ้น ถ้าดาวได้ตำแหน่งเกษตรก็แปลว่า มั่นคงเป็นหลักฐานยืนยง”   “ผมพอเข้าใจละครับ มันเข้ารูปเข้ารอยดี”  หมอเถาพูดแล้วมองดูทางมหาครื้น

“เข้ารูปเข้ารอยยังไงกันหมอเถา”  มหาครื้นยังงๆไม่เข้าใจ   “เข้ารูปรอยทางพยากรณ์ น่ะซีมหา”  หมอเถาได้ท่าเลยตั้งตนเป็นอาจารย์ที่สองสอนต่อ “ถ้าว่าดาวเจ้าเรือนมันภพกัมมะเป็นอุจจมันก็หมายถึงงานใหญ่หรืองานมีเกียรติ ถ้าเป็นเกษตรก็หมายถึงมีฐานะการเงินมั่นคง  ถ้าเป็นดาวเจ้าเรือนภพกดุมภะเป็นอุจจ ก็หมายถึงมีฐานะมีหน้ามีตามีเกียรติ ถ้าเป็นเกษตรก็หมายถึงมีฐานะการเงินมั่นคงเป็นปึกแผ่นยังงั้นใช่ไม๊คะรับหลวงตา”

“พับผ่า…ถ้าข้ามีเหรียญ วันนี้เห็นจะต้องติดเหรียญความฉลาดให้หมอเถาเขาสักหน่อย”  หลวงตาชื้นหัวร่อชอบอกชอบใจแล้วก็วกมาพูดเรื่องเดิม  “พระจันทร์เป็นอุจจในเรือนของพระศุกร์  ตัวพระศุกร์เองก็ไปได้ตำแหน่งอุจจในราศีมีนเช่นกัน ถ้าเปรียบเหมือนคนเรา พราะจันทร์เขามีเกียรติมีอำนาจในถิ่นฐานบ้านเมืองที่มีเกียรติมีอำนาจ  ส่วนพระอังคารนั้นเป็นอุจจในเรือนพระเสาร์ แต่พระเสาร์ไปเป็นนิจเสียแล้ว พระอังคารจึงเสมือนคนที่มีเกียรติมีอำนาจ ในบ้านเมืองที่ต่ำต้อยไร้เกียรติก็ย่อมจะยิ่งใหญ่สู้พระจันทร์ไม่ได้เป็นธรรมดา” 

“ผมเห็นจริงด้วยครับหลวงลุง” มหาครื้นฟังอธิบายเห็นชัดเจนเหมือนดูภาพยนตร์ “เป็นพระคุณแก่ผมที่สุด”

“ยังก่อนจงดูต่อไปอีก ดูที่พระเสาร์และพระพุธ ซึ่งเป็นประเป็นนิจนั้นทีหรือ มันเสียหายจริงหรือไม่” หลวงตาชื้นอธิบายต่อคล่องปาก “ทั้งพระพุธและพระเสาร์นั้นไม่เสียหลายเสียทีเดียวหรอก เพราะราศีนี้พระเสาร์เป็นประ พระอาทิตย์คู่ธาตุก็เป็นอุจจร่วมอยู่ด้วย เช่นเดียวกับพระพุธเป็นประในราศีนั้น พระศุกร์คู่ธาตุก็เป็นอุจจอยู่ร่วมจึงไม่ถึงกับต่ำต้อยเสียทีเดียว เปรียบเสมือนว่าตนเองต่ำต้อย แต่มีญาติสกุลพี่น้องซึ่งมีธาตุเดียวกันเป็นคนยิ่งใหญ่ มีอำนาจก็พลอยได้อาศัยบารมีญาติเป็นเกียรติอำนาจของตนเอง ไม่ต่ำต้อยเสียทีเดียว”

“ถ้าสมมุติว่า พระอังคารมาเป็นประในราศีพฤษภในเรือนพระศุกร์และพระศุกร์เจ้าเรือนก็เป็นเกษตรอยู่ร่วมด้วยล่ะครับหลวงลุง”  มหาครื้นตั้งปัญหาเพื่อจะหาความเข้าใจให้แจ่มแจ้ง

“เออมหาช่างฉลาดถามดี”  หลวงตาก็อธิบายต่อโดยไม่ต้องคิด  “พระอังคารก็เปรียบเหมือนคนตกยากไร้ทรัพย์แต่มาอยู่ในบ้านเรือนของคู่มิตรคือเพื่อนฝูงที่เป็นเศรษฐีมีฐานะมั่นคงก็พอได้อาศัยการเกื้อกูลกันฉันท์มิตร ไม่ตกยากตามสภาพมากนัก ได้อาศัยฐานะเกษตรของคู่มิตรเขาได้” 

ทั้งหมอเถาครูก้อนและมหาครื้นเหมือนนัดกันไว้ก้มลงราบขอบพระคุณหลวงตาพร้อมกันทั้ง 3 คน  มหาครื้นยังพนมมือพูด “ผมเห็นจะต้องเปลี่ยนวิธีเล่าเรียนโหราศาสตร์ไทยเสียใหม่แล้วครับหลวงลุง ตำหรับตำราผมก็อ่านมามากไม่เห็นเขียนอธิบายไว้ชัดแจ้ง เหมือนคำของหลวงลุงสอนอย่างนี้เลย หลงวนเวียนเข้าใจเงอะงะอยู่นาน” 

หลวงตาชื้นมองดูศิษย์ทั้ง อย่างคนแผ่เมตตาจิต “การเรียนโหราศาสตร์มันก็เหมือนเรียนว่ายน้ำ ขั้นต้นครูมันต้องว่ายน้ำเป็นเสียก่อน แล้วจึงจะสอนศิษย์ให้ว่ายน้ำได้ ลำพังตนเองจะหัดว่ายน้ำโดยอ่านตำราว่ายน้ำก็เห็นจะเป็นยาก คัดลอกเขาต่อๆมาก็จะทำให้ผู้อ่านจมน้ำตายเสียเป็นแท้” 

 

--------------------------------------------------------------

ห้ามฤกษ์

ลมหนาวเดือนยี่  พัดโกรกทุ่งหนาวเย็นยะเยือกมาตั้งแต่เช้ามืดจนกระทั่งสายตะวันขึ้น   นาแปลงใหญ่หลังวัดกลาง เป็นนาธรณีสงฆ์ซึ่งชาวบ้านร่วมแรงร่วมใจช่วยกันปักดำมาแต่ฤดูฝน บัดนี้ข้าวทั้งทุ่งตกรวบแก่รอการเก็บเกี่ยวเป็นสีทองไปทั่วท้องทุ่ง  กลางนาโน้น ชาวนารวมกลุ่มกันนับสิบทั้งชายหญิงถือเคียวครบมือ หน้าตายิ้มแย้มไปทั่วทุกตัวคนหวังทำกุศลเกี่ยวข้าวัดเพื่อเป็นเสบียงสงฆ์ทั้งวัด  ที่ยังหนุ่มสาวก็จับคู่เกี่ยวกันเป็นคู่ๆหยอกล้อเกี้ยวพาราศีหน้าระรื่น ที่อายุย่างเข้าปูนแม่ล้าแล้วแต่หัวใจยังครึกครื้นก็เอื้อนเพลงเกี่ยวข้าวแจ้วๆแข่งกับลมหนาว

หมอเถาและครูก้อน แม้จะไม่ถนัดเคียวเกี่ยวเก็บเพราะมิเคยเป็นลูกไร่ลูกนามาก่อน ก็อาศัยเรี่ยวแรงช่วยแบกหามเอากุศลเพราะเป็นงานของสงฆ์  ทั้งพ่อแม่เพลงที่กำลังร้องแก้กันถึงพริกถึงขิงก็สะดุดหยุดชะงักลงทันควัน ทั้งคู่ป้องหน้าดูไปต้นทางที่เป็นถนนตัดผ่านท้องทุ่งเข้าหมู่บ้าน พวกที่กำลังก้มหน้าก้มตาเกี่ยวข้าวก็พลอยวางมือแพ่งดูไปด้วยทุกคน ภาพที่เห็นลิบๆเมื่อใกล้เข้ามาเห็นถนัดตา เป็นรถยนต์เก๋งสีสวยคันใหญ่แล่นไล่หลังเด็กรุ่นมาตามถนนเดิน แล้วเด็กที่วิ่งอยู่นหน้ารถยนต์ก็คงก้มหน้าก้มตาวิ่งไม่คิดชีวิตคมุ่งเข้าไปสู่หมู่บ้าน พอผ่านหน้าคณะเกี่ยวข้าวที่รุมมองอย่างฉงนสนเท่ห์ หมอเถาเป็นคนตีปัญหาออกร้องบอกพวกด้วยเสียงดังลั่น  “รถยนต์มันวิ่งไล่ทับ อ้ายแจ้งลูกตาแจ่มว่ะ”  ต่างรับกันเป็นเสียงเดียวกัน “ใช่แล้ว”  “ดูหน้าอ้ายแจ้งวี”  เสียงสนับสนุนเห็นจริงเห็นจัง  “เหงื่อกาฬแตกกลัวตายวิ่งหนีไม่คิดชีวิตทีเดียว”  หมอเถาออกความคิดเปรย “อ้ายพวกหนุ่มๆใครข้อแข็งๆวิ่งไปบอกกำนันมาจับอ้ายรถเก๋งนี่ทีเถอะว๊ะ  “พอกำนันมาถึง ก็ได้แต่เก็บศพอ้ายแจ้งไปวัดเท่านั้นเอง” หมอเถาเหลียวดูผู้พูดขัดคอ ก็ไม่มีใครรับชักฉุนๆ “ว๊ะ…จะช่วยอ้ายแจ้งมันยังไง งั้นวิ่งตามรถไปดีไม๊”  “เออดี วิ่งไปคอยบอกอรหัง ตอนอ้ายแจ้งจะหมดลม”  หมอเถาถูกขัดคอหันดูก็ไม่รู้ว่าใครพูดอีก เคืองสุดขีด “ใครใจดำยืนดูอ้ายแจ้งตายต่อหน้าต่อตาก็ตามใจ ข้าวิ่งไปคนเดียวก็ได้ว๊ะ”  พอแกพูดจบก็พอดีรถที่ไล่อ้ายแจ้งผ่านหน้าไป แกก็ออกวิ่งขึ้นถนน แม้จะอ้วนอุ้ยอ้ายแต่ก็วิ่งตัวกลมใส่หลังรถยนต์ไป ครูก้อนตัดสินใจออวิ่งกวดตามเพื่อนไปติดๆพวกชาวบ้านก็พลอยออกวิ่งตามกันไปจนหมดเป็นขบวนยาวเหมือนงูกินหางตามติดๆรถยนต์ไป   เจ้าแจ้งวิ่งอกตั้งเหงื่อท่วมตัวพอถึงทางแยกเข้าวัดก็เลี้ยว ดูทีท่าเหมือนจะหลบรถยนต์ที่กวดหลังมาติดๆ แต่รถยนต์ก็เลี้ยวตามติดไม่ลดละ ขบวนคณะเกี่ยวข้าวซึ่งนำหน้าด้วยหมอเถาก็เลี้ยวตามมาด้วย  พอถึงกุฏิต้นมะยม เจ้าแจ้งก็หยุดวิ่งยืนหอบซี่โครงบาน รถยนต์เก๋งก็พลอยห้ามล้อหยุดตามด้วยกะทันหัน ข้างหมดเถาก้มหน้าวิ่งตามติดมาเต็มฝีเท้า ไม่มีเบรคเหมือนรถยนต์จึงหยุดไม่ได้ดังใจ จนครูก้อนมาถึงต้องอุ้มประคองลงยืนดิน  คณะเกี่ยวข้าวตามมาถึงก็ล้อมรถไว้พูดอะไรไม่ออกเพราะเหนื่อยจนหายใจทางปากกันทุกคน  ประตูท้ายรถเก๋งก็เปิดออก ผู้ก้าวลงมาเป็นหญิงสาวโสภา แต่งตัวทันสมัย และผู้ตามลงติดๆก็เป็นหญิงอายุกลางคนภูมิฐานเป็นคนมีฐานะมีอันจะกิน  ทั้งสองสตรีมองหน้ากลุ่มชาวบ้านที่รายล้อมอยู่อย่างแปลกใจเพราะไม่รู้ความมุ่งหมาย จึงเดินเลยไปหาเจ้าแจ้งที่ยังยืนหายใจออกกระเพื่อมอยู่   “ขอบใจหนูเหลือเกิน โถคงเหนื่อยมาก”  เจ้าเด็กแจ้งได้แต่พยักหน้าและแบมือ หญิงวัยกลางคนเปิดกระเป๋าถือหยิบธนบัตรใส่มือให้โดยไม่อิดเอื้อน  หมอเถาพอหายจุกก็ปราดเข้าปัดมือเจ้าเด็กแจ้งจนแบ๊งค์แทบหลุดจากมือ  “เฮ้อ อ้ายแจ้งอย่างเพิ่งรับเงิน เขาเอารถยนต์ไล่ทับเอ็งทั้งที อย่าคิดค่าเสียหายถูกๆ ไม่ได้มันต้องเป็นร้อยเป็นชั่งถึงค่อยยอมว่ะ”  “อย่างยุ่งนะลุงหมอ”  เจ้าแจ้งผลักมือหมอเถาออกไปห่างๆ  “ฉันรับค่าจ้างตามที่ตกลงกันไว้ตะหาก”  “อ้าว…”  หมอเถามองหน้าเลิ่กลั่กไม่เข้าใจ  “รับจ้างอะไรของเอ็ง รถยนต์มันวิ่งไล่กวดหลังเอ็งจี้ๆ ข้าถึงได้แห่วิ่งกันมาหวังว่าจะช่วยนึกว่าเอ็งตายแน่”

“ปัดโธ่เอ๊ย…ลุง”  เจ้าแจ้งหัวร่อก้ากจนตัวงอ หญิงทั้งสองพลอยสำรวลไปด้วย  “ฉันรับจ้างเขาจะพามาหาหลวงตาชื้นกุฏินี้แหละ เขาให้ยี่ซิบ”

“ก็แล้วเอ็งทำไม่ถึงต้องวิ่งนำหน้ารถมาให้มันเหนื่อย ก็นั่งรถเขามาก็ได้”

“อ๊ะ…ไม่ได้ซีลุงหมอ” เจ้าแจ้งอธิบายอย่างอวดฉลาด “เจาว่าจะได้ค่าเหนื่อยนี่  ถ้านั่งรถยนต์มามันไม่เหนื่อยเดี๋ยวเขาไม่จ่าย ฉันถึงต้องวิ่งนำหน้ารถมาให้มันเหนื่อยถึงจะได้เงิน”

“ถุย ไอ้แจ้ง” หมอเถาถุยน้ำลายเป็นฝอยรดหัวเจ้าแจ้งจริงๆและเสียงถุกอีกสิบถุยข้างหลังก็ดังพร้อมๆกัน

“เจ้าเด็กพิเรนเกือบพาผู้ใหญ่เสียคนไปตามๆกัน”

สองหญิงมาดผู้ดี ก็หันมาทางหมอเถายกมือไหว้พูดสีหน้ายิ้มแย้ม “ฉันมาจากกรุงเทพฯจะมาหาหลวงตาท่าน”   หมอเถาพนมมือรับไหว้  ชักเงอะงะเพราะยืนใกล้จนได้กลิ่นน้ำหอม ยิ่งทำให้หัวใจเต้นตูมตามไม่เป็นจังหวะ

“เชิญซีคะรับ เชิญหลวงตาไปพบคุณนาย เอิ๊บ !ไม่ใช่ผมขอเชิญคุณนายไปพบหลวงตา ผมจะนำไปเอง”

เจ้าเด็กแจ้งสะกิดพุงหมอเถาสัพยอก “โถ…ลุงหมอวิ่งมาเหนื่อยเสียจนสติไม่อยู่กะตัวเชียวน๊ะ”  หมอเถาแสนอาย ที่ห้าแต้มจึงรีบรวบรัดนำหน้าขึ้นกุฏิหลวงตา ทำหูทวนลมกับเสียงหัวเราะที่ไล่หลังมา  หลวงตาชื้นเพิ่งกลับจากลงโบสถ์ขึ้นกุฏิยังไม่ทันปลงจีวร ก็ต้อนรับขับสู้เป็นอันดี เมื่อรับประเคนดอกไม้ธูปเทียนแล้วท่านก็วิสาสะ “เชิญคุณนายตามสบาย กุฏิพระบ้านนอกสกปรกรุงรังสักหน่อยให้อภัยด้วย”

หญิงกลางคนก้มกราบอีกครั้ง “มาไกลทั้งทีได้พบหลวงตาก็เป็นกุศลที่สุดแล้วเจ้าค่ะ ดิฉันมาจากกรุงเทพฯใคร่จะมาเรียนขอความกรุณาหลวงตา”

“เออน่ะ อุตสาหะมาแต่ไกล อตมาเป็นพระแก่ๆมีแต่วิชาโหราศาสตร์ติดตัวถ้ามีประโยชน์สงเคราะห์คุณได้ก็ยินดี”

“คือว่าลูกสาวดิฉันจะแต่งงานจึงมากราบขอฤกษ์หลวงตา”

หมอเถาซึ่งนั่งกับครูก้อนก็พลอยออกความเห็น “โหรกรุงเทพฯเก่งๆก็มีมาก คุณนายไม่น่าจะต้องมาไกลถึงที่นี่เลย”

“ดิฉันไม่ใคร่รู้จักคุ้นเคยกับโหรท่านเลย ญาติผู้ใหญ่ที่อยู่เพชรบุรีท่านแนะนำมาและดิฉันก็ศรัทธามาก”

หลวงตาทราบเจตนาก็ค่อยๆหยิบกระดานโหรามาเข็ดทำความสะอาด มองหน้าหญิงสาว “คุณหนูบอกวันเดือนปีและเวลาเกิดดูทีหรือ”

คุณแม่กลับเป็นผู้ตอบแทนลูก “เกิดวันที่ 29 มกราคม พ.ศ.2495 วันอังคาร ขึ้น 3 ค่ำ เดือน 3 เวลา14.30 น. เจ้าค่ะ”  หลวงตาเปิดปูมดูและเขียนตำแหน่งดาวลงวางลัคนาเสร็จก็จ้องดูนิ่งอยู่นานจนหมอเถาและครูก้อนสงสัยค่อยกระเถิบเข้าไปใกล้เพื่อจะได้เห็นบ้าง “เดี๋ยวนี้ เดือนมกราคม พ.ศ.2516 คุณหนูก็อายุย่างเข้า 22 แล้วซีน๊ะ คุณนายประมาณว่าจะแต่งกันเมื่อใด ช้าหรือเร็ว”

“ตั้งใจว่าจะหมั้นเดือนหน้า และต่อไปสักเดือนก็อยากจะแต่งกันเสียให้เสร็จเจ้าค่ะ หนุ่มสาวสมัยนี้หมั้นกันนานๆ มากไม่ใคร่ดี ไม่หนุ่มก็สาวมักเปลี่ยนใจพาให้ผู้ใหญ่เสียหน้ามานักต่อนัก”

หลวงตานิ่งตรองดูสีหน้าหนักอก หนักใจอึดอัดอยู่  หมอเถาแอบกระซิบถาม  “เป็นไงครับ หลวงตา”  หลวงตากลับหันไปตอบแขกสตรี  “กำหนดฤกษ์ที่คุณนายต้องการนั้น จะให้ตามใจอาตมาหรือตามใจคุณนาย”

“สุดแต่พระเดชพระคุณจะเห็นสมควรซีเจ้าคะเพราะวันดีเดือนดี อิฉันไม่ทราบก็ต้องสุดแต่โหร”

“ถ้าตามใจโหร  อาตมาขอตอบว่าในปีนี้ไม่มีฤกษ์แต่งงานของคุณหนูแหวนเพชร นอกจากขึ้นปีหน้าไปแล้วละก็พอจะมี”  ทั้งคุณนายแม่ลูกตกตะลึงคาดไม่ถึงต่างมองดูนัยน์ตากันอยู่นาน “พระเดชพระคุณหลวงตาจะกรุณาหาวันดีกลางๆ ปีก็ยังได้เจ้าค่ะ ถ้าข้ามปีคู่บ่าวสาวเขาคงจะใจร้อนไม่ยอมฟัง”

“คุณนายฟังอาตมาให้ดี”  หลวงตาปฏิเสธไปแล้วก็มีสีหน้าไม่สบายใจนัก “อันวันดีคืนดีนั้น มันมีอยู่ทุกเดือนตลอดไปน่ะแหละแต่มันจะเป็นวันดีของใครต่างหาก เช่นวันได้ฤกษ์แต่งงานของคู่นี้ แต่วันเดียวกันนี้แหละเป็นวันเลิกร้างของคู่ผัวตัวเมียคู่อื่นก็มาก วันเกิดของคนๆ นี้ก็เป็นวันตายของคนอื่น วันรวยของคนนี้แต่เป็นวันฉิบหายของคนอื่นมันเป็นเรื่องเฉพาะของใครของมัน มิใช่ว่าวันดีแล้วมันจะดีตลอดทุกคนก็หาไม่”

สีหน้าคุณลูกสาวบอกความไม่พอใจเต็มที่ “หนูเรียนคุณแม่แล้วว่าสมัยนี้ฤกษ์ผานาทีไม่สำคัญหรอกค่ะ” คุณแม่จุ๊ปากรีบปราม “อย่าพูดเช่นนั้นลูก จะกลายเป็นคนหัวดื้อ ลบหลู่ผู้หลักผู้ใหญ่ไป”

หลวงตายังคงยิ้ม “ช่างเถอะคุณนายหนูแหวนเพชรพูดตรงตามความรู้สึกของแกดีแล้ว ความเชื่อเหตุผลขตองเด็กหนุ่มสาวกับความเชื่อของผู้ใหญ่มักตรงกันข้ามเสมอ”

“ดิฉันขออภัย” เธอพนมมือไหว้ “ดิฉันมิได้เจตนาลบหลู่หลวงตาเลยเป็นความสัตย์ เป็นแต่คิดไม่แน่ใจและสงสัยเรื่องฤกษ์ตลอดมา”

“แม่หนูสงสัยเรื่องอะไร ถ้าอาตมารู้ก็จะตอบให้ทราบ ถ้าไม่รู้ก็จนใจ”

เธอพูดชัดถ้อยชัดคำว่า “ดิฉันไม่เชื่อว่าฤกษ์จะมีผลสมจริงดูเป็นการหลอกๆให้ปลาบปลื้มกันมากกว่า จริงอยู่ดิฉันเชื่อถือโหราศาสตร์ด้านการพยากรณ์ แต่ฤกษ์เป็นสิ่งไม่มีเหตุผล เพียงแต่วันดี เวลาดีวันเดียว จะเปลี่ยนแปลงพรหมลิขิตชีวิตมนุษย์ให้ดีตลอดไปอย่างไรเจ้าคะ เพื่อนๆ ดิฉันแต่งงานด้วยฤกษ์โหราจารย์ที่มีชื่อเสียงอยู่กันไม่ทันไรเลิกกันมาหลายคู่แล้วเจ้าค่ะ”

แทนที่หลวงตาจะขุ่นเคืองกลับหัวเราะชอบอกชอบใจ “คุณหนูสงสัยอย่างฉลาดคิดฉลาดพูด อาตมาชอบนิสัยอย่างนี้”  ท่านขยับนั่งตัวตรงพูดช้าๆ “อันว่าฤกษ์แปลว่าโอกาส เมื่อฤกษ์ดีก็แปลว่าโอกาสอันดี การหาฤกฺษ์ของอาตมาจึงต้องดูดวงชะตาเขาเสียก่อนว่าในปีนั้นๆชีวติของเขาจะมีโอกาสในเรื่องนั้นๆหรือไม่ ถ้ามีแล้วจึงจะแสวงหาวันดี จริงอยู่ฤกษ์จึงเป็นโอกาสชั่วคราวอาจเป็นปีหนึ่งแต่การใช้ฤกษ์หรือโอกาสชั่วคราวนี้ จะเกิดผลเช่นว่าการแต่งงาน ถ้าดวงชะตาเขาได้ฤกษ์ได้โอกาสดีในเรื่องคู่ครอง เมื่อแต่งงานกันก็จะมีความรักความเข้าใจกันดีชั่วปีหนึ่งก็ดี เพราะเป็นพื้นฐานการครองชีวิตเริ่มต้น แม้ปลายมือจะขัดแย้งขัดใจ ก็ยังพอทำความเข้าใจกันได้ ไม่ถึงกับเลิกร้างกันได้ง่าย เพราะความรักยังเป็นเยื่อใยกันมาก่อน หรือเช่นฤกษ์การเปิดร้านค้าขายในฤกษ์โอกาสดี ก็จะพอมีกำไรเป็นการเริ่มประเดิม แม้นปีหลังจะขาดทุนหรือพบอุปสรรคก็ยังพอแก้ไขให้หนักเป็นเบาได้ ถ้าฤกษ์โอกาสร้ายเริ่มเปิดก็ขาดทุนแล้วจะเอาอะไรมาสู้ในเวลาต่อ ๆ ไป”

สีหน้าคุณหนูแหวนเพชรคลายบึ้งขึ้งเครียดลงไปทันที แสดงถึงความเข้าใจในเหตุผลที่หลวงตาวิสัชนามายืดยาว แต่สีหน้าระรื่นปิติยินดีมาก ก็คือหมอเถากับครูก้อนที่นึกนิยมชมชื่นในอาจารย์ของคนช่างยกเหตุผลมาอ้างอิงเห็นจริงอย่างไม่เคยได้ยินมาก่อน

คุณแม่ซึ่งฟังเหตุผลของหลวงตาเข้าใจได้ดีพอ ๆ กับคุณลูกสาว ก็เห็นว่าไม่มีทางท่าจะอ้อนวอนหลวงตา ให้ท่านให้ฤกษ์ได้สำเร็จ ด้วยไม่แน่ใจว่าลูกสาวจะยกเอาข้อสงสัยอะไรอื่น ๆ มาซักไซร้จนกลายเป็นการเสียมารยาทอย่างร้ายแรง จึงถือโอกาสลากลับ

“ดิฉันขอกราบลาเจ้าค่ะ เพราะตั้งใจจะไปเยี่ยมญาติที่หัวหินอีก และเรียนขออนุญาตที่จะมารบ กวนหลงตาอีกครั้งเจ้าค่ะ”

“เชิญคุณนาย ขอให้จำเริญ ๆ ทั้งคุณหนูด้วย มีกิจประสงค์เมื่อใดอาตมายินดีสงเคราะห์ทุกโอกาส เชิญเถอะ”

สองแม่ลูกก้มลงกราบลา ถอยลงจากกุฏิไป กระทั่งเสียงรถยนต์ติดเครื่องแล่นลับหายไปแล้ว หมอเถาและครูก้อนกระเถิบเข้าไปถึงกระดานโหรที่หลวงตาเขียนดวงลูกสาวคุณนายเอาไว้

หลวงตารู้ใจของลูกศิษย์ว่า อยากรู้อยากถาม จึงลากกระดานมาชี้ให้ดู

“หมอเถากะครูก้อน ลองดูดวงคุณผุ้หญิงคนนี้ดูทีหรือว่าพื้นดวงในเรื่องคู่ครองเขาเป็นอย่างไร”

หมอเถายังมัวนับเรือนไล่ดาวไล่ภพอยู่ไม่ทันครูก้อนเพียงมองปราดเดียวก็ตอบหลวงตาทันที

“ดวงเธอศุกร์เล็งลัคน์ เป็นพินทุบาทว์ในเรือนปัตนิ เรื่องคู่เห็นทีจะไม่ดีนักครับ” หลวงตาพยักหน้าถามศิษย์อีกคน “หมอเถาล่ะว่ายังไง”

หมอเถายังนี้กระดานจนรอยแป้งลบติดนิ้ว “เป็นพินทุบาทว์นั้นมันแน่ละ แต่ศุกร์เป็นมหาจักรมาจากภพวินาสน์และปุตตะก็คงจะหมายถึงว่าในระยะเริ่มแรกเท่านั้นไม่เข้าใจกัน เข้ากันไม่ได้คะรับ”

“เออหมอเถาทายถูกใจว่ะ” หลวงตาว่า “มันต้องดูเขาให้ถึงแก่นอีกว่า เมื่อเป็นเช่นนั้นนะ เขาจะแตกแยกเลิกร้างกันหรือไม่”

ทั้งหมอเถาและครูตอบเสียงเดียวกันว่า “ดูไม่ออกครับ”

หลวงตาหัวร่อชอบใจ “สองคนนี้ลืมกฎเกณฑ์เสียหมด ดูเจ้าเรือนที่ศุกร์มาครองซี เป็นพฤหัสซึ่งเป็นเกษตรอยู่เท่ากับว่าพื้นเรือนของเขาแข็งแรงมั่นคง ศุกร์ก็ทำลายไม่ได้ ทากทักษา เกิดวันอังคาร พฤหัสเป็นศรี ศุกร์มาเป็นพินทุบาทว์ในเรือนศรีก็ไม่ร้ายแรงนัก เขาพอประสานปรับเข้าหากันได้ ไม่เกิดผลร้ายแรงให้เสียหายหรอก”

“โอ้… จริงครับ” หมอเถามองตามเห็นจริง และอดถามข้อสงสัยที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มิได้ “ผมไม่เห็นหลวงตาเปิดปูมดูวัน เดือนปีอะไร แต่หลวงตาบอกเขาว่าไม่มีฤกษ์ละครับ”

“บ๊ะ… ช่างทื่อจริง ๆ พูดเมื่อกี้ไม่ฟังให้ดี” หลวงตาโขกกระดานโหรดังโป๊ก “ดวงของเธอนี่แหละวะคือฤกษ์ที่แท้จริงละ ก็ดูทีหรือว่าดวงจรเขาทำมุมอยู่ในตำแหน่งแห่งที่อย่างใด”

ครูก้อนรีบตอบอีก “ราหูเล็งลัคน์อยู่เป็นพินทุบาทว์อีกแหละครับ”

หลวงตาหัวร่อก๊าก “บ๊ะ… เจ้าครูก้อนนี้มันช่างสังเกตแต่พินทุบาทว์เสียจริง ๆ “

หมอเถาเลี่ยงตอบอีกสถาน “พฤหัสเจ้าเรือนปัตนิกำลังจรเป็นนิจอยู่ในภพมรณะ”

“เออ…ใช่ทั้งสองคน” หลวงตาพูดน้ำเสียงจริงจัง “ดวงเดิมเขาเป็นพินทุบาทว์เท่ากับเรือนปัตนิมันมีรอยร้าวอยู่แล้ว ทางจรราหูเล็งเป็นพินทุบาทว์ซ้ำเท่ากับว่ากระเทือนตรงรอยร้าวมันจะแตกง่าย ๆ และอีกสถานหนึ่งเจ้าเรือนปัตนิตกภพมรณะเท่ากับเป็นการซ้ำสองให้แตกแยกจากกัน ได้แน่นอน เข้าทางทักษาอายุ 22 ตกพฤหัสเสาร์ก็คือกาฬกิณีมันร้ายอยู่มาก มันเป็นเช่นนี้แหละ อาตมาถึงบอกเขาว่าไม่มีฤกษ์ ขืนให้ฤกษ์แต่งไป มันจะเลิกกันเสียเป็นแท้ รอให้พ้นรอบอายุและพฤหัสกับราหูยกเสียก่อน จึงจะพอแต่งกันได้ดีมีสุข”

หมอเถายังไม่หมดข้อสงสัย ถามต่อไปอีกว่า “เมื่อหลวงตาเห็นว่าแต่งกันแล้วจะเกิดแตกแยก หลวงตาน่าจะบอกให้เจ้าตัวเขารู้ว่าเพราะเหตุนี้จึงไม่ให้ฤกษ์ไป”

“ว่ะ หมอเถาเจ้ามันคิดแค่สองสลึง ถ้าบอกเขาไปเขาจะเกิดอุปทาน ถ้าลูกสาวคิดดิ้นรนใจร้อนแต่งขึ้นมา มีเหตุอะไรเล็กน้อยก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่ เพราะใจมันคอยนึกแต่คำทำนายที่บอกไป อาตมาจึงนิ่งเสีย”

เสียกลองเพลจากหอฉันดังตูม ๆ ทั้งหมอเถาและครูก้อย ก็เลยหยุดวักไซร้ไล่เลียง เพราะได้เวลาฉันเพลของหลวงตาแล้ว ทั้งเณรชั้วก็ยกสำรับมาตั้งเหมือนไล่อยู่ในทีจึงกราบลากลับ

 

 

จับโจร

ดวงตะวัน เพิ่งจะด้นขอบฟ้า แม้จะเป็นเดือน 11 ฤดูฝน แต่เช้าวันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่งแจ่มใส ลมเช้าพัดระรื่นเย็นสบาย  หลวงตาชื้นกลับจากบิณฑบาตรเดินกลับวัดตามทางนอกตลาดซึ่งมีหมู่บ้านเรียนรายตลอดสองข้างทาง แต่สงบเงียบไม่จอแจพลุกพล่าน ท่านเดินไปคิดไปตามประสาผู้ล่วงวัยเข้าสู่ปลายทางชีวิตผ่านบ้านที่เคยวิ่งเล่นมาแต่เด็ก เคยเป็นทุ่งกว้างหนองน้ำและเนินดินร่มรื่นด้วยสุมทุมพุ่มไม้ บัดนี้เปลี่ยนแปรไปเป็นตึกรามบ้านเรือนไปหมด ท่านก็คิดปลงอนิจจังถึงความไม่เที่ยงแท้ แม้แผ่นดินซึ่งไม่มีชีวิตก็ยังรู้เกิดรู้ดับเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ประสาอะไรกับมนุษย์ ซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิตมีใจครองจะไม่เปลี่ยนแปรจากดีเป็นชั่ว จากชั่วเป็นดี ไม่คงทนถาวร ผืนแผ่นดินตรงนี้เคยเป็นบ้านคหบดีผู้หนึ่งที่ยึดมั่นในศีลในธรรมเคร่งครัดมาตลอดชีวิต เมื่อถึงกาลชีวิตไปแล้วบุตรผู้สืบสกุลก็กลายเป็นโจรปล้นเขากินจนถูกจับลงโทษไปเมื่อเร็วๆนี้ เออ…หนอหนทางชีวิตมนุษย์มันช่างคดเคี้ยวยอกย้อนวกวนไม่รู้แห่งหน ไม่เหมือนถนนหนทางที่เขาสร้างไว้มันตรงคงเส้นคงวา จะแยกจะเลี้ยวที่ใดก็มีที่สังเกตรู้ได้  ดังนั้นท่านจึงใช้วิธีโหราศาสตร์เกื้อกูลเพื่อนมนุษย์เพื่อเป็นเครื่องเตือนเครื่องบอกทางชีวิตแก่เขา ให้รู้หนทางแยกหนทางเลี้ยวไปสู่ความดีความชั่ว เป็นการสร้างกุศล แม้บางครั้งบางคราว จะถูกเพื่อนบรรพชิตด้วยกันเหยียดหยามลบหลู่ว่า เป็นพระหมอดูเลี้ยงชีพด้วยลาภสการะ  ถึงทางสี่แยกเป็นทางเลี้ยวไปสู่วัด และเป็นทางผ่านบ้านคุณนายทรัพย์ผู้ใจบุญที่ตักบาตรทุกวัน และหลวงตาเคยรับบาตรเป็นประจำตอนขากลับ  เมื่อนึกถึงคุณนายทรัพย์ผู้ใจบุญ หลวงตาก็นึกคิดไปอีกหลายเรื่องโดยเฉพาะลูกเขยคุณนายที่ชื่อทิดจวง เป็นคนที่หลวงตาบวชให้ตั้งแต่เป็นเณรจนกระทั่งเป็นพระบวชอยู่หลายปี เกิดร้อนผ้าเหลืองแหกพรรษามาตบแต่งอยู่กินกับบุตรสาวคุณนายเมื่อต้นพรรษาที่แล้ว จะเหนี่ยวรั้งทัดทานอย่างไรก็ไม่ฟังเพราะผ้าเหลืองนี้น่ะหอหุ้มไว้แต่เพียงผิวกายมิได้ห่อหุ้มถึงหัวใจภิกษุจวง  พอเดินใกล้บ้านคุณนายทรัพย์เข้ามา หลวงตาก็ยิ่งแปลกใจ แทนที่จะเห็นโต๊ะตั้งขันข้าวและปัจจัยใจใส่บาตรอย่างเคย กลับเห็นแต่ผู้คนมากหลายมุงล้อมอยู่หน้าบ้านดังมีเหตุร้าย ท่านเดินเร่งฝีเท้าใกล้เข้าไปจนถึง  ท่านได้ยินสียงโต้เถียงกัน ส่วนใหญ่ก็เป็นเสียงคุณนายทรัพย์ลำเลิกเบิกประจานทิดจวงลูกเขย บางคำเป็นคำหยาบคายชาวบ้านที่มุงดูก็หัวเราะเฮฮาผสมโรง

            หลวงตาพิจารณาเห็นว่ามิใช่กิจของสงฆ์จะพึงรับรู้และเกี่ยวข้องด้วยก็ถอยหลีกออกมาเพื่อจะเดินไปเสียให้พ้น แต่ชายจีวรกลับถูกดึงไว้แน่น เมื่อเหลียวดูเจ้าของมือก็พบหมดเถาศิษย์เอก

            “นิมนต์หลวงตาหยุดก่อนเถอะครับ”  หมอเถายกมือไว้ท่วมหัว  “ทิดจวงเห็นจะแย่แน่ละคะรับ”

            “มันไม่ใช่กิจของพระจะยุ่งด้วยนะหมอเถา เขาแม่ยายลูกเขยกันครอบครัวเดียวกันก็ย่อมมีปากมีเสียงกระทบกระทั่งกันเป็นธรรมดา”

“มันไม่ธรรมดาซิคะรับ หลวงตา”  สีหน้าหมอเถาดูเป็นทุกข์เป็นร้อนจริงจัง  “คุณนายทรัพย์แกไล่ทิดจวงออกจากบ้าน หอบผ้าหอบผ่อนทิดจวงโยนออกมาเกลื่อนถนนไปหมด ถ้าหลวงตาไม่ช่วยทิดจวงต้องกลับไปกินข้าววัดของหลวงตาอีก

“ว๊ะ…มันเรื่องอะไรกันร้ายแรงหนักหนาถึงเพียงนั้นเชียวหรือ“  หลวงตาชักสนใจ

หมอเถาอธิบาย  “ผมก็ไม่ทราบเรื่อง ฟังเป็นนัยว่าขุนไม่เชื่องอะไรทำนองนั้น”

ครูก้อนโผล่จากไหนก็ไม่รู้เข้ายึดจีวรหลวงตาไว้อีก “หลวงตาต้องห้ามทัพไว้ก่อนเถอะขอรับ ผมห่วงทิดจวงจริงๆ”

หลวงตาลังแลใจชะเง้อข้ามไหล่ผู้คนที่มุงดูเข้าไปในบ้านตา  ”อยากรู้ว่ามันมีสาเหตุอะไรกัน จะได้ตัดสินใจว่าควรจะเกี่ยวข้องด้วยหรือไม่” 

ครูก้อนว่า “ผมได้ยินคุณนายทรัพย์ตะโกนแต่ว่าทิดจวงกินบนเรือนแล้วถ่ายรดหลังคา”

หมอเถาร้องเอ๊ะ! “ทิดจวงถ้าจะทำพิเรน คิดเป็นพ่อตาตัวเองกระมัง”

“อย่าเดาง่ายๆ หมอเถาเดี๋ยวหลวงตาเข้าใจผิด”  ครูก้อนดุหมอเถา แล้วก็อ้อนวอนหลวงตา “ทิดจวงก็เหมือนลูกศิษย์ของหลวงตาคนหนึ่งไฟกำลังไหม้ทิดจวง หลวงตาจะยืนเฉยอยู่ได้หรือขอรับ”

หลวงตาหยุดยั้งลังเลใจ หมอถาและครูก้อนเข้าขึดแขนทานไว้คนละข้างพยุงกึ่งลากหลวงตาฝ่าคนที่มุงเข้าประตูบ้านคุณนายทรัพย์ล่วงเข้าไปจนถึงห้องกลาง  คู่กรณีพิพาทอยู่กันพร้อมหน้า คุณนายทรัพย์ยืนเท้าสะเอกหน้าเขียวด้วยฤทธิ์โทสะแต่ทิดจวงนั้นหน้าขาวซีดเหมือนกระดาษ ข้างแม่ศรีลูกสาวคุณนายเอาแต่ก้มหน้าร้องไห้ร้องห่มท่าเดียว

คุณนายทรัพย์พอเหลียวเห็นหลวงตาก็ทรุดตัวลงไหว้เคารพ  ทิดจวงพอเห็นหลวงตาเหมือนเห็นพระมาลัยมาโปรดสัตว์  ปราดเข้าเกาะชายจีวรไว้ทันที แววตาเหมือนเด็กถูกเฆี่ยนกำลังขอร้องวิงวอน

“หลวงตาช่วยผมที ผมตายแน่”  ทิดจวงพูดเสียงเครือเหมือนคนกำลังจะร้องไห้

หลวงตายังไม่ทันเอ่ยว่ากะไร คุณนายทรัพย์ก็แหวขึ้นอีก จึงโบกมือห้าม  “เบาๆเถอะคุณนายมันเรื่องร้ายแรงอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันก่อน อย่างให้รู้หูชาวบ้านอายเขาเปล่าๆ  มันเรื่องภายในครอบครัว พูดบอกให้อาตมารู้บ้าง อาตมาเป็นสงฆ์ไม่ลำเอียงเข้าข้างใครหรอก”

คุณนายได้สติและเกรงใจหลวงตาแต่เดิม จึงค่อยสงบเลี่ยงมาปูเสื่อนิมนต์หลวงตานั่งบนยกพื้นริมห้อง ส่วนตัวเองทรุดนั่งลงกับพื้น ทิดจวงหัดไปจูงมือเมียมานั่งอยู่ข้างหนึ่ง หมอเถานึกอายชาวบ้านแทนทิดจวงจึงแอบไปงับประตูบ้านเสีย

“คุณนายลองเล่าเนื้อหาเรื่องราวมันยังไงกัน”  หลวงตาถามช้าๆอย่างตั้งใจ

คุณนายทรัพย์เหลือบค้อนทิดจวงลูกเขยก่อนเล่า  “ของมีค่าของอิฉันหาย แล้วก็ไม่มีใครนอกจากทิดจวงคนเดียวเท่านั้น”

ทิดจวงสอดทันควันไม่ลดละ “ไม่จริงครับหลวงตาผมบวชแล้วเรียนแล้วคุกเข่ารับศีลมาจนหัวเข้าด้านไม่ประพฤติอทินนาแก่ทรัพย์ของใครแน่”

หลวงตาเบาใจลงเป็นกองที่มิใช่คดีกาเมสุมิจฉาเหมือนที่ระแวงคิดอยู่ จึงโบกมือห้าม เพราะคุณนายทรัพย์กำลังจะแผดเสียงออกมาอีก

“เดี่ยว ทิดจวงให้คุณนายเขาเล่าก่อน เรื่องมันมีมูลมาอย่างไร”

“ของมีค่าของอิฉันให้นังหนูเอาไว้ เขาเก็บไว้ในห้องนอนแล้วอยู่ๆ ก็หายไปเขาอยู่กันสองคนผัวเมียเท่านั้นจะมีใครเจ้าค๊ะหลวงตา”

หลวงตาหันมาซักแม่ศรีที่นั่งก้มหน้าอยู่ข้างสามี “ของอยู่ที่แม่หนูตามที่แม่เขาบอกจริงหรือ”

“เจ้าค่ะ”  เธอเงยหน้าเปียกน้ำตาตอบ “อันที่จริงของสิ่งนี้คุณแม่ยกให้เป็นสมบัติของหนูแล้ว เมื่อมามีอันเป็นต้องหายไปหนูก็ไม่ติดใจถือเสียว่าเป็นคราวเคราะห์”

คุณนายทรัพย์แหวลูกสาวทันควัน  “ช๊ะ…นังหนู เป็นเมียทิดสึกจากพระหน่อยทำเป็นใจพระไม่เอาเรื่อง ของมีค่าเป็นเรือนพันเรือนหมื่น”

หลวงตาว่า “อ้อ เป็นเรื่องของหาย ฉันพอสงเคราะห์มูลเหตุได้บ้าง”

ทิดจวงพูดเหมือนปรับทุกข์กับตัวเอง “เมื่อตอนสึก หลวงตาก็ให้ฤกษ์ผานาทีมาดีแล้ว ไม่น่าเกิดเรื่องเช่นนี้เลย”

“เอ็งจะโทษฤกษ์ของข้าละซีทิดจวง”  หลวงตาจ้องหน้าเขม็ง  “ฤกษ์เขาใช้ทำความดีมีสิริมงคล แต่ถ้าคนมันทำชั่วก็ต้องได้รับผลชั่ว เหมือนฤกษ์โจรปล้น พาคนติดถูกมาเสียนัก”

ทิดจวงรีบพนมมือไหว้  “อภัยเถอะครับหลวงตา ผมมิได้ลบหลู่หลวงตาหรอก มันกลุ้มใจน้อยใจในวาสนาตัวเอง”

หลวงตาหันไปทางคุณนายทรัพย์  “ธรรมดาของหายมันต้องคิดอ่านหาของให้ได้ไม่ใช่คิดหาตัวคนขโมยก่อนไม่ถูกต้อง

คุณนายทรัพย์พอสงบสติได้บ้างก็ได้คิด “เจ้าค่ะ อิฉันอยากจะให้หลวงตาจับยามดูว่าของมันหายไปได้อย่างไร อยู่ที่ไหน จะติดตามยังไง”

“อ๋อ ได้ซี” หลวงตารับคำเต็มใจ  “ของมันอยู่ที่แม่หนูเขาเป็นสิทธิของเขา มันต้องเอาดวงแม่หนูเขามาดู”

“ดวงแม่ศรี ที่หลวงตาผูกไว้ให้ก็ยังอยู่”  ทิดจวงลุกขึ้นเข้าห้องไปหยิบมาส่งให้หลวงตาชื้น พร้อมทั้งแป้งผัดหน้าอีกกำมือเพราะรู้ใจอาจารย์

หลวงตารับแป้งมาขีดดวงเขียนดาวตัวโตลงบนพื้นกระดานที่นั่งตามดวงเดิม ข้างหมอเถากะครูก้อนแอบกระแซะข้าไปใกล้ๆ เพื่อจะได้ดูถนัดๆ

หลวงตาชื้นนับนิ้วพึมพำไล่อายุแล้วพิจารณาดูดวงดาวนิ่งอยู่นาน จนหมอเถาอดสงสัยมิได้ต้องเอ่ยปากถาม

“เป็นยังไรคะรับหลวงตา”   หลวงตาครางอือในคอ  “มันยากเว้อหมดเถา”

“ดวงมันยาก ดูยากอย่างนั้นหรือคะรับ”  หมอเถาถามไม่ค่อยแน่ใจ เพราะไม่เคยได้ยินหลวงตาชื้นพูดคำนี้มาก่อน

“มันยากปากที่จะพูดบอก”   “มันยากใจยากปากที่จะพูดบอก”  หลวงตาถอนหายใจยาว แล้วหันมาทางคุณนายทรัพย์ “ขอถามอะไรแน่ใจก่อน “

“เชิญเถอะเจ้าค่ะ”

“ของที่หายเป็นแหวนเพชรใช่ไม๊”  หลวงตาทั้งถามทั้งทายพร้อมๆกัน “เป็นของเก่าแก่นมนานมาแล้ว”

คุณนายทรัพย์ตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง เพราะนึกไม่ถึงว่าหลวงตาจะทายเหมือนเห็น “ใช่เจ้าค่ะ เป็นแหวนเพชรน้ำงามจริงๆ ตกทอดมาตั้งแต่คุณแม่อิฉัน ราคาร่วม 100 ชั่ง”

ทั้งหมอเถาและครูก้อน ตกใจในอภินิหารของหลวงตาชื้นผู้เป็นอาจารย์ จนพูดอะไรไม่ออกได้แต่มองสบนัยน์ตากันและกัน “ถ้าเช่นนั้นมันก็เข้าเค้าละ”หลวงตาพูดลอยๆ   “ถ้าจะเอาของเห็นทีจะสูยเสียมากกกว่าเพราะของมันเดินทางเปลี่ยนแปลงไปเสียแล้ว แต่ถ้าจะเอาคนก็พอจะได้ตัวแน่”

ดวงตาคุณนายลุกวาวบอกความแค้นใจเต็มที่ “ถ้าไม่ได้ของก็ต้องเอาคนละเจ้าค่ะ ต้องขอเอาเข้าคุกให้หายเจ็บใจให้ได้”

 ทิดจวงมองหน้าหลวงตาไม่เข้าใจคำอรรคคำแปล ภายในหัวใจเต้นอ่อนลงแทบจะหยุด ทั้งหมอเถาครูก้อนพลอยใจหายวับๆหวำๆแทบนั่งไม่ติด   หลวงตาหันทางลูกสาว “แม่หนูเธออยากให้ผัวถูกจับเข้าคุกหรือไม่ล่ะ”

“ไม่เจ้าค่ะ”  แม่ศรีรีบตอบปนเสียงร้องไห้ คนทั้งหมดมองหน้าทิดจวงเป็นตาเดียวกัน นึกเสร็จแน่ๆ ตัวทิดจงเหงื่อไหลเหมือนอาบน้ำ

หลวงตากวักมือเรียกแม่ศรีเข้าไปใกล้ ๆ กระซิบกระซาบไม่มีใครได้ยินอยู่พักใหญ่ เห็นแต่แม่ศรีพยักหน้ารับคำน้ำตาไหลนองแก้ม   ลงท้ายที่สุดหลวงตาก็พูดดังพอได้ยินกันทั่วๆไป  “ถ้าแม่หนูไม่อยากให้ผัวเธอเข้าคุก ก็ต้องพูดกับแม่เอง อย่าให้อาตมาต้องเป็นคนบอกเลยจูงแม่เข้าไปพูดกันสองต่อสองในห้องในหับ เพราะคงจะต้องพูดกันนาน”

แม่ศรีลุกขึ้นจูงมือแม่ คุณนายเองก็งงๆไม่เข้าใจถ้อยคำของหลวงตาจึงตามลูกสาวเข้าไปในห้อง 

ทิดจวงคลานเข้ามากราบตักหลวงตาถาม “หลวงตากระซิบบอกอะไรกะแม่ศรีเขาครับ หรือในดวงมันบ่งว่าผมขโมยเขา”

หลวงตาลูบหัวทิดจวงอย่างเมตตา “สบายใจเถอะว๊ะทิดจวงเอ็งไม่ติดคุกแน่ ข้าช่วยเอ็งแล้ว แม่ลูกเขาพูดจากันเอง ทำใจให้สบายเถอะหมดเคราะห์แล้ว ฤกษ์สึกของข้ามันยังขลังอยู่ว่ะ”

หมอเถาคุกเข่าชะโงกดูดวงให้ถนัดตา และอยากออกความเห็นว่า “อายุย่างเข้า 26 ปีนี้ อาทิตย์เป็นกาฬกิณีเรือนกฎุมภะพอดี มิหนำซ้ำอาทิตย์กาฬกิณีจรถึงอังคารกาฬกิณีเดิมอีก มันถึงเสียทรัพย์จนได้” 

“เออหมอเถามันมักง่าย มองแต่กาฬกิณีท่าเดียวเอาแต่สะดวก ๆ”  หลวงตาตำหนิเอาซึ่งๆหน้า “ไหนลองบอกต่อไปอีกซิว่า ทำไมมันถึงหายใครเป็นคนเอาไป”

หมอเถาจับตาดูดวงอึกอักเพราะไม่นึกว่าจะถูกซักละเอียดลออเช่นนั้น “ไม่รู้ครับ รู้แต่ทรัพย์มันเสียเท่านั้นเอง”  หลวงตากวาดนิ้วชี้ดูดวงดาวในกระดานพื้น “มันต้องดูเสียก่อนว่าอาทิตย์จรที่มาครองอยู่เรือนทรัพย์เขานั้น อาทิตย์จรนั้นเป็นใครมาจากไหน”

หมอเถาอ่านดวงตอบ “อาทิตย์เดิมอยู่วินาสน์ลัคนา และอาทิตย์จรนั้นคือเจ้าเรือนลัคนาคือตนุลัคน์นั่นเอง”

“เออ…ล่ะ”  หลวงตาหันมาไล่เบี้ยหมอเถาต่อไปอีก  “เรือนวินาสน์แปลว่าคิดไม่ถึง ซ่อนเร้นปิดบังสูญเสีย  ลองเอาความหมายมาปะติดปะต่อกับคำว่าตนุลัคน์ที่หมายถึงตัวเองดูซิมันหมายความว่ากะไรกับเรือนทรัพย์”

หมอเถานิ่งนึกตาจับดูดวง  “ทรัพย์สินสูญเสียเพราะตนเองหรือตัวเองทำให้ทรัพย์เสียโดยนึกไม่ถึงหรือตัวเองแอบปิดบังทำให้เสียหาย”

มันก็ความหมายเดียวกันนั่นเอง” ครูก้อนเอยขั้นบ้าง “ถ้าเช่นนั้นตัวเองก็เป็นคนเอาไปหรือทำหายน่ะซีขอรับ”

“ยังไม่หมดต้องอ่านต่อไปอีก แค่นั้นยังไม่พอ”  หลวงตาชี้กระดาน “พุธเจ้าเรือนกฎุมภะจร ที่เสียหายนั้นจรไปอยู่ที่ใด และพุธเดิมเป็นอะไร”

“พุธจรอยู่เรือนสหัชชะ เพื่อนฝูงคะรับ” หมอเถาพอถูกจูงชักตอบคล่อง “มายถึงว่าทรัพย์นี้ไปตกอยู่กับเพื่อน พุธเดิมก็วินาสน์ลัคนาอยู่และพุธคือคำพูด ก็หมายถึงถูกหลอกลวงด้วยคำพูดถูกอุบายเช่นนั้นกระมังคะรับ”

“เออ…ใช่แล้ว”  หลวงตายิ้มถูกใจ  “เรือนสหัชชะมันแปลว่าเดินทางหรือเปลี่ยนแปลงก็หมายถึงว่าทรัพย์นั้นมันเปลี่ยนแปลงและเดินทางไปเสียเล้วนั่นเอง เมื่อดูแล้วเจ้าเรือนสหัชชะคือศุกร์เป็นเกษตรร่วมพุธจรตัวทรัพย์อยู่ เพื่อนนั้นมันก็รวยเป็นเศรษฐีเพราะทรัพย์นั่นไปเลย”

“แล้วหลวงตากระซิบบอกกับแม่ศรีเขาอย่างไรคะรับ”

หลวงตาหัวเราะชอบใจ “ข้าบอกแม่ศรีเขาว่า ทรัพย์นี้เธอเป็นคนเอาไปให้เพื่อนเขาเอง และถูกหลอกไปเสียแล้วไม่ได้คืนแน่ เธอก็รับว่าเพื่อนสาวยืมไปแต่งตัวจะไปงานออกหน้าออกตา แต่กลับหนีออกจากบ้านไปกับคู่รักเข้ากรุงเทพฯ ถ้าจะว่ากันไปเธอเองเป็นตัวการควรรับผิดกับแม่เขาเสีย มิฉะนั้นเสียทรัพย์แล้วจะเสียผัวอีกด้วย เธอก็รับว่าจะพูดกับแม่เอง เพราะถึงอย่างไรก็คงฆ่ากันไม่ตายขายไม่ขาด”

ทิดจวงนั่งฟังสีหน้ามีเลือดมีฝาดจนเห็นชัด ยกมือท่วมหัว “เจ้าประคุณ ผมรอดตัวเพราะหลวงตาแท้ ๆ ม่ายเช่นนั้นตายแน่”

หมอเถาก็ก้มลงกราบบ้าง แล้วถาม “ที่หลวงตาทายเขาว่าแหวนเพชรนั้น เพราะอะไรคะรับ ผมมองดูเท่าไหร่ก็มองไม่เห็น”

“เดา ๆ เอาตามดาวมันว่ะ”  หลวงตาหัวร่อชอบใจ  “ลองทายดูเค้าเรือนกดุมภะดูก่อนถ้าถูกต้องเรื่องอื่นที่มันต่อเนื่องกันอยู่ก็ควรจะถูกต้องด้วย”

“ดาวมันบอกว่าเป็นแหวนเพชรเช่นนั้นหรือขอรับ”  ครูก้อนยังติดใจสงสัย

            ดาวมันสิบดวง จะให้มันบอกตรง ๆ ถึงสิ่งของเป็นแสนเป็นล้านสิ่งได้อย่างไร มันต้องอ่านประกอบเอาแนวเข้ากับเรื่อง คือว่า อาทิตย์ หมายถึง มีแสงมีค่ามีเกียรติ มฤตยูหมายถึงวงกลมๆ หรือเก่าดับสูบ  เมื่อวงกลมๆมีค่ามีแสง มีเกียรติมันก็พอเดาได้สองสิ่งคือแหวนเพชรกับกำไลเพชรของเก่าแก่นานมาแล้ว  ที่ไม่ทายกำไลเพชรก็เพราะคนโบราณเขาไม่ทำกำไลเพชรใส่ข้อมือ มีแต่กำไลข้อเท้า และคนสมัยนี้มันก็ไม่ใส่กำไลเท้ามันก็เดาได้ว่าต้องเป็นแหวนเพชร”

ทั้งหมอเถาและครูก้อนได้แต่นั่งอ้าปากฟังคำอธิบายสิ่งคิดในใจแต่เพียงว่าอีกนานกว่าตนจะรอบรู้ความหมายของดาวได้ละเอียดชัดเจนเท่าอาจารย์

หลวงตาชื้นคว้าบาตรลุกขึ้นยืน  “ไปกันเถอะวะข้าชักหิวแล้ว ประเดี๋ยวจะเลยเวลาฉันเช้า เรื่องของเขาแม่ลูกยังอีกมาก ไม่ต้องรอบอกลาเจ้าของบ้านหรอก ช่วยเอาทิดจวงรอดตัวมาได้ก็พอใจแล้ว

ทิดจวงก้มลงกราบลงบนเท้าหลวงตาอย่างระลึกถึงพระคุณไม่รู้ลืม และมองตามจนหลวงตาล่วงพ้นประตูลับหลังไป พร้อมด้วยหมอเถาและครูก้อน

(คัดลอกมาจาก http://www.horathai.com)

บุพกรรมแห่งดาว

 

เช้าวันนี้ เป็นวันที่หมอเถามีอารมณ์เบิกบานเป็นพิเศษเพราะเมื่อวานโชคดีได้ค่าบูชาครูเพราะรักษาไข้เขาหายเป็นเงินถึง 5 ชั่ง จึงตื่นแต่เช้า ตั้งแต่ร้านขายของในตลาดยังเปิดไม่ทั่ว จับจ่ายซื้อข้าวของหอบพะรุงพะรังเต็มสองแขน  ผ่านร้านกาแฟเจ้าโกคู่อริเก่าที่เคยทะเลาะกันไว้ หมอเถาเดินเชิดหน้าไม่พยายามมองเข้าไปในร้าน เพราะกลัวจะต้องเจอนัยน์ตาเจ้าโก แต่ยังไม่ทันพ้นหน้าร้านก็ถูกเรียกชื่อจนสะดุ้งสุดตัว

“หมอเถา แวะก่อนซีรีบจ้ำไปไหนแต่เช้า”

หมอเถาเหลียวดูเจ้าของเสียงทัก ซึ่งนั่งกินกาแฟอยู่โต๊ะสุดร้านมิใช่ใครอื่นคึรูก้อนนั่นเองนั่งกินกาแฟอยู่กับคนแลกหน้าคนหนึ่ง หมอเถายืนแก้กังไม่กล้าเหยียบย่างเข้าไปในร้าน

“เข้ามากินกาแฟก่อนเถอะ หอบสมบัติจะไปให้ใครกัน”

“ไม่หรอกครู”  หมอเถาส่ายหน้าปฏิเสธเพราะเหลือบตาพบตาเจ้าโกยืนอยู่กลางร้านมองหมอเถาอยุ่เช่นกัน “จะรีบไปหาหลวงตา”

”เถอะน่ะ แวะเข้ามาก่อนเดี๋ยวไปด้วยกัน” ครูว่า

พอขยับปากจะตอบก็ใจหายวูบ เพราะเห็นเจ้าโกเดินแร่เข้ามาหาชักระแวงตามนิสัยนักเลงเก่าว่าเจ้าโกอาจเข้ามาร้าย จึงจัดแจงก้มลงวางข้าวของลงกับพื้น เตรียมตัวตั่งท่ารับทันที เจ้าโกถึงตัวหมอก็ถอยหลังตั้งหลักตัวเกร็ง เจ้าโกเดาท่าทางหมอเถาออกก็หัวร่อขบขัน “ไม่ต้องตั้งท่ามวยว๊ะ หมอเถา เรามาดีกันเถอะ อั๊วไม่โกรธลื้อแล้ว”

“เออดีก็ดีกัน”  หมอเถาพยักหน้าแต่มือยังตั้งท่ามวย

“เข้ามากินกาแฟก่อน วันนี้กินฟรีว่ะ เลี้ยงลื้อ”  เจ้าโกเข้าจับมือจูงเข้าร้าน  “เขาลือว่าหมอเถาดูหมอแม่นๆว่างๆช่วยดูลูกชายอั๊วที”

หมอเถาเดินตามมือ แต่ยังไม่วางใจ เสถามเรื่องเปื่อย “ทำไมล่ะเห็นส่งไปเล่าเรียนกรุงเทพฯ”

เจ้าโกหันไปบอกลูกจ้าใงให้เก็บของหมอเถาเข้ามาวางไว้บนโต๊ะแล้วหันมาตอบ “อยู่กรุงเทพฯใหม่ๆมันก็เป็นนักเรียน อยู่ไปก็เป็นนักเลง เดี๋ยวนี้มันงอกหางสีแดงซ๊ะด้วย”

หมอเถานั่งลงที่โต๊ะครูก้อนและก็ถูกครูก้อนแนะนำให้รู้จักกับชายแปลกหน้า

“ครูสมศักดิ์ย้ายจากกรุงเทพฯมาเป็นครู  ร.ร.ประจำจังหวัดเรา ครูสมศักดิ์นี้เป็นนักโหราศาสตร์ชื่อดังในกรุงเทพฯคนหนึ่งทีเดียว”

ลูกจ้างเจ้าโกชงกาแฟโอวยั้วะมาส่งหมอเถารับไว้ก็เลยพนมมือไหว้ครูสมศักดิ์คั้งๆถือถ้วยกาแฟ ครูก้อนจึงอธิบายต่อไปอีก “ครูสมศักดิ์ได้ยินกิติศัพท์หลวงตาของเรา จึงนัดว่าเช้านี้จะพาไปกราบหลวงตา”

ก็เหมาะ”  หมอเถาว่า “ผมกำลังจะไปถวายของหลวงตาอยู่เหมือนกัน ดีจะได้ไปพร้อมๆหันจะไปหรือยังล่ะ ตกสายไปแขกจะมากวนจนไม่ได้คุยกับหลวงตา”  ครูก้อนเห็นด้วยจัดแจงชำระค่ากาแฟ หมอเถาก้มหน้าก้มตาดื่มกาแฟรวดเดียวหมดถ้วย พอเงยหน้าลูกจ้างเจ้าโกก็วางน้ำชากลั้วคอให้

“เอ็งจะเอามาให้ข้าอาบเร๊อะว๊ะอ้ายตี๋”  หมอเถาสัพยอก เพราะเจ้าตี๋มันส่งให้ทั้งพวงถึง 6 แก้ว

ลูกจ้างเจ้าโกตอบหน้าตาย “2 แก้วของครู  4 แก้วของหมอเถา  เถ้าแก่บอกว่าหมอเถากินกาแฟ 1 ถ้วย ต้องกินน้ำชา 4 ถ้วย”

หมอเถารู้ตัวว่าถูกลำเลิกเหลียวดูเจ้าโกเห็นหน้ายิ้มพรายหยอกล้อ ฉิวก็ฉิวแต่อดขันสันดานขี้เล่นของเจ้าโกไม่ได้ จึงมิได้ถือสาหาความรวบรวมเข้าของหอบเต็มแขนเดินตามครูก้อนออกนอกร้านไป

หลวงตาชื้นฉันเช้าแล้ว ก็มานอนเอกเขนกอยู่ระเบียบเช่นเคย ดื่มน้ำชายังไม่ทันหมดถ้วย ประตูหน้าบันไดก็เปิดเข้ามา หมอเถาเดินหอบของนำหน้าและตามหลังด้วยครูก้อนและครูสมศักดิ์อาคันตุกะ

คณะที่ตามหลังหมอเถาลงนั่งพับเพียบเรียบร้อยกราบคารวะหลวงตาผู้อาวุโส หมอเถาหยิบถาดข้างระเบียงใส่ของที่หอบหิ้วมาและคลานเข้าไปใกล้ประเคนถวายหลวงตา

หลวงตารับประเคนแปลกใจที่เข้าของมากมายทั้งใบชาและผลไม้สารพัด ราคาหลายอัฐรศ ทั้งๆที่รู้ๆกันอยู่ว่าฐานะของหมอเถาอัตคัตขัดสนไม่อำนวย

“ไปถูกหวยรวยโปอะไรมาหรือ หมอเถา”

“เปล่าคะรับ”  หมอเถาพนมมือไหว้ยังค้างอยู่  “ผมได้ค่ายกขันข้าวรักษาไข้ ก็รำลึกถึงครูบาอาจารย์คะรับ”

“เออ ขอให้จำเริญๆเถอะหมอเถา” หลวงตาปิติในน้ำใจศิษย์และให้พร  เมื่อหลวงตาหันมามองคนแปลกหน้าครูก้อนก็ถือโอกาสแนะนำตัว

“ครูสมศักดิ์ ขอรับหลวงตาย้ายมาเป็นครูใหม่จากกรุงเทพฯเป็นนักโหราศาตร์จึงขอมากราบคารวะหลวงตา”

หลวงตาก้มศีรษะรับไหว้ “อ้อ…ขอบใจ ครูสมศักดิ์”

“ได้ข่าวจากคนในจังหวัดนี้ว่าหลวงตาพยากรณ์แม่นยำเป็นที่เล่าลือกันอยู่”  ครูสมศักดิ์ถือวิสาสะ

“ไม่ถึงกระนั้นดอก ครู คำเล่าลือไม่ว่าเรื่องอะไร มันมักเกินความจริงไปเสมอทุกเรื่อง หลวงตาถ่อมตัวตามวิสัย “อาตมาก็พยากรณ์ไปตามพื้นๆ ธรรมดา ถ้าจะถูกต้องแม่นยำก็เราะกุศลจิตของอาตมาที่หวังเกื้อกูลช่วยทุกข์เขา”

ครูสมศักดิ์สีหน้าฉงน  “ผมเป็นฆราวาสไม่เข้าใจเรื่องจิตรู้แต่ว่าการจะใช้วิชาโหราศาสตร์ได้แม่นยำต้องเรียนมากรู้มาก”

หลวงตายิ้มมีนัยอยู่ในสีหน้าตามวิสัยผู้แก่โลกกว่า ท่านพูดอรรถาธิบายเหมือนกำลังอยู่บนธรรมมาสเทศน์

“อันวิชาโหราศาสตร์นั้นเป็นวิชาที่ต้องการ “ผล” คือการพยากรณ์ให้ได้ผล การเรียนมากรู้มากสรรพคัมภีร์แต่เพียงอย่างเดียวก็จะได้แต่เพียงเหตุยังไม่ถึงผล อาตมาเคยรู้จักหลายท่านรอบรู้คัมภีร์โหราศาสตร์มากมาย เอ่ยอ้างอะไรจะพูดได้คล่องปากคล่องใจไม่ผิดพลาด แต่เมื่อถึงเวลาพยากรณ์มักลังเลไม่แน่ใจเพราะกฎเกณฑ์แต่ละคัมภีร์ขัดกันเองตัดสินไม่ถูก นักโหราศาสตร์ประเภทนี้มักได้ดีทางเขียนหนังสือตำหรับตำราสอนแนะผู้อื่น

หลวงตาอธิบายยาวจนต้องหยุดพักหายใจ ดื่มน้ำชาอึกใหญ่แล้วจึงพูดต่อ

“อีกประเภทหนึ่ง มักเรียนรู้เฉพาะกฎเกณฑ์ที่ใช้ในการพยากรณ์จริง ๆ เป็นบางกฎ   แต่ใช้ได้ช่ำชองคล่องแคล่วเพราะพยากรณ์มามากต่อมากจนรู้ว่าที่ใดผิดที่ใดถูก  พวกนี้ส่วนมากเป็นหมอดูมีชื่อเสียงโด่งดัง ถ้าจะไปถามเรื่องคัมภีร์โน้นคัมภีร์นี้ เขาจะไม่กระดิกหูเอาเลยเขาจะเล่นของเขาทางเดียวตลอดชีวิต พวกนี้ก็เอาแต่ผลไม่แสวงหาเหตุอันเป็นที่มา จึงกลายเป็นความสามารถเฉพาะตนไปใครจะเรียนรู้ต่อได้ยาก แต่ถ้าเราเอาคนสองประเภทนี้มาหล่อหลอมรวมกันเป็นคนๆเดียวกัน เราจะได้โหรผู้แตกฉานรอบรู้และสามารถ อันจะเป็นประโยชน์ เต็มที่”

ครูสมศักดิ์นิ่งฟังไฟคิดไฟ เกิดความสำนึกในดวงจิตว่าเมื่อแรกมาคิดว่าจะพบหลวงตาแก่ๆ ซึ่งเป็นพระหมอดูบ้านนอกครึๆ ที่ทายได้แม่นยำ แต่กลายเป็นหลวงตาซึ่งมีความรู้ความคิดข้ามหัวคนอย่างนึกไม่ถึง

ข้างหมอเถาและครูก้อนนั้นคิดในอกตรงกันคือ ภูมิใจในอาจารย์ของตนที่ไม่ว่าจะฉลาดรอบรู้มาแต่ไหน หลวงตามักมีของดีอวดเขาได้เสมอ

ครูสมศักดิ์ชักสนใจความคิดของหลวงตาจึงย้อนถามเรื่องเก่าอีก “ที่หลวงตายังพูดค้างไว้ เรื่องกุศลจิตนั้นผมยังไม่เข้าใจว่าเกี่ยวข้องกับการพยากรณ์อย่างไรขอรับ”

หลวงตายิ้มอารมณ์ดีตามวิสัยภิกษุชราผู้ใจดี “ได้ซิ อาตมาจะอธิบายให้ฟัง แต่ขอออกตัวเสียก่อนว่า อาตมาเป็นสงฆ์คิดอะไรก็คิดอย่างสงฆ์ เอาแต่ธรรมะเข้าเกี่ยวข้องร่ำไป อย่าหาว่าครึเลยอาตมาเชื่อของอาตมาเอาเองว่า ถ้าดวงจิตไม่ตกอยู่ใต้ “โลภะ โมหะ โทสะ” คือ ว่าไม่มีจิตโลภในลาภสการะ เมื่อเห็นเขาเป็นเศรษฐีมีทรัพย์ไม่พยากรณ์ยกยอแต่คุณประการเดียว ซึ่งจะพยากรณ์ผิดได้ ไม่โมหะหลงผิดในสภาวะของบุคคลที่มียศมีเกียรติ และเรื่องที่เขาเล่าแต่สิ่งดีงามย่อมเกิดความหลงผิดได้ ไม่โทสะไม่มีจิตรัก เกลียด โกรธ อันอาจเกิดความผิดพลาดได้ เมื่อจิตไม่ตกอยู่ในอารมณ์อกุศลจิตทั้งสามประการนี้ ย่อมมีจิตอุเบกขาสงบเป็นสมาธิ เมื่อเกิดสมาธิก็เกิดปัญญา อ่านเดือนอ่านดาวไปตามสภาพที่แท้จริง ย่อมมีส่วนจะถูกต้องแม่นยำได้”

ครูสมศักดิ์ก้มลงกราบอย่างเต็มใจเคารพ รู้แน่ชัดว่าตนได้พบผู้แตกฉานในโหราศาสตร์ทุกแง่ทุกมุมเข้าแล้ว

การสนทนาของหลวงตาและครูสมศักดิ์ก็ชะงักอยู่เพียงนั้น เพราะเสียงประตูหน้ากุฏิแย้มเปิดออกและแขกผู้มาเยือนก็ล่วงเข้ามาเป็นหญิงกลางคนหน้าตาสะอาดสะอ้านน้อมตัวพนมมือไหว้หลวงตามาแต่ไกล

หมอเถาและครูก้อนเขยิบหลีกให้เธอกราบและประเคนดอกไม้ธูปเทียนแก่หลวงตา

“ดิฉันจะมากราบเท้ารบกวนหลวงตาหลายครั้งแล้ว แต่ยังเกรงๆเพราะไม่เคยมา แต่ใครๆเขาว่าหลวงตาใจดีเมตตาคนยากจึงบากหน้ามาครั้งนี้ ดิฉันชื่อจำรัสเจ้าค่ะ”

หลวงตาพยักยิ้มๆ “เออถวายลูกยอฉันแต่เช้าทีเดียว ขอบใจมีอะไรก็ว่ามาเถอะ ไม่ต้องเกรงใจ”

เธอว่า “ดิฉันอยู่ท้ายตลาดนี่เองเจ้าค่ะ สามีดิฉันรบจ้างขับรถบรรทุกสินค้าไปหัวเมืองได้มาก็ไม่พอใช้พอกินเพราะลูกๆหลายคนมันช่างยากจนเข็ญใจจริงๆเจ้าค่ะ อยากจะดูดวงชะตาว่าเมื่อไรจะลืมตาอ้าปากกับเขาได้มั่งเจ้าค่ะ”

หลวงตาชื้นครางฮือในลำคอเหลียวมองสบตาครูสมศักดิ์ “ครูพอพยากรณ์ได้อยู่มิใช่หรือ”

“ขอรับ เมื่ออยู่กรุงเทพฯ พยากรณ์อยู่เสมอ ในหมู่คนคุ้นเคยกัน”

“ครูสมศักดิ์ ช่วยสงเคราะห์เธอสักหน่อยเถอะ แทนอาตมาสักหน วันนี้มันช่างคร้าน ๆ เพราะเพิ่งจะฉันเสร็จ” หลวงตาชื้นพูดแล้วก็หยิบปูมโหรและกระดานยื่นมาตรงหน้า

ครูสมศักดิ์ถามวันเดือนปีและเวลาเกิดเสร็จ ก็ผูกดวงวางลัคน์คล่องแคล่วเช่นคนเล่นมานานปี

หมอเถาและครูก้อนพยายามสงบนิ่งเพราะรักษามารยาทกับคนมาใหม่ได้แต่จ้องดูดวงในกระดาน นิ่งนึกพยากรณ์อยู่ในใจเงียบๆ ครูสมศักดิ์ตรวจดูดาวจรที่ครองเรือนอยู่รอบดวง และหันมาหาหลวงตาพนมมือ “ผมขอพยากรณ์ตามที่ผมถนัด ผิดถูกผมขออภัย”

หลวงตาพยักหน้าอนุญาต “เชิญตามสบายครู”

ครูสมศักดิ์อ่านดาวเหมือนปรารภกับหลวงตา และครูก้อนทั้งหมอเถา

“รูปนี้ดวงดาวใหญ่เพียง 2 ดวงก็พอจะตอบได้ คือ พฤหัสจรซึ่งเป็นศุภเคราะห์ที่ให้คุณให้ความเจริญรุ่งเรืองกำลังเข้าราศีธนูเรือนตัวเองเป็นเกษตรให้คุณเต็มที่เพราะทับลัคน์ และเป็นเรือนลัคน์ก็น่าจะทายว่าตนเองจะรุ่งเรืองมีความสุขแน่นอน แม้ราหูอันดาวบาปเคราะห์จะเข้าร่วมับลัคน์ก็ไม่เป็นไรเพราะเป็นเรือนพฤหัสซึ่งเจ้าเรือนเขากำลังเป็นเกษตร พฤหัสย่อมคุ้มครองส่งผลได้เต็มที่และอีกสถานหนึ่งคือทุกข์โทษคือเสาร์ก็ไปตกอริเสียแล้ว หมดกำลังที่จะส่งทุกข์โทษได้ถึงลัคนา ความทุกข์ทั้งหลายก็หมดสิ้นไป ดาวศุก์เจ้าเรือนลาภะมาเป็นเกษตรซ้ำช่วยอีกจะเกิดลาภผลอุดมสมบูรณ์แท้ๆ”

ครูสมศักดิ์เว้นระยะหยุดมองดูหน้าหมอเถาและครูก้อนเพื่อจะฟังว่ามีความเห็นย่างไรเมื่อเห็นนิ่งก็พยากรณ์ต่อไปอีก  “ดวงของเธอเหมือนพระจันทร์ข้างขึ้นมีแต่จะสว่างๆ ขึ้นๆ จนเป็นพระจันทร์เต็มดวงมีแต่จะมีความสุข ทำอกทำใจให้สบายเถอะอย่างนี้นอนคอยความสุขได้แน่”

ครูก้อนนิ่งติดเอยู่ข้างถือวิสาสะกระซิบถามเบาๆ “ครูสมศักดิ์เล่นทักษาหรือเปล่า”

ครูสมศักดิ์นิ่งอยู่อึดใจ ก็ชี้พฤหัสและราหูในดวงอีก “อายุย่าง 33 ตกปูมพุธพฤหัสเป็นเดช ราหูเป็นศรี ทับลัคนาทั้งคู่ถ้าไม่ดีก็ไม่รู้จะดูว่าอย่างไรแล้ว”

แม่จำรัศมีสีหน้าปิติจนเห็นได้ชัดแต่ไม่รู้จักครูสมศักดิ์จึงมองหน้าหลวงตา “อิฉันจะสบายจริงๆหรือเจ้าค่ะ”

หลวงตาซึ่งนั่งครึ่งนอนเอกเขนกมองดูดวงอยู่ก็พลอยหยักหน้าไปด้วย “ครูสมศักดิ์เขาพยากรณ์สมควรแล้ว ถูกต้องตามตำหรับตำราทีเดียว อ้ายเรื่องรวยน่ะคงรวยละ แต่จะสบายหรือเปล่านั้นมันอยู่ที่ใจอ้ายที่รวยแล้วใจมันไม่สุขสบายก็ถมไป”

หมอเถาสงสัยเพราะหลวงตาพูดเป็นนัยๆอย่างไรพิกลก็ซักบ้าง “ทำไมหรือคะรับ หลวงตา หรือว่าเพราะราหูที่มาเป็นศรีทับลัคน์นี้เดิมมันเป็นกาฬกิณีมาก่อน”

“ก็ไม่เชิงอย่างนั้นหรอก อาตมาพูดอย่างพระเตือนไว้มิให้ประมาทเตือนลูกเตือนผัวไว้ ทำมาหากินระมัดระวังตัวให้ดีผัวเราเป็นคนทำมาหากินหาเงินเลี้ยง เขาคือตัวลาภของเรานั่นแหละ”

ครูสมศักดิ์ยิ้มแย้มปลื้มอกปลื้มใจที่หลวงตาคล้อยตาม ดูนาฬิกาข้อมือดูเวลา  “สายแล้วได้เวลาเข้าสอนผมต้องขอลาหลวงตาก่อนมีโอกาสจะมากราบหลวงตาอีก”

พอครูถอยหลังออกมา แม่จำรัสซึ่งมีทุกข์อยู่ข้อเดียวเรื่องยากจนจก็กราบลาเกรงๆใจไม่กล้าซักไซ้รอีก พอแขกทั้งสองคนลับประตูกุฏิลงไปแล้ว คงเหลืออยู่แต่ศิษย์กับอาจารย์ลำพัง หมอเถาก็ตั้งคำถามเพราะยังติดใจสงสัยอยู่ “ครูสมศักดิ์เขาพยากรณ์ถูกต้องดีอยู่หรือขอรับ”

ครูก้อนก็เลยผสมโรง “ผมเห็นเขาเอาพฤหัสเป็นเกษตรทับลัคนาตัวเดียวทายมันดูหมิ่นเหม่อย่างไรชอบกล”

“อย่าตำหนิเขาเลย” หลวงตาว่า “เขาถนัดมาอย่างนั้นก็ย่อมจะเล่นไปตามพื้นของเขา มันก็มีส่วนถูกอยู่บ้างแม้จะไม่ถูกแท้ทีเดียวอาตมานั้นมองไปทางหนึ่ง”

“ทางไหน ขอรับหลวงตา” ทั้งครูก้อนและหมอเถารีบซักทันควัน

“ทั้งสองคนดูให้ดี” หลวงตาชี้กระดาน “พฤหัสจนที่จะมาเป็นตัวให้คุณนั้นมาจากไหน เดิมพฤหัสเป็นอริอยู่เมื่อมาเป็นลาภเป็นผลก็ย่อมจะพาความเป็นอริมาด้วย  เขาเรียกบุพพกรรมของดาวคือเป็นกรรมเก่าของดาวที่เป็นอยู่ในดวง”

“ผมไม่เข้าใจว่าพฤหัสเป็นเกษตรทับลัคน์ทำไมจะต้องรวยได้เงินจะดีอย่างอื่นไม่ได้หรือขอรับ”

“อุบ๊ะ…มันช่างไม่ตรวจดูดาวเขาให้ถ้วนถี่”  หลวงตาพูดเสียงตำหนิศิษย์  “เสาร์จรเป็นเจ้าเรือนกฎุมภะขึ้นไปทับพฤหัสอยู่เรือนอริพฤหัสมาทับลัคน์ เสาร์ทับอยู่เรือนศุกร์ ศุกร์เจ้าเรือนมาเป็นเกษตรอยู่ลาภะ มันไม่ใช่ได้ลาภเงินทองแล้วมันจะได้อะไร อ้ายเงินน่ะมันจะได้แต่ตัวเองจะเกิดทุกข์หนักตามดาวเดิมเรือนเดิมนั่นแหละ”

“หมอเถาร้องอ้อ “พอจะเห็นแล้วขอรับ”  “ยังก่อน”  หลวงตาโบกมือ “เมื่อดูเขาว่าจะมีลาภมันก็ต้องดูให้ตลอดว่าเขาจะมีโชคลาภจากเรื่องอะไร อยู่ๆ มันจะรวยขึ้นมาเฉยๆ ไม่ได้ มันจะถูกหวยรวยโปหรืออย่างไร”

เมื่อเห็นศิษย์นิ่งฟังหลวงตาก็อธิบายต่อ “ตัวเองเป็นหญิงเลี้ยงลูกอยู่กับบ้านมิได้ค้าขายทำมาหากิน อะไรเล่ามันเป็นลาภมาดูศุกร์จรตัวลาภเดิมมันเป็นมรณะอยู่ และมันอยู่รวมกับพุธเดิมซึ่งเป็นตัวปัตนิเสียด้วย ใจข้าไม่สบายเลยดูมันพิกลเหมือนจะแช่งเขาเหลียวดูเรือนพุธในราศีกันย์ ซึ่งมันเหมือนเรือนเดียวกับเรือนปัตนิดาวมฤตยูจรก็มาครองอยู่ และทับราหูเดิม มันอาศัยราหูจรมาทับลัคน์เข้าอีก นี่แหละตัวศรีเขาว่ามันเอาความสูญเสียมาทับลัคน์ ไม่อยากพูดเลยว่าจะเป็นหม้ายแล้วได้ลาภ ถึงได้เตือนๆ  ไว้ให้เตือนผัวมันระวังตัว เพราะมันหากินอยู่กับอันตรายอยู่แล้ว”

สีหน้าหมอเถาพลอยเศร้าเป็นทุกข์ไปด้วย  “แล้วหลวงตาไม่เตือนเขาตรงๆ เขาจะได้หลีกเลี่ยงเสีย ปล่อยไปทั้งๆ รู้จะเป็นบาปนะคะรับ”

“เตือนต่อหน้าครูสมศักดิ์ก็เท่ากับฉีกหน้าเขาน่ะซี หมอเถาเอ๋ย หมอเถาน่ะแหละแอบไปเตือนๆเขาไว้แต่อย่าให้เป็นเรื่องเกิดทุกข์จนกินไม่ได้นอนไม่หลับล่ะ เพราะเราเป็นเพียงหมอดู ดูแต่ดาวมิใช่อรหันต์รู้แจ้งในชีวิตสัตว์ ดาวอาจผิดคนดูอาจผิดมันจะก่อทุกข์ให้เขา”

หลวงตาลุกขึ้นยืนขอตัวไปครองจีวรเพราะรับนิมินต์เขาไว้ที่ท้ายบ้านถึงเวลาที่ต้องไปแล้ว  หมอเถาและครูก้อนยังคงนั่งพิจารณาดวงชะตาแม่จำรัสกันอยู่สองคนตามดวงดาวที่หลวงตาอ่านไว้ ยิ่งมองก็ยิ่งเห็นจริงไปอีกหลายสถานตามคำอาจารย์ว่า

ต่อมาในวันที่ 10 ธันวาคม พ.ศ.2515   เกิดอุบัติเหตุบนถนนทางระหว่างเพชรบุรีกับประจวบคีรีขันธ์ รถบรรทุกยางแตก คนขับรถลงถอดยางอยู่ข้างถนน ถูกรถเก๋งหลบรถเมล์ที่สวนมากระชั้นชิดเข้าชนเต็มแรงคนขับรถบรรทุกที่กำลังถอดยางตายคาที่ คนขับรถบรรทุกเป็นสามีแม่จำรัสนั่นเอง เรื่องถึงศาลแม่จำรัสได้ค่าทำขวัญและค่าทำศพมา 35,000 บาท เมื่อตอนรับเงินแม่จำรัสร้องไห้โฮเหมือนเด็กๆ

 

---------------------------------------------------------

 

เรียนโหราศาสตร์

 

ย่างเข้าเดือน 6 ข้างแรม ฝนต้นฤดูตกรำมาแต่เช้ามือเรื่อยมากระทั่งเช้ายิ่งกลับลงหนาเม็ดขึ้นทุกที หมอเถาถูกตบประตูปลุกจากที่นอนขณะกำลังหลับสบายสุขารมย์ ผู้ปลุกคือเณรชั้ว และครูก้อนซึ่งตากฝนมาเปียกโชกทั้งคู่เณรชั้วเป้นคนรายงานที่รต้องกรำฝนมาตามครูก้อนและหมอเถาแต่เช้า เพราะหลวงตาไม่สบายมากสั่งให้มาตามด่วน ครั้นซักไซร้ไล่เลียงอาการป่วยของหลวงตา เณรก็บอกว่า “หลวงตานอนแบบลุกไม่ได้ ขาทั้งสองข้างเป็นอัมพาต ตายไปครึ่งตัวแล้ว”

หมอเถาตระหนกตกใจสุดขีดในชีวิต หวลกลับเข้าห้องครู่เดียวก็หอบห่อผ้าขาวม้าห่อใหญ่จูงมือเณรชั้วฝ่าฝนแทบจะวิ่งและครูก้อนตามหลังติดมุ่งมาวัด แม้สายฝนเช้าจะชะโลมลูบหน้าตลอดกายจนเปียกโชกหนาวเย็น ทั้งหมอเถา ครูก้อนและเณรชั้ว ก็มิรู้สึกเพราะในหัวใจกำลังร้อนระอุด้วยความทุกข์และห่องใยในอาการป่วยของหลวงตาผู้ชรา

พออย่างขึ้นกุฏิยิ่งใจหาย ระเบียบหน้าห้องที่หลวงตาเคยนั่งนอนเล่นเป็นนิจสินว่างเปล่าหรุตูห้องกุฏิเปิดแง้มๆไว้

ทั้งหมอเถาและครูก้อนก้าวพรวดขึ้นระเบียง น้ำฝนหยดตามชายเสื้อกางเกงเปียกเป็นทางตามพื้น เณรชั้วค่อยๆเปิดประตูกุฏิแง้มเข้าไป

หลวงตาชื้นนอนลืมตาอยู่บนอาสนะกลางพื้นจนกระทั่งสองศิษย์ก้าวข้ามธรณีเข้ามาจนใกล้และนั่งลง ท่านก็ยังนิ่งพิจารณาเหมือนแปลกใจแต่พอขยับปากจะพูดก็ถูกหมอเถาชิงถามขึ้นก่อนว่า “เป็นอย่างไรบ้างคะรับหลวงตา”

เณรชั้วเข้าไปกอดเท้าหลวงตาไว้ แล้วร้องไห้กระซิกๆทั้งที่โตเกินเด็กไปแล้ว ทำให้หมอเถากับครูก้อนใจเสีย น้ำตาคลอคอหอยตีบตันพูดอะไรไม่ออกไปด้วย ได้แต่ยกมือปาดน้ำตาที่เปียกปนน้ำฝนอยู่บนใบหน้า

“เฮ้ย…มันเกิดอะไรกันว๊ะ”  หลวงตาคนป่วยหนักร้องถามเต็มเสียง  “อยู่ๆมากอดแข้งกอดขาร้องไห้ร้องห่มยังกับวาข้ากำลังจะตายอยู่เดี๋ยวนี้”

หมอเถาสะอื้นฮัก “เณรชั้วไปบอกว่า หลวงตาตายไปครึ่งตัวแล้ว”

“ปัด…แล้ว”  เสียงหลวงตาร้องถอนฉุนเต็มที่ และไม่มีใครสังเกตเห็นว่าเท้าที่ว่าเป้นอัมพาตของหลวงตาวัดผึงออกไปอีท่าไรเสียงดังพั่บ เห็นแต่เณรชั้วที่เกาะเท้าอยู่หัวขมำกลิ้งไม่เป็นท่า

ทั้งหมอเถาและครูก้อนทั้งตกใจและแปลกใจยิ่งขึ้นที่หลวงตาลุกขึ้นนั่ง แม้จะฝืนกิริยาลำบากอยู่บ้างแต่ก็ดูไม่มีริ้วรอยแห่งอาการอาพาธหนักอย่างที่รู้และหลวงตาชี้นิ้วกราดไปตามพื้น

“ดูรึ กุฏิข้าเปียกหมดไปๆเอาผ้าอาบเก่าๆของข้าผลัดนุ่งแล้วเดี๋ยวเข้ามาพูดกัน”

หมอเถาและครูก้อนเห็นกิริยาอาการของหลวงตาไม่เป็นอย่างที่วิตกค่อยสบายใจ ถอยออกไปปนอกกุฏิ ข้างเณรชั้วเดินหลบห่างเท้าหลวงตาตามหลังออกไปด้วย ทั้งเหลียวหน้าเหลียวหลังหวาดๆว่าจะถูกซ้ำเข้าอีก

หมอเถาและครูก้อนออกไปได้สักครู่ก็กลับเข้ามา นุ่งห่มรุ่มร่ามทั้งคู่ คือนุ่งผ้าอาบเก่าๆที่หลวงตาไม่ใช้แล้ว ยังแถมห่มแก้หนาวมาอีกคนละผืน  พอย่างเข้ากุฏิ หลวงตาคนป่วยหนักก็หัวเราะหึเมื่อเห็นสารรูปศิษย์แต่งตัว

“บ๊ะ…แต่งเข้าลักษณะชีปะขาวทั้งคู่”

ครูก้อนเข้ามานั่งอยู่ข้างๆหลวงตา ส่วนหมอเถาถือผ้าขั้ริ้วติดมือมาด้วยก็เช้ดน้ำที่เปียกพื้นจนแห้งผาก พอคว้าห่อผ้าที่ตนเตรียมมาจากบ้านวางลืมไว้เมื่อครู่จะวางหลบไป

หลวงตาก็ทักขึ้น “ห่ออะไรน่ะหมอเถา”

หมอเถาอึกอักอยู่สักครู่ “ห่อร่วมยาคะรับ เตรียมๆมาเผื่อฉุกเฉินจะได้ใช้”

“อ้อ นึกว้าเตรียมด้ายตราสังมามัดศพฉันเสียอีก ไหนแก้ดูทีเร๊อะเตรียมหยูกยาอะไรมาบ้าง พ่อหมอจ๋า”

หมอเถาแก้ห่อผ้าขาวม้าหยิบออกมาทีละสิ่งและอธิบายสพรรพคุณ “นี่น้ำมันไพลผสมการะบูนทาแก้ขัดลม ขัดเส้น พวกอัมพรึกษอัมพาตอันนี้ลูกประคบอังไฟนวดให้ลมในเส้นมันเดินเป็นปกติ นี่ยาต้มถ่ายเส้นเอ็นดีนัก ผมเตรียมมาเพราะทราบว่าหลวงตาขาตาย”

“เออช่างรอบคอบดีแท้หมอเถา ขอบใจ” หลวงตายันตัวนั่งให้ถนัด  “ไม่ถึงกับป่วยหนักอะไรหรอก เมื่อคืนมันนอนไม่หลับกระทั่งดึกใจคอมันฟุ้งซ่าน คิดแต่เรื่องทุกข์เรื่องสุขของสัตว์โลกผู้มีการมที่มาดูหมดกันมากมายก็เลยหาทางสงบเข้านั่งปฏิบัติอาณาปานสติ กำหนดลมหายใจระงับจิตให้มันหยุดไม่ได้ปฏิบัติมาช้านาน จิตมันพยศเหมือนม้าห่างฝึก เลยนั่งนานมาเกือบค่อนรุ่ง ข้างขาขัดเลือดขัดลม    เป็น็็้้็นนตะคริว พอหายตะคริวก็หมอเรี่ยวแรงขาไปเลย ประจวบกับง่วงๆก็เลยนอนหลับสักตื่น   เรียกเณรมาสั่ง เณรชั้วมันเลยเข้าใจว่าจะสิ้นลมเอาไปเลย”

หมอเถาฟังอาการแล้วไม่หนักใจ “หลวงตาอายุมากแล้วเลือดลมมันเดินตามเส้นไม่ถนัดนวดเปิดลมสักหน่อยก็คงจะพอทุเลาคะรับ”

“ก็นั่นน่ะซี ถึงสั่งเณรชั้วไปตามมา ก็จะให้นวดนี่แหละ แล้วเช้านี้มันเหงาๆว่างๆอยู่ก็อยากคุยกัน

ครูก้อนบ่น “เณรชั้วบอกข่าวทำเอาหัวใจแทบหยุดเต้น ผมน่ะวิ่งตามฝนมาน้ำตาไหลมาตลอดทางใจมันหายบอกไม่ถูก”

หมอเถาคลานเข้าจับลูบคลำขาหลวงตา   กดตามประตูลมประตูเลือดตามความรู้ที่เล่าเรียนมา ทั้งกดเส้นคลายเส้นครบกระบวนการนวดทุกสถาน หลวงตาสูดปากร้อยโอย สลับกับออกปากชมว่ามันร้อนวูบวาบสบายดีแท้ๆ

สองศิษย์อาจารย์นวดไปคุยกันไปหลายเรื่องหลายราวทั่งเรื่องวัดเรื่องบ้านลงท้ายก็หวลกลับมาพูดถึงเรื่องโหราศาสตร์ ครูก้อนปรารภว่า “ครูสมศักดิ์แกรู้ข่าวเรื่องสามีแม่จำรัสถูกรถยนต์ชนตาย แกเสียใจมากและยกย่องหลวงตาไม่ขาดปากว่าดูได้ละเอียดถี่ถ้วน อยากจะมามอบตัวเป็นศิษย์ ขอศึกษาเล่าเรียนด้วยขอรับ”

หลวงตานิ่งขรึม  ฟังอยู่ครู่หนึ่ง  “อันความนั้นอาตมาไม่หวงแหนหรอก แต่การเป็นศิษย์อาจารย์กันต้องสังเสวนากันไปนานๆสักหน่อย เพื่อเรียนรู้นิสัยซึ่งกันและกัน ศิษย์ก็จะได้รู้น้ำใจอาจารย์และอาจารย์ก็จะได้เรียนรู้นิสัยศิษย์ว่าจะไปกันได้ตลอดหรือไม่ จู่ๆเข้ามาเป็นศิษย์อาจารย์กัน ไปวันข้างหน้าเกิดขัดใจกัน อาจารย์นินทาศิษย์ ศิษย์นินทาอาจารย์เสื่อมเสียด้วยกันทั้งคู่”

“อันที่จริง ครูสมศักดิ์แกก็เป็นคนดี ผมรู้จักแกมาหลายปีแล้ว”  ครูก้อนพยายามสนับสนุน

“เออ อ้ายคนดีนี่แหละสำคัญนักละ  เพราะต่างคนต่างถือดีคบกันไม่ยืดก็มี  ต่างคนไม่ยอมให้ใครดีกว่ามันก็คบกันไม่ยืดอีก มันเรื่องของคนดีๆมีความดีทั้งนั้น”

หมอเถาเห็นด้วยกับคติของหลวงตา  “จริงครับ คนดี ถ้าอวดดีและถือดี ก็จะกลายเป็นคนไม่ดีไป”

ครูก้อนเห็นท่าไม่ดีก็เปลี่ยนเรื่องสนทนา  “พูดถึงการเล่าเรียนโหราศาสตร์ ขณะนี้ไม่ว่าพ่อค้า  ข้าราชการ  ผู้ลากมากดี ต่างสนใจเรียนรู้กันมาก แต่เรียนๆไปมักไปท้อถอยเสียครึ่งๆกลางๆไม่ทันได้ผลกันเสียเป็นส่วนมากไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด  ร้อยคนจะได้ผลสักคนก็ทั้งยาก”

หลวงตาชื้นนิ่งตรึกตรองพูดช้าๆเหมือนพูดไปคิดไป  การเล่าเรียนโหราศาสตร์ทุกวันนี้ มีอยู่หลายแบบหลายอย่างไม่เหมือนแบบอย่างเก่าๆเขา คนสมัยใหม่นี้เขาเล่าเรียนกันโดยซื้อหาหนังสือตำรับตำรามาเล่าเรียนเอาเองก็มาก  ส่วนใหญ่จะรู้แต่เนื้อหา หลักเกณฑ์ภาคต้นๆอันเป็นพื้นฐานของโหราศาสตร์เท่านนั้น ส่วนความรู้ภาคสมบูรณ์คือ การพยากรณ์โดยเฉพาะพยากรณ์จร อันเป็นตอนสำคัญแทบจะไม่มีโอกาส แม้ตำรับตำราก็แทบจะไม่มีพิมพ์ขาย  แบบโบราณแท้ๆเขาต้องเรียนกันแบบ “มุขปาฐะ” คือ เรียนกันต่อหน้าต่อตาทั้งศิษย์และอาจารย์จึงจะเรียนรู้ได้จริงๆเพราะ การสอนแบบนี้เขาเรียก “ฝึกสอน” คือ สอนทั้งเกณฑ์และฝึกการใช้กฎเกณฑ์ไปพร้อมกัน  บางครูอาจารย์ไม่ยอมให้จดเสียซ้ำให้จำเอาแต่อย่างเดียว เพราะกลัวว่าความรู้ที่สอนมันไปอยู่ในสมุดหมด”

หมอเถาฟังเพลินตั้งหน้าตั้งตากดเอาๆแรงจนหลวงตาร้องโอยจึงได้สติขออภัย

หลวงตาอธิบายต่อ  “อันว่าดาวมันก็มีอยู่เพียง 10 ดวง เรือนราศีมันก็มีอยู่เพียง 12 เรือน แต่เรื่องราวของมนุษย์มันยุ่งยากซับซ้อนร้อยแปดพันประการ การจะพยากรณ์เขาได้ถูกต้องแนบเนียน เขียนเป็นตำรับตำราก็ต้องเขียนพิมพ์กันสูงท่วมหัว ส่วนการเรียนจากปากอาจารย์ย่อมจะทำได้ดีกว่า เมื่อศิษย์ไม่เข้าใจตอนใด อาจารย์ก็จะขยายความทั้งอุปมาอุปมัย อาถาธิบายจนรู้ได้แจ้งชัด สุภาษิตจีนเขาว่า  “อ่านตำรา 10 เล่ม ยังไม่เท่ากับสนทนากับผู้รู้เพียงท่านเดียว”

“จริงทีเดียวคะรับ” หมอเถาคอสองหลวงตา ผสมโรงชักตัวอย่าง “ตำรับตำราโหราศาสตร์เมื่อแรกๆก็ต่างคนต่างลอกเลียนคัมภีร์ของเก่ามาขายกัน แต่ต่อๆมาบัดนี้ตำรับตำราต่างลอกกันเอง จนไม่รู้ว่าใครลอกใครอ่านแล้ว วนเวียน  เหมือนเดินอยู่ในเขาวงกฎ”

หลวงตาจุปากห้าม  “อย่าไปตำหนิเขาหมอเถา จะกลายเป็นลบหลู่ผู้อื่นไม่ดี ตำราย่อมเป็นได้แต่เพียงแค่ตำรา คือสอนให้คนรู้ได้แต่ไม่อาจสอนให้คนสามารถได้”

“ถ้าเช่นนั้น จะเรียนความสามารถได้จากอะไรเล่าขอรับ”  ครูก้อนรีบซักเพราะอยากรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ตน

“ก็วิธีที่อาตมาสอนครูก้อนกะหมอเถาต่อหน้าต่อตาแบบเก่าๆเขานั่นแหละ แต่อาจารย์ที่สอนให้สามารถดีที่สุดก็คือการฝึกฝนของตนเองนั่นแหละ  หมั่นดูดวงของจริงพยากรณ์ของจริงให้มาก จะเกิดความรู้ความชำนาญ เมื่อนั้นเหละความรู้ความชำนาญจากของจริงๆจะสอนให้เรารู้ว่ากฎเกณฑ์ตามตำราข้อใดควรละเสีย กฎเกณฑ์ข้อใดควรยึดมั่นไว้ ตราบใดยังมัวขัดมั่นกฎเกณฑ์ตามตำราเอาไว้มากมายเป็นบ้าหอบฟางจะทายเขาไม่ออก”

“เขาว่ากันว่า คนจะเรียนโหราศาสตร์ได้ดีต้องมีดวงชะตาให้ผลอยู่ด้วย ข้อนี้เป็นความจริงไม๊ขอรับ”

“ว๊ะ วันนี้ครูก้อนช่างซักจริง”  หลวงตาชื้นหัวเราะชอบใจ “ไม่ต้องไปดูดวงชะตาซึ่งเป็นของดูยาก ดูมันของง่ายๆทางธรรมแหละรู้ชัดๆ ดีกว่า คนที่จะเรียนรู้สิ่งใดๆถ้าขาดอิทธิบาท 4 เรียนอะไรก็ไม่สำเร็จทั้งนั้น

ข้อ 1 ก็คือ ฉันทะ คือมีความพอใจตั้งใจจริงในปฏิปทาที่ตนเล่าเรียนสม่ำเสมอ

ข้อ 2 ก็คือ วิริยะ  มีความพากเพียรพยายามไม่ท้อถอย

ข้อ 3  คือ  จิตตะ  สนใจเอาใจใส่ทุ่มเทจิตใจในสิ่งนั้นเป็นเนืองนิจ

ข้อ 4 คือ วิมังสา   การใคร่ครวญพิจารณาในข้อวัตรนั้นๆให้รู้เหตุรู้ผลเห็นแจ้ง

กฎสี่ข้อนี้ท่านเรียก “อิทธิบาท” แปลว่า “เข้าถึงความสำเร็จ”

 

เณรชั้วยกปั้นน้ำชาเข้ามาดูท่ายังหวาดลูกดีดเมื่อเช้า พยายามเลี่ยงปลายเท้าหลวงตาเข้ามาข้างๆ คุกเข่าประเคน หลวงตารับมารินดื่มแก้คอแห้งถึงสองถ้วยซ้อน และนิ่งนึกอยู่พักหนึ่ง

“มีเรื่องเกี่ยวกับอานุภาพแห่งอิทธิบาท 4 อยู่เรื่องหนึ่งเป็นเรื่องจริงมีตัวมีตนอยู่ คนเก่าๆท่านเล่าสูกันฟังว่าในสมัยพุทธเจ้าหลวงรัชกาลที่ 5 มีครูดนตรีอยู่ท่านหนึ่งมีฝีมือเป็นเอกอยู่ในกรุงมีลูกศิษย์ลูกหามาฝากตัวเป็นอันมาก  แม้แต่จ้าวนายในราชนิกูล ครูดนตรีท่านมีบุตรชายอยู่คนหนึ่งเป็นคนมีกรรม จักษุทั้งสองข้างบอดสนิทอายุเพิ่งจะย่าง 10 ขวบเศษ เพลาศิษย์มาเรียนต่อเพลงซ้อมเพลงท่านก็ไล่ลูกชายให้ลงมาเล่นใต้ถุนเรือนเสียเสมอทุกครั้ง เป็นเช่นนี้ตลอดมาหลายปี กระทั่งอยู่มาคราวหนึ่งเป็นวันไหว้ครูซึ่งจะเป็นวันครอบครูแก่ศิษย์ผู้จบการเรียนแล้ว คอนนั้นยังเช้าอยู่บนเรือนว่างผู้คนมีแต่เครื่องดนตรีวางจัดไว้รับพิธี ตัวท่านครูดนตรีลงมาดูการงานอยู่ในโรงครัวหลังบ้าน

เหมือนเกิดอัศจรรย์ เสียงฆ้องวงบนเรือนลั่นบันลือบรรเลงเป็นเพลงกระหึ่มท่วงทำนองไพเราะเพราะนักหนา ได้ยินกันทั่วบริเวณบ้าน ท่านครูได้ยินถนัด ขนลุกซู่ตัวชา จะฟังเป็นผีมือศิษย์เอกคนใดคนหนึ่งที่สอนไว้ก็ผิดที เพราะมองไม่เห็นตัวว่าจะมีใครสามารถมีฝีมือถึงขั้นนี้จะว่าเป็นผู้อื่นก็มิใช่เพราะทางเล่นเป็นทางเดียวของท่าน ครูที่สอนศิษย์ไว้ทั้งนั้น สำเนียงฆ้องวงนั้น ทั้งตีกดตีเปิดเสียงทุ้ม   กังวาลชัดทุกไม้ ทั้งลูกล้อลูกขัดพริ้วพราวครบเครื่อง จะมีคนฝีมือถึงเช่นนี้ได้ก็คือตัวท่านครูคนเดียวเท่านั้น”

ท่านครูก้าวแทบจะวิ่งขึ้นเรือน พอล่วงเข้าประตูเรือน ก็เห็นผู้บรรเลงนั่งองอาจอยู่กลางวงฆ้อง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเองเหมือนถูกผีหลอก ท่านสงบใจฟังจนเพลงจบท่อน ก็ถลาเข้ากอดหนุ่มผู้บรรเลงไว้แน่นเรียกได้คำเดียวว่า “ลูกพ่อ” จูบแก้มซ้ายขวาจนน้ำตาความตื้นตันเปื้อนสองแก้มเจ้าหนุ่มลูกชาย  ผู้ตาบอดทั้งสองข้างนั้นเอง

ครั้นซักไซร้ไล่เลียงเอาความ ลูกชายก็เล่าว่าทุกครั้งที่พ่อไล่ลงมาเล่นใต้ถุนบ้าน ก็ไม่รู้จะเล่นอะไรเพราะตามองอะไรไม่เห็น ได้แต่นั่งฟังเสียงพ่อต่อเพลงสองศิษย์อยู่บนเรือนทุกวันเป็นเดือนเป็นปี จนจดจำทำนองขึ้นใจ เมื่อรำคาญอยู่เฉยๆ จึงไปเก็บกะลามะพร้าวมาวางแทนลูกฆ้อง ขณะพ่อสอนไปก็ตีตามไปทุกวัน ปีแล้วปีเล่าจนแม่นยำขึ้นใจ ตกตอนกลางคืนพ่อหลับแล้วก็คลานออกมาแอบเข้าวงฆ้องเอามือจับต้องใช้นิ้วเคาะเบาๆ  ซ้อมเพลง จนแคล่วคล่องชำนาญไม่ติดขัด จนแทบจะมองเห็นลูกฆ้องทุกลูก  มาวันนี้เป็นวันไหว้ครูจึงแสดงฝีมือหวังให้พ่อครอบให้เช่นศิษย์อื่นๆ เขาบ้าง

บุตรชายตาบอดของท่านครูผู้นี้ชื่อทั่ว  ต่อมาเป็นนักดนตรีผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือทั่วกรุงสยาม ได้ตำแหน่งในกรมมหรสพหลวงเป็นจางวางทั่ว และมีลูกศิษย์ลูกหาเต็มเมืองเช่นเดียวกับท่านครูผู้พ่อ ดูเหมือนชีวิตท่านจะอยู่มาจนกระทั่งสงครามญี่ปุ่นแต่ชื่อเสียงท่านยังกึกก้องมาจนทุกวันนี้

หมอเถาหยุดนวดไปเมื่อไร ทั้งผู้นวดและเจ้าของขาก็ไม่รู้สึก ส่วนครูก้อนนั่งนิ่งมองปากผู้เล่า มีความรู้สึกซาบชึ้งต่ออานุภาพแห่งอิทธิบาท 4 ตามเรื่องจริงที่หลวงตาเล่า

หมอเถาได้ฟังเรื่องเก่าๆ ที่น่าตื่นใจ ก็กระหายจะฟังอีก จึงยิ้มประจบ “ผมอยากฟังเรื่องทำนองนี้อีกคะรับหลวงตา ได้ทั้งความรู้และสาระประโยชน์

“เออ พอกันทีว่ะ”  หลวงตาหัวร่อรู้ทันความคิดศิษย์  “อีตอนแรกน่ะเป็นตะคริวขาอีตอนนี้แหละจะเป็นตะคริวปากแทน”

 

---------------------------------------------------------

ทักษาประสมเรือน

 

เป็นวันพระสิ้นเดือนชาวบ้านร้านตลาดในจังหวัด ทำบุญตักบาตรกันแทบทุกบ้านวันนี้ไม่ว่าพระหรือเณร ภัตตาหารสันบาตรจนปิดฝาบาตรไม่ลงทุกองค์ แม้ฉันเช้าจนฉันเพลอีกมื้อ ทั้งข้าวปลาอาหารก็ยังเหลือซึ่งจะต้องทิ้งเสียเปล่า

เป็นกิจวัตรของหมอเถา ซึ่งเป็นที่รู้ๆ กันทั่ววัดทั้งพระทั้งเณรว่า ในวันพระพอพ้นเพลแล้ว หมอเถาจะแบกกระบุงไปขออาหารเหลือบาตรพระทุกกุฏิพอได้เต็มกระบุงหมอเถาก็มุ่งออกหลังวัดอย่างรีบร้อน เหมือนมีนัดกับใครคนหนึ่งไว้

ลานกว้างโคนโพธิ์ใหญ่ท้ายวัด สถานที่นัดพบบริวารทั้งหลายทั้งนั่งนอนและเดินกันขวักไขว่มากหน้าหลายตา สายตาทุกคู่คอยมองไปต้นทางที่จะมา

หมอเถาแบกกระบุงเลี้ยวเจดีย์ออกมาให้เห็นถนัด บริวารทั้งหลายก็คึกคัก ที่นอนก็ลุกขึ้นนั่งที่นั่งอยู่ก็ลุกขึ้นยืน ที่ยืนอยู่ก็วิ่งเข้าไปรุมล้อม จนหมอเถาก้าวเดินไม่ถนัดจนต้องตวาดไล่เต็มเสียง “ไอ้ดำ ไอ้ดอก ไอ้เด่น ไอ้แดง หลีกไปก่อนเดี๋ยวข้าล้มอดกินกันหมด”

บริวารทั้งหลายไชโยโหร้องทั้งเห่าทั้งหอนเกรียวกราวพร้อมกันจนอึงคนึงโกลาหล หมอเถาเดินฝ่าฝูงบริวารจนถึงโคนโพธิ์จัดแจงวางกระบุงลง ควักแบ่งกองเป็นหย่อมๆให้แต่ละตัวอย่างเป็นธรรม มากน้อยตามฐานานุรูปทั้งต้องคอยเป็นกรรมการรักษาความสงบเรียบร้อยมีทั้งการตัดสินลงทามิให้ฝูงบริวารมีการแย่งกันเกิดขึ้น  หมอเถานั่งยองๆมองดูฝูงสุนัขที่อุตส่าห์หาอาหารมาเลี้ยงทุกวันพระ มองดูไปทีละตัวเจ้าตัวที่ผอมโซอดอยากก็กินตะกละตะกรามหมดก่อนแล้วเลี่ยงภัยเข้าแย่งตัวอื่นต่อไป ข้างนังตัวเมียลูกดกไม่ค่อยได้กินมัวแต่แยกเขี้ยวขู่คำรามกีดกันตัวอื่น ปล่อยให้ลูกๆกินจนอิ่มหมอเถาดูไปคิดไปปลาบปลื้มอิ่มอกอิ่มใจไปตามประสาคนแก่ใจบุญและคิดเพ้อๆไปว่าชาติหน้าถ้ามีจริงอย่างคำพระท่านว่าเป็นบุณกุศลเจ้าพวกนี้เกิดเป็นขึ้นจะเป็นบริวารห้อมล้อมตัวเราเป็นแน่ พอคิดมาถึงครั้งนี้ก็เกิดชะงักนึกในใจว่าถ้าเป็นจริงก็คงต้องขอข้าวพระมาเลี้ยงดูบริวารเช่นเดียวกับเมื่อเป็นชาติสุนัขอีกเป็นแน่  กำลังคิดเพลิดเพลินเพ้อฝันอยุ่รู้สึกมีอะไรมาดุนหลังไม่ต้องหันไปดูก็นึกรู้ว่าต้องเป็นเจ้าตัวที่กินหมดแล้วจะขออีก จึงพูดภาษาคนแทนภาษาหมาบอกปัดส่ง  “หมดแล้วเว้ย ไม่มีการฉายรอบสองอีกว่ะ”  กลับได้ยินเสียงอ้อนวอน  “ขอฉันกินมั่งซีลุง ฉันหิว”

หมอเถาได้ยินถนัดสองหูทีเดียว พอได้คิดว่าหมาพูดได้เท่านั้นขนลุกซู่ตลอดหัวร้องเอิ๊บผวาสุดตัวลุกขึ้นยืน เหลียวขวับดูเจ้าหมาตัวพูดได้

พอเห็นถนัดตา ก็ถอยหลังไปตั้งหลักแปลกใจที่ผู้พูดกลายเป็นเจ้าเด็กน้อยหน้าตาน่ารักผิวพรรณสะอาด แต่เสื้อผ้าขมุกขมอมนั่งมองตาแป๋ว แปลกใจในกิริยาของหมอเถาเช่นกัน

“บ๊ะ…เจ้าหนู”  หมอถาทักทายวิสาสะ แต่หัวใจยังเต้นกระทบซี่โครงโครมคราม  “มันยังไงกันว๊ะถึงมาสะกิดข้า ขอข้าวหมากิน”

“ฉันหิวจริงๆ จ้ะลุง”  เจ้าเด็กน้อยตอบซื่อๆ  “ไม่ได้กินมาสองวันแล้ว”

“ประเดี๋ยวก่อน เอ็งสาบานก่อนว่าเอ็งเป็นคนไม่ใช่ผีนะ”  หมอเถายังไม่ไว้ใจสายตาตัวเองที่เห็น

“โธ่ลุง ฉันคนแท้ๆ”  เจ้าหนุตอบขึงขัง  “ถ้าอดข้าววันนี้อีกวันละก็ ต้องเป็นผีอย่างลุงว่าแน่ๆ

ในใจหมอเถานึกว่าเจอเด็กดีเข้าแล้ว แกหัวเราะชอบใจ

“ไปยังไงมายังไงกันว่ะเจ้าหนู อยู่ๆ มาขอแย่งข้าวหมากิน ข้าไม่เคยเห็นหน้าตามาก่อน เจ้าเป็นคนเมืองนี้หรือเปล่า”

“เดี๋ยวค่อยตอบก็ได้ลุง” เจ้าหนูคารมแหลมกลับย้อนถามเอา “ว่าแต่เรื่องข้าวลุงพอมีแบ่งให้ฉันกินมั่งหรือเปล่าล่ะ”

“ว๊ะ ใครถามใครกันแน่”  หมอเถาเกาหัวแกรกแล้วก็พูดลองใจ “ก็ถ้าเผื่อข้าวมันไม่มีหรือมีแต่ไม่แบ่งให้ จะว่าอย่างไรเจ้าหนู”

“ก็ไม่จำเป็นต้องเล่ากำพืดของฉันให้ลุงฟังน่ะซี”

“บ๊ะ…แล้วกัน”  หมอเถาอุทานเพราะฟังดุยอกย้อนจนคิดไม่ทันเด็ก

“ไม่บ๊ะ…ละลุง”  เจ้าหนูยืดอกพูดฉะฉาน “เมื่อไม่มีข้าวกินก็เรื่องอะไรจะมาเสียเวลาเล่า ให้มันหิวจัดเข้าไปอีก ลุงก็ไม่ได้ประโยชน์ฉันก็ไม่ได้ประโยชน์แล้วก็คนกำลังหิว ๆ เล่าอะไรไม่ออกหรอกลุง เรื่องมันยาวนักเสียเวลานาน”

หมอเถาครางอือในคอ นิ่งพินิจพิจารณาหน่วยก้านเจ้าเด็กน้อย ดูมันพูดจาองอาจชาญฉลาดน่ารัก   จนขนาดตัวเราอายุห่างกันถึง 4 รอบ ยังคิดไม่ทัน ชักนึกชอบใจและเกิดเมตตาจิต  “เอาเป็นตกลง

ว๊ะ”   หมอเถารับปาก “ข้ายอมเสียข้าว 1 มื้อแลกฟังนิทานชีวิตของเจ้าแต่เอ็งต้องสัญญากันก่อน”

เจ้าหนูนัยน์ตาเป็นประกายดีใจ “สัญญาอะไรลุง ถ้าไม่ใช่สัญญาว่ากินแล้วจะต้องจ่ายสตางค์ค่าข้าวละก็ สัญญาอะไรก็ตกลงหมดขอให้ได้กินก็แล้วกัน”

หมอเถาพูดหัวเราะสัพยอก “สัญญาว่าจะไม่เล่าเรื่องยาวแรมเดือนถึงจะจบน่ะซี ข้าไม่มีปัญญาจะหาข้าวมาให้กินทุกวันน่ะซี”

“โธ่ลุง  ไม่ใช่เรื่องยี่แกนี่” เจ้าหนูหัวเราะยิงฟันขาว  หมอเถาหัวเราะชอบใจคิดในใจว่ายิ่งพูดยิ่งเสียท่าเจ้าเด็กน้อยนี้ทุกประตูจึงคว้ากระบุงข้าวแบกใส่บ่าหันมาพยักหน้าชวน  “มาตามข้ามาเจ้าหนู ข้าจะพาไปเลี้ยงข้าวที่ตลาด คนปากดีๆ อย่างเจ้า อย่ากินข้าวแย่งหมาเลยว๊ะ”

เจ้าหนุแสดงความยินดีปรีดาจนเห็นได้ชัดออกเดินตามพมอเถาต้อยๆถ้ามีหางก็คงจะกระดิกชอบใจเช่นเดียวกับกลุ่มบริวาร ซึ่งอิ่มหมีพีมันหมดแล้วทุกตัว  บนกุฏิหลวงตา ครูก้อนมาคอยอยู่ตั้งแต่เที่ยง นั่งคุยกับหลวงตาชื้น จนหมดน้ำชาเป็นกาที่ 2 ก็แล้ว ก็ยังไม่เห็นหมอเถาโผล่มาจนชักนึกเป็นห่วงว่า จะมีเหตุเภทภัยเกิดแก่เพื่อนจนถึงผิดนัด   พอครูก้อนจะนึกต่อไปอีก ก็พอดีประตูชานกุฏิเปิดออก เห็นหมอเถาเดินยิ้มเข้ามาและมีเจ้าเด็กน้อยอายุประมาณ 13-14 เดินตามหลังมาติดๆ   พอถึงระเบียงยกพื้นต่อหน้าหลวงตาชื้นหมอเถาก็บอกเจ้าเด็กน้อยให้กราบเคารพรวมทั้งไว้ครูก้อนซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่า   ครูก้อนมองหน้าหมอเถาเหมือนจะถาม หมอเถารู้ใจจึงชิงล่าเสียก่อน “พบกันหลังวัดอดอยากมาสองวัน ก็เลยพามาเลี้ยงข้าว”  “ก็แล้วมันลูกเต้าเหล่าใครล่ะ”  หลวงตาชื้นถามขึ้นบ้าง  “เด็กชุมพรคะรับ”  หมอเถาเล่าเรื่องแทน เพราะเพิ่งได้รับคำบอกเล่ามาเมื่อตอนเลี้ยงข้าว  “หนีออกจากบ้านมาหลายวันแล้วเพราะคับแค้นทางบ้านเรื่องพ่อ เกาะรถไฟมาลงที่เที่ยวขอข้าวเขากินเรื่อยมา”  ครูก้อนมองดูหน้าเด็กแล้วปรารภลอยๆ “หมอเถาคบเด็กอีกแล้วลืมเรื่องเจ้าหนูบุญเกื้อที่เอาไปยกให้ท่านนายอำเภอเสียแล้วรึ อีทีนี้ละก็หมอเถาต้องรับเป็นพ่อเลี้ยงเองละ”

“เดี๋ยว ครูก้อน” หมอเถายกมือห้ามไว้แล้วหันไปเรียนหลวงตา “ผมพบที่หลังวัด อดข้าวมาน่าสงสารมาขอกิน หมาผมยังยอมเหนื่อยยากหาข้าวให้กิน นี่เด็กทั้งคนตาดำๆจะให้ผมทอดทิ้งยังไงได้”

“เออหมอเถามันใจบุญ เป็นกุศลดีแล้วหมอเถา” หลวงตาชมต่อหน้า

“เด็กเล่าให้ฟังว่า กำพร้าแม่เมื่อปีที่แล้ว พ่อมีเมียใหม่ ตัวเองเกลียดแม่เลี้ยง ถูกหาเรื่องให้ถูกลงโทษเสมอแทบทุกวัน ครั้งสุดท้ายนี่โดนทั้งตีนทั้งมือพ่อและแม่เลี้ยง ทนความทารุณไม่ไหวก็เลยหนีออกมาจากบ้าน มุ่งไปตายเอาดาบหน้า อดๆอยากๆน่าเวทนา ถ้าเป็นครูก้อนพบเข้าคิดว่าจะปล่อยไปตามบุญตามกรรมอย่างนั้นรึ”

ครูก้อนสงสัยยังซักต่อไปอีก “แล้วหมอเถาพามาที่นี่เพื่ออะไร”

“ก็พามาจะปรึกษาหาทางช่วยเด็กมันบ้างนะซี ปัญญาฉันคนเดียวคิดเท่าไรๆมันก็คิดไม่ออก

ครั้นจะให้สตางค์ไปเป็นค่าข้าวก็ทำได้หรอกแต่ไม่กี่วันก็ต้องไปอดอีกน่ะแหละ”

“ก็ชวนอยู่กะหมอเถาเสียซี” ครูก้อนออกความเห็นง่ายๆ “หมอเถาก็อยู่คนเดียวจะได้เป็นเพื่อนและได้อาศัยไหว้วานใช้สอยได้มั่ง”  หมอเถามองหน้าเพื่อนนึกตำหนิในใจ “อ้ายการคิดเอาแต่ได้ข้างตัวเองน่ะมันง่าย การเลี้ยงเด็กสักคนคงไม่สิ้นเปลืองเพิ่มขึ้นเท่าไรเช้ากินผักบุ้งผัด เย็นกินถั่วงอกผัดอย่างที่กินอยู่ทุกวันก็พอเลี้ยงให้มันโตไปได้ แต่มันจะโตเป็นควายเหมือนหมอเถาคนเลี้ยง เพราะไม่ได้เล่าเรียนเขียนอ่านอะไร ถ้าเผื่อเด็กมันมีบุญมีวาสนามีปัญญาจะเป็นเจ้าใหญ่นายโตในวันข้างหน้าก็เท่ากับฆ่าให้มันตายทั้งเป็นครูก้อนเอ๋ย”  เจ้าเด็กน้อยนั่งสงบเสงี่ยมแต่แรกก็พูดขึ้นบ้าง “ผมตั้งใจรบกวนเพียงข้าวของลุงมื้อเดียวเท่านั้น แล้วก็จะขอลาไปต่อไป หมามันพูดขอใครกินไม่ได้ยังไม่อดตายผมพูดขอเขาได้ ยกมือไหว้ขอเขาไปตลอดทางก็คงไม่อดหรอกลุง ผมขอบใจที่ลุงห่วงผม แต่ชีวิตอย่างนี้ยังดีกว่าอยู่ที่บ้าน ถูกแตะถูกตบเจ็บตัวแลัวยังไม่ได้กินข้าวด้วย”

หมอเถาสะเทือนใจในเคราะห์กรรมของเจ้าเด็กน้อย “เอ็งเฉยๆเถอะให้พวกลุงใช้สติปัญญาคิดกันก่อนไม่อดหรอกว๊ะ ผิดนักก็บวชเป็นเณรกินข้าววัดอยู่กะหลวงตาที่นี่แหละ”

“อ้าวหมอเถา”  หลวงตาเอกเขนกนิ่งฟังมานานลุกขึ้นนั่ง  “คิดกันไปคิดกันมาเอามายัดไว้กะฉันนั่นเอง เออ..ความคิดจำเริญดีแท้”

ครูก้อนสนใจคำสุดท้าย ของหมอเถาเพราะทำให้เกิดความคิด  “เมื่อกี้หมอเถาว่าเผื่อวาสนามันจะดีไปเบื้องหน้าทำไมเราไม่ผูกดวงเด็กดูดีชั่วอย่างไรก็พอจะมองเห็นทางมั่ง”

“จริงซี หัวคิดฉันมันทึบไปได้”  หลวงตาชื้นก็พลอยเห็นด้วยจัดแจงหยิบกระดานโหรและปูมส่งให้เสร็จ “เออผูกดวงดูกันเอาเอง ทั้งคู่นั่นแหละ จะได้ฝึกซ้อมไว้ให้คล่อง”

หมอเถารับกระดานโหรมา ถามวันเดือนปีและเวลาเกิดพอผูกดวงเสร็จก็ถูกเด็กถาม

“ลุงเป็นหมอดูเร๊อะ เหมาะที่เดียวผมอยากรู้เรื่องสำคัญเรื่องเดียวเท่านั้น”

“เรื่องอะไรว๊ะเจ้าหนู” หมอเถาเงยหน้าถาม  “เรื่องสมบัติพัสถานของพ่อจ๊ะลุง พ่อมีนามีสวนหลายแปลงจะตกถึงผมหรือจะได้กะแม่เลี้ยงลูกเลี้ยงของพ่อก็ไม่รู้” ทั้งครูก้อนและหมอเถาก้มหน้าลงดูกระดานโหรที่ผูกดวงไว้ “เรื่องทรัพย์สินเงินทอง” หมอเถาพึมพำพูดกับตัวเอง “มันต้องดูเรือนกดุมภะพฤหัสเป็นศรีมาครองเรือนอยู่ เออสำเร็จแน่เรื่องสมบัติว๊ะเจ้าหนูพื้นดวงมันมีหวัง”

“เห็นทีจะผิดกระมังหมอเถา”  ครูก้อนค้านทันที  “ฉันว่ามันจะอดเสียน่ะนา”

“อดยังไง ศรีครองเรือนกดุมภะเป็นมหาจักรหราอยู่ยังงี้ ร้อยทั้งร้อยแหละครูก้อนเอ๋ย” หมอเถาเถียงเสียงดังแกมหัวเราะเยาะเอาเสียอีก

“เออ ศรีก็ศรีแหละว๊ะ”  ครูก้อนชี้นิ้วจิ้มกระดานดังกึก” ดูที่เรือนอังคารเจ้าเรือนกดุมภะตัวเงินตัวสมบัตินั่นแหล่ะไปกอดจันทร์ตัวกาลกิณีกลมดิกอยู่ภพศุภะโน่น มันจะสำเร็จได้ยังไงหมอเถา”

“เออจริงว่ะ”  หมอเถามองดูตามมือแล้วก็เงยหน้าดูครูก้อนนิ่งอึ้ง

ครูก้อนเองก็ส่ายหน้าลำบากใจ “ทั้งศรีทั้งกาลกิณีทั้งดีทั้งชั่วแล้วจะทายเขาว่าอย่างไรดี พอออกโรงก็เจอดวงดีลองภูมิเข้าให้”

หลวงตาชื้นชะโงกดูแล้ว ก็หัวเราะชอบใจ “เจอดวงครูเข้าแล้วเจ้าสองสหาย”

ทั้งหมอเถาและครูก้อนสิ้นคิด พนมมือหันมาทางหลวงตา แต่ท่านรู้ทันจึงดักคอเสียก่อนทันควัน

“พนมมืออีกแล้วมันใจเสาะจริงพอเจออยากเข้าหน่อยก็จะโอนมาให้ฉันละซี ค่อยพินิจพิจารณาให้ดีเถอะ มันต้องมีทางทายน่า”

หมอเถาส่ายหน้าท้อแท้ “ลงดวงเข้ารูปนี้มันเท่ากับตัดหนทางผมชัดๆ”

หลวงตาชื้นให้สติปลอบใจศิษย์ “ค่อยๆดูไปทีละขั้นอย่าไปรวบรัดเบ็ดเสร็จ มันก็จนมุมน่ะซีดวงมันชัดๆไม่เห็นจะยากตรงไหน”

หมอเถานึกย้อนในใจว่า “หลวงตานะซีไม่ยาก ครูก้อนพยายามตรวจดูถ้วนถี่ก็ยังนึกไม่เห็น”

“จะทายข้างดีก็ดี จะทายข้างร้ายก็ร้ายหรือว่าเรื่องทรัพย์สินสมบัติมันจะทั้งดีทั้งร้าย”

“เออ จะเกือบถูกแล้ว” หลวงตาว่า “มันต้องอ่านให้ออกว่าดีเรื่องอะไร ร้ายเรื่องอะไร”

เด็กน้อยเจ้าของดวงชะตานั่งสงบเสงี่ยมฟังอยู่นานแล้วก็ออกความเห็นมั่ง “ใช้โยนหัวโยนก้อยเอาได้ไม๊ลุง ว่ามันจะดีหรือร้าย”

หมอเถาชักนึกอายเด็ก  ขันก็ขัน พาลดุส่ง “อย่ายุ่งเรื่องของผู้ใหญ่เจ้าเด็กน้อยนั่งฟังเฉยๆ”

หลวงตาจ้องหน้าสองศิษย์ “นี่ถ้าครูสมศักดิ์เขามาด้วย มิอายเขาแย่หรือ”

หมอเถากับครูก้อนพนมมือไม่ยอมลด “ขอคำอธิบายอีกสักครั้งเถอะขอรับแต่ก่อนก็ไม่เคยเจอดวงเช่นนี้”

“ต้องปรับโทษเสียบ้างจะได้จำ จะยอมไหม”

“ยอมขอรับ”  ทั้งคู่รับคำโดยไม่ต้องคิด “พรุ่งนี้ก่อนเพลมาล้างกุฏิและนอกชานให้สะอาดทั้งคู่นั่นแหละ” หลวงตาระบุโทษแล้วก็ลากกระดานโหรมาใกล้ตัว “ในชั้นต้นต้องตรวจดวงดาวและลัคนาเขาเสียก่อนว่ามันน่าจะถูกต้องหรือไม่ ไม่ใช่ว่าพอเขาบอกเวลาเกิดก็วางลัคนาทายปั๊บกันเลย ถ้าเขาเกิดจำเวลาเกิดผิดพลาดโดยไม่รู้ตัวเลย ไม่รู้ว่าเป็นดวงเขาหรือดวงใคร”

หมอเถากับครูก้อน รับสารภาพตรงๆ “ผมไม่ทราบวิธีตรวจดวงขอรับ”

หลวงตาชื้นสอนไปบ่นไปตามวิสัยคนแก่

“ก็ต้องดูว่าเรืองราวที่เขาเล่าเขาบอกมาพอมีเค้าอยูในดวงชะตาหรือเปล่า ถ้าไม่มีก็ต้องลองทายอย่างอื่นสอบดาวสอบเหตุเขาดู ถ้ามีส่วนถูกต้องอยู่บ้างจึงค่อยทำนายเขาต่อไป ถ้ามันผิดพลาดหลายข้อ

หลายกระทงนัก ก็ต้องสอบหาเหตุให้ได้ ถ้าไม่รู้เหตุก็จงอย่ารีบทายเขาเลย เสื่อมตัวเสื่อมวิชาเปล่าๆทั้ง

จะเกิดโทษแก่เจ้าชะตาด้วย”

ทั้งหมอเถาและครูก้อนพนมมือรับคำ “ขอรับ”

“เออ เจ้าสองคนนี้มืออ่อนปากอ่อนจริงๆ”  หลวงตาชื้นบ่นเรื่อยไปอีก “อย่างเช่นดวงนี้เขาเดือดร้อนเรื่องบิดา เราก็ลองตรวจดูทางเรือนศุภะของเขาดูก่อน เจ้าเรือนศุภะคือพุธไปตกเป็นอริแก่ลัคนามันก็พอมีเค้าว่าบิดาเป็นอริแก่ตัวเขาและซ้ำยังเป็นวินาสน์แก่ตนุเศษ กับจิตใจก็หมายถึงไม่เข้าใจจิตใจซึ่งกันและกันอีกแต่ถึงกระนั้นก้ยังไม่พอ”

ยังต้องตรวจสอบอีกหรือคะรับ”หมอเถานึกท้อใจว่าตลอดชีวิตตัวเองคงจะเอาเก่งได้ยาก เพราะแต่ละสิ่งไกลเกินสติปัญญาตัวเองนัก

“การพยากรณ์ตรงชะตาเขาไม่ใช่ตะครุบเอาดวงเพียงดาวสองดวงแล้วก็พยากรณ์เขาไป ดาวมันตั้ง 10 ดวงมันต้องดูให้ทั่วอ่านประกอบสอบกันหลายๆแง่หลายๆมุม ถ้ามันรับกันกับชีวิตเขาคอยแน่ใจ อย่างเช่นดวงนี้ลองเหลียวดูราหูที่เป็นวินาสน์ลัคนาและเป็นอริกับตนุเศษอยู่ดูทีหรือมันจะเป็นคุณหรือเป็นโทษเรื่องอะไร”

ครูก้อนอ่านทันที “ราหูเป็นเจ้าเรือนปุตตะมาตกวินาสน์ลัคน์เรือนพุธ พุธเจ้าเรือนไปตกภพอริอีก”

“เอ้าหมอเถากะครูก้อนลองเอาภพเอาดาวอ่านทายดูทีหรือเป็นอย่างไร” หลวงตาชื้นพนักหน้า

“ปุตตะ-วินาสน์-อริ”  หมอเถาท่องทวนตำแหน่งภพตรึกตรอง”  เจ้าชะตามีบุตรจะเลี้ยงยากนะครับ”

“ถุย…”น้ำหมากหลวงตาชื้นลอยเป็นละอองเปื้อนหมอเถา  “เจ้าขี้เท่อมันช่างไม่มีไหวพริบเสียมั่งเลย เมื่ออ่านภพมันไม่เข้าเรื่องมันก็ต้องเอาดาวมาขยายความประกอบอ่านให้มันกลมกลืนกันซี”

“ทั้งภพทั้งดาวมันจำกัดตายตัวอยู่เพียงแค่นั้นนี่ขอรับ”  ปัญญาครูก้อนก็คงไม่ฉลาดเกินหมอเถา

“เห็นเล่นเดชเล่นศรีนึกว่าจะฉลาดก็ดูทีหรือว่า  ราหูคือมุละเป็นถิ่นฐานบ้านช่องหรือมิใช่  เมื่อมูล.ปุตตะ.วินาสน์.อริ มันก็ได้ความว่าบ้านช่องที่อยู่มาแต่เด็กๆก็จะต้องจากพลัดพรากไป เพราะความอริเดือดร้อนทางตนุเศษจิตใจมันก็ได้ความอย่างเดียวกัน”

หมอเถาฟังหลวงตาชื้นอ่านเรือนอ่านดาวเห็นชัดเหมือนอ่านหนังสือนึกเจ็บใจตัวเองของง่ายๆแต่คิดไม่ออก “โธ่เอ๋ยหัวอ้ายหมอเถามันช่างโง่เง่า จนน่าจะเอาเช็ดตูดหลวงตานัก”

หลวงตาชื้นหัวเราะอารมณ์ดี

“ทีนี้ให้มาดูเรื่องกดุมภะที่เขาถามมั่งเจ้าเรือนกดุมภะคืออังคารไปอยู่ภพศุภะมันก็อ่านตรงๆก็คือสมบัติที่เจ้าชะตาหวังพึ่งพาอาศัยหรือสมบัตินี้อยู่ที่พ่อ พุธเจ้าเรือนศุภะไปตกเป็นอริแก่ลัคนามันก็จะ

เกิดขัดข้องเป็นอริ จันทร์ซึ่งเป็นกาลกิณีเข้าเกาะอังคาร ตัวกดุมภะในเรือนศุภะเรือนพ่อเข้าอีก เห็นทีจะ

ไม่ได้สมบัติแน่ ไม่ได้เรื่องอะไรก็ต้องดูมันต่อไปอีก กาลกิณีคือจันทร์ร่วมอังคาร ดาวคู่นี้มันมีความหมายถึงอิจฉาริษยามันก็ตรงตามเรื่องของเขานั่นแหละ”

หมอเถาถึงจะเข้าใจแจ่มแจ้งแต่ก็ยังติดใจอยู่เรื่องเดิม “แล้วพฤหัสเป็นศรีครองเรือนกดุมภะเล่าขอรับ”

“เออดี หมอเถามันฉลาดคิดฉลาดถาม การเป็นนักพยากรณ์มันต้องหัดสงสัยดาวเข้าไว้คอยถามตนเองมันถึงจะมีคำตอบและคำตอบนั่นแหละคือคำพยากรณ์เขา”

ครูก้อนชักเห็นคล้อยไปกับหมอเถา “พฤหัสเป็นศรีให้คุณอยู่ภพกดุมภะมันน่าจะมีผลหรือหักล้างกาลกิณีให้ดีขึ้นได้บ้าง”

หลวงตาชื้นหยุดจิบน้ำชากลั้วคออีกใหญ่จนหมดถ้วย “ชีวิตคนเราไม่เหมือนเส้นบรรทัดเป็นศรีมิใช่จะตีตลอดไป มันมีดีมีชั่วมีเกิดมีดับเป็นอนิจจังเหมือนเช่นบุญและบาปมันย่อมแสดงผลดีชั่วตามสภาวะของเขาไปตลอดมิใช่ว่าจะหักกลบลบล้างกันได้ อย่างเช่นบางคนทำบุญล้างบาปมันไม่มีผล”

หลวงตาพูดเพลินพอนึกได้ก็ชะงัก “ขอโทษว่ะ นึกว่ากำลังขึ้นธรรมมาศเทศน์”

ครูก้อนแย้งว่า ดวงชะตาเป็นเรื่องชีวิต ธรรมะก็เป็นเรื่องชีวิต  ธรรมกับดวงชะตาก็เป็นเรื่องเดียวกันแยกกันไม่ออก”

หลวงตาหันมาพูดต่อเรื่องศรีอีก “พฤหัสเป็นศรีย่อมให้ผลเป็นคุณแก่กดุมภะแน่ เช่นเดียวกับกาลกิณีย่อมให้โทษแก่เจ้าเรือนกดุมภะเช่นกัน พฤหัสเป็นดาวสร้างสรรค์ก็จะสร้างฐานะให้เป็นสมบัติใหม่และพฤหัสมาจากเรือนอริเมื่อเห็นเป็นศรีก็ย่อมจะสำเร็จผลจากกการต่อสู้ดิ้นรนขวนขวายด้วยความเหนื่อยาก ส่วนอังคารเจ้าเรือนทรัพย์สมบัติเดิมที่อยู่กับเรือนศุภะเรือนพ่อก็ย่อมสูญสลายไปตามผลอำนาจแห่งกาลกิณีนั้น”

“พอจะมองเห็นแล้วคะรับ” หมอเถาชักปัญญาแล่น “หลวงตาเคยสอนให้ดูวาสนาที่ตนุลัดคน์ของเขาดวงนี้ศุกร์เป็นตนุลัคน์ไปเป็นเกษตรในภพมรณะและศุกร์เป็นอุตสาหะคงอ่านอย่างหลวงตาเมื่อครู่นี้ก็ได้ความชัดว่าเจ้าชะตาจะเกิดหลักฐานเป็นปึกแผ่นมั่งคงในถิ่นไกลแดนไกลจากที่เกิดนั่นเองและจะตั้งตัวได้ด้วยความอุตสาหะเจ้าหนูเอ๋ย มุ่งหน้าไปสร้างสมบัติใหม่เถอะวะอย่าไปอาลัยอาวรณ์ทรัพย์สินของพ่อเลย

ครูยังข้องใจอยู่จึงถามอีก “หลงตาขอรับเพราะอะไรอังคารเป็นเจ้าเรือนกดุมภะของเจ้าชะตาทำไมจึงเป็นทรัพย์สมบัติเก่าและเป็นทรัพย์สินของพ่อเขาและพฤหัสจึงมาเป็นสมบัติใหม่ผมขออภัยที่

ยังเข้าใจเหตุผลไม่ชัดเจน”

“ฉันพูดรวบรัดไปหน่อยก็อังคารเป็นเจ้าเรือนกดุมภะมาดั้งเดิมก็เท่ากับเป็นทรัพย์เดิม ส่วน

พฤหัสเป็นดาวลอยจากเรือนอื่นมาอาศัยอยู่เรือนกดุมภะทีหลังก็ย่อมเป็นสมบัติใหม่และอีกประการที่อังคารเป็นสมบัติของพ่อก็คือ “หลวงตาหยุดชะงักนิ่งมองหน้าสองศิษย์เหมือนจะตกลงใจอยู่ครู่หนึ่ง “จะสอนไม้ครูไว้ให้สักอย่างเป็นเกร็ดสอยดาวเขาเรียกพระเคราะห์ถ่ายเรือน”

ทั้งครูก้อนและหมอเถารีบยกมือไหว้ดีอกดีใจหนักหนาแบะหลวงตาก็ชี้กระดานโหร

“เจ้าเรือนศุภะซึ่งมีความหมายถึงบิดาของเขาก็คือพุธไปครองอยู่ราศีมีนเราต้องนึกกำหนดเอาว่าพุธนั้นคือบิดาเขาเรือนกดุมภะของพุธนั้นก็คือราศีมษมีอังคารเจ้าเรือน ฉะนั้นอังคารนั้นคือทรัพย์สมบัติแห่งบิดาเขาด้วย”

ทั้งหมอเถาและครูก้อนก้มลงกราบปลาบปลื้มในเกร็ดพยากรณ์ที่อาจารย์ย้ำบอกให้หมอเถาจึงออกปากชมเชยยกยออาจารย์โดยทันคิด

“หลวงตามีเกร็ดเต็มตัวทีเดียวคะรับ”

“เฮ้ย ชมอย่างอื่นเถอะว๊ะ หมอเถา อ้ายเกร็ดเต็มตัวมันก็งูน่ะซี”

หมอเถาต้องรีบก้มลงกราบอีกหลายรอบ ขออภัยเพราะไม่ทันคิดว่าจะฟังเป็นอื่นไปได้

“ล้อเล่นไม่ถือหรอกว๊ะ หมอเถา”  หลวงตาหัวร่อรื้นชอบอกชอบใจ แล้วหันมาทางเจ้าเด็กน้อยหน้าแฉล้ม “ดวงเอ็งจะได้ดีไปในภายหน้าแต่ต้องอุตสาหะพยายามให้ดี ข้าจะส่งเอ็งไปอยู่กรุงเทพฯไปเป็นศิษย์อาศัยมหาครื้นเขาอยู่จะได้เข้าโรงเรียนด้วย ขัดสนค่าเล่าเรียนข้าพอมีเงินที่คนอื่นเขาทำบุญถวายข้ามา ข้าก็จะส่งเสียทำบุญกะเอ็งต่อไป ลูกหลานข้าก็ไม่มีแล้ว”

เจ้าเด็กน้อยพนมมือไหว้น้ำตาคลอดีใจที่มีวาสนาโดยไม่คิดไม่ฝันก้มลงกราบเท้าหลวงตา จนน้ำตาหยดเปียกฝ่าเท้าหลวงตาชื้น ทั้งหมอเถาและครูก้อนก็พลอยปิติตื้นตันในความเมตตาที่หลวงตามีต่อสัตว์ผู้ยาก

 

---------------------------------------------------------

 

“จุดคราสในดวงชะตา”

 

วันนักขัดตฤกษ์ นักเรียนไม่ต้องไปโรงเรียน ข้าราชการไม่ต้องไปทำงาน ชีวิตชุมชนในจังหวัดเล็กๆจึงดูเหมือนจะพลอยหยุดพักผ่อนในวันนี้ไปด้วย  แม้แต่ดินฟ้าอากาศก็สงบและอ้อยอิ่งเหมือนคนเกียจคร้าน

กระทั่งเวลาสายเลยเพล บ้านเรือนเงียบสงบแต่ในวัดกลับคึกคักด้วยผู้คนมาทำบุญเพื่อหวังความสุขในพลานิสงส์ โดยเฉพาะบนกุฏิหลวงตาชื้น มีแขกทั้งชายหญิงคับคั่งมากหน้าหลายตา มีคุณนายเฮี๊ยะปากน้ำกรดกับแม่บุษบา(ฮวย) ลูกสาว  และคุณนายทรัพย์เศรษฐีนีแหวนเพชร แม่ยายทิดจวงกับแม่ศรีลูกสาวและลูกเขยมากันพร้อม แขกประจำที่ไม่ต้องนับเข้าบัญชี คือ หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ต่างคนต่างมีความตั้งใจตรงกันคือจะถวายภัตตาหารเพลแด่หลวงตาชื้น  แต่เมื่อมากเจ้าภาพก็มากกับข้าวคาวหวาน จึงเลยนิมนต์พระองค์อื่นจากกุฏิใกล้เคียงร่วมฉันเพลด้วย รวมเป็น 5 องค์ บนหอฉัน

กระทั่งพระฉันอาหารคาวเสร็จสำรับกับข้าวพร่องไปแทบทุกสิ่ง เจ้าของต่างปลื้มใจนักหนา ลูกศิษย์พระที่ตามอาจารย์มาก็คลานเข้ามาลำเลียงอาหารออกไปเพื่อตั้งวงกินกันต่างหากทางระเบียงกุฏิ โดยมีเณรชั้วเป็นหัวหน้ากำกับการ

ของหวานลำเลียงเข้ามาประเคนแทนคุณนายทรัพย์เจ้าภาพที่ถวายของหวานด้วยทุเรียนเนื้อเหลืองอร่ามจานใหญ่จนคุณนายเฮี๊ยะอดหมั่นไส้ไม่ได้ยิ่งนิ้วของคุณนายที่ชี้เชิญพระฉันเป็นนิ้วที่ประดับด้วยแหวนเพชรเม็ดใหญ่ถึง 3 วง  ส่งแสงวูบวาบบาดตาบาดใจคุณนายเฮี๊ยะให้หมั่นไส้ยิ่งขึ้นไปอีก

หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์  ถือตัวว่าตนมีศักดิ์เป็นศิษย์หลวงตา เหมือนศิษย์วัดจึงไปตั้งวงคุยกันอยู่ห่างๆ และทิดจวงก็ตามมาร่วมวงด้วย   เสียงคุยกันนั้นเบาๆซุบซิบกันก็จริง  แต่ตอนสำคัญเสียหัวเราะดังเต็มเสียง จนหลวงตาต้องเหลียวสบตาลูกศิษย์บ่อยครั้ง

พอพระฉันของคาวหวานเสร็จ เณรชั้วหัวหน้าศิษย์พระก็เข้าลำเลียงจานของหวานทั้งขนมสัมสูกออกจากวง         และจานสุดท้ายเณรชั้วเป็นคนถือเองคือจานทุเรียนที่ยังเหลือ 3 พู

สงฆ์ฉันเสร็จก็จัดจีวรให้เข้าที่เป็นระเบียบเรียบร้อย รอให้เจ้าภาพคือคุณนายทรัพย์และคุณนายเฮี๊ยะเตรียมตรวจน้ำ  หลวงตาชื้นเป็นภิกษุมีอาวุดสกว่า ก็เริ่มอนุโมทนาคถา  “ยะถา วาริวะหา ปูราปะริ ปูเรนติ” จนกระทั่งถึงรับสัพพีติโยพร้อมกัน พอถึงบทสุดท้ายให้ศีลให้พรด้วยบทมงคลจักรวาฬน้อย จบลงด้วย “สทาโสตถิ ภวันตุ-เตฯ”

คดีอุกฉกรรจ์ก็เกิดขึ้น เสียงดึงดังโครมครามเสียงตะโกนร้องเอะอะไม่ยอม…ไม่ยอมจากทางระเบียงที่ตั้งสำรับให้เด็กศิษย์พระที่มาฉัน

ทั้งพระทั่งฆราวาสลุกขึ้นชะเง้อดู  ตกอกตกใจ ก็เห็นคนสองคนปล้ำกันอุตลุด คนหนึ่งคือเณรชั้วถูกปล้ำฟัดเหวี่ยงจนอังสะปลิวว่อน เจ้าคนปล้ำชื่อเจ้าดำศิษย์ของสมุห์แจ้งที่มาฉันด้วย ทั้งออกแรงปล้ำและตะโกนสุดเสียงโมโห “ไม่ยอม…ไม่ยอม”

หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์รีบวิ่งเข้าห้ามแยกออกจากกัน  หมอเถากอดเณรขั้วไว้ ครูก้อนล็อคคอเจ้าดำไว้แน่น เพราะเจ้าหมอนี่ยังดิ้นรนกำลังโมโหจะไม่ยอมหยุดท่าเดียว

หลวงตาทั้งโกรธทั้งสงสัยว่ามันเรื่องอะไรกัน หน้าท่านบั้งตะโกนสั่ง  “เอาตัวมานี่ทั้งคู่  เจ้าตัวดี”

ทั้งเรณชั้วและเจ้าดำมานั่งพับเพียบเรียบร้อยต่อหน้าหลวงตายังเหนื่อย จนหอบอกกระเพื่อมทั้งคู่  สมุห์แจ้งอาจารย์ของเจ้าดำทั้งโกรธและขายหน้าที่ลุกศิษย์มาก่อเหตุในกุฏิหลวงตาจึงตวาดถามเสียงเขียว

“มันเรื่องอะไรกันเจ้าดำ ถึงอาละวาดทำร้ายเณรชั้วต่อหน้าต่อตาข้าแท้ๆ”

เจ้าดำตอบอาจารย์ทันที  “ผมไม่ได้อาละวาด ผมจะค้นตัวเณรชั้ว เณรกลับต่อยผมก่อน ก็เลยปล้ำกัน”

สมุห์แจ้งร้องอ้าว เหลียวมองหน้าหลวงตา เหมือนจะฟ้องเณรชั้วในที แต่หลวงตาไม่ทันถามเณรชั้วก็รีบแก้ข้อหาก่อน

“ผมไม่ได้ต่อย เจ้าดำเข้ามาจี้บั้นเอว จั้กจี้ก็เอามือผลักหน้าออกไป”

เจ้าดำยันอาอีก “มือผลักหน้าทำไมต้องกำหมัดผลักด้วยล่ะ”

เณรก็อ้างเหตุผล  “ก็กำลังตกใจ จั้กกะจี้ ใครจะรู้ว๊ะว่ามือมันแบหรือมันกำ”

หลวงตาชั้นสงสัยคำเจ้าดำจึงถามย้ำให้รู้แน่ “เจ้าดำเอ็งว่าค้นเณรชั้ว  ค้นอะไรกัน”

“เณรชั้วขโมยขอรับหลวงตา”  เจ้าดำแจ้งข้อหาทันที เพื่อนๆเจ้าดำยกจานทุเรียนที่เหลือมาวางต่อหน้าเป็นพยานหลักฐาน และไม่ต้องมีใครซักมันอธิบายเสร็จ  “เณรชั้วขโมยทุเรียนที่เหลือจากพระฉัน เมื่อตอนก่อนยกจานผมนับไว้มี 3 พู  พอเณรยกไปถึงระเบียงเหลือ 2 พู ผมเดินตามหลังคุมไปติดๆทีเดียว ต้องซ่อนไว้ในตัวแน่”

“เกิดโจทก์ขึ้นมา เณรชั้วก็ต้องเป็นจำเลยแก่คดีเขาละ”  สมุห์แจ้ง ยังจำความเก่าที่เณรชั้วเคยยุเด็กชาวบ้านขโมยมะม่วงต้นข้างกุฏิของตนจนหมดต้น ยังเจ็บใจมาจนทุกวันนี้ จึงได้ทีตั้งรูปคดีแก้เผ็ด  “ต้องอทินนาเสียด้วยขอรับหลวงตา”

หลวงตาชื้นทั้งโกรธทั้งอาย ที่เณรชั้วเสียท่านเขา ท่านก็รู้ความนัยอยู่ จึงพูดประชดด้วยอารมณ์โมโห

“ถ้าขโมยเขาจริงก็ต้องสึก”

เณรชั้วนั่งหน้าซีดเหงื่อแตก เพราะเจ้าดำโจทก์ยังยืนคำเดิม

“ลองค้นตัวดูซีครับ ต้องมีแน่ๆ”

หลวงตาจนใจหันมาพยักหน้ากับหมอเถาให้เป็นคนค้น  หมอเถาใจคอไม่สบาย เพราะถึงดีชั่วยังไงเณรชั้วก็ศิษย์ร่วมอาจารย์ แต่ก็จำใจต้องทำ เณรชั้วมิได้ครองจีวรคงครองแต่อังสะตัวเดียว และแห่งเดียวที่ถูกสงสัยถือกระเป๋าชายอังสะ  พอล้วงก็เจอทะเรียนพูใหญ่  ถูกปล้ำเกือบเละ จึงล้วงของกลางออกมาวางต่อหน้า

เจ้าดำยิ้มอย่างผู้ชนะ  แต่คนอื่นๆเงียบงันตกตะลึงนิ่ง  สมุห์แจ้งยิ้มอยู่ในหน้าสมใจคิด  พระองค์อื่นไม่กล้าออกความเห็น  หลวงตาชื้นแทบจะลุกขึ้นคว้าสายระเดียงหวดหลังเณรชั้ว เพราะความอายที่ลูกศิษย์ตนกลายเป็นโจร

“ว่ายังไงเจ้าเณรชั้ว จะแก้ตัวว่ายังไงอีก”  หลวงตาถามเสียงแค้นๆ

เณรชั้วหน้าซีดจนเป็นสีขาวแก่  อารมณ์เด็กจึงแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ เพราะกลัวถูกสึก  “มันคงจะกลิ้งตกจากจานลงกระเป๋าไปเองกระมังขอรับ  ไม่รู้ตัวเลย”

หลวงตาชื้นยิ่งโกรธจัด  ที่เณรชั้วแก้ตัวไปข้างๆคูๆจึงชี้หน้า “เจ้าเณรชั้ว เราเป็นลูกผู้ชายผิดก็ยอมรับผิดเสียงตรงๆเสียศีลแล้ว แต่อย่าให้มันเสียศักดิ์ซีวะ”

เณรชั้วร้องไห้ น้ำตาไหลพรากกัดฟันตอบ  “ผมหยิบใส่กระเป๋าเองขอรับหลวงตา”

หลวงตาชื้นเบือนหน้าหนีไม่อยากมองน้ำตาเณรหลานชาย  หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ สงสารเณรชั้วใจจะขาดเพราะคิดว่าต้องถูกสึกแน่

สมุห์แจ้งสีหน้าดูพออกพอใจ  และไม่มีใครเดาใจท่านออกว่ามีเลศนัยอย่างไรเมื่อหันมาบอกหลวงตา

“หลวงตาครับ ผมขออย่าให้ถึงกับต้องสึกเลย ถึงแม้จะผิดโทษสถานหนักก็เถอะ”

หลวงตาฟังออกว่าผู้พูดเจตนาจะย้ำคำของท่านเมื่อสักครู่นี้ เมื่อลั่นปากแล้วก็ต้องรักษาสัตย์

“เมื่อต้องอทินนาขโมยเขา ผิดทั้งทางโลกทางธรรม ต้องสึกแน่บวชให้เปื้อนสกปรกผ้าเหลืองทำไม่ เข้ามานี่ใกล้ๆหน่อย”

เณรชั้วปล่อยโฮออกมาเต็มเสียง ตามประสาเด็ก หมอเถาเป็นคนใจอ่อน จึงพลอยสะอื้นฮักตามไปด้วย พอหลวงตาคว้าอังสะเณร หมอเถารู้สึกเหมือนมีอะไรดลใจ ยกมือไหว้ท่วมหัว ร้องสุดเสียง

“อย่าเพิ่งขอรับหลวงตา เณรชั้วไม่ได้เป็นขโมยแน่ ขออ้ายเถาพูดมั่ง เณรถูกใส่ความ”

สมุห์แจ้งหันมาหัวเราะเยาะ  “หมอเถาแกพูดอย่างคนโง่หรือคนบ้ากันแน่ ของกลางก็ค้นได้ในตัว ทั้งรับสารภาพด้วย ต่อให้พระอินทร์เหาะมาเขียวๆมาบอกว่าไม่ได้ขโมยก็ไม่มีใครเขาเชื่อ”

หมอเถาถูกสบประมาทฉุนกึกขึ้นหน้า  พนมมือไหว้สมุห์แจ้งประชด  “อ้ายเถาน่ะมันโง่ ใครๆเขาก็รู้แล้ว แต่คนฉลาดที่แกล้งโง่หวังสึกเณรทั้งองค์ เพื่อแก้แค้นน่ะแหละจะตกนรก”

สมุห์แจ้งชักร้อนตัว  “เอ๋ หมอเถาพูดพิกล  หลวงตาท่านลงโทษสึกของท่านเองต่างหาก”

“ก็ท่านสมุห์เป็นโจทก์แจ้งอทินนาไม่ใช่เร๊อะ จำเลยก็ยังไม่ทันแก้คดี จะตัดสินรวบรัดเช่นนี้ไม่ยุติธรรมคะรับ”

หลวงตากำลังอารมณ์เสียหันมาตวาดฉุนเฉียว  “หมอเถาไม่ได้ยินเรื่องว่าเณรชั้วมันรับตลอดข้อหา แล้วจะไม่ผิดยังไง”

หมอเถาพนมมือแต้เกรงๆ  “เณรชั้วเป็นเด็กก็รับความจริงตามประสาเด็กแต่ความจริงนั้นอาจไม่ผิดอทินนา หรือลักทรัพย์ก็ได้คะรับ  ผมขอความยุติธรรมเป็นที่พึ่ง”

หลวงตาได้สติชักสะกิดใจคำหมอเถาทั้งดูทีท่าหมอเถามั่นอกมั่นใจอยู่จึงถามว่า  “แล้วจะให้ทำยังไงมันถึงจะยุติธรรมล่ะ”

หมอเถาชี้ตัวท่านสมุห์แจ้ง  “ให้ท่านสมุห์เป็นอัยการกล่าวโทษและผมขอเป็นทนายจำเลยแก้ข้อหา และหลวงตาเป็นผู้พิพากษา”

“จะตั้งศาลบนกุฏิก็เอาว๊ะ”  หลวงตาตกปากด้วย ใจจริงนั้นสงสารเณรชั้วอยู่มาก เพราะเป็นหลานแท้ๆ

สมุห์แจ้งอดกระแหนะกระแหนหมอเถาไม่ได้  “อ้อ เป็นหมอยาแล้วก็มาหัดเป็นหมอดู  มาวันนี้จะริเป็นหมอความ ช๊ะๆหมอเถา”

“คะรับ ท่านสมุห์”  หมอเถายักคิ้วตอบไม่เกรงใจและย้อนกลับ  “แต่อ้ายจะริเป็นหมอเสน่ห์รับจ้างฝังรูปฝังรอย หรือเป็นหมอหวยบอกเบอร์น่ะไม่ขอเป็นแน่”

สมุห์แจ้งหน้าชา  เพราะรู้ว่าถูกหมอเถาแขวะเอา  แต่จำเป็นต้องนิ่งเพราะเสียเปรียบ  ครูก้อน  ครูสมศักดิ์ และทิศจวงเดาใจหมอเถาไม่ออกว่าจะแก้คดีอย่างไร  และแปลกใจที่วันนี้เจ้าเกลอทำยังกะไม่ใช่หมอเถาคนเก่า

เช่นเดียวกับหลวงตาชื้น  ซึ่งเป็นคนโกรธง่ายหายเร็ว ขณะนี้ครุ่นคิดอยู่ว่าหมอเถาจะออกรูปไหน และนึกขันอารมณ์พิเรนของศิษย์

“เอ้าพิจารณาคดีได้ ท่านสมุห์ว่ามา”

สมุห์แจ้งชำเลืองสบตาหมอเถาทนายจำเลย  “ผมขอถือสำนวนเดิม  จำเลยรับสารภาพเพราะจำนนต่อหลักฐาน  ทุเรียนที่ค้นได้ในตัวต่อน้าศาล จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ไม่มีข้อสงสัย ไม่ติดใจซักจำเลยอีก”

ถึงวาระของหมอเถา ซึ่งทั้งกระแอมกระไอ ยึดอก วางมาดทนายและหันมาทางคุณนายทรัพย์

“คุณนายคะรับ  ทุเรียนของคุณนายนำมาถวายพระนั้น  เมื่อพระฉันแล้วเหลือ ยังคิดว่าจะเก็บกลับคืนไปบ้านหรือเปล่า”

คุณนายทรัพย์ตอบทันที ไม่ต้องคิด  “ของทำบุญถวายพระ ไม่ใช่ของไหว้เจ้านี่จ๊ะ  ถวายท่านแล้วก็ย่อมสละแล้ว หวังแต่กุศลเป็นที่ตั้ง”

หมอเถายิ้มกริ่มอยู่ในหน้า พนมมือไหว้พระสงฆ์ที่ยังนั่งอยู่ครบถามว่า  “พระคุณเจ้าทั้ง 5 องค์ ล่ะคะรับ คุณนายถวายท่านแล้ว ท่านก็ฉันแล้ว ยังคิดจะเก็บส่วนที่เหลือไว้ฉันในมื้ออื่นอีกหรือเปล่า”

สมุห์แจ้งคู่คารม  ก็ตอบแทนพระอื่นๆ  “ของรับประเคนแล้ว ย่อมเก็บไว้ฉันในมื้ออื่นข้ามคืนมิได้  หมอเถาก็น่าจะรู้จะมาล่อหลอกถามพระเพื่ออะไรกัน”

หมอเถาเหลียวไปรอบๆ มองหน้าทุกๆคนและถามหนักแน่น  “ยังมีใคร คิดจะยึดถือว่าตนเป็นเจ้าของทุเรียน ที่เหลืออยู่นี้บ้างไม๊”

ไม่มีใครตอบ  หมอเถาจึงพนมมือไปทางหลวงตา  “ผมขอแถลงเป็นข้อสุดท้ายเพื่อปิดคดีเลยคะรับ”

หลวงตายิ้มหายโมโห  เดาความคิดของเจ้าศิษย์ทึ่มๆที่บางครั้งก็โง่เกินไป  บางครั้งก็ฉลาดเกินไปจึงพยักหน้าอนุญาต

หมอเถาก็เริ่มสาธก  “ทุเรียนจานนี้หัศเดิมเริ่มแรกเป็นของคุณนายทรัพย์  เมื่อถวายพระแล้วก็สละสิทธิ์เจ้าของไป  พระเมื่อท่านฉันตามเจตนาของผู้ถวายแล้วก็มิได้ยึดถือเป็นเจ้าของไว้  เพราะสงฆ์ย่อมไม่ยึดถือสิ่งใดเป็นสมบัติของตน  นอกจากอัฐบริขารแปดอย่างอันจำเป็น ฉะนั้นก็ย่อมประจักษ์ว่าทุเรียนจานนี้เป็นทรัพย์อรทานไม่มีเจ้าของแล้ว  พระราชกำหนดกฎหมายท่านว่า “ผู้ใดเอาทรัพย์ของผู้อื่นไปเป็นของตนโดยทุจริต  ผู้นั้นทำความผิดฐานลักทรัพย์  ก็เมื่อทุเรียนจานนั้นไม่มีเจ้าของก็คือมิได้เป็นของผู้อื่นผู้ใด  การที่เณรชั้วยึดเอาเป็นของตน 1 พู  ก็มิได้มีจิต เป็นทุจริต  เพราะถือว่าตนยกเอาไปครอบครองอยู่ย่อมเป็นของตน  ย่อมไม่เป็นโจร  ไม่ผิดฐานลักทรัพย์  ส่วนบทพระวินัยเรื่องอทินนาผมไม่รู้   รู้แต่ว่าภิกษุย่อมยึดถือผ้าห่ออศุภอันเขาละแล้วมาเย็บย้อมเป็นสบงจีวรครองได้   ไม่ผิด  หลวงตาโปรดตัดสินยกฟ้องปล่อยตัวจำเลยพ้นข้อหาเถอะ คะรับ”

สมุห์แจ้งผิดหวังนั่งหน้างอ ครูก้อน ครูสมศักดิ์และทิดจวงกลั้นหัวเราะไว้จนคอโป่ง  ไม่ปล่อยก๊ากออกมาก็บุญแล้ว  พระอื่นๆนั้นยิ้มในอุบายและคารมของหมอเถา  ครอบครัวคุณนายทรัพย์และคุณนายเฮี้ยะก็พลอยยิ้มเห็นด้วยกับหมอเถาทุกคน

หลวงตาชื้นยิ้มพราย  พออกพอใจเหลียวดูสีหน้าทุกคนก็ดูจะเห็นด้วยกับหมอเถา เว้นแต่เจ้าดำคนเดียวเอาแต่นั่งจ้องจานทุเรียนของกลางท่าเดียว ไม่สนใจอะไรทั้งหมด  ท่านจึงเอ่ยขึ้นท่ามกลางคนทั้งหลายว่า

“เณรชั้วเป็นหลานของฉัน ย่อมเป็นการไม่ยุติธรรมที่ฉันจะตัดสิน ขอตั้งพระสามองค์ที่อยู่นี้เป็นคณะลูกขุนตัดสินแทน  ท่านสมุห์เป็นอัยการก็ไม่ควรเกี่ยวข้องด้วย”

พระทั้งสามองค์กล่าวพร้อมกันยังกับตอนสวดยะถาสัพพีเมื่อครู่ว่า  “หมอเถากล่าวสมควรแล้ว  เณรชั้วไม่มีความผิดฐานอทินนา”

หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ และทิดจวงยกมือท่วมหัว  “สาธุ”   หลวงตาถือโอกาสขับเณรชั้ว “เอ้าหมดเรื่องแล้ว เจ้าเณรตัวดี เมื่อพ้นผิดก็ไปได้แล้ว”

เณรชั้วก็คือยอดเณร ลุกขึ้นจากหอฉัน แต่ไม่ลุกขึ้นเปล่า คว้าจานทุเรียนของกลางติดมือไปเสียด้วย ต่อหน้าต่อตาเจ้าดำคู่วิวาทที่มองตามตาละห้อยไปจนลับตา

ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ทิดจวง กลั้นต่อไปไม่ไหวปล่อยก๊ากๆออกมาเต็มเสียง  หัวร่อกันท้องคัดท้องแข็ง  ทำให้คนอื่นๆพลอยหัวร่อตามไปด้วยเพราะอดขันไม่ได้  แม้แต่สมุห์แจ้งก็ยังต้องยิ้ม

บนกุฏิเงียบเสียงวุ่นวายลง  เพราะแขกลากลับและพระก็คืนสู่กุฏิแล้ว  จึงเหลือแต่หลวงตาและคณะลูกศิษย์ และทิดจวงซึ่งขออนุญาตเมีย อยู่คุยกับหลวงตาก่อน  และได้หมอเถาครูก้อนเพื่อนเก่าที่ถูกคอกันมา ทั้งคุยและสัพยอกเป็นที่ครึกครื้นเฮฮา

คุยกันไปหลายต่อหลายเรื่องในที่สุดก็วนมาเรื่องโหราศาสตร์เพราะครูสมศักดิ์ปรารภขึ้นก่อน

“ผมทั้งเรียนทั้งเล่นโหราศาสตร์มาก็หลายปี แต่ละอาจารย์ก็มีวิธีพยากรณ์ตามมติของตน ซึ่งแตกต่างกันจนหาข้อยุติมิได้  ยิ่งนักเล่นใหม่ๆมีภูมิปัญญาน้อยเกินกว่าจะหาเหตุผลตัดสินได้วิธีใดถูกใดผิดและควรยึดถือแบบใด”

หลวงตาชื้นหัวเราะตอบง่ายๆ  “เมื่อยึดถือไม่ได้ก็อย่าไปยึดถือมัน เหตุผลก็ไม่ต้องหามันให้ยุ่งสมอง”

ครูสมศักดิ์มองหน้าหมอเถา  หมอเถามองหน้าครูก้อน  ครูก้อนมองหน้าหลวงตา  เพราะทายใจท่านไม่ถูกว่าท่านพุดจริงหรือพูดเล่น

หลวงตาชื้นเดาใจลูกศิษย์ได้ว่าไม่เข้าใจจึงพูดต่อ  “วิชาโหราศาสตร์เป็นวิชาที่บางครั้งก็ไม่ต้องอาศัยเหตุผล  เช่น อาทิตย์ มีความหมายว่า แสงสว่าง หรือ ความเจริญรุ่งโรจน์ ก็ยังพอมองเห็นเหตุผลได้  เพราะอาทิตย์คือไฟดวงใหญ่  แต่ความหมายที่แปลว่า เกียรติ ยศศักดิ์ราชการ ก็จะหาเหตุผลให้ตรงความหมายยาก เพราะหลักเกณฑ์โหราศาสตร์ส่วนใหญ่มาจากประสบการณ์  การสังเกตของโบราณาจารย์  ท่านจึงกำหนดไว้เหมือนเรียนทางไสยศาสตร์และคาถาอาคม มัวแต่นั่งคิดแปลตัวคาถาก็จะเรียนสำเร็จได้ยาก”

“พูดถึงอาทิตย์”  ครูก้อนถามขึ้นบ้าง  “อาจารย์บางท่านกล่าวเกิดคราสหรืออับแสงก็ดี  ชะตาชีวิคจะขาดความรุ่งโรจน์ในเกียรติและอำนาจเป็นเช่นนั้นจริงๆหรือขอรับ”

“เออ พวกนี้มันช่างตั้งปัญหาซักถามล่อให้ไปหักล้างหลักเกณฑ์ของผู้อื่นเขาร่ำไปเป็นการไม่สมควร”  หลวงตาพูดช้าๆตรึกตรองตามประสาภิกษุชรา  “อาตมาคิดอย่างพระบ้านนอก ที่เรียนน้อยรู้น้อย เพียงแต่พูดตามที่ตัวคิดเห็น  ให้ศิษย์ฟังประดับปัญญาไว้เป็นเหตุผลที่จะเชื่อถือหรือไม่เพียงใด  อาจเป็นความโง่ของอาจารย์ที่สอนศิษย์โง่ เพื่อชวนกันให้โง่มากกว่าเก่าก็ได้”

หมอเถายิ้มประจบ  “ผมอยากโง่คะรับหลวงตา”

หลวงตาอธิบายต่อ “ดาราศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของโหราศาสตร์  แต่โหราศาสตร์ไม่ใช่ดาราศาสตร์  อย่างเช่นคนเกิดในขณะที่อาทิตย์ไม่มีแสงเพราะลับโลกไปแล้ว  แต่ก็มีชีวิตรุ่งโรจน์  เช่นท่านจอมพลสฤษดิ์ธนะรัชต์เกิดเมื่อเวลากลางคืนตีหนึ่งสามสิบห้านาที  จุดคราสก็เหมือนกันคือเป็นจุดอับแสงชั่วขณะหนึ่ง  โดยถูกดวงจันทร์โคจรเข้ามาในวิถีที่บังดวงอาทิตย์ได้ระดับและช่วงระยะห่างพอเหมาะ ทำให้เกิดมืดมัวในเฉพาะพื้นที่บางแห่งของโลกมีอาณาบริเวณจำกัด  ถ้าจะเล่นคราสกับดวงชะตาก็ต้องจำกัดเฉพาะสถานที่เกิดที่มีจุดคราสจริงๆเท่านั้น  เพราะในวันเวลาที่เกิดคราส  สถานที่บางแห่งไม่มีคราสเลย   หรือคิดอย่างชาวบ้านก็คือดวงอาทิตย์ก็ยังเป็นดวงอาทิตย์ที่สว่าง แต่มีดวงจันทร์มาบังได้ระดับตาเราให้เห็นว่ามือมิดเท่านั้น  และถ้าจะถือเหตุผลเช่นนี้เป็นมูลเหตุ  ก็ในฤดูฝนเมฆฝนบังอาทิตย์หรือขณะฝนตกหนักบังแสงอาทิตย์เสียก็มิต้องถือว่าเป็นจุดเสื่อมของอาทิตย์ในดวงชะตาของผู้ที่ถือกำเนิดมาในเวลานั้นหรือ  ถ้าเกิดมาหลายสิบปีใครเล่าจะยังจดจำดินฟ้าอากาศไว้ได้บ้าง”

หลวงตาพูดติดต่อกันยืดยาว  จนต้องหยุดพักหายใจเพราะเหนื่อยจริงๆ จนหอบจีวรกระเพื่อม  หมอเถาจัดแจงรินน้ำชาประเคนและจุดบุหรี่ถวายปรนนิบัติอย่างรู้ใจ

พอทานหายเหนื่อยก็ให้ข้อคิดเตือนสติศิษย์ไว้  “เราเคยเล่นอย่างใดได้ผลก็เล่นไปทางนั้นก่อน  พบมติใหม่อย่าเพิ่งเชื่อหรือไม่เชื่อ จงนำมาทดสอบให้เห็นผลมาก ๆ ถ้ามีผลจงรับไว้เรียนวิชาทุกอย่างอย่าทำตนเป็นพระภัควัม  ปิดทวารทั้งเก้าเป็นมหาอุด คือ อุดหู อุดตา ไม่รับฟังรับดูอะไรเลย จะโง่จนตาย”

ครูสมศักดิ์ยังมีปัญหาข้องใจอยู่อีกมากจึงเอ๋ยถามอีก  “เรื่องทักษาก็อีกขอรับ  การนับภูมิจร  เข้าภูมิออกภูมิมันมีหลายอย่างนักควรจะยึดถือทางใดที่ได้ผลขอรับ”

หลวงตาชื้นอารมณ์ดีเป็นพิเศษ  ท่านยิ้มๆ  “เอาไว้วันหลังว่างๆเถอะครู  อธิบายมากๆนักเดี๋ยวคนอื่นเขาจะเรียกว่าหลวงตาฝอยน่ะนา และวันนี้ก็บ่ายโขแล้ว  อยากจะหาเวลาไปเยี่ยมท่านเจ้าอาวาสสักหน่อย  ได้ข่าวว่าอาพาธอยู่  วันหลังค่อยคุยกัน”

ศิษย์ทั้ง 4 ก็จำใจต้องกราบบอกลาเมื่อถอยลงจากกุฏิพอพ้นประตู  หมอเถาก็พบเณรชั้วยืนแอบต้นมะยมคอยอยู่  เณรชั้วปรี่เข้ามาใกล้ยัดเยียดห่อกระดาษให้หมอเถาไว้

หมอเถารับไว้งงๆไม่เข้าใจจึงแก้ออกดูเป็นทุเรียนเม็ดใหญ่น่ากิน  “เอ๊ะ…อะไรกันเณรชั้ว ของกำนัลอะไรกัน”

“ค่าทนายว่าความน่ะซีหมอเถา”  เณรชั้วยักคิ้วตอบแล้วก็ผละขึ้นกุฏิไป  ไม่รอฟังคำคัดค้านของหมอเถา.

 

---------------------------------------------------------

ทักษาสมเด็จ

 

เช้าวันนี้เป็นวันว่าง  ทั้งศิษย์ทั้งอาจารย์  จึงชุมนุมกันพร้อมหน้าบนกุฏิหลวงตาชื้น หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์ ครบองค์ การสนทนากันจึงเป็นกันเอง เริ่มเรื่องก็เป็นจริงจัง แต่พอคุยกันไปหมอเถามักชักใบให้เรือเสียออกนอกเรื่อง กลายเป็นเรื่องขบขันขนาดได้ฮากัน บางทีถูกเสริมจนเป็นเรื่องสับดน จนหลวงตาต้องคอยปรามไว้

เณรชั้วออกมาจากครัว ถือจานและถ้วยตรงมาที่วงสนทนา พอวางให้เห็นกันทุกคนหมอเถาน้ำลายสอเต็มปากถึงขนาดต้องกลืนถึงสองเอีอกซ้อน

“บา..มะยมพริกกะเกลือ น้ำตาลปีบ”  ครูก้อนพูดไปกลืนน้ำลายไป

“เณรชั้ววันนี้น่ารักแท้”  หมอเถาเลือกหยิบลูกใหญ่ที่สุดเปล่งจิ้มกัดกินก่อน กินไปชมไปไม่ขาดปาก  “เอาไว้ว่างๆจะหาเหรียญความชอบติดให้เณรสักอัน”

เณรชั้วถูกชมยิ้มแย้มหน้าบาน  “เห็นคุยกันอยู่นาน คอคงแห้งจึงเอามาให้”

ครูก้อนความคิดเฟื่องไปตามนิสัย  “มะยมพริกกะเกลือมันต้องแกล้มน้ำอมฤต ถึงจะเด็ดดวง”

หลวงตาชื้นไม่ได้คิดอย่างหมอเถา และครูก้อน  ท่านนิ่งมองดูจานของแกล้มก็รู้ว่าเป็นมะยมต้นหน้ากุฏิที่กำลังออกลูกเต็มต้น จึงถามเณรชั้วเสียงหนักแน่น

“นั่นมันไม่ใช่มะยมหล่นเอง ก้านยังติดขั้วแทบทุกลูก เคยสั่งห้ามแล้วไม้ให้ปีนเก็บมะยมบนต้น ทั้งห้ามสอยด้วย”

“ผมไม่ได้ละเมิดคำสั่งหลวงตาขอรับ”  เณรชั้วพนมมือตอบยืนยัน

หลวงตาหน้าบึ้งนึกว่าเณรแก้ตัวไปน้ำขุ่นๆ  “งั้นลองอธิบายซีว๊ะ  ว่ามะยมมันตกจากต้นได้ยังไงทั้งขั้ว  ทั้งพวง ว๊ะเจ้าเณรชั้ว”

“ผมมาด้วยปัญญา ขอรับหลวงตา”  เณรชั้วโพล่งตอบเพราะตกใจ

หลวงตาชักฉุน  “ช๊ะ เจ้าเณรเล่นสำนวนกะข้า เจ้ามีปัญญาศรีธนนไชยหรือยังไง  มะยมมันถึงลงจากต้นได้”

ทั้งหมอเถา ครูก้อนและครูสมศักดิ์ คิดเหมือนกัน คือ เป็นทุกข์แทนเณรชั้ว กลัวจะถูกอาญาหลวงตาเสียเป็นแน่ เพราะมองไม่เห็นประตูออกเลย

แต่เณรชั้วก็ไม่มีสีหน้าวิตก กลับตอบช้าๆอย่างมั่นคง  “เมื่อเช้าตอนหลวงตาไปบิณฑบาตร ผมเข้ากุฏิทำความสะอาด เด็กชาวบ้านเห็นไม่มีใครอยู่แอบมาขึ้นมะยมหน้ากุฏิ กว่าผมจะรู้มันก็ได้โข ผมแอบดูเห็นเข้าฉวยไม้ออกไปขู่บังคับให้คืนของกลางหมด จึงได้มานี่”

หลวงตาฟังไปขมวดคิ้วคิดไปไม่นึกเชื่อน้ำมนต์แสนกลเลยสักข้อเดียว เพราะฟังดูมันมีเงื่อนงำชอบกลตรงว่าใช้ปัญญาและแอบดู  ดูมันไม่เข้ากับเรื่องที่เล่ามาแต่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันจึงต้องนิ่ง

แต่หมอเถา  ซึ่งเป็นคู่ขากับเณรชั้วคิดเดาเหตุการณ์ได้ชัดแจ้งตลอดเรื่องว่าเป็นวิธีทำมาหากินของเณรชั้ว ขอยืมมือเด็กเก็บมะยมโดยแกล้งแอบซ่อนคอยดูปล่อยให้เด็กเก็บได้แล้วออกมาข่มขู่ด้วยปัญญาเจ้าเล่ห์

ไม่ทันได้ซักไซร้ไล่เลียงกันต่อไปอีก เพราะเสียงสุนัขเห่าขรมได้ถุนกุฏิ  แสดงว่ามีคนแปลกหน้ามา  ครู่เดียวประตูระเบียงก็เปิดออก  ผู้โผล่เข้ามาเป็นชายอายุพ้นวัย 40  มือถือกำดอกไม้และธุปเทียน  ท่าทางเกรงๆใจ เมื่อเห็นคณะหมอเถา และหลวงตาจ้องมองอยู่เป็นตาเดียว เขายกมือไหว้สุ่มๆ มาท่าทางนอบน้อม  แล้วก้าวล่วงประตูเดินค้อมกายเลี่ยงเข้ามาใกล้คณะ  หมอเถากระเถิบหลีกให้เขานั่งลงทำความเคารพหลวงตาตรงเบื้องหน้า

หลวงตารับไหว้ และขยับจีวรขึ้นคลุมไหล่ให้เรียบร้อย ขยับนั่งตัวตรงเตรียมรับประเคนดอกไม้ธูปเทียน

สองมือเขาประคองดอกไม้ธูปเทียนหมอบเข้าไปใกล้บอกว่า “ผมมาฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงตาขอรับ”

หลวงตาชะงัก หดมือที่กำลังจะรับประเคน ร้องเอ๊ะ  “จะเป็นศิษย์เรียนอะไรหรือคุณ”

“ผมใคร่ขอเรียนวิชาโหราศาสตร์ขอรับ”  เขาบอกตรงไม่อ้อมค้อม

หลวงตานิ่งพินิจดูหน้าตาเขาโดยถ้วนถี่ใจหนึ่งชักไม่พอใจที่จู่ๆมีคนแปลกหน้ามาขอเรียนง่ายๆประหนึ่งเป็นของไม่มีค่า แต่อีกใจหนึ่งก็ยังอดคิดขบขันตามนิสัยมองโลกในแง่ดีของหลวงตาว่ามาเจอะคนแปลกเข้า ชื่อเสียงเรียงนามยังไม่ทันรู้จัก ปุบปับก็จู่โจมเข้ามาขอเรียนวิชา  คนพรรค์นี้มันน่าสอนวิชาปล้นสดมภ์กันมากกว่า

เห็นหลวงตานิ่งอึ้ง เขาก็คิดเดาเอาว่าท่านยังคงไม่เต็มใจนัก จึงเอ่ยขึ้นแนะนำตัวเอง  “กระผมมาจากกรุงเทพฯมีอาชีพเป็นหมอดูมีนามว่า หมอสุริยัน เพิ่งออกมาเป็นหมอแร่ทัศนาตามหัวเมือง มาพักอยู่จังหวัดนี้เจ็ดวันแล้วไม่มีใครดูเลยสักคนเดียว สืบถามได้ความว่ามีโหรดีคือหลวงตาอยู่แล้ว  จึงไม่มีใครดู  กระผมจึงมาขอกราบเท้าพระอาจารย์เพื่อเรียนวิชา”

หลวงตาชื้นหัวเราะหึ นึกในใจว่าหมอนี่ชื่อเหมือนยี่เก  ซ้ำสำบัดสำนวนพูดก็ไม่แคล้วยี่เกเสียอีก จึงถามสัพยอกเล่นๆด้วยอารมณ์ขันว่า  “เมื่อก่อนจะมามีอาชีพหมอดูน่ะเคยเล่นยี่เกหรือเปล่า คุณสุริยัน”

หมอสุริยันตกตะลึงพรึงเพริดรับคำปากคอสั่น  “จริงขอรับเมื่อหนุ่มๆผมเล่นยี่เกอยู่หลายปีท่านทายแม่นยังกับเทวดาขอรับ อย่างนี้นี่เองเขาถึงเลื่องลือกันนักหนา  ขอได้โปรดเมตตารับศิษย์ผู้ต่ำต้อยไว้สักคนเถอะขอรับ”

หลวงตาชื้นถอนหายใจดังเฮือกนึกในใจว่ามันช่างเป็นเวรกรรมของตัวเอง พูดเล่นก็กลายเป็นจริงจัง  จุดใต้ตำตอเข้าจนได้  หมอเถา ครูก้อน และครูสมศักดิ์ ไม่รู้ความในอกของหลวงตาชื้นนิ่งนึกในใจว่า หลวงตามีไม้เด็ดเคล็ดลับใหม่ๆพอเห็นหน้าไม่ต้องถามวันเดือนปีก็ทายได้แม่นยำราวกับตาเห็น  และต่างก็คิดตรงกันว่าโอกาสหลังจะต้องหาขอเรียนไว้ให้จงได้

หลวงตาชื้นนิ่งนึกหาทางออกอยู่พักใหญ่จึงเอ่ยขึ้นช้า ๆ “หมอสุริยันก็มาจากกรุงเทพฯซึ่งเป็นแดนที่โหราศาสตร์รุ่งเรืองสูงสุด ย่อมจะต้องมีความรู้ดีมาแล้ว  จะมาเรียนกับพระบ้านนอกแก่ๆอย่างอาตมาทำไมกัน ถ้าจะเปรียบเทียบความรู้กัน ขนาดอาตมานี้น่าจะขั้นศิษย์ของหมอสุริยันเสียอีก”

หมอสุริยัน  ออดอ้อนเสียงอ่อนเสียงหวาน  “พระเดชพระคุณพระเจ้าตาอย่าถ่อมตัวเพื่อไม่สอนกระผมเลย กรุณาสอนสัตว์ผู้ยากสักคนเถิดขอรับ”

หลวงตาถูกเซ้าซี้จึงพูดให้สติตรงๆว่า “ฟังนะ หมอสุริยันอย่างมุ่งคิดเอาแต่จะให้ได้อย่างเดียว จนไม่คิดถึงการควรไม่ควรอันใด   การเรียนวิชาไม่ว่าวิชาอะไร  โบราณท่านถือว่าจะสอนให้แก่บุคคลอันสมควรหนึ่ง   สอนโดย กาละอันสมควรอีกหนึ่ง  หมอสุริยันเหมือนคนจรผ่านมาไม่กี่วันก็ผ่านไป ทั้งหัวนอนปลายเท้าและอุปนิสัยใจคอก็ยังไม่แจ้งวิชาของอาตมาไม่หวงแหนดอก ไปวันข้างหน้านานไปเกิดความสมควรทั้งสองสถานระหว่างเรา ก็ยินดีจะสอนให้”

หมอสุริยันนิ่งพนมมือนิ่งฟังเหมือนฟังเทศน์  หลวงตาชื้นจึงเลยเทศน์อุปมาอุปมัยตามวิสัยสงฆ์

“อุปมาจะทำนาปลูกข้าว  ก็จะต้องดูผืนแผ่นดินเสียก่อนว่าเป็นที่ลุ่มน้ำขังตลอดฤดูหรือไม่ ดินดีควรแก่ต้นข้าวเจริญเติบโตตกรวงหรือไม่  แม้กระนั้นก็ยังต้องถึงเวลาฤดูกาลที่จะต้องไถพรวนให้ผืนดินร่วนชุยและฆ่าวัฃชพืชที่อาศัยให้สิ้นพันธุ์  เหมาะแก่การปักกล้านาดำต่อไปและต้องรอเวลาคามธรรมชาติ  จนกว่าจะได้ผลเปรียบได้ดังบุคคลที่มีอุปนิสัยไม่เหมาะแก่การเรียนโหราศาสตร์  เหมือนแผ่นดินที่ไม่ขังน้ำ เรียนไปมิช้ามินานก็ทอดทิ้ง  เหมือนปล่อยให้ข้าวกล้าแห้งตายไปเสียไม่จีรังตลอด  คนสติปัญญาทึบถึงจะโง่เขลาถึงจะมีศรัทธาดีก็เหมือนที่ลุ่มแต่ดินเลว ปลูกปักวิชาให้แค่ใดก็อยู่แค่นั้น ไม่จำเริญงอกงามแตกกอจนตกรวงให้เก็บเกี่ยวได้ ว่าข้างครูผู้สอนถ้ามิได้ไถแปรไถดะพื้นจิตใจศิษย์ให้สะอาดก่อนจะปลูกฝังวิชาให้มิช้าวัชชพืชคือตัววิกิจฉาและอวิขาก็จะงอกขึ้นปกคลุมเบียดบังวิชาที่ปลูกไว้มิให้งอกงามขึ้นมาได้  การสั่งสอนก็เช่นกันดุจดังการให้น้ำหล่อเลี้ยงนาข้าวมากไป สอนมากเกินสติปัญญาศิษย์มากไปข้าวกล้าก็จะจมน้ำตายอยู่ไม่ได้  สอนน้อยให้น้ำน้อย  ข้าวมันไม่งอกงาม  ฉันใดเมื่อเกิดไม่สมควร  ฉันนั้นก็เกิดความเสื่อมเป็นสามสถาน  สถานที่หนึ่งเกิดความเสื่อมแก่ศิษย์  สถานที่สองเกิดความเสื่อมแก่อาจารย์สอน  สถานที่สามเกิดความเสื่อมแก่วิชาที่สอน”

หมอสุริยันนิ่งคิด  เห็นจริงประจักษ์ในเหตุผลตามเทศนาของหลวงตาชื้น  จึงมีสีหน้าสลดบอกความผิดหวัง

“กระผมมาพบดวงมณีหยาดฟ้า  แต่ไม่มีโอกาสเป็นเจ้าของ น่าเสียดายยิ่งนัก  หลวงตาขอรับ”

แล้วต่างคนต่างนิ่ง   หลวงตานิ่งเพราะพูดมากเหนื่อยจนจะเสียดท้อง  หมอสุริยันนิ่งเพราะจนปัญญาจะอ้อนวอน  หมอเถา ครูก้อน ครูสมศักดิ์นิ่ง เพราะไม่กล้าแสดงความคิดเห็นใดๆนอกจากหมอเถาซึ่งรินน้ำชาปรนนิบัติถวาย

จนหายเสียด หลวงตาชื้นจึงเอ่ยขึ้นเพราะสงสารหน้าตาซื่อๆของหมอสุริยัน  “อย่าเอาเป็นเรื่องเล่าเรียนศึกษากันเลย  มีปัญหาโหราศาสตร์ก็คุยสู่กันฟังตามประสานักโหราศาสตร์ด้วยกัน ถ้าฟังสิ่งใดเป็นความรู้เกิดประโยชน์แก่คุณ ก็จงเก็บขอดชายผ้าเอาไปเถิด  ถ้าสิ่งใดเห็นว่าไร้ประโยชน์ก็จงทิ้งไว้ที่ชานระเบียงนี้ แล้วลืมเสีย”

หมอสุริยันหน้าชื่นมีเลือดฝาดขึ้นมาบ้าง เพราะยังมีหวังจะได้ความรู้จากหลวงตาผู้เป็นเอก

“ผมคงเป็นคนโง่สำหรับวิชาโหราศาสตร์เพราะเรื่องง่ายแต่รู้ยากและยิ่งเรียนมากก็ยิ่งรู้น้อย ผมจะแก้ไขอย่างไรดีขอรับ”

“เออน่ะ  ถามยังกะข้อสอบนักธรรมสนามหลวง” หลวงตาหัวเราะชอบใจ  จึงหันไปทางศิษย์ทั้งสามเพื่อให้ร่วมวงสนทนาด้วย  “เอ้า ใครมีปัญญาตอบปัญหาของหมอสุริยันได้มั่งล่ะ”

ครูก้อนและครูสมศักดิ์  ได้แต่มองหน้ากันเองนิ่ง  แต่คนขี้เท่อกว่าเพื่อนคือหมอเถากลับยิ้มแย้มทำท่าเหมือนรู้คำตอบ หลวงตาจึงพยักหน้า

หมอเถาโพล่งตอบตามที่คิดไว้  “เมื่อเรียนง่ายรู้ยากก็เปลี่ยนมาเรียน แบบเรียนยากรู้ง่ายเสีย  และเรียนมากรู้น้อย ก็จงมาเรียนในทางที่เรียนน้อยรู้มาก ซีคะรับ”

ครูก้อนหัวเราะกิ๊ก  “เอ้า…เจอไม้ป่าเดียวกันเข้าแล้ว”

หลวงตาชื้นก็พลอยหัวเราะตามไปด้วย  “เออแน่ะ  พอวันเพ็ญพระจันทร์เต็มดวงทีไร  หมอเถามันช่างฉลาดหลักแหลมตอบถูกใจจริงๆ”

ครูสมศักดิ์สอดขึ้นบ้าง  “ดวงหมอเถาไม่พระจันทร์กุมลัคน์ก็ต้องจันทร์เป็นตนุเศษเป็นแน่”

ครูก้อนกระทุ้งต่อ  “ม่ายก็เป็นผีดิบฝรั่ง  พอเดือนหงายก็มีฤทธิ์อาละวาด”

หมอสุริยันมิได้พลอยหัวเราะไปด้วย เพราะสะกิดในคำตอบของหมอเถาเป็นปริศนาน่าคิด  “ขอโทษเถอะพ่อหมอ อยากจะขอคำอธิบายสักหน่อย นึกว่าเอาบุญเถิด”

หมอเถาอึกอักเห็นชัด เพราะคำที่โพล่งออกไปนั้นตั้งใจจะล้อหมอสุริยันเล่นเป็นการสนุกตามนิสัยของตน จึงมิได้คิดลึกซึ้งถึงคำตอบอะไรไว้เลย  ถ้าจะต้องตอบก็ต้องขยายขี้เท่อให้อายเขาแน่ ครั้นจะไม่ตอบก็อาย  ครั้นสบนัยน์ตากับหลวงตาชื้น ปัญญาไวก็เกิดแวบขึ้นทันที

“หลวงตาโปรดอธิบายเถอะครับ  ผมพูดจาไม่ปะติดปะต่อเป็นเรื่องราว จะพูดให้เข้าใจได้ยากและไม่ถนัด”

หลวงตามองสบนัยน์ตาปรอยๆของหมอเถาก็เดาถูกว่าหมอเถาสิ้นคิดจนมุมเข้าแล้ว จึงรับเอาเป็นภาระแก้หน้าศิษย์ไว้โดยเป็นผู้อธิบายเสียเอง

“ที่ว่า เรียนง่ายรู้ยาก นั้น ก็เพราะเรียนโหราศาสตร์ผิวเผินโดยใช้ทางอื่นๆเป็นหลักเช่นใช้ภูมิพยากรณ์ทักษาเป็นหลักใหญ่ จึงเรียนง่ายแต่จะแตกฉานรู้ลึกซึ้งได้ยาก  และที่หมอเถาว่า เรียนยากรู้ง่าย  ก็คือต้องเรียนทางดวงดาว ความหมายของดาว  ชีวิตจิตใจของดาว และพฤติกรรมระหว่างดาวต่อดาวและความหมายอันซับซ้อนของภพ  ของเรือนผสม  เรือนซึ่งเป็นทางที่เรียนยากแต่เมื่อเรียนรู้แล้วจะเกิดความรู้แตกฉานได้ง่าย   ส่วนที่ว่า เรียนมากแต่รู้น้อย  นั้น มักเกิดกับผู้ที่เรียนโหราศาสตร์โดยไม่มีครูบาอาจารย์โดยตรง  พบใครเข้าเขาแนะนำอย่างไรก็จดจำไว้ พบหนังสือตำรับตำราว่าอย่างไรดีก็จดจำเข้าไว้ ยิ่งมากเล่ม มากคนแนะ  แทนที่จะมากความรู้ กลับรู้น้อยลงเพราะความรู้ที่ได้มามักจะไม่สอดคล้องหรือต่อเติมเสริมส่งซึ่งกันและกันได้ ซ้ำร้ายบางครั้งก็ขัดแย้งกันจนผู้เรียนรู้เกิดความสงสัย  ตัดสินใจไม่ได้ว่าสิ่งใดถูกสิ่งใดผิด จึงกลายเป็นเรียนมากรู้น้อย   ส่วนทางที่ เรียนน้อยรู้มาก  ก็คือจับเรียนทางพยากรณ์กับครูบาอาจารย์ที่ท่านชำนิชำนาญแล้ว ซึ่งท่านกลั่นกรองเหลือไว้แต่กฎเกณฑ์ที่ใช้ได้ผลมาแล้ว และเป็นหลักเกณฑ์ที่ผสมผสานต่อเนื่องกันได้ ตั้งแต่ต้นจนปลายเป็นวงกลมใช้ได้รอบตัวไม่ติดขัด เป็นหลักเกณฑ์ข้อที่ เรียนน้อยแต่รู้มาก  เกิดผลได้จริงจัง”

หมอสุริยันเป็นคนฉลาด จึงเข้าใจแจ่มแจ้งเห็นจริง เขายกมือไหว้ท่วมหัว  “เจ้าพระคุณหลวงตาเทศน์โปรดสัตว์ให้พ้นขุมนรกอบายแห่งความโง่โดยแท้”

ครูสมศักดิ์ซึ่งเล่นทางภูมิพยากรณ์ทักษาจนติด เหมือนถูกแทงใจดำ  จึงกระเถิบเข้ามายกมือไหว้หลวงตา

“เป็นจริงกับตัวผมมาทุกประการขอรับ แต่ผมยังมีข้อสงสัยอยู่ในเรื่องทักษา มีท่านอาจารย์หลายท่านที่ใช้ทักษาพยากรณ์ได้แม่นยำ และแตกฉานอยู่มากท่าน”

“นั่นปะไรไม๊ล่ะ”  หลวงตาตบเข่าหัวเราะชอบใจ  “ครูสมศักดิ์เขาเล่นทักษาอยู่มาก  เขาออกรับเข้าแล้ว”

ครูสมศักดิ์เกรงหลวงตาชื้นเข้าใจผิด รีบก้มลงกราบจนตัวงอ  “มิได้ขอรับ  ผมมิได้คัดค้านความเห็นของหลวงตาหามิได้ เมื่อศิษย์สงสัยก็ย่อมจะเรียนถามอาจารย์เป็นธรรมดา ขอรับ”

“อ้ายโรคปากหวานนี้มันติดต่อจากหมอเถา  ครูก้อนมารวดเร็วจริงๆ”   หลวงตาจุดบุหรี่สูบอารมณ์ดี  “ฟังให้ดี  อาตมาพูดว่าทักษานั้นเรียนง่ายแต่รู้ยากมิใช่หมายถึงจะไม่รู้แตกฉานเสียเลย  หมายแต่เพียงว่าเป็นเรื่องรู้ง่ายสำหรับผู้เริ่มเรียนเริ่มรู้ และก็เห็นแล้วว่าอาตมาก็ใช้ทักษาอยู่เสมอมามิใช่ว่าเป็นของเลวไร้ผลหรอก  แต่ว่าผู้ใช้จะต้องมีความช่ำชองเฉพาะในทางของตนเองโดยเฉพาะ  เพราะทางเล่นทักษานั้นหลิกแพลงได้หลายแบบ เช่นทักษาจรทางที่เล่นกันส่วนมากก็คือเมื่อนับอายุย่างจากภูมิวันเกิดมาแล้ว เมื่อถึงภูมิอิสานซึ่งเป็นภูมิอาทิตย์ก็จะวกเข้าภูมิตกกลางที่พระเกตุครองอยู่  ว่ากันตามตำราเก่าที่เขียนว่า ให้นับแต่นั้นมา เวียนลงขวาทักษิณวัตร์ ถึงอีสานลัดเข้าไป ภูมิในแต้มตากลาง ล่วงออกทางบูรพา  และเมื่ออายุจรล่วงเข้าภูมิตากลางก็ถือเอาพฤหัสเป็นบริวารจรและเสาร์เป็นกาฬกินี นี่เป็นทางที่เล่นกันส่วนมากทั่วๆไป

แต่บางอาจารย์ท่านก็มีแบบอย่างของท่านพิสดารผิดแผกออกไปมาก คือท่านนับอายุย่างจากภูมิวันเกิดไปเมื่อถึงภูมิกาฬกิณีเดิมจะเป็นภูมิใดไม่สำคัญท่านจะลัดเข้าภูมิตากลางตรงนั้นและถือเอาภูมิคู่ธาตุของวันเกิดเดิมเป็นบริวารจร เช่น เกิดวันพุธ เมื่ออายุจรตกตากลางก็ คือ เอาศุกร์เป็นบริวารจรในปีนั้นและถือเอาราหูเป็นกาฬกิณีจร ซึ่งท่านใช้พยากรณ์แม่นยำ มีชื่อเสียงโด่งดัง แม้แต่โหรเองก็ยังยกย่องนับถือท่านทั่วประเทศมาหลายปี  ท่านผู้นั้นก็คือ พระเดชพระคุณเจ้าสมเด็จพระสังฆราชวัดสระเกศซึ่งชาวบ้านแต่ก่อนเรียกท่านว่าเจ้าคุณวัดสระเกศ ใครล่ะไปกล้าชี้ว่าของท่านผิด  และผู้ที่ใช้แบบอย่างทักษาของท่านอีกผู้หนึ่งจนโด่งดัง  ก็ยังมีอีกท่านหนึ่งคือ อาจารย์ฮกในกรุงเทพฯ

หลวงตาชื้นอธิบายยืดยาว ทั้งเหนื่อยและคอแห้ง จนเผลอตัวหยิบมะยมในจานข้างหน้าจะใส่ปาก  พอนึกได้ก็ขว้างผลุงนึกกระดากเพราะเหลือบตาเห็นหมอเถาและสองครูอมยิ้ม

ครูสมศักดิ์นั่งตะลึงนึกในใจว่าพระภิกษุชรารูปนี้ดูท่าทางของท่านงุ่มง่ามคร่ำครึ  แต่สติปัญญานั้นล้ำเลิศเพริศแพร้วดังดวงแก้วผิดสังขารอันชราทั้งยังมีความทรงจำรอบรู้สารพัดสิ่งเสวนาครั้งใดได้แต่ความรู้หลั่งไหลออกมาไม่รู้หมดสิ้น  บางครั้งท่านเหมือนระฆัง ยิ่งเคาะก็ยิ่งดังกังวาล

หลวงตาชื้นดื่มน้ำชาแก้คอแห้งติดๆกันถึง 3 ถ้วย  กระแอมให้คอโล่งแล้วก็เริ่มเล่าต่อ

“เรื่องทักษานั้นวิจิตรพิศดารอีกมากมายนักขืนเล่าให้จบก็คงหมดลมหายใจเสียก่อน  อยากจะชักตัวอย่างอุทาหรณ์ให้ฟังสักเรื่อง”

หมอเถายิ้มยิงฟันขาว กระเถิบเข้ามาจนชิด  “หลวงตาจะเล่านิทานหรือคะรับ”

“บ๊ะ หมอเถาเหมือนทารก ชอบฟังนิทาน  เรื่องจริงๆว่ะ”  หลวงตาชื้นนิ่งคิดลำดับความทรงจำเก่าๆที่ล่วงเลยมานมนานแล้ว  “เมื่อตอนอาตมายังอยู่ในกรุงเทพฯตอนหนุ่มๆสัก 40 ปี มาแล้วเห็นจะได้ ตอนนั้นในหลวงรัชกาลที่ๆ ท่านยังเสวยราชย์อยู่ด้วยบุญญาธิการทรงได้ช้างเผือกน้อยมาเชือกหนึ่ง และได้บำรุงเลี้ยงไว้เป็นช้างมงคลพระราชทานนามว่าพระยาเศวตคชเดชดิลก   เกิดป่วยยืนเซื่องซึมไม่กินหญ้ากินน้ำ  จนกระทั่งล่วงเข้าวันสามอาการก็ยังทรงอยู่  ทั้งไม่ถ่ายมูตร์ ถ่ายคูตร์  หมอช้างควาญช้างช่วยกันป้อนยาถ่าย  มีส้มมะขามเปียกคลุกเกลือปั้นโตเท่ากำปั้น  อาการก็มิได้ทุเลาขึ้นจนล่วงวันไปอีกอาการก็ทรุดลงเป็นอ่อนเพลียซวดเซ  ตอนนั้นราชการท่านตั้งกรมสัตว์ขึ้นแล้ว มีหมอสัตว์ที่เรียนสำเร็จเมืองนอกรับราชการอยู่หลายคนทั้งยังมีหมอฝรั่งที่ปรึกษาด้วยทางกรมวังติดต่อขอความช่วยเหลือให้มารักษาพระยาเศวตฯช้างหลวง  หมอที่รักษาครั้งกระนั้น ขณะนี้ก็ยังเป็นใหญ่เป็นโตอยู่ท่านหนึ่ง ทั้งหมอไทยหมอฝรั่งที่ฉีดยาวางยาสารพัด  อาการพระยาเศวตฯก็ยังไม่ดีขึ้นไม่กินไม่ถ่ายอยู่เช่นเดิม  อีกหลายวันต่อมายิ่งอ่อนเพลียทำท่าจะล้า  ขณะนั้นราษฎรต่างเล่าลือกันทั้งพระนคร มีผู้สงสารพากันหอบกล้วยอ้อยไปเยี่ยมดูอาการพระยาเศวตฯกันล้นหลามมากมาย  เมื่อหมอหมดปัญญาจะรักษาก็ได้แต่รอวันล้มอย่างสิ้นหวัง  วันสุดท้ายควาญหนุ่มประจำพระยาเศวตฯก็จูงชายแก่ผู้หนึ่งเข้าพบกรมวังแจ้วง่าเป็นบิดา  ซึ่งเดินทางมาจากจังหวัดแพร่มาเยี่ยมบุตรชาย รับอาสาจะรักษาพระยาเศวตฯ  เจ้าลูกชายอ้างว่าพ่อของตนเป็นชาวกุ่ย  มีอาชีพโพนช้างป่าขายมาหลายชั่วอายุคนตั้งแต่ปู่ย่าตายาย  จนใครๆยกย่องพ่อเป็นครูบา  เมื่อแรกกรมวังท่านลังเล  ไม่แน่ใจ  เพราะเกรงว่าวางยาผิดจะทำให้พระยาเศวตฯล้วเร็วยิ่งขึ้นไปอีก  ต่อมาครูบาพ่อเจ้าควาญรับรองว่าจะรักษาโดยไม่ต้องใช้หยูกยาเลยทั้งสิ้นจึงตกลง”

“ท่านครูบาเฒ่า  รีบมาโรงช้างตั้งพิธีบวงสรวงพร้อมด้วยบัดพลีสังเวยตามที่เคยปฏิบัติมาทั้งสาธยายมนต์บูชาครูและเทวดาผู้พิทักษ์รักษาสถานที่เสร็จแล้วก็เข้าด้านหน้าลูบไล้ไปตั้งแต่งวงจนถึงหน้า  พูดแต่คำปลอบโยนอ่อนหวาน  ขณะนั้นพระยาเศวตฯได้แต่ยืนนิ่งหลับตาน้ำตาไหลเป็นทาง  ครูบาลูบไล้ไปตลอดกายปากก็ท่องมนต์ตามความเชื่อมั่นของตนจนกระทั่งถึงท้ายช้างจึงก้าวเหยียบแท่นสองเท้าขึ้นยืนเสมอระดับทวารของพระยาเศวตฯ  พิธีการรักษาแบบชาวป่าที่ทำกันมาแต่สมัยโบราณก็เริ่มขึ้นโดยไม่มีใครคิดถึง  ท่านครูบาบรรจงใช้มือล้วงลงไปทางทวาหนัก จนสุดแขนควานคลำหาสิ่งที่ประสงค์จนได้ค่อยๆคลี่คลายออกมาทีละน้อยๆเป็นกากหญ้าเส้นยาวๆที่ไม่ย่อยและพันกันกอดเป็นก้อนกลมขนาดเท่าลูกมะพร้าวในกระเพาะอุจจาระ  จนไปอุดทางลำไส้ทวารหนักทำให้ถ่ายคูตร์มิได้  ค่อยๆคลี่ดึงออกมาหลายครั้งหลายหนจนหมดก้อน  คูตร์ประดังออกมาจนเปื้อนครูบาไปทั้งตัวตั้งแต่หัวจรดเท้า  เมื่อหมดมูลเหตุสำคัญล่วงมาอีก 3 วัน  อาการป่วยของพระยาเศวตฯก็เป็นปกติ  ครูบาพ่อเจ้าควาญช้างได้รับปูนบำเหน็จไปเป็นอันมาก”

หลวงตาชื้นย้ำท้ายด้วยคำว่า  “สิบรู้ฤาจะเท่า ชำนาญกิจ”

เสียงกองเพลดังขึ้น  เป็นสัญญาณจบการสนทนากันแต่เพียงนั้น  หมอสุริยันก้มกราบสามลาเหมือนกราบพระพุทธและลาจากไปด้วยความประทับใจเป็นที่สุดในชีวิต.

 

---------------------------------------------------------

 

๓ ลัคนา

โดย  หมอเถาวัลย์  (อาจารย์อรุณ ลำเพ็ญ)

การอ่านดวงและอ่านดาวโดยทั่วๆไป แม้จะอ่านความหมายอย่างละเอียดถี่ถ้วยอย่างไร ก็ยังถือว่าขาดความสมบูรณ์แบบที่แท้จริง เพราะยังขาดจุดสำคัญอีกจุดหนึ่ง จุดนี้ถือได้เป็นจุดที่อาจารย์เก่าท่านปกปิดหวงแหนมาก เพราะถือว่าเป็นจุดไม้ตาย ซึ่งเป็นกลวิธีของโหรอย่างแท้จริง

การอ่านดวงชะตามิใช่มุ่งอ่านจากลัคนาแต่เพียงจุดเดียวเท่านนั้นก็หามิได้ เพราะบางครั้งจะอ่านความหมายได้ไม่สมบูรณ์ หรือไม่ชัดแจ้ง จะต้องมีจุดสอบหรือจุดขัดเพื่อให้ได้ความหมายที่แท้จริง อาจารย์เก่าท่านว่าดูจากลัคนาจุดเดียว ท่านเรียกว่าดูดวง “ขาเดียว”  ถ้าเปรียบกับคน การยืนขาเดียว ยืนเดินก็ไม่ถนัดเพราะหลักไม่มั่นคง ท่านว่าต้องดู “สองขา”  คือดูสอบจากอีกจุดหนึ่ง

จุดนั้นคือ  “ตนุลัคน์” เพราะในดวงชะตาลัคนาคือชีวิตเจ้าชะตา และตนุลัคน์คือตัวเจ้าชะตา ดวงดาวที่ให้คุณให้โทษแก่ลัคนาหรือให้โทษให้คุณแก่ตนุลัคน์ก็มีผลเท่ากัน

ดวงดาวที่ให้คุณแก่ลัคนา  แต่เมื่อเป็นโทษแก่ตนุลัคน์  คุณประโยชน์นั้นก็เป็นโทษแก่ตนุลัคน์คือคนด้วย  ตนุลัคน์มีความสำคัญแก่ดวงชะตาเท่าๆกับลัคนา อาจารย์โหรเก่าท่านชอบผูกปริศนาว่า “การดูดวงต้องดู ๓ ลัคนา” ศิษย์ส่วนมากมักตีความปริศนาไม่ออก  ที่สติปัญญาดีพอเห็นเงาบ้าง  ก็ไม่รู้วิธีใช้และวิธีอ่าน นอกจากอาจารย์ท่านจะสอนให้จึงจะรู้แจ้ง

 

ที่ท่านว่า  ๓ ลัคนา  นั้นคือ

.       ตัวลัคนาเอง

.      ตนุลัคน์

.      ตนุเศษ

๑ . ลัคนา  บอกพื้นฐานของชีวิตตามฐานะของดาวในดวงชะตาและเหตุการณ์ที่จะเกิดแก่ชีวิต อันเกิดจาก  คุณโทษแห่งดวงดาวเดิมและจร

๒. ตนุลัคน์  คือลัคนาที่ ๒  ที่จะบอกความเป็นไปของชีวิต และรับคุณรับโทษที่จะเกิดจากดวงดาวขณะจรไปในท้องฟ้า

๓ . ตนุเศษ  บอกจิตใจ สันดาน และความปรารถนาของตัวเจ้าชะตา  ในบางครั้งจิตใจปรารถนาและแสวงหา จะสร้างพฤติกรรมให้แก่ชีวิต   ถึงจะอธิบายให้ละเอียดถี่ถ้วนอย่างไรท่านก็อาจเข้าใจเพียงแต่ว่าลัคนาคือลัคนา  ตนุลัคน์คือตนุลัคน์  และตนุเศษคือตนุเศษอย่างที่นักเรียนรู้โหราศาสตร์ส่วนมากเข้าใจ แต่ใช้ไม่ถูกเพราะไม่อาจเข้าถึงความวิจิตรพิศดารของ ๓ ลัคนาได้   เพราะมีความซับซ้อนซ่อนเงื่อนมีแง่มุมมากมาย                   ความข้อนี้เปรียบได้ดังจะพรรณาถึงความเค็มของเกลือ  ด้วยถ้อยคำหรืออักษรยืดยาวสักเท่าใด ก็ไม่อาจทำให้ผู้ฟังรู้รสเค็มของเกลือได้ เท่ากับลองชิมเกลือด้วยตนเอง  ฉะนั้นการจะรู้ความหมายแห่ง ๓ ลัคนาได้ดี ก็คือการใช้อ่านดวงชะตาให้ท่านดูเป็นตัวอย่าง  เพื่อท่านจะได้นำไปใช้เหมือนการชิมเกลือ

 

 

 

การอ่านพื้นดวงชะตา จะต้องจับเอาเรื่องใดเรื่องหนึ่งที่ประสงค์จะรู้ขึ้นมาทีละเรื่อง และเอาดาวเจ้าเรือนแห่งภพของเรื่องนั้นขึ้นมาเป็นหลักหรือเป็นตัวประธาน และอ่านดาวอื่นๆที่ทำมุมสัมพันธ์ ถึงเป็นความหมายเข้าประกอบ        เรื่องให้สมบูรณ์มากขึ้น ดาวที่ทำมุมถึงโดยตรงย่อมให้น้ำหนักความหมายแรง  ดาวที่สัมพันธ์ห่างๆย่อมส่งความหมายอ่อนแรงลงตามสภาวะที่ตนสัมพันธ์ถึง และคุณโทษก็ย่อมอ่อนแรงลงด้วย

บางราศีอาจมีดาวหลายๆดวง ร่วมราศีเดียวกัน  อย่าพึ่งเอาดาวเหล่านั้นรวมกันพยากรณ์ออกมาเพียงเรื่องเดียว เสมือนเอาดาวใส่ครกตำปนรวมกัน แล้วเอามาปั้นเป็นยาลูกกลอนเพียงก้อนเดียว

บางท่านขาดความสนใจเจ้าเรือนแห่งภพ แต่จะไปจับดาวลอยที่เห็นในราศีในดวงชะตาเป็นเป้าพยากรณ์ไปตามกฎในตำราว่าไว้ ครั้นไปถึงราศีที่ว่างไม่มีดาวสถิต ก็ชักจะอึกอักติดขัด  มักตะครุบโน่นตะครุบนี่ขึ้นมาเป็นคำพยากรณ์ โดยขาดหลักที่ยึดถือให้แน่นอนเป็นการพยากรณ์ในเชิงศิลป์ ซึ่งใช้ไหวพริบปฏิภาณ เปรียบเสมือนเปลือกหรือกะพี้ไม้ ซึ่งมิใช่ในเชิงศาสตร์  ที่ใช้หลักเกณฑ์ เปรียบเหมือนแก่นของไม้

ขั้นแรก   เราจะได้พิจารณาตามกฎเกณฑ์ทีละจุดทีละจุด  ซึ่งเสมือนเป็นการแนะเป็นการฝึกในแนวทางการอ่านดวงอ่านดาวในดวงชะตา

บุคคลิกภาพของเจ้าชะตา

ลัคนา คือ ตัวตนของเจ้าชะตาเมื่อขณะเกิด  ลัคนาสถิตราศีมกรนั้น และความเป็นไปแห่งราศีนั้น ย่อมขึ้นกับอำนาจของเกษตรเจ้าเรือนที่จะครอบงำเจ้าชะตาให้เป็นไป  เกษตรเจ้าเรือนแห่งลัคนา ๑ คือ ตนุลัคน์  ฉะนั้นลัคนาสถิตราศีมกร  ซึ่งเสาร์ ๗ เป็นเกษตรเจ้าเรือน  ฉะนั้นเสาร์ ๗ คือตนุลัคน์ของเจ้าชะตา

การพิจารณาบุคลิกภาพของเจ้าชะตาย่อมพิจารณาถึงธรรมชาติ และบุคลิกภาพของเสาร์ ๗ เป็นสำคัญ คือ ดูทรหดบึกบึน มีท่วงท่าเคร่งขรึมระมัดระวังอิริยาบทเชื่องช้าเยือกเย็น  ขาดความกระฉับกระเฉงคล่องแคล่ว  มีลักษณะหนักแน่นอดทน แต่ลักษณะนี้เป็นลักษณะของเสาร์ ๗ บริสุทธิ์  คือขณะที่เสาร์ ๗ เป็นเกษตรในเรือนตน

เมื่อเสาร์ ๗ สถิตในราศีสิงห์อันเป็นเรือนเกษตรของอาทิตย์ ๑  ย่อมรับเอาธรรมชาติและ        บุคลิกภาพของดาวเกษตรเจ้าเรือนราศีที่ตนสถิตเข้าร่วมกับธรรมชาติและบุคลิกภาพของตน เป็นบุคลิกที่ผสมผสานระหว่างเสาร์ ๗ และอาทิตย์ ๑ เจ้าเรือนราศีสิงห์

เสาร์ ๗ เคยมีทีท่าระมัดระวังและถ่อมตน จะมีลักษณะของอาทิตย์ ๑ คือองอาจ สง่าผ่าเผย ขึ้น ดูเหมือนจะไว้ตัวขึ้น เคยล่าช้าอืดอาดเพราะธรรมชาติของเสาร์ ๗ แต่เมื่อผสมธรรมชาติของอาทิตย์ ๑ ซึ่งคล่องแคล่ว ก็จะคลายความอืดอาดลง คล่องตัวขึ้นจากเดิม และมีแววของอาทิตย์ ๑ คือดูกล้าแข็งจริงจังมากขึ้น    และเมื่อพิจารณาทางมุมสัมพันธ์ของดาวในลักษณะแฝงดาวเกษตร คือเมื่อเสาร์ ๗ สถิตเรือนอาทิตย์ขณะนั้นอาทิตย์๑ ไปสถิตราศีมิถุน  โดยพุธ ๔ และมฤตยู 0 ร่วมราศีด้วยอาทิตย์ ๑  จึงอาศัยสื่อจากอาทิตย์ ๑ ลงมาสัมพันธ์ถึงเสาร์ ๗  ซึ่งสถิตในเรือนของอาทิตย์ ๑ ฉะนั้นบุคลิกภาพของเสาร์ ๗ จึงมีความหมายและธรรมชาติของพุธ ๔ และมฤตยู 0 แฝงมารวมอยู่ด้วย เพียงแต่ว่าไม่รุนแรงและเข้มข้นเหมือนอาทิตย์ ๑  ซึ่งเป็นเจ้าเรือนที่เสาร์ ๗ สถิตอยู่เพราะครอบงำเต็มที่  ถ้าจะเขียนเป็นรูปแบบ ก็จะเป็นดังนี้

เสาร์ ๗  +  อาทิตย์ ๑…..พุธ ๔  และ  มฤตยู 0

ธรรมชาติของพุธ ๔  คล่องตัวปรับสภาพได้เร็ว มีความกระตือรือร้น ตื่นตัวเสมอ ส่วนมฤตยู 0 ทำให้ดูลึกลับ

ฉะนั้น สรุปเสาร์ ๗  ตนุลัคน์ของเจ้าชะตาจะมีบุคลิกภาพ มีความองอาจและมีความกระตือรือร้นและคล่องตัว ทำการใดพินิจพิจารณาถี่ถ้วน มีการฝีมือเรียบร้อย อิริยาบทเคลื่อนไหวไม่อืดอาดล่าช้านัก และท่วงท่าสงบดูระมัดระวัง และดูลึกลับเข้าใจยากจากการดูลักษณะท่าที

อุปนิสัยและจิตใจ

ดาวซึ่งแสดงถึงอุปนิสัยและจิตใจ ในระบบโหราศาสตร์ไทยเรียก “ตนุเศษ” เป็นดาวที่ถูกกำหนดขึ้นในดวงชะตาโดยกฎเกณฑ์ซึ่งจะเขียนให้ละเอียดถี่ถ้วนในบทข้างหน้า แต่ที่แสดงไว้ในที่นี้เพื่อให้รู้ความหมายวิธีใช้พยากรณ์ โดย ๓ ลัคนา  ดาวตนุเศษในดวงนี้ คือ ดาวพุธ ๔    ซึ่งสถิตในราศีมิถุนเป็นเกษตร และสังเกตเครื่องหมายของดาวที่เป็นตนุเศษในดวง ซึ่งทั่วๆไปจะกากะบาดกำกับไว้เหนือดาว นั้น

ดาวจิตใจที่เป็นดาวพุธ ๔ จะมีธรรมชาติของพุธ ๔ นั้นเอง เป็นนิสัยคือมีความคิดความเข้าใจเร็ว ชอบคิดหาเหตุผลแยกแยะสิ่งต่างๆได้ดี  มีความคิดดัดแปลงพลิกแพลงได้เก่ง และมีวิธีการเป็นของตนเองเสมอ  ชอบแสดงความคิดเห็นชอบวิจารณ์  ฉลาดในทางใช้คำพูดและสามารถปรับจิตใจเข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ดีและเหมาะสมกับสถานะการณ์ได้เสมอ (พุธ ๔ เป็นเกษตร จึงมีจิตใจมั่งคงดี  ถ้าพุธ ๔ ไม่เป็นเกษตรจะหวั่นไหว เปลี่ยนแปรได้โดยง่าย)

ชีวิตและวาสนาชองเจ้าชะตา

จุดที่จะดูถึงสภาวะชีวิตของเจ้าชะตา ก็คือจุดแห่งลัคนา  และจุดที่ลัคนาจะเป็นไป ก็คือเจ้าเรือนแห่งลัคนา คือ ตนุลัคน์นั้นเอง หรือจะเข้าใจง่ายๆก็คือ ชีวิตเจ้าชะตาก็คือตนุลัคน์นั้นเอง

.     ตนุลัคน์เจ้าชะตา คือ เสาร์ ๗  ครรลองเบื้องแรก คือ ความหมายของเสาร์ ๗  ต้องมานะบากบั่นพยายาม เพราะเสาร์ ๗ จะต้องเหนื่อยยาก

.     ตามดูเสาร์ ๗  เข้มแข็ง  อ่อนแอสถานใด  เสาร์ ๗ สถิตราศีสิงห์มิได้มีตำแหน่งใด แต่เสาร์ ๗ ซึ่งมีธาตุไฟ  สถิตในราศีสิงห์อันเป็นราศีธาตุไฟอันเป็นธาตุเดียวกับตนสถานหนึ่ง  อีกสถานหนึ่งเสาร์ ๗ สถิตในราศีสิงห์อันเป็นเรือนเกษตรของอาทิตย์ ๑  ซึ่งเป็นดาวคู่ธาตุไฟด้วยกัน  สถานะของดาวเสาร์ ๗ จึงเข้มแข็งเพราะอยู่ในราศีธาตุของตนและเรือนคู่ธาตุของตน

.     ดาวเสาร์ ๗ ตนุลัคน์สถิตราศีสิงห์ ภพมรณะแห่งลัคนา หมายความว่า ตนุลัคน์-มรณะ คือ ตนเองจากไกล พ้นไปจากลัคนา คือพ้นไปจากถิ่นฐานที่เกิด หรือตนเองเสียหายผิดพลาด  ตนเองป่วยไข้  ความหมายที่จะขยายหรือรับกับข้อความนี้ก็คือ ดาวจังหวะที่ ๒  คือ ตามดูอาทิย์๑ เจ้าเรือนที่เสาร์๗ สถิตไปอยู่ภพอริแห่งลัคนา เป็นการย้ำความหมายมรณะในช่วงแรกให้มีความหมายหนักแน่นในทางที่เป็นโทษยิ่งขึ้น  ซึ่งเป็นรูปภพว่า  ตนุ-มรณะ—อริ   คือ ตนเองมีชีวิตล้มเหลวหรือผิดพลาดเสียหายโดยมีอุปสรรค และความยุ่งยากเดือดร้อน  ต้องต่อสู้ดิ้นรน

ง.    เสาร์ ๗ สถิตเรือนอาทิตย์๑  และอาทิตย์ ๑ ไปสถิตราศีมิถุนร่วมราศีกับพุธ ๔ ซึ่งเป็นเกษตรแห่งภพอริ      แห่งราศีมิถุนและพุธ ๔ ยังเป็นเกษตรเจ้าเรือนอีกราศี คือ ราศีกันย์ซึ่งเป็นภพศุภะของลัคนาด้วย  ฉะนั้นพุธ ๔   ก็แฝงความหมายในความเป็น  อริ-ศุภะ  ผ่านสื่อจากอาทิตย์ ๑  ลงมาสู่ราศีสิงห์สัมพันธ์ถึงเสาร์ ๗ ตนุลัคน์  โดยแฝงดาวเกษตรอาทิตย์ ๑ เป็นความหมายว่า  ในความมรณะเสียหาย ล้มเหลว ผิดพลาดโดยอริ-อุปสรรคและเดือนร้อนนั้น มีระยะยาวนาน (จากความเป็นเกษตรของพุธ ๔)  และขณะเดียวกันพุธ ๔ เจ้าเรือนราศีกันย์ ก็จะให้ความช่วยเหลือ และที่พึ่งพาอาศัย คือในความลำบากเดือนร้อนนั้นยังมีผู้อุปการะช่วยเหลือพอพึ่งได้บ้าง ไม่สิ้นไร้ไม้ตอกเสียทีเดียว แต่ความเป็นศุภะของพุธ ๔ นั้น ส่งผลในภพอริเป็นความช่วยเหลือที่ไม่เต็มไม้เต็มมือ คือช่วยไม่เต็มที่  และดาวพุธ ๔ เกษตรสองเรือนนี้จะให้ผลทางภพอริหนักแน่นรุนแรงกว่าภพศุภะ เพราะพุธ ๔ เจ้าเรือนเป็นเกษตรเน้นทางภพอริอยู่เต็มตัว

ส่วนมฤตยู 0 ที่สถิตร่วมอาทิตย์ ๑ ก็จะแฝงอำนาจและความหมายมาตามอาทิตย์  ๑ เข้าสัมผัสกับเสาร์ ๗ ในเรือนอาทิตย์ ๑ เช่นกัน  โดยที่มฤตยู 0 เป็นดาวที่เพิ่มแรงของความหมายในภพและดาวที่ตนร่วมด้วยให้มีผลตามความหมายของตน คือ ความเสียหายผิดพลาด เดือดร้อน ตามความหมายของเสาร์ ๗ และอาทิตย์ ๑ นั้น เป็นความผันแปรวิบัติที่นอกเหนือเหตุผลธรรมดา (มฤตยู 0 ลึกลับ พิสูจน์เหตุผลมิได้)  พูดภาษาหมอดูเขาว่า เสียหายเดือนร้อนเหมือนผีเช่ง

ท่านอาจสงสัยหรือมีปัญหาถามตัวเองขึ้นมาว่า ถ้าในลักษณะของดาว อริ-มรณะ เช่นนี้ คนๆนี้มิเอาตัวไม่รอดตลอดชีวิตหรือ จะทุกข์ยากเดือดร้อนไปตลอดชีวิตหรือ เพราะแง่มุมของดาวมิได้บอกถึง มุมดี เสียเลย….ยังก่อน การพิจารณานี้เป็นเพียงขั้นแรก

ขั้นที่สอง  พิจารณาในจุดของลัคนาที่ ๒  ว่าเหตุการณ์เช่นนั้นแน่หรือ  ลัคนาที่ ๒ คือ ใช้ตนุลัคน์นั้นเองเป็นลัคนาขึ้นมาวัดมุมของดาวเสมือนเช่นเดียวกับลัคนาที่ ๑ เป็นการวางลัคนาซ้อนลงไปในดวงชะตาอีกลัคนาหนึ่ง เพียงแต่ว่า ลัคนา ๒ (ตนุลัคน์ ) ใช้เป็นจุดที่จะวัดสอบดาวที่ก่อเหตุ  สร้างเหตุนั้นๆ  สถิตเป็นภพที่เท่าใดกับตนุลัคน์โดยลืมลัคนาที่ ๑ เสียชั่วขณะ

ดังเช่นกรณีนี้ ชีวิตเจ้าชะตาในเบื้องแรกคือเสาร์ ๗ ก็จะเอาตนุลัคน์ดูเข้าหาเสาร์ ๗ ซึ่งที่แท้ก็คือตัวเองของตนุลัคน์นั้นเอง จึงอ่านว่า “ตนุ” และก็ใช้ระบบการอ่านดาว ๒ จังหวะเช่นเดียวกันกับลัคนาตัวจริง  คือ เมื่อตนุลัคน์อ่านมาที่เสาร์๗ ตัวเองได้ความหมายตนุแล้ว ก็จะตามดูอาทิตย์ ๑ เจ้าเรือนเสาร์ ๗  สถิตไปอยู่ภพใดกับตนุลัคน์ อาทิตย์ ๑ ไปสถิตภพที่ ๑๑ จากตนุลัคน์ ก็คือหมายถึงเป็นตำแหน่งลาภะกับตนุลัคน์  ซึ่งความหมายของลาภะ หมายถึงความสำเร็จผล ความรุ่งเรือง

เมื่อความหมายทางลัคนาและทางตนุลัคน์ขัดแย้งกัน มุมหนึ่งดี มุมหนึ่งร้ายเช่นนี้ จะพยากรณ์ว่าอย่างไรดีหรือร้าย

ขอทำความเข้าใจในเรื่องของลัคนาและตนุลัคน์เพิ่มเติมเสียก่อน เพื่อความเข้าใจอันดีในการอ่านดวงชะตาต่อๆไป คือ

ลัคนา  คือ เป็นตัวตน และ ชีวิตของเจ้าชะตาขณะเมื่อเกิด หรือนิยามความหมายก็คือพื้นฐานของชีวิต

ตนุลัคน์  คือ ตัวตนและชีวิตของเจ้าชะตาเช่นกัน แต่เป็นภาวะชีวิตในการดำเนินชีพต่อมา

ฉะนั้นในกรณีที่ดาวในช่วงแรกบอกถึงความหมายในทาง อริ-มรณะ นั้นจากมุมลัคนาย่อมเป็นเหตุให้เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดเสียหายเดือดร้อนลำบากลำบน  แล้วในช่วงต่อมาหรือในวัยต่อมาจึงจะประสบความสำเร็จราบรื่นได้จากมุมของตนุลัคน์ คือชีวิตต้นร้ายปลายดี จะต้องทุกข์ยากลำบากมาเสียก่อน แล้วจะเอาดีได้ในภายหลัง คือ เป็นเหตุการณ์ที่เกิดทั้งสองมุมทั้งทางลัคนาและทางตนุลัคน์ต่อเนื่องกัน

โปรดอย่าเอาความหมายดี-ร้าย คุณและโทษของดาวที่แสดงความหมาย  มาบวกลบกัน แล้วเอาผลแต่เพียงสถานเดียวมิได้ เป็นการผิดธรรมชาติวิสัยของชีวิตมนุษย์ที่แท้จริงซึ่งมีทั้งสุขทั้งทุกข์ ทั้งดีทั้งชั่ว ทั้งผิดหวังและสมหวัง

ขั้นที่สาม  พิจารณาถึงลัคนาที่ ๓  คือ “ตนุเศษ”  คือ จิตใจ และความรู้สึกนึกคิดของเจ้าชะตา  การใช้ตนุเศษพิจารณาดาวที่ก่อเหตุนี้ จริงอยู่เราอาจเรียกสมมุตว่าเป็นลัคนาที่ ๓  แต่ผลการพิจารณานี้มิได้มีผลเหมือนลัคนาหรือตนุลัคน์  ซึ่งทั้งสองลัคนาแรกนี้ พิจารณาในเหตุที่เป็นไปจะเกิดผลเช่นใด

แต่ดาวแห่งจิตใจนั้น พิจารณาเพียงแต่ผลทางความรู้สึกที่เขารับรู้ หรือสิ่งที่เขาปรารถนาเท่านั้น ไม่มีผลที่จะทำให้เหตุการณ์และผลดีร้ายจากทางลัคนาและตนุลัคน์มีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่นไม่เพียงแต่บอกถึงภาวะความรับรู้ทางจิตใจ และความหวังตั้งใจและความรู้สึกของเจ้าชะตาเท่านั้น

กลวิธีการใช้ตนุเศษพิจารณาก็เป็นวิธีเดียวกับตนุลัคน์ คือ ตั้งจุดที่ตนุเศษและมองวัดเข้าหาตามที่ประสงค์จะดูในเรื่องนั้นโดยตามดาว ๒ จังหวะ อ่านความหมายจากตำแหน่งดาวที่ทำมุมกันตนุเศษเป็นความหมายในการพยากรณ์

ในขั้นแรก เราปรารถนาจะดูภาวะชีวิตของเจ้าชะตา ก็คือดูเสาร์ ๗ เป็นดาวหลักในขั้นแรกโดยดูจากพุธ ๔ ตัวตนุเศษ เข้าหาดาวเสาร์ ซึ่งสถิตเป็น ๓  แก่ตนุเศษ  คือ เป็นสหัชชะกับตนุเศษ ความหมายของภพสหัชชะ คือการเปลี่ยนแปลง สังคม เพื่อน ชื่อเสียง สิ่งแวดล้อม

เอาความหมายสหัชชะทางตนุเศษพุธ ๔ กับเสาร์ ๗ ประกอบความหมายของเสาร์ ๗ ซึ่งสถิตเป็นมรณะกับลัคนา จะได้  สหัชชะ+มรณะ คือ ความหมายว่า ตนจาก(มรณะ) มาเพื่อหวังจะสร้างชีวิตที่มีเพื่อนสังคม และหวังชื่อเสียง คือปรารถนาที่จะใช้ชีวิตในโลกกว้างในสังคม และสิ่งแวดล้อมใหม่นั้นเอง

เมื่อตามดูอาทิตย์ ๑  เจ้าเรือนที่เสาร์ ๗ สถิต ไปเป็นจังหวะที่ ๒  อาทิตย์ ๑ สถิตในราศีมิถุนร่วมด้วยพุธ ๔ ตนุเศษ ๔ ซึ่งอ่านว่า “ตนุ”  และการร่วมราศีกันระหว่างอาทิตย์ ๑ เจ้าเรือนมรณะที่เป็นเหตุจากเสาร์ ๗  ตนุลัคน์สถิตอยู่เป็นจังหวะแรกนั้นกับพุธ ๔ ตนุเศษในราศีมิถุน ซึ่งเป็นภพอริแห่งลัคนา

เป็นความหมายคือ การตนุลัคน์เสาร์ ๗ จากมาไกลมาเพื่อหวังความเปลี่ยนแปลงชีวิตแม้จะรู้ว่าตนจะลำบากและต้องต่อสู้ (อริ) มากเพียงใดก็ตาม จิตใจตนเองก็พร้อมจะรับความลำบากนั้นเสมอนั่นเอง

 

(คัดลอกมาจาก http://www.horathai.com)

 





ชมรมโหราเวสม์
ใบสมัครสมาชิกชมรมโหราเวสม์
ข้อบังคับชมรมโหราเวสม์
สิทธิ์ของสมาชิก
หลักสูตรโหราศาสตร์ไทย
วิชาเลข 7 ตัวทักษากาลโยค ฉบับประยุกต์ ( หรือมหาภูติพม่า )
โหราศาสตร์ไทย ระบบลัคนาจักร (ระดับต้น) อาจารย์ สมฤทธิ์ แต้สุนทรไพเราะ
โหราศาสตร์ไทย ระบบลัคนาจักร ภาคพยากรณ์ อาจารย์ พันเลิศลัคน์ ศุกรวัฒนศิลป์
ทักษามหายุคศาสตร์ โดย อาจารย์ สุทธิ เทศวงษ์
7 ตัว 11 ฐาน พระเคราะห์เจ้าเรือน อ. พ.พัทธนันท์
วิชาไพ่ยิปซี ( ระบบธาตุ )
วิชาตุ๊กตาไขนามมอญ/ไขรหัสชีวิตด้วยเสาศรีไชยะ
หลักสูตรวิชาเลข 7 ตัว 11 ฐาน* อ.กฤชธัช เพชรมณีรัตน์ “ครูกฤช”
โหราเวสม์ สาขาสาธุประดิษฐ์ 20 โดย ชิงชัย ชลพิไลพงศ์
โหราเวสม์ สาขาวัดเทพลีลา
โหราเวสม์ สาขาวัดเทพลีลา
ยามอัฏฐกาล พระกรรมทีปิกาจารย์ ราคา ฿60.-
ตั้งชื่อตามธาตุตรงตาม พระกรรมทีปิกาจารย์(ดร.พระมหายงยุทธ ธีรธมฺโม) ราคา 60 บาท
ตำราบันทึกลับ โหราศาสตร์ไทย ระบบบแสง และ รังสี ดำริห์ ไตรรัตน์ ราคา 900 บาท
สัตตพยากรณ์ศาสตร์ อาจารย์ ตนุศรี ดูเบย์ ราคา 350 บาท
สารมูลนิธิสมาคมโหรฯ ฉบับฉลองพระชันษา ๑๐๐ ปี
การพยากรณ์พื้นชะตา และ การทายจร วิชา เลข ๗ ตัว ๔ ฐาน อาจารย์สุจิตต์ เอี่ยมละออ
ปฎิทินฤกษ์ยาม 3 ระบบ ไทย จีน ฮินดู ของอาศรมศรีจักรนารท ประจำปี 2556
พฤหัตชาฏก ฉบับภาษาอังกฤษ นีโม่&ตาบอดส่องตะเกียง
CHAI ANTIQUE CHIENGMAI ประสพชัย ชัยสมบัติ 177 ม.2 ถเชียงใหม่-หางดง ต.หางดง อ.หางดง เชียงใหม่ 50230 08-1620-8008 หน้า 3
CHAI ANTIQUE CHIENGMAI ประสพชัย ชัยสมบัติ 177 ม.2 ถเชียงใหม่-หางดง ต.หางดง อ.หางดง เชียงใหม่ 50230 08-1620-8008 หน้า 2
CHAI ANTIQUE CHIENGMAI ประสพชัย ชัยสมบัติ 177 ม.2 ถเชียงใหม่-หางดง ต.หางดง อ.หางดง เชียงใหม่ 50230 08-1620-8008 หน้า 1
ข่าวสาร-กิจกรรม article
อาจารย์ ดวงพร สิริกร
อาจารย์ สะพานเดินเรือ article
อาจารย์ กิตติ ไชกิจภิญโญ article
อาจารย์ อัจฉราวรรณ พรรณรุ่งเรือง article
อาจารย์ ธงชัย จันทร์หิรัญ
ประวัติ ส.ไชยนันทน์ article
จุกรินเหล้าอัจฉริยะ 12 COMMANDERS
อาจารย์ อรุณ เทศถมทรัพย์ article
อาจารย์ ศิวเมษ article
อาจารย์ รัตน์และศิระ นามะสนธิ article
อาจารย์ จรัญ พิกุล article
อาจารย์ พิภพ ตังคณะสิงห์ article
อาจารย์ ผล อนันตปิน article
อาจารย์ ร.อ.ทองคำ ยิ้มกำภู article
อาจารย์ บุญช่วย ชุ่มเชิงรักษ์ article
เวปเพื่อนบ้าน article
Fame the Musical ละครเพลงเรื่องอมตะโด่งดังในแบบฉบับภาษาไทย
เทคนิค การขยายความหมายของดาว ในการทำนายดวงชะตาด้วย วิชาอินทรเนตร DTD อ.ธรัฐ จุติกุล ราคา 209 บาท
เทคนิค การทำนายดวงด้วย วิชิา อินทรเนตร ฉบับประสบการณ์ ๑ DTD อ.ก้องการุณ สุนทรพรนาวิน ราคา 200 บาท
คัมภีร์อินทรเนตร (วิชาดวงตาแห่งพระอินทร์) อ.เจียระไน โชคมงคลชัยชนะ 390 บาท
อาจารย์ อุษา พรหมภัสสร ไพ่ทักษามหายุคที่ต้องลอง https://www.facebook. com/astrologyusa
เลข ๗ ตัว ๔ ฐาน นภา วราบุตร
YOUTUBE เวิ้งนครเขษม บ้านเรา
ความรู้จากอาจารย์ต่างๆ
ท้ายเมนูย่อย
สมัครสมาชิกโหราเวสม์
วิธีการสั่งซื้อ
สมาคมร่วมกับมูลนิธิเปิดอบรมโหราศาสตร์ ฟรี
MAGIC MOON เพ็ญพร ไพฑูรย์
'ธนกร สินเกษม' จากนายแบงก์...สู่ 'นายกฯโหร'
แป๊ะเก๊าโภชนา
ท่านขุนชอบ อ.อรุณ อ.สอ้าน (๑๐ลัคน์)
พื้นที่โฆษณา article



Copyright © 2010 All Rights Reserved.


-

-


Since 2003 - 7 - 11 Best View 1024 x 768 pixels...... www.horawej.com Email address: horawej@horawej.com
เว็บไซด์โหราเวสม์ (จำหน่ายโปรแกรมโหราศาสตร์ต่าง ๆ เว็บเพื่อการศึกษาทางวิชาโหราศาสตร์) โดย นายวิชิต เตชะเกษม โทร. 08-1844-3372
พร้อมหนังสือ เกี่ยวกับวิชาโหราศาสตร์จาก เขษมบรรณกิจ 25 ถนนสมเด็จพระเจ้าตากสิน แขวงบางยี่เรือ เขตธนบุรี กทม 10600
โทร. 02-439-2339, 02-439-7388-9, Fax. 02-439-7387 (หยุดวันอาทิตย์)
www.scb.co.th/